ศาสนาเชน: วิถีแห่งอหิงสา - National Geographic Thailand

ศาสนาเชน: วิถีแห่งอหิงสา

ศาสนาเชน : วิถีแห่งอหิงสา

“จัยจีเนนดระ” น้ำเสียงแผ่วเบาที่เปล่งออกมา พร้อมอากัปกิริยาการยกมือไหว้อย่างนอบน้อม อาจเป็นคำทักทายที่ไม่คุ้นหูใครหลายคน เมื่อเทียบกับคำทักทายยอดฮิตอย่าง “นมัสเต” ของภารตชนแต่นี่เองคือจุดเริ่มต้นในการเดินทางเพื่อตามหาที่มาของความหมาย “ขอให้เชนจงมีชัย” ของผม

หลายพันปีก่อน ณ ดินแดนชมพูทวีปอันรุ่มรวยไปด้วยการแสวงหาคุณค่าความหมายทางจิตวิญญาณสายธารความเชื่อเก่าแก่ที่หยั่งรากลึกมายาวนาน หล่อหลอมจนเกิดเป็นศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อการชี้นำทางสังคมในดินแดนแห่งนี้ ทว่าในช่วงเวลาที่ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูรุ่งเรืองอยู่นั้น ในดินแดนชมพูทวีปยังให้กำเนิดลัทธิความเชื่อทางจิตวิญญาณใหม่อีกสองศาสนา ได้แก่ ศาสนาเชนและศาสนาพุทธ ซึ่งเกิดจากการ “ปฏิวัติ” ความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยที่ทั้งเชนและพุทธต่างเป็นศาสนาแบบอเทวนิยม (ต่างจาก”พหุเทวนิยม” ของพราหมณ์-ฮินดู) ในความหมายที่ว่า มนุษย์และธรรมชาติเป็นตัวกำหนดความจริงของชีวิตมิได้ขึ้นอยู่กับพระเจ้าหรือเทพเจ้า

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า ศาสนาเชน ถือกำเนิดก่อนคริสตกาลราว 600 ปี และยังร่วมสมัยกับพุทธศาสนาศาสดาหรือผู้ให้กำเนิดศาสนาเชนคือพระมหาวีระ ผู้มีพระประวัติคล้ายคลึงกับพระพุทธเจ้าอย่างมาก จนบางครั้งหลายคนถึงกับหลงเข้าใจผิดคิดว่า ทั้งสองพระองค์เป็นบุคคลคนเดียวกัน

ศาสนาเชน
นักบวชเชนกำลังสักการะพระรูปพระโคมเฏศวร บุตรองค์ที่สองของพระอทินาถภควันต์ปฐมตีรถังกร ศาสดาองค์แรกของศาสนาเชน พระรูปนี้ประดิษฐานอยู่ที่เมืองศรวณพลโคละ รัฐกรณาฏกะ

พระมหาวีระประสูติในวงศ์กษัตริย์ลิจฉวี ผู้ครองนครเวสาลี แคว้นวัชชี ดินแดนทางตอนเหนือของประเทศอินเดียเมื่อราว 635 ปีก่อนคริสตกาล ขณะมีพระชนมายุ 30 พรรษา พระมหาวีระทรงสละชีวิตทางโลกและเสด็จออกผนวชมุ่งแสวงหาโมกขธรรมอย่างจริงจัง พระองค์ทรงบำเพ็ญสมาธิและอัตตกิลมถานุโยค (การทรมานตน) โดยปราศจากเครื่องทรง ทั้งทรงถือสัจวาจาไม่ยอมเอ่ยปากพูดคุยกับใครเป็นระยะเวลายาวนานถึง 12 ปี จนบรรลุธรรมขั้นสูงสุด หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง จากนั้นจึงทรงละวางสัจวาจาเพื่อออกประกาศศาสนา ซึ่งได้ชื่อในเวลาต่อมาว่า “เชน” แปลว่า “ชนะ”

ศาสนาเชน มีปรัชญาความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดเช่นเดียวกับพราหมณ์-ฮินดู และพุทธศาสนา ทุกชีวิตมิอาจดับสูญ มนุษย์ สัตว์ พืช จุลินทรีย์ และไม่เว้นแม้กระทั่งธาตุดิน นํ้า ลม ไฟ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีชีวิตที่ต้องพึ่งพาตัวเอง ไม่สามารถพึ่งพาชีวิตอื่นได้ ทุกชีวิตมีกรรมอันเป็นผลของการกระทำที่จะส่งผลในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิดหรือสังสารวัฏ ศาสดาในศาสนาเชนมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ตีรถังกร” ชาวเชนเชื่อว่า ที่ผ่านมาตีรถังกรประสูติมาในโลกแล้ว 24 พระองค์ โดยพระมหาวีระคือตีรถังกรองค์ที่ 24

ปัจจุบัน มีชาวอินเดียนับถือศาสนาเชนอยู่เพียงราวห้าล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมดกว่า 1,200 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.4 ของประชากรทั้งประเทศ สาธุชนชาวเชนมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศอินเดีย แต่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในรัฐแถบตะวันตกและตอนใต้ เช่น ราชสถานคุชราต มัธยประเทศ และกรณาฏกะ นอกจากนี้ ยังมีชาวเชนโพ้นทะเลอีกจำนวนหนึ่งที่ไปตั้งรกรากในต่างประเทศ เช่น ยุโรป เอเชีย และสหรัฐอเมริกา สาธุชนชาวเชนมักประกอบอาชีพด้านค้าขาย ครูบาอาจารย์ นักธุรกิจ นักลงทุน เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม เพราะการปลูกพืชผลทางการเกษตรมีความเสี่ยงที่จะไปเบียดเบียนที่อยู่อาศัยและทำลายสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใต้พื้นดิน ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดต่อหลักอหิงสธรรม หลักธรรมสำคัญที่สุดข้อหนึ่งในศาสนาเชน การที่ศรัทธา-ชนชาวเชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขาย พวกเขาจึงมักรํ่ารวยและบริจาคเงินให้วัดเพื่อทำนุบำรุงศาสนา

บนถนนจาวรีบาซาร์ในนิวเดลี เมืองหลวงของประเทศอินเดีย ผมเดินฝ่ากระแสคลื่นภารตชนที่วุ่นวายสับสนเป็นระยะทางเกือบสามกิโลเมตร จากที่พักในย่านชุมทางรถไฟสถานีนิวเดลีมุ่งหน้าไปยังถนนจาดนีจ๊อก ที่ตั้งของวัดเชนเก่าแก่และมีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่สิบหก ศิขรสีแดงชาดสามยอดกระทบกับแสงอาทิตย์ยามเย็นเด่นเป็นสง่า เป็นที่มาของชื่อวัดว่า “ศรีทิคัมพรเชนลา” วัดเชนแห่งนี้เป็นวัดในนิกายทิคัมพรหนึ่งในสองนิกายหลักของศาสนาเชน (อีกนิกายหนึ่งคือเศวตัมพร ทั้งสองนิกายยังมีนิกายแยกย่อยออกไปอีก

เมื่อคนแปลกหน้าต่างศาสนาพร้อมอุปกรณ์บันทึกภาพมาเยือน บรรดาสาธุชนจึงคอยจับจ้องพวกเราชนิดไม่ยอมให้คลาดสายตา ผู้ดูแลวัดเดินประกบเราทุกฝีก้าว ผมพยายามถามไถ่ถึงแก่นสารสาระของศาสนา ก็ไม่ได้คำตอบจากผู้ดูแล ราวกับว่าพวกเขาหวงแหนอะไรบางอย่าง ที่นั่นมีเพียงข้อมูลที่เขียนไว้ตามผนังและหนังสือบทสวดมนต์ภาษาปรากฤตที่วางไว้สำหรับผู้มาประกอบพิธีทางศาสนา

ที่นี่ผมได้พูดคุยกับศรัทธาชนชาวเชนจำนวนหนึ่งซึ่งแวะเวียนมาสวดมนต์ประติกรมนะ (อโหสิกรรมต่อบาป) ในยามเย็นหลังเลิกงาน และสนทนาธรรมกับเหล่าจีเซีย (แม่ชี) ใต้ร่มไม้ใหญ่ภายในลานธรรม ซึ่งมีเพียงรั้วเหล็กเตี้ย ๆ เป็นกำแพงกั้นระหว่างโลกทางธรรมกับโลกภายนอกที่เวลานี้อึงอลไปด้วยเสียงแตรรถที่บีบประชันกันราวกับกำลังทำสงคราม “คนพวกนี้หัวเก่า ปิดกั้นคนนอกศาสนา คุณลองหาโอกาสมาใหม่วันพรุ่งนี้แล้วกัน” สาธุชนวัยหนุ่มคนหนึ่งบอกพวกเราในที่สุด

 

เรื่องแนะนำ

จาริกแสวงบุญ : เพื่อศาสนา หรืออัตตา

การแสวงบุญซึ่งเริ่มต้นจากการค้นหาเพื่อหลุดพ้นจากความมืดมนอนธการในหัวใจ จึงนำไปสู่อุตสาหกรรมทั่วร์ที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนนับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ร่วมพันธมิตรกับเอมมา วัตสัน เพื่อเฉลิมฉลองวันสตรีสากล

ชมตัวอย่างโปรเจคภาพถ่ายจากช่างภาพหญิงซึ่งสะท้อนเรื่องราวของผู้หญิงในหลายหัวข้อไม่ว่าจะเป็น ความไม่เท่าเทียมหรือการถูกลิดรอนสิทธิสตรี นำเสนอโดยเอมมา วัตสัน ร่วมกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เนื่องในวันสตรีสากล

ฤดูกาล ล่าวาฬ – วิถีเก่าแก่แห่งชนอะแลสกา

ฤดูกาลแห่งการ ล่าวาฬ วิถีและประเพณีอันเก่าแก่ของชนพื้นเมืองในอะแลสกา บนเขาทางเหนือของอะแลสกา วัฒนธรรมของอินูเปียตมีศูนย์กลางอยู่ที่วาฬ  ทุกฤดูใบไม้ผลิ ชายและหญิงจะใช้เวลานานเป็นสัปดาห์ๆ บน “ทูวัก” หรือผืนน้ำแข็งบริเวณใกล้น้ำ เพื่อเฝ้าดูบรรดาวาฬหัวคันศรซึ่งอพยพขึ้นเหนือจากทะเลเบริงสู่เขตอาร์กติกของแคนาดา  เมื่อใครสังเกตเห็นวาฬสักตัว ทีมล่าวาฬจะลากเรืออูมีอักลงน้ำ  ปกติแล้วจะมีโอกาสเพียงหนเดียวในการยิงฉมวกไปยังวาฬ  ถ้าการล่าวาฬประสบความสำเร็จ ทุกคนในหมู่บ้านจะได้รับเนื้อวาฬปันส่วน เรื่องราวของความสืบเนื่องทางวัฒนธรรม ทำให้ช่างภาพ คิลอิ ยู่หยาน ติดใจ  ยู่หยานเองก็เป็นชนพื้นเมืองด้วย เขาเป็นลูกหลานของพรานและชาวประมงเผ่าเฮอซี (หรือนานายในรัสเซีย) ทางตอนเหนือของจีนและตะวันออกเฉียงใต้ของไซบีเรีย  เขาบอกว่าเรื่องราวมากมายที่เล่าถึงชุมชนพื้นเมืองว่าล่มสลายหรือแร้นแค้นนั้น มักละเลยความซับซ้อนของชุมชนเหล่านั้น “คุณต้องอยู่กับพวกเขาถึงจะเห็นความหวังอันเต็มเปี่ยมและความเบิกบาน” ในช่วงห้าปี ยู่หยานอยู่กับชาวอินูเปียตที่อูตคีอารก์วิก (เดิมรู้จักกันในชื่อ แบร์โรว์) นาน 10 เดือน  เขาตั้งแคมป์อยู่กับลูกมือคนหนึ่งบนผืนน้ำแข็งเพื่อดูวาฬ และหลายหนก็อาสาเป็นยามกะกลางคืนเมื่อความมืดและความเงียบสงัดโรยตัวปกคลุม  เขาพบว่า ความเงียบสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อวาฬสักตัวเดินทางมาถึง ผู้สังเกตการณ์จะบอกตำแหน่งของมัน กระตุ้นให้ลูกทีมเอาเรือออกไป “เมื่อวาฬเข้ามาใกล้ เสียงพวกมันชัดมาก พวกมันร้องเพลง เหมือนละครเพลงเลยครับ” เรื่อง แดเนียล สโตน ภาพถ่าย คิลอิ ยู่หยาน อ่านเพิ่มเติม ภัยคุกคามฉลามวาฬคือเรื่องจริง

ลารุงการ์ เมืองมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่สุดในโลก

เมื่อช่างภาพบันทึกภาพ ลารุงการ์ เมืองมหาวิทยาลัยสงฆ์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนทางการจีนสั่งรื้อทำลายบางส่วน และปิดไม่ให้“คนนอก” เข้าไปเยือนอีกต่อไป จนถึงวันนี้ ลารุงการ์ และยาร์เชนการ์ ยังคงเป็นเมืองลับแล เราไม่เคยได้ยินว่า มีใครรู้เรื่องราวของเมืองทั้งสองอย่างถ่องแท้ แทบไม่มีข่าวเล็ดลอดจาก “ลารุงการ์” และ “ยาร์เชนการ์” ชนิดที่ทำ ให้เราเข้าใจได้ว่า เมืองทั้งสองนี้ ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจชนิดใด นอกจากเงินบริจาคและ ร้านค้าไม่กี่ร้าน บริหารจัดการอย่างไร นอกเหนือจาก คณะกรรมการสถาบันสงฆ์ซึ่งเป็นพระ และมีกฎหมายเช่นไร นอกเหนือจากพระวินัยของภิกษุและภิกษุณี ทั้ง สองเมืองอยู่ในเขตปกครองตนเองการ์เซ มณฑลเสฉวน แต่สำหรับคนทิเบต ที่นี่เคยรู้จักกันในนามแคว้นคาม แต่ไม่ว่าเราจะเรียกแบบไหน “ทิเบต” หรือ “เขตปกครองตนเอง” พรมแดนในความรู้สึกนึกคิด ก็มักพร่าเลือน เราไม่รู้ว่าส่วนที่เป็นหรือเคยเป็นประเทศทิเบตนั้น กินเนื้อที่ เท่าใด ยิ่งพุทธศาสนาแบบวัชรยานของทิเบต ยิ่งมีหลายสิ่ง ที่พ้นไปจากความเข้าใจของเรา ภาพบ้านไม้ทาสีแดงหลังเล็กๆเรียงรายกันจนดูเหมือน ผืนพรมขนาดใหญ่ห่มคลุมหุบเขา เป็นภาพคุ้นตาที่เสิร์ช หาได้ในกูเกิ้ล และเป็นพื้นผิวของเมืองที่เราไม่อาจเข้าใจถึง ความตื้นลึกหนาบางได้ คัมภีร์ ผาติเสนะ พูดถึงลารุงการ์และยาร์เชนการ์ ครั้งที่เขาเดินทางไปถ่ายภาพสองครั้งสองครา […]