รวมเรื่องราวช่วงเทศกาลของการ กลับบ้าน จาก 4 ประเทศในเอเชีย

รวมเรื่องราวเทศกาลกลับบ้านของชาวเอเชีย

ในพื้นที่ต้อนรับผู้โดยสารขาเข้าของท่าอากาศยานนานาชาติ Manila’s Ninoy Aquino เต็มไปผู้คนที่มารอรับญาติหรือคนที่รักเพื่อกลับบ้านในช่วงเทศกาลคริสต์มาส การขาดแคลนโอกาสในการทำงานและค่าจ้างแรงงานในประเทศที่ต่ำทำให้ชาวฟิลิปปินส์นับล้านคนเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศ โดยหลายคนตั้งเป้าหมายว่าอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมเมื่อกลับมาบ้าน ภาพถ่ายโดย HANNAH REYES MORALES, NATIONAL GEOGRAPHIC


เพราะการ กลับบ้าน คือเวลาแห่งความสุข อันเป็นวัฒนธรรมร่วมของชาวเอเชีย แม้จะมีช่วงเวลาที่ต่างกัน แต่มีจุดประสงค์เดียวกันคือได้การพบกับคนที่ผูกพันซึ่งห่างเหินกันไปนาน

อาจไม่ได้มีแค่เราต้องเดินทาง กลับบ้าน ในช่วงเทศกาลหยุดยาว

สำหรับประเทศไทย เมื่อถึงเทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกันยาวนาน เช่น เทศกาลสงกรานต์ หรือเทศกาลปีใหม่ ผู้ที่จากถิ่นฐานมาทำงานหรือเข้ามาศึกษาตามต่างจังหวัดจำนวนมากได้ใช้โอกาสนี้กลับไปยังบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมเยือนครอบครัว คนรัก หรือมิตรสหายที่ผูกพัน ก่อให้เกิดเป็นปรากฏการณ์ของการแห่กัน “ กลับบ้าน ” ที่ตามมาด้วยภาพการจราจรแน่นขนัดตามเส้นทางถนนหลวงสายหลัก ความหนาแน่นผู้โดยสารจำนวนมากที่ต้องการกลับภูมิลำเนาในสถานีขนส่งมวลชนประเภทต่างๆ รวมไปถึงภาวะที่ต้องเบียดเสียดกันในยานพาหนะหนึ่งคันเพื่อให้ถึงจุดหมาย

แต่ถึงแม้จะมีอุปสรรคเพียงใด เมื่อได้ไปยังจุดหมายซึ่งเป็นสถานที่ที่ผูกพัน ได้พบเจอคนที่อยากพบและได้มีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันจนความคิดถึงที่สะสมมาตลอดทั้งปีได้บรรเทาลงไป ก็ทำให้ปรากฏการณ์การกลับบ้านในช่วงหยุดยาวนั้นกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขซึ่งคนชาติต่างๆ ในเอเชียนั้นมีร่วมกัน

นี่คือเรื่องราวบางส่วนของ เทศกาลกลับบ้าน ของบรรดาประเทศในเอเชีย

กลับบ้าน, ฟิลิปปินส์, วันคริสต์มาส
ชาวฟิลิปปินส์ที่ไปโบสถ์ในคืนวันคริสต์มาสโพสท่าถ่ายภาพกับเด็กๆ ในคืนวันมิสซา ภาพถ่ายโดย HANNAH REYES MORALES, NATIONAL GEOGRAPHIC

ประเทศฟิลิปปินส์ – เทศกาลคริสต์มาส

ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศฟิลิปปินส์เป็นชาวคริสต์ ดังนั้นช่วงเทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นเวลาที่พวกเขาได้กลับบ้านเกิด พร้อมกับฉลองปีใหม่ในคราวเดียวกัน ในโอกาสนี้ ชาวฟิลิปปินส์ที่ออกไปเป็นแรงงานอพยพในต่างประเทศซึ่งมีอยู่จำนวนมากก็ถือโอกาสนี้กลับบ้านมารวมตัวกันกับครอบครัวและมิตรสหาย

กิจกรรมรวมญาติที่ชาวฟิลิปปินส์นิยมทำกันคือการทานมื้อเย็น Noche Buena ซึ่งเป็นมื้อเย็นซึ่งสมาชิกทุกคนในครอบครัวจะแบ่งปันอาหารในคืนวันคริสต์มาสอีฟ โดยการรับประทานอาหารทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมเวลาแห่งการพบปะสังสรรค์

อีกกิจกรรมหนึ่งคือการเปิดกล่องของขวัญ Balikbayan ซึ่งเป็นกล่องของขวัญที่ชาวฟิลิปปินส์ผู้ไปเป็นแรงงานในต่างประเทศส่งกล่องของขวัญที่บรรจุของจากประเทศที่พวกเขาไปทำงานส่งมาให้ครอบครัว โดยก่อนการเปิดกล่อง สมาชิกทุกคนในครอบครัวจะมารวมตัวกันเพื่อเปิดกล่องของขวัญนี้ในวันคริสต์มาส โดยการเปิดกล่องของขวัญจากต่างประเทศนี้เป็นกิจกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของคนฟิลิปปินส์ (อ่านเพิ่มเติม: สุขเมื่อได้กลับบ้านของชาวฟิลิปปินส์ในวันคริสต์มาส)

กลับบ้าน, ตรุษจีน, เซี่ยงไฮ้
งานเทศกาลตกแต่งด้วยธีมหมูในสวน Yuyuan ช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีนในเมืองเซี่ยงไฮ้ ภาพถ่ายโดย QILAI SHEN, BLOOMBERG VIA GETTY IMAGES

ประเทศจีน – เทศกาลตรุษจีน

ช่วงเทศกาลตรุษจีนหรือวันขึ้นปีใหม่ของจีนนั้นขึ้นอยู่กับปฏิทินจันทรคติซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละปี อย่างไรก็ตาม ช่วงวันหยุดจะเริ่มต้นขึ้นหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้าเพื่อให้บรรดาคนจีนที่ได้จากบ้านเกิดไปทำงานหรือไปศึกษาได้มีเวลาเดินทางไปพบกับคนในครอบครัว ถึงแม้ว่าช่วงฉลองเทศกาลวันหยุดจะยาวถึง 15 วัน (อ้างอิงจากปี 2019) แต่เหล่าคนงานที่กลับบ้านก็จะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวราว 7-8 วัน จากนั้นก็เดินทางกลับบ้านไปยังโรงงานหรือบริษัท นั่นหมายความว่าบรรดาผู้คนที่กลับบ้านใช้เวลาช่วงนี้ถึง 21 วันเลยทีเดียว โดยจำนวนของชาวจีนที่เดินทางในช่วงนี้มีมากถึง 78 ล้านคน และมีเที่ยวการเดินทางในช่วงเวลานี้มากถึง 2.98 พันล้านเที่ยว (ข้อมูลเมื่อปี 2017) ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางเพื่อย้ายถิ่นพำนักชั่วคราวที่ใหญ่ที่สุดในโลก จึงไม่น่าแปลกใจที่ทั้งการจราจรและขนส่งสาธารณะในประเทศจีนจะหนาแน่นมากที่สุด ดังนั้นจำนวนของการให้บริการการขนส่งของจีนจึงเพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษในช่วงนี้เพื่อรองรับปริมาณผู้คนจำนวนมหาศาล และได้มีการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของผู้โดยสารอีกด้วย

กิจกรรมช่วงรวมญาติในเทศกาลตรุษจีนมีทั้งการรวมสมาชิกครอบครัวเพื่อเคารพวิญญาณบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญของวัฒนธรรมจีน และการทานอาหารเย็นร่วมกัน โดยมีการตั้งโต๊ะอาหารด้วยเมนูหลากหลาย ซึ่งเชื่อว่าเมนูอาหารที่มากมายจะนำความร่ำรวยโชคลาภมาให้ และจะนิยมรับประทานอาหารที่เชื่อว่ามีความหมายที่ดีเช่นกัน

อีกวัฒนธรรมหนึ่งในช่วงตรุษจีนที่มีชื่อเสียงคือการแจกอั่งเปา หรือซองแดง ซึ่งถือเป็นการแจกจ่ายความมั่งมีในรูปแบบของเงิน โดยผู้ใหญ่จะแจกเงินไปให้กับเด็กๆ เพื่ออวยพรโชคลาภให้กับเด็กๆ เหล่านั้น ทั้งนี้ คนที่มีอายุน้อยกว่าสามารถให้ซองแดงกับคนที่มีอายุมากกว่าเพื่อแสดงความขอบคุณและอวยพรให้มีชีวิตที่ยืนยาวได้เช่นกัน

กลับบ้าน, โอบง, เทศกาลญี่ปุ่น
บรรดาเด็กๆ แต่งตัวเป็น “ชาวประมงขี้เมา” โพสท่าเพื่อถ่ายรูป การละเล่นนี้เป็นส่วนนหนึ่งของเทศกาลโอบง ภาพถ่ายโดย EMILIO ESPEJEL

เทศกาลโอบง ประเทศญี่ปุ่น

เทศกาลโอบง เป็นเทศกาล 3 วันที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษที่ได้ล่วงลับไป โดยเชื่อกันว่าวิญญาณของบรรพบุรุษจะกลับมาที่บ้านในช่วงเวลานี้ของทุกปี เทศกาลนี้จัดขึ้นในช่วงวันที่ 13-15 สิงหาคม (ยกเว้นในภูมิภาคคันโตที่จะจัดในช่วงเดือนกรกฎาคม) นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่คนญี่ปุ่นจะกลับบ้านเพื่อมาเคารพวิญญาณบรรพบุรุษ

กิจกรรมระหว่างช่วงเทศกาลโอบง
– การทำความสะอาดบ้าน แม้กิจกรรมนี้จะเริ่มขึ้นในวันก่อนวันโอบง แต่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลนี้เช่นกัน ในวันนี้ สมาชิกในครอบครัวจะมารวมตัวกันทำความสะอาดบ้านและวางอาหารที่แท่นบูชาบรรพบุรุษในบ้านเพื่อเตรียมต้อนรับวิญญาณบรรพบุรุษเข้าบ้าน
– Mukae-bon คือการจุดโคมไฟให้กับวิญญาณบรรพบุรุษหรือสมาชิกครอบครัวที่ล่วงลับไปแล้ว ในบางพื้นที่จะเป็นการจุดไฟที่หน้าบ้าน ทั้งสองสิ่งนี้มีจุดประสงค์เพื่อนำทางวิญญาณมาที่บ้าน
– รำวงบงโอโดริ คือการรำวงแบบญี่ปุ่น เพื่อแสดงให้วิญญาณเห็นว่าคนในครอบครัวมีความยินดีที่จะต้อนรับพวกเขามาที่บ้านในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ การรำวงจะจัดขึ้นในที่สาธารณะหลายที่ เช่นวัดหรือศาลเจ้า โดยในการรำวงจะมี Yagura หรือเวทีที่ยกสูงอยู่ตรงกลางวง
– Okuri-bon เป็นกิจกรรมที่ตรงกันข้ามกับ Mukae-bon ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นำทางวิญญาณเข้ามาที่บ้าน โดย Okuri-bon คือการนำทางวิญญาณกลับไปยังโลกแห่งความตาย หนึ่งในธรรมเนียมปฏิบัติที่น่าสนใจของกิจกรรมนี้คือ Toro nagashi ซึ่งเพิ่งเป็นที่นิยมเมื่อมาไม่นานมานี้ คือการลอยโคมไฟที่แม่น้ำแล้วปล่อยให้ไหลไปยังทะเลเพื่อเป็นการสื่อว่าได้ส่งวิญญาณกลับไปยังโลกหลังความตายแล้ว (อ่านเพิ่มเติม: มาชมเทศกาลโอบง ประเพณีของญี่ปุ่นกันเถอะ)

กลับบ้าน, วันอิฎิ้ลฟิตริ, เทศกาล, อินโดนีเซีย
ชาวมุสลิมในประเทศอินโดนีเซียเดินทางโดยเรือเพื่อไปเฉลิมฉลองเทศกาลวันวันอิฎิ้ลฟิตริในกรุงจาการ์ตา ภาพถ่ายโดย JEFRI TARIGAN, REX FEATURES

วันอิฎิ้ลฟิตริ – ประเทศอินโดนีเซีย

วันอิฎิ้ลฟิตริเป็นเทศกาลวันหยุดที่เราจะได้เห็นชาวอินโดนีเซียจำนวนมหาศาลกลับบ้าน วันอิฎิ้ลฟิตริ เป็นการส่งท้ายเทศกาลรอมฎอน หรือการถือศีลอด โดยกำหนดวันที่ของเทศกาลนี้จะถือตามปฏิทินจันทรคติของอิสลาม สำหรับปี 2019 จะจัดขึ้นในวันที่ 5-6 มิถุนายน โดยในช่วงนี้ เหล่าผู้คนที่ได้อพยพจากถิ่นฐานเดิมก็จะกลับบ้านเกิดเพื่อไปรวมตัวกับครอบครัว และฉลองการสิ้นสุดของการถือศีลอดที่กินเวลาราว 1 เดือนก่อนหน้า โดยข้อมูลเมื่อปี 2017 ระบุว่า มีผู้ที่โดยสารรถไฟและรถประจำทางมากถึง 33 ล้านคน ทำให้ทั้งการจราจรและบริการขนส่งสาธารณะของอินโดนีเซียเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ต้องการกลับบ้านในช่วงนี้ของทุกปี

กิจกรรมที่ทำในช่วงวันอิฎิ้ลฟิตริคือการรวมตัวกับครอบครัวและมิตรสหายเพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน และขอให้พวกเขาได้ให้อภัยในสิ่งที่ได้กระทำไม่ดีระหว่างกันในช่วงปีที่ผ่านมา และจะมีการมอบเงินให้กับเด็กๆ และคนยากจน โดยบรรดาผู้ใหญ่จะให้เงินกับเด็กๆ (คล้ายกับการให้ซองแดงในเทศกาลตรุษจีน) และพวกเขาจะต้องบริจาคเงินให้กับเด็กที่ยากจนในละแวกบ้านด้วยเช่นกัน


อ่านเพิ่มเติม เมืองท่องเที่ยว ยอดนิยมประจำปี 2018 ฮ่องกง ครองแชมป์

เรื่องแนะนำ

ไขปริศนา “The Pool” จระเข้ปีนขึ้นท่อได้จริงไหม?

จระเข้ปีนขึ้นท่อได้ด้วยหรือ? ขอบอกให้รู้ว่าหางของจระเข้แข็งแรงกว่าที่คิด! และอันที่จริงในต่างประเทศพวกมันยังปีนต้นไม้ ปีนรั้ว กันเป็นว่าเล่น

สำรวจโลก : นาฏลีลาเก่าแก่กลับมารุ่งเรือง

เรื่อง กูลนาซ ข่าน แม้ศิลปะการร่ายรำจะถือเป็นภาษาเก่าแก่ที่สุดภาษาหนึ่งในโลก ทว่าหลายครั้งความสำคัญเชิงวัฒนธรรมของมันกลับเลือนหายไป กระนั้น ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกคือ ศิลปะการร่ายรำหรือนาฏศิลป์บางอย่างกำลังฟื้นคืนชีพ ขณะที่บางอย่างได้รับดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย ตัวอย่างเช่นเมื่อปี 2011 บียอนเซนำระบำพื้นเมือง ของเอธิโอเปียที่เรียกว่า เอสคิสตา (Eskista) มาใช้ ในมิวสิกวิดีโอเพลง “Run the World (Girls)” บางครั้งการกลับมาของการร่ายรำเก่าแก่บางอย่างก็เปลี่ยนแนวทางปฏิบัติเรื่องเพศไปอย่างกลับตาลปัตร เช่น ระบำมอร์ริส (morris dance) อายุเก่าแก่ 500 ปีของอังกฤษที่เคยเป็นการละเล่นในหมู่ผู้ชาย กลับกลายเป็นที่นิยมในหมู่หญิงล้วน ขณะที่ผู้ชายในตุรกีสามารถโชว์ลีลาระบำหน้าท้อง เช่นที่เคยทำในยุคจักรวรรดิออตโตมัน ในอดีต ศิลปะการร่ายรำเคยกลับมารุ่งเรือง เช่นในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา การเต้นรำได้รับความนิยมขึ้นอีกครั้ง เมื่ออำนาจในการควบคุมชีวิตทางโลกของศาสนจักรอ่อนแรงลง แม้แต่การเต้นรำจังหวะวอลต์ซซึ่งทุกวันนี้ถือว่าเป็นการ เต้นรำแบบคลาสสิก ก็เคยถูกสั่งห้ามมาแล้ว เพราะ ถูกมองว่าส่งเสริมการถูกเนื้อต้องตัวระหว่างเพศ   อ่านเพิ่มเติม : ศิลปะเกาหลีเหนือที่เป็นมากกว่าโฆษณาชวนเชื่อ, นาฏยโนรา จิตวิญญาณแห่งแดนใต้

สารคดี Downfall: The Case Against Boeing เครื่องบินตก เหตุมองกำไรเหนือคน

ชวนดูสารคดี Downfall: The Case Against Boeing เจาะลึกโศกนาฎกรรมเครื่องบินตก เหตุกำไรมาเหนือความปลอดภัย เครื่องบินจากบริษัทโบอิ้ง (Boeing) เป็นที่จับตามองจากสาธารณชนอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์เครื่องบินโบอิ้ง รุ่น 737-800 เที่ยวบิน MU5735 ของสายการบิน ไชนา อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส ประสบอุบัติเหตุตก เป็นเหตุให้ผู้โดยสารและลูกเรือ 132 คน เสียชีวิต ขณะทำการบินจากเมืองคุนหมิง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ย้อนกลับไปเมื่อปี 2018 และปี 2019 เครื่องบินจากบริษัทโบอิ้ง รุ่น 737 MAX ได้ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกถึง 2 ครั้งใหญ่ๆ ได้แก่เหตุการณ์เที่ยวบิน JT 610 ของสายการบินไลออนแอร์ เดินทางจากกรุงจาการ์ตา ตกลงทะเลเมื่อเดือนตุลาคม 2018 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 189 ราย และเหตุการณ์เที่ยวบิน เอธิโอเปียนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 302 […]

การเดินทางแสนทรมานของคุณแม่ผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี ราวเวลล์ ภาพถ่าย เมอร์โต ปาปาโดปูลอส เมื่อคุณได้ยินเรื่อง “วิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัย” คุณอาจนึกถึงภาพถ่ายเรือลำน้อยล่องลอยอยู่บนน่านน้ำมืดมิดและแออัดไปด้วยผู้คนที่สวมเสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง คุณอาจคิดถึงภาพมือที่ยื่นออกมาหาบุคคลอันเป็นที่รัก ภาพชายแดนที่มีผู้ชายถือปืนกลเฝ้ารักษาการณ์ หรือภาพเต็นท์ชั่วคราวในค่ายผู้ลี้ภัยที่ครอบครัวคนไร้บ้านอยู่กันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ภาพที่เรานึกถึงเหล่านี้มีพลัง วุ่นวายสับสน และเปี่ยมชีวิตชีวา ภาพถ่ายของช่างภาพข่าวชาวกรีก เมอร์โต ปาปาโดปูลอส กลับต่างออกไป ภาพถ่ายเหล่านี้ดูเงียบงัน นิ่งสงบ และลึกซึ้ง ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนเป็นแม่ บางคนกำลังตั้งครรภ์ บางคนกำลังอุ้มลูก ปาปาโดปูลอสบันทึกภาพวิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2010 ตอนที่ใช้เวลาอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศกรีซ เธอสังเกตเห็นว่า พวกผู้หญิงมักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับลูกๆ ขณะที่สามีของพวกเธอออกไปค้นหาชีวิตใหม่ในยุโรป “ฉันรู้สึกว่าพวกผู้หญิงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นคนที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงค่ะ” ปาปาโดปูลอสบอก “และในทางกลับกัน ฉันรู้สึกว่าพวกเธอทำให้ผู้คนเหล่านี้ยังคงมุ่งหน้าต่อไป พวกเธอและลูกๆคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางยังดำเนินต่อไปค่ะ” และสำหรับผู้หญิงเหล่านี้ การเดินทางเป็นเรื่องยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ บางคนคลอดบุตรระหว่างการเดินทาง ปาปาโดปูลอสเล่าว่า เธอเห็นพวกผู้หญิงกำลังเดินเท้าขณะอุ้มลูกที่เพิ่งเกิดได้แค่สิบวัน แม่บางคนแท้งลูกเองเนื่องจากสภาพธรรมชาติที่ทารุณ บางคนต้องทำแท้ง และอีกหลายคนต้องทนทุกข์จากความตายของลูกน้อย มีองค์กรพัฒนาเอกชนในค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งที่ช่วยพยาบาลทั้งก่อนและหลังคลอด และจัดการคุมกำเนิดแบบต่างๆเมื่อทำได้ แต่โดยรวมแล้ว การตั้งครรภ์หรือการเป็นแม่ที่มีลูกเยาว์วัยทำให้ความยากลำบากที่ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องเผชิญเพิ่มมากขึ้น เธอขอให้ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง เรื่องราวของพวกเธอ  มาพร้อมกับภาพถ่ายบุคคลด้านล่าง ปาปาโดปูลอสบอกว่า ยิ่งสถานการณ์ยากลำบากเท่าไร แม่หลายคนก็มองลูกๆของตนเป็นดังแรงจูงใจสำคัญมากเท่านั้น […]