ดนตรี คือพลัง! รู้จักกับคนรุ่นใหม่ผู้ใช้เสียงเพลงสะท้อนความจริง

ดนตรีคือพลัง! รู้จักกับคนรุ่นใหม่ผู้ใช้เสียงเพลงสะท้อนความจริง

ผู้เข้าชมนิทรรศการ Inside Pussy Riot ทดลองสวมไอ้โม่งและถูกจับขังคุกเช่นเดียวกับที่สมาชิกวงเผชิญหลังร้องเพลงต่อต้านประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในมหาวิหารเซ็นต์ เดอ ซาร์เวีย ประเทศรัสเซีย เมื่อปี 2012
ขอบคุณภาพจาก Kenny Mathieson, Saatchi Gallery

 

ดนตรีคือพลัง! รู้จักกับคนรุ่นใหม่ผู้ใช้เสียงเพลงสะท้อนความจริง

“ประเทศไร้ Corruption ที่ไม่มีการตรวจสอบ ประเทศที่นาฬิกา รมต. เป็นของศพ ประเทศที่มีสภาเป็นห้องนั่งเล่นของนักรบ ประเทศที่เขียนรัฐธรรมนูญให้กองทัพใช้ตีนลบ…ประเทศกูมี ประเทศกูมี”

บางส่วนจากบทเพลง “ประเทศกูมี” โดย Rap Against Dictatorship ที่ขณะนี้มียอดเข้าชมในยูทูปเกือบ 9 ล้านวิวแล้ว และกำลังกลายเป็นประเด็นที่ผู้คนสนใจมากที่สุด ด้านผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเราคงไม่ทราบว่าจะรับมือกับกระแสในโลกออนไลน์นี้อย่างไร จึงออกมาข่มขู่ไว้ก่อนว่าการแชร์เพลงประเทศกูมีในโลกโซเชียลอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย! ทว่าในทางกลับกันวิธีการต่อต้านอย่างเห็นได้ชัดนี้ไม่ต่างอะไรกับการราดน้ำมันเข้ากองเพลิง…

เพราะดนตรีทรงพลังเช่นนี้ ในอดีตที่ผ่านมาเสียงเพลงจึงถูกใช้เป็นอาวุธต่อสู้กับความอยุติธรรมในสังคม ทั้งยังทำหน้าที่พูดแทนเสียงในใจประชาชนเมื่อถูกปิดปากโดยรัฐ และในทางกลับกันบทเพลงยังถูกใช้เป็นเครื่องมือขับกล่อมแนวคิด ดังตัวอย่างจากบรรดาเพลงปลุกใจให้รักชาติและภักดีต่อผู้นำของเกาหลีเหนือ ทว่าด้านเกาหลีใต้เองก็ตอบโต้ด้วยบทเพลง K-Pop ผ่านลำโพงกระจายเสียงขนาดมหึมา เพื่อสะท้อนว่าอิสรภาพยังมีที่อีกฝั่งของชายแดน

พลังที่เห็นได้เด่นชัดที่สุดคือช่วงสงครามเวียดนาม ในเวลานั้นมีศิลปินมากมายถ่ายทอดความโหดร้าย และไร้ประโยชน์ของสงคราม พร้อมทั้งเรียกร้องสันติภาพผ่านบทเพลง ไม่ว่าจะเป็น Blowing In The Wind ของ Bob Dylan ที่กระตุ้นให้ทุกคนลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง อย่ามัวแต่นิ่งเฉย เพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่า หรือ OHIO ของ Neil Young ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุยิงนักศึกษาเสียชีวิตระหว่างการสลายการชุมนุมต่อต้านการส่งทหารไปรบในสงครามเวียดนาม และที่ขาดไม่ได้คือเพลง Imagine ของ John Lennon บทเพลงอมตะระดับโลกที่ทุกวันนี้เมื่อเกิดเหตุความรุนแรงจากการก่อการร้ายขึ้น เนื้อเพลงเรียกร้องโลกอันสงบสุขนี้ยังคงดังปลอบประโลมทุกครั้ง

 

Bobi Wine (Robert Kyagulanyi)

ดนตรี
ภาพถ่ายของ Bobi wine โดย Simon Maina, AFP

“When our leaders have become misleaders and mentors have become tormentors. When freedom of expression becomes the target of oppression, opposition becomes our position.” ส่วนหนึ่งของเนื้อเพลงจากบทเพลง “Situka” ที่มีความหมายว่า “ลุกขึ้นสู้” โดย Bobo Wine ศิลปินชาวยูกันดา ผู้เริ่มต้นอาชีพนักร้องในต้นทศวรรษ 2000 ตลอด 15 ปีที่ผ่านมาในการทำงานเพลง ตัวเขามีผลงานมากกว่า 70 เพลง โดยบทเพลงที่โดดเด่นของ Wine มีเนื้อหากระตุ้นให้ผู้คนลุกขึ้นมาใช้สิทธิของตนเอง เพราะประเทศนี้มีผู้นำที่ครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 1986 และยังไม่มีท่าทีที่จะลงจากตำแหน่งง่ายๆ

Wine เติบโตขึ้นมาในสลัมของกรุงกัมปาลา ปัจจุบันตัวเขาอายุ 36 ปี นั่นหมายความว่าเขาเห็นโยเวรี มูเซเวนี ประธานาธิบดีคนปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งมาตั้งแต่ 4 ขวบ ในเดือนเมษายน ปี 2017 เส้นทางชีวิตของ Wine พลิกผันจากนักร้องไปสู่นักการเมือง เมื่อเขาลงสมัครเลือกตั้งเป็นส.ส.ของยูกันดา การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาคือสื่งที่ทำให้ผู้คนชื่นชอบ และเพิ่มคะแนนความนิยมให้แก่พรรคฝ่ายค้านมากขึ้น อีกทั้ง Wine ยังกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมก้มหัวให้แก่อำนาจ และเป็นความหวังของผู้ที่เหนื่อยหน่ายจากการเห็นมูเซเวนีครองอำนาจมานาน 32 ปี

เรื่องราวของ Wine กลายเป็นที่สนใจจากสื่อมวลชนทั้งในและนอกประเทศเมื่อเขาถูกจับกุมและทุบตีโดยเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากการเดินรณรงค์ให้ผู้สมัครอิสระอื่นๆ ลงแข่งขันเลือกตั้ง ในระหว่างการพักรักษาตัวในสหรัฐฯ Wine เล่าว่า เขาถูกทรมานและฉีดยาเข้าไปในร่างกายหลายครั้ง และขณะนี้ทางรัฐบาลยูกันดาได้ตั้งข้อหากบฏให้แก่เขาเรียบร้อย อย่างไรก็ดี Wine ยืนยันที่จะกลับไปต่อสู้ในบ้านเกิด แม้ว่าจะเสี่ยงต่อการลอบสังหารก็ตาม ด้านประธานาธิบดีมูเซเวนีที่ปัจจุบันอายุ 73 ปี ได้ใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญที่เดิมกำหนดเพดานอายุไว้ที่ 75 ปี เพื่อให้ตัวเขาสามารถลงสมัครเลือกตั้งได้อีกครั้งในปี 2021 ที่จะถึงนี้

 

Mayam Mahmoud

ดนตรี
ภาพถ่ายของ Mayam Mahmoud โดย Mohamed Azazy

“Who said that femininity is about dresses. Femininity is about intelligence and intellect. It is also about the way she was raised” ส่วนหนึ่งจากท่อนแร็ปของ Mayam Mahmound ชาวอียิปต์ คุณอาจประหลาดใจหากทราบว่าประเทศนี้เพิ่งจะนิยามคำว่า “ล่วงละเมิดทางเพศ” และออกบทลงโทษชัดเจนเมื่อปี 2013 นี้เอง แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีหญิงอียิปต์ถูกคุกคามทางเพศมากมายในทุกวัน

“ฉันพบว่าแร็ปเปอร์ผู้ชายมักพูดถึงผู้หญิงในทางไม่ดีกับเสื้อผ้าที่เธอใส่ และกล่าวโทษเธอที่ก่อปัญหาขึ้นเอง ซึ่งมันไม่ถูกต้อง ฉันเลยแร็ปปัญหาที่ผู้หญิงเจอให้ฟังบ้าง” Mahmoud กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Mic.com เธอโด่งดังจากรายการ Arabs Got Talent เมื่อปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศที่พบได้มากมายในอียิปต์ถูกสาธยายออกมาเป็นบทเพลง นอกจากนั้นยังสะท้อนสภาพสังคมของอียิปต์ที่มีความไม่เท่าเทียมเมื่อบทลงโทษแก่ผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชาย

Mahmound เริ่มต้นร้องแร็ปตั้งแต่ 10 ขวบ เมื่อแม่ของเธอสอนให้รู้จับบทกวี แม้ว่าครอบครัวจะกังวลเนื่องจากภาพลักษณ์ของนักร้องแร็ปมักเป็นผู้ชายก็ตาม ปัจจุบันเธอกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงหลายคนเลิกปิดปากเงียบเมื่อเผชิญกับการคุกคาม ในปี 2013 แร็ปเปอร์หญิงคนนี้ก่อตั้งเพจ Carnival of Freedom เพื่อเปิดพื้นที่บนโลกออนไลน์ให้ผู้หญิงอียิปต์สามารถแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ต่อประเด็นต่างๆ ในแบบที่พวกเธอไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง และในปี 2014 Mahmound ได้รับรางวัล Index Art Award จากความพยายามในการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมให้แก่ผู้หญิงที่ผ่านมา

 

Pussy Riot

ดนตรี
ภาพของ Pussy Riot โดย Mitya Aleshkovsky / TASS

วงพังดนตรีพังก์หญิงล้วนสวมหมวกไอ้โม่งที่ดูแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรโดดเด่น แต่หารู้ไม่ว่าพวกเธอคือหนึ่งในศัตรูของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย จากวีรกรรมสุดแสบมากมายไม่ว่าจะเป็นการบุกเข้าไปร้องเพลงที่มหาวิหารเซ็นต์ เดอ ซาร์เวีย เรียกร้องให้พระแม่มารีปกป้องรัสเซีย ด้วยการขับไล่ปูตินออกนอกประเทศก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่จะมาถึง! หรืออย่างวีรกรรมล่าสุดที่พวกเธอแต่งตัวเลียนแบบตำรวจวิ่งลงไปยังสนามแข่งขันฟุตบอลโลกนัดชิงระหว่างฝรั่งเศสและโครเอเชีย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวนักโทษการเมือง แน่นอนว่าการร้องเต้นในโบสถ์ครั้งนั้นส่งผลให้พวกเธอดังเป็นพลุแตก แต่ทว่าสมาชิกบางคนของวงต้องถูกขังลืมถึงสองปีโดยไม่มีการไต่สวน และสมาชิกอีกจำนวนหนึ่งต้องหลบหนีออกนอกประเทศ

เนื้อหาเพลงของ Pussy Riot มักโจมตีไปที่นโยบายทุจริตและเรื่องสกปรกของประธานาธิบดีปูตินที่ใช้อำนาจในทางที่ผิด นอกจากนั้นพวกเธอยังเป็นเฟมินิสต์ด้วย เช่นในปี 2016 Pussy Riot ปล่อยเพลง Straight Outta Vagina เพื่อตอกย้ำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้ระลึกได้ว่าตัวเขามาจากไหน และไม่ควรพูดจาดูถูกผู้หญิง “Don’t play stupid / don’t play dumb / vagina’s where you’re really from!” บางส่วนจากเนื้อเพลง

หลังสมาชิกถูกปล่อยตัว (นานาชาติออกมาประณามการจับกุมและตัดสินโทษครั้งนั้นว่าไร้มนุษยธรรม) Pussy Riot ยังคงมุ่งมั่นในจุดยืนเดินสายประท้วงต่อต้านรัฐบาลปูตินต่อไป โดยมองว่าเป็นเผด็จการริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน  ตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตำรวจรัสเซียที่ชอบจับกุมผู้เห็นต่างทางการเมืองด้วย แต่ต่างจากเดิมตรงที่ครั้งนี้พวกเธอมีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว และไม่ต้องสวมหมวกไอ้โม่งปิดบังหน้าตาตลอดเวลา ทั้งยังมีคอนเสิร์ตของตัวเองจัดขึ้นในหลายประเทศทั่วยุโรปอีกด้วย

 

The Rebel Riot

ดนตรี
ภาพจากเฟซบุ๊ก The Rebel Riot Band

ปกติแล้วดนตรีพังก์ที่มีท่วงทำนองรุนแรงมักมีความเป็นขบถต่อต้าน ตั้งแต่การต้านดนตรีกระแสหลักไปจนถึงอำนาจรัฐบาล ฉะนั้นแล้วจึงไม่น่าแปลกใจที่อดีตประเทศซึ่งถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการมานานอย่างเมียนมาจะมีวงดนตรีพังก์เช่นกัน The Rebel Riot ก่อตั้งขึ้นในปี 2007 เนื้อหาเพลงของพวกเขาครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาชนกลุ่มน้อย, การละเมิดสิทธิมนุษยชน, ความแคลงใจที่มีต่อการเปลี่ยนผ่านระบอบเผด็จการมาสู่ประชาธิปไตยไม่เต็มใบ ไปจนถึงความขัดแย้งทางศาสนาที่เหตุการณ์ใหญ่อย่างพระสงฆ์นำกลุ่มชาวพุทธล้อมปราบชาวโรฮิงญาเมื่อปี 2007 ก็ถูกนำมาบอกเล่าผ่านบทเพลงด้วยเช่นกัน และล่าสุดพวกเขายังวิจารณ์แนวคิดของพระวีระธุ พระเมียนมาชื่อดังผู้เผยแพร่คำสอนยุยงให้ชาวพม่าเกลียดชังชาวมุสลิม

“ผู้คนที่นี่บ้ากันมาก มีคนที่คลั่งศาสนาพร้อมจะฆ่าคนอื่นได้ทุกเมื่อ จริงๆ มันก็น่าเศร้าเพราะคนในประเทศเราส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา ซึ่งพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความสันติและมักจะสอนให้ผู้คนรักกัน แต่ผู้คนกลับทำสิ่งที่ตรงกันข้าม ในสิ่งที่พุทธศาสนาไม่ได้สอนไว้” บทสัมภาษณ์ของ Kyaw Kyaw มือกีต้าร์ของวงที่ให้ไว้กับ Voice TV เมื่อครั้งมาเล่นคอนเสิร์ตที่เมืองไทยสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของศิลปินที่แม้จะถูกฉาบไปด้วยเสื้อผ้าหน้าผมหลุดโลก แต่ภายในกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและการโหยหาสันติภาพ

ปัจจุบันพวกเขายังคงเดินสายเล่นดนตรีต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ และประณามองค์กรศาสนาที่เผยแพร่ลัทธิความเกลียดชังต่อไป ด้วยความหวังว่าเสียงดนตรีของพวกเขาจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแก่ชาวเมียนมารุ่นใหม่ เรื่องราวของ The Rebel Riot ยังถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์สารคดีด้วย ในชื่อ “My Buddha Is Punk” โดย อันเดรียส ฮาร์ตมันน์ ผู้กำกับชาวเยอรมัน

 

Dark Phantom

ดนตรี
Dark Phantom ขณะแสดงคอนเสิร์ตในเทศกาลดนตรีเมืองเออร์บิล ประเทศอิรัก, AFP

แม้จะเผชิญกับคำข่มขู่จากกลุ่มก่อการร้าย หรือการขาดแคลนอุปกรณ์เพราะสงคราม แต่พวกเขาจะยังคงเล่นดนตรีต่อไป Dark Phantom ก่อตั้งขึ้นในปี 2007 โดย Murad Khalid และ Rabeen Hasem ทั้งยังเป็นวงเฮฟวีเมทัล วงแรกของเมืองคีร์คูก ในอิรัก โดยได้แรงบันดาลใจจากซีดีเพลงวง Metallica ที่พวกเขาได้รับมาจากทหารอเมริกัน เมื่อครั้งที่สหรัฐอเมริกาเข้ามาทำสงครามในอิรักปี 2003

บทเพลงของ Dark Phantom บอกเล่าถึงปัญหาคอร์รัปชั่นทางการเมือง และความขัดแย้งทางศาสนา ที่กลายมาเป็นปัญหาฝังรากลึกในสังคมอิรัก ทว่าวัฒนธรรมแบบเฮฟวีเมทัลนั้นไม่ได้เป็นที่นิยมในประเทศ มีหลายครั้งที่ผู้คนคิดว่าเสียงร้องของพวกเขาน่าสะพรึงกลัว และอิหม่ามประจำเมืองก็ว่ากล่าวการแสดงของพวกเขาว่าเป็นดนตรีของปีศาจ นอกจากนั้นนักรบไอซิสเองยังออกประกาศข่มขู่เอาชีวิตพวกเขา เนื่องจากมองว่าดนตรีแบบตะวันตกเป็นสิ่งต้องห้าม เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้สมาชิก Dark Phantom ต้องปิดเพจ ลบคลิปวิดีโอของพวกเขาออกจากโซเชียลมีเดียทั้งหมด และเลือกที่จะซ้อมดนตรีอย่างเงียบๆ เพื่อรักษาชีวิตไว้

จนกระทั่งในปี 2014 เมื่อสงครามต่อต้านไอซิสเริ่มต้นขึ้น และเมืองคีร์คูกถูกควบคุมโดยกองทัพเพชเมอร์กาของชาวเคิร์ดแทน บรรยากาศของเมืองที่ดีขึ้นทำให้ Dark Phantom ตัดสินใจกลับมาทำการแสดงอีกครั้ง อัลบั้มล่าสุดของพวกเขาถูกปล่อยออกมาในปี 2016 มีชื่อว่า “Nation of Dogs” และในเร็วๆ นี้ Dark Phantom ยังมีแผนที่จะไปทัวร์คอนเสิร์ตร่วมกับวงเฮฟวีเมทัลในซีเรีย ที่กรุงดามัสกัส, เมืองลาตาเกีย และเมืองฮอมส์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเฮฟวีเมทัลไม่ได้ถูกแบ่งแยกด้วยพรมแดน และสงครามก็ไม่อาจทำลายเสียงดนตรีของพวกเขาได้

 

อ่านเพิ่มเติม

ค้นพบเครื่องดนตรีอายุ 1,700 ปี ยังคงเล่นได้

 

แหล่งข้อมูล

10 บทเพลง ประณามการทำสงคราม และเรียกร้องสันติภาพ

With Bobi Wine, people power could finally win in Uganda

Bobi Wine: The pop star seeking ‘people power’

An egyptian rapper is using her music to fight back against sexual harassment

Pussy Riot วงนี้แสบเพื่อเสรีภาพ

ย้อนวีรกรรม Pussy Riot วงพังก์จอมป่วนฟุตบอลโลก

My Buddha Is Punk: ความพังก์ที่มากกว่าดนตรี

แฟชั่นพังค์ในชุดศาสดา วิพากษ์วิกฤตศาสนาของเมียนมา

วงพังค์รุ่นใหม่ของพม่าแต่งเพลงต่อต้านความขัดแย้งทางศาสนา

Iraqi heavy metal band Dark Phantom takes its ‘fight for freedom’ to Syria

In Iraq, Heavy Metal is Considered the Devil’s Music

 

เรื่องแนะนำ

เฮติ : ค้นพบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในงานสกปรก

พวกบายากูหรือคนสูบส้วมในกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของเฮติ ทำงานบริการที่จำเป็ต่อสุขภาวะของเมือง กระนั้น พวกเขากลับจำเป็นต้องเก็บงานของตนไว้เป็นความลับ

ความสัมพันธ์ของบุคลในช่วงสถานการณ์โควิด-19

ไม่ใช่แค่ร่างกายเท่านั้นที่ต้องการวัคซีน แต่จิตใจก็เช่นกัน เมื่อโควิด-19 ส่งผลให้ความสัมพันธ์ต้องเปลี่ยนแปลงไป ความสัมพันธ์ในยุคโควิด “เพราะมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้อยู่คนเดียว” ผศ.ดร.ไชยันต์ สกุลศรีประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวกับทีมงานระหว่างการพูดคุยกันภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังนั้น ความสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ด้านครอบครัว หรือเพื่อนฝูง ความสัมพันธ์ในยุคโควิด และสิ่งที่มีผลต่อความรู้สึกของเราอย่างมากคือ “ความรัก” ไม่ว่าใครก็อยากจะมีความรักที่ดี แต่ปัจจัยมากมายนั้นต่างก็มีผลต่อความรัก การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ก็เช่นกัน มนุษย์จึงต้องการวัคซีนไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่เป็นจิตใจด้วย ภาวะสมดุลที่เปลี่ยนแปลงไป ในสถานการณ์ปกติ ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่ต่างก็มีสิ่งที่เรียกว่า “ภาวะสมดุล” ของตัวเอง เป็นภาวะที่ทำให้ทั้งคู่ต่างประคับประคองให้ผ่านไปได้ แม้จะมีเรื่องราวให้ทะเลาะกันบ้าง ร้องไห้กันบ้าง มีทั้งทุกข์และสุขในความสัมพันธ์แต่ทั้งคู่ก็ยังคงอยู่ในภาวะสมดุลและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน  บางคู่อาจเจอกันในช่วงเย็นของทุก ๆ วันเพื่อรับประทานอาหารด้วยกัน หรือบางคู่อาจเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันทุกเดือน ทั้งหมดนี้เรียกว่า “ภาวะสมดุล” ที่ทั้งคู่ได้ตกลงกัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้ความรักนั้นงอกงามอยู่เสมอ  แต่ด้วยการอุบัติของโรคติดเชื้อโควิด-19 ได้ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของภาวะสมดุลที่ทั้งคู่มีอยู่ เช่น จากเดิมที่เคยได้รับประทานอาหารเย็นด้วยกันทุกวันหลังเลิกงาน มาตรการป้องกันการแพร่เชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถนั่งรับประทานอาหารที่ร้านด้วยกันได้ และกลายเป็นว่าต่างคนต่างซื้ออาหารกลับไปรับประทานที่บ้านของตนเอง เพียงแค่การไม่ได้นั่งรับประทานอาหารด้วยกันทุกเย็นอีกแล้ว อาจทำให้ทั้งคู่รู้สึกห่างเหินกันมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม โควิด-19 ก็อาจทำให้คู่รักต้องใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น ซึ่งสามารถส่งผลให้ภาวะสมดุลเสียไป […]

การล่าสัตว์จะช่วยปกป้องสัตว์ป่าได้จริงหรือ

การล่าสัตว์จะช่วยปกป้องสัตว์ป่าได้จริงหรือ ช้างทยอยปรากฏตัวเป็นโขลงเล็กๆ  พวกมันเดินอ้อยอิ่งหาแหล่งน้ำอยู่ใกล้แอ่งที่คลุ้งไปด้วยฝุ่น ด้วยอุณหภูมิในเดือนกันยายนที่สูงถึง 40 องศาในช่วงกลางวัน ช้างจึงเดินหากินอยู่ตรงชายขอบทะเลทรายคาลาฮารี ประเทศนามิเบีย ในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่มีชุมชนเป็นผู้ดำเนินการชื่อ ไนไน (Nyae Nyae) ซึ่งปัจจุบันมีชนพื้นเมืองเผ่าซานราว 2,800 คนอาศัยอยู่อย่างแร้นแค้น ช้างทิ้งกิ่งไม้หักและมูลอุ่นๆไว้ตามทางที่เดินผ่านไป เมื่อได้กลิ่นเหงื่อของเราผสมกับกลิ่นหญ้าที่ถูกแดดแผดเผา พวกมันก็พากันออกวิ่งพลางส่งเสียงร้องแปร๋นๆ หนีหายไปทันที ในเวลาต่อมา ตรงขอบฟ้า ช้างอำพรางตัวอยู่ในร่มเงาของต้นอะเคเชีย  สำหรับสัตว์ตัวใหญ่ขนาดนั้น ถ้าตาไม่แหลมคมจริง คงแทบมองไม่เห็นพวกมัน และตอนนี้ดวงตาที่ว่านั้นเป็นของชายชื่อดาม นักแกะรอยชาวซานในท้องถิ่น เจ้าของรูปร่างเตี้ยล่ำ ผู้ยืนอยู่บนหลังรถแลนด์ครูสเซอร์ ดามโน้มตัวออกไปจนเกือบสุดทางด้านขวาของรถ พลางสอดส่ายสายตามองหารอยเดินบนพื้นทราย เขาตบประตูรถ  แล้วรถก็เบรกดังเอี๊ยด ดามกระโดดลงจากรถไปตรวจสอบรอยเท้า ขอบรอยมีลักษณะเป็นลอนหยักลาดเข้าด้านใน และมีวงกลมเล็กๆอยู่ตรงกลาง เขาชี้มือชี้ไม้ แล้วฟีลิกซ์ มาร์นเวกเคอเคอ พรานอาชีพและมัคคุเทศก์ในการเดินทางครั้งนี้  ก็โดดผลุงออกจากประตูด้านคนขับ  มาร์นเวกเคอในวัย 40 ปี มีร่างกายกำยำ ผิวแดงก่ำ และผมสีทอง สวมหมวกผ้าและกางเกงขาสั้น บุคลิกท่าทางแนบเนียนดูราวกับส่งตรงมาจากบริษัทคัดเลือกนักแสดง เขายืนมองรอยเท้าสักครู่ สีหน้าแสดงความกังขาแต่แล้วก็พยักหน้าเห็นพ้องด้วย ถ้าป่าทะเลทรายในไนไนเป็นบ้านของครอบครัวชาวซาน มันก็ยังเป็นบ้านของช้างป่าขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่เหลืออยู่เช่นกัน รอยเท้านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ พวกเราที่เหลือลงจากรถ  […]

แผนที่แห่งความสุข

อะไรทำให้คุณมีความสุข แล้วผู้คนจากชาติไหนที่มีความสุขที่สุด ลองชมข้อมูลแผนที่ความสุขที่จัดทำขึ้นโดย มานูเอล กานาเลส และทีโอดอร์ เอ. ซิกลีย์ เชลลีย์ สเปอร์รี แผนที่ดังกล่าวถูกตีพิมพ์ลงในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ภาษาไทย ฉบับเดือนพฤศจิกายน ที่ว่าด้วยการสำรวจความสุขของผู้คนจากประเทศต่างๆ ใบหน้ายิ้มเหล่านี้แสดงออกซึ่งปริมาณของความสุขในชีวิตประจำวันของผู้คนที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศตั้งแต่ 1 – 100 โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ ผู้คนที่เข้ารับการสำรวจจะได้รับคำถามห้าข้อเพื่อระบุว่าพวกเขามีความสุขหรือไม่ในขณะนั้น เช่น วันนี้ได้หัวเราะไหม ส่วนเฉดสีเหลืองที่แสดงออกมานั้นหมายถึงอัตราร้อยละที่ถือว่ามีความสุข หรือสุขภาวะทางกาย ผู้คนจะถูกถามถึงสุขภาพ และข้อมูลเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นระดับคะแนนไล่จาก “ทุกข์” ไปถึง “สุข” ตามเฉดสี ทั้งนี้ในแผนที่ดังกล่าวไม่มีข้อมูลของทุกประเทศ มีเพียงแค่ข้อมูลจากประเทศที่ได้รับการสำรวจเท่านั้น สามารถชมแบบขยายขนาดใหญ่ได้ ที่นี่     อ่านเพิ่มเติม : ความลับของดินแดนแห่งความสุข, 9 วิธีที่ช่วยให้คุณมีความสุขในทุกวันของชีวิต