หนู: วายร้ายในเงามืด...ฝันร้ายของชาวเมือง - National Geographic Thailand

หนู: วายร้ายในเงามืด…ฝันร้ายของชาวเมือง

หนู: วายร้ายในเงามืด…ฝันร้ายของชาวเมือง 

หนู คือตัวตนในเงามืดของมนุษย์  เราอาศัยอยู่บนพื้นผิวของเมือง ขณะที่พวกมันมักอาศัยอยู่ข้างล่าง พวกเราส่วนมากทำงานตอนกลางวัน ส่วนหนูทำงานตอนกลางคืนเป็นส่วนใหญ่ แต่เกือบทุกที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่จะมีหนูอยู่ด้วยเสมอ ในซีแอตเทิลที่ฉันเติบโตขึ้นมา หนูปีนท่อน้ำทิ้งเก่งมาก โดยปีนอยู่ข้างใน ที่ไหนสักแห่งที่บ้านเกิดฉันตอนนี้ หนูบ้านหรือหนูนอร์เวย์ตัวยาวๆเปียกๆกำลังยื่นจมูกฟุดฟิดขึ้นมาเหนือผิวน้ำในโถสุขภัณฑ์  ซีแอตเทิลยังมีหนูอีกชนิดหนึ่งด้วย นั่นคือหนูท้องขาว ซึ่งทำรังบนต้นไม้และไต่ไปมาตามสายโทรศัพท์ มันอาจเป็นพาหะของกาฬโรคในยุคกลาง

จากซีแอตเทิลถึงบัวโนสไอเรส ประชากรหนูในเมืองกำลังทวีจำนวนขึ้น โดยอยู่ระหว่างร้อยละ 15 ถึง 20 ในทศวรรษที่ผ่านมา ตามข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่ง ในบรรดาสัตว์ที่ออกลูกออกหลานมากมายในโลกของเรา เช่น นกพิราบ หนู นกกระจอก และแมงมุม เรามีความรู้สึกรุนแรงที่สุดกับหนู  หนูมีชื่อเสียงเรื่องความสกปรกและเจ้าเล่ห์ เรามองว่าหนูเป็นสัญลักษณ์แห่งความเสื่อมโทรมของเมือง และเป็นพาหะนำโรคติดต่อร้ายแรง หนูทำให้เราหวาดกลัวและรังเกียจยิ่งกว่าสัตว์ในเมืองชนิดอื่นๆ พูดง่ายๆคือ มนุษย์เกลียดหนู

สัตว์ตัวน้อยนี้สมควรถูกเกลียดจริงหรือ สิ่งที่เราชิงชังที่สุดเกี่ยวกับหนู ทั้งความสกปรก ความมีลูกดก  ความทรหดอดทนและไหวพริบในการอยู่รอดของพวกมัน ล้วนเป็นคุณสมบัติที่ใช้กับมนุษย์ได้ด้วย ความสกปรกของหนูคือความสกปรกของเรา ในสถานที่ส่วนใหญ่ หนูเติบโตจากขยะและอาหารที่เราทิ้งขว้างอย่างมักง่าย

“มันคือมนุษย์นี่ละครับ” บ็อบบี คอร์ริแกน นักวิทยาสัตว์ฟันแทะในนิวยอร์ก บอก “เราไม่เก็บกวาดบ้านของตัวเองให้สะอาด”

คอร์ริแกนคือผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้าเรื่องหนูในเมือง เขาศึกษาสัตว์ชนิดนี้ตั้งแต่ปี 1981 และทำงานเป็นที่ปรึกษาให้เมืองและบริษัทต่างๆทั่วโลกที่ประสบปัญหาหนู เขาคือผู้ให้ข้อมูลแก่ฉันเรื่องอัตราที่สูงจนน่าตกใจของหนูซึ่ง “ปรากฏตัวในห้องน้ำ” ในซีแอตเทิล

หนู
นิวยอร์กซิตี : หนูเตรียมตัวออกหากินยามกลางคืนในท่อระบายน้ำแห่งหนึ่ง นักวิทยาสัตว์ฟันแทะ บ็อบบี คอร์ริแกน ประมาณว่า ประชากรหนูในเมืองทั่วโลกมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 15 ถึง 20 ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เพราะยิ่งผู้คนโยนเศษอาหารทิ้งมากเท่าไร ก็จะมีหนูมากินมากขึ้นเท่านั้น
หนู
นิวยอร์กซิตี : ความสามารถในการปรับตัวและความฉลาดทำให้หนูหลายชนิดวิวัฒน์จนแพร่กระจายในเมืองใหญ่ กระนั้น การเห็นหนูวิ่งข้ามถนนเวสต์บรอดเวย์ก็อาจทำให้ชาวเมืองที่ใจแข็งที่สุดสะดุ้งโหยงได้ มนุษย์จำนวนมากรู้สึกว่าหนูน่ากลัวและน่าขยะแขยง

เราพบกันที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในย่านโลเวอร์แมนแฮตตันของนิวยอร์ก หนึ่งในเมืองหลวงหนูของโลก คอร์ริแกนสวมหมวกนิรภัย เสื้อกั๊กสีส้มสะท้อนแสง และถือกระดานรองเขียน เครื่องแบบเจ้าหน้าที่เหล่านี้เอื้อให้เราเดินท่อมๆตามแปลงดอกไม้และอุโมงค์รถไฟใต้ดินได้โดยไม่มีใครสนใจ

ชาวนิวยอร์กชอบเกทับกันเรื่องการเห็นหนูตัวเท่าสุนัข แต่หนูตัวใหญ่ที่สุดที่คอร์ริแกนเคยได้ยินมา คือหนูหนัก 816 กรัมจากอิรัก เขาตั้งเงินรางวัล 500 ดอลลาร์สหรัฐให้ใครก็ตามที่นำหนูหนักหนึ่งกิโลกรัมมาให้ แต่เขาไม่คิดว่าตัวเองจะมีวันได้จ่ายเงินนั้น

สัตว์ตัวน้อยนี้สมควรถูกเกลียดจริงหรือ สิ่งที่เราชิงชังที่สุดเกี่ยวกับหนู ทั้งความสกปรก ความมีลูกดก  ความทรหดอดทนและไหวพริบในการอยู่รอดของพวกมัน ล้วนเป็นคุณสมบัติที่ใช้กับมนุษย์ได้ด้วย

หนูที่มีอยู่ดาษดื่นในนิวยอร์กซิตีคือหนูบ้าน (Rattus norvegicus) ซึ่งรู้จักกันในชื่อหนูสีน้ำตาล มันเป็นสัตว์ขุดรูอยู่ในดินที่มีส่วนกะโหลกกว้างที่สุด จึงลอดช่องโพรงใดๆที่กว้างกว่านั้นได้ (รวมทั้งท่อที่ต่อกับโถสุขภัณฑ์ด้วย)

หนูสีน้ำตาลอยู่เป็นครอบครัว โดยตกลูกครั้งละสองถึง 14 ตัว มันดูแลรังค่อนข้างสะอาด และหากินในอาณาเขตเล็กๆ เมื่อลูกหนูถึงวัยเริ่มเจริญพันธุ์ ซึ่งก็คืออายุแค่สิบสัปดาห์เท่านั้น มันจะย้ายออกไปหาคู่

ฉันกับคอร์ริแกนออกชมชีวิตหนู ในแปลงดอกไม้ข้างศาล เขาก้าวเดินอย่างระมัดระวัง ค่อยๆตรวจตราพื้นดินใต้รองเท้าบู๊ต เมื่อรับรู้ได้ถึงช่องโพรงกลวงๆข้างใต้ เขาจะกระโดดทิ้งน้ำหนักสองสามครั้ง ไม่กี่อึดใจ หนูตัวหนึ่งก็โผล่ออกจากรูใกล้ๆและวิ่งหนีไปด้วยความตื่นตระหนก ฉันรู้สึกแย่นิดหน่อย แต่ชาวนิวยอร์กส่วนใหญ่อยากให้หนูในเมืองของตนตายไปให้หมด

เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนออกชมหนูกับคอร์ริแกน นายกเทศมนตรีบิล เด บลาซิโอ ประกาศ “แผนกำจัดหนูขั้นรุนแรงแผนใหม่” เพื่อสู้กับหนูในเขตการเคหะของเมือง อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามมูลค่า 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่จะลดจำนวนหนูให้ได้ถึงร้อยละ 70 ในย่านที่หนูระบาดมากที่สุด

หนู
วอชิงตัน ดี.ซี. : สุนัขพันธุ์แพตเทอร์เดลเทอร์เรียร์ที่ฝึกมาโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นทางเลือกแทนยาเบื่อที่อาจเป็นอันตรายกับนก ช่วยกำจัดหนูในย่านแอดัมส์มอร์แกนของวอชิงตัน ดี.ซี.  พวกมันกระหายแต่จะฆ่าหนูเท่านั้นครับ” สกอตต์ มัลเลนีย์ เจ้าของร่วมของบริษัทยูนีกเพสต์แมเนจเมนต์ พูดถึงสุนัขที่กระตือรือร้นของเขา
หนู
วอชิงตัน ดี.ซี. : เมื่อสุนัขไล่ต้อนหนูมาจนมุมใต้พรมที่ถูกทิ้งไว้ในตรอก เพื่อนร่วมงานที่เป็นมนุษย์ของมันจะใช้ไม้ฮ็อกกีคอยตีหนูที่หนีตาย แล้วใช้พลั่วขุดหาหนูที่พยายามซ่อนตัวอยู่ในรู
หนู
วอชิงตัน ดี.ซี. : ซากหนูมัดรวมกันคือผลการทำงานหนึ่งชั่วโมงของฝูงสุนัขเทอร์เรียร์ชื่อแร็ปเตอร์, ฮูลา, ดาร์บี, และมิงซ์ คืนนั้นพวกมันล่าหนูได้ 31 ตัว มิงซ์เคยฆ่าหนูตัวเต็มวัย 17 ตัวภายในเวลา 10 นาทีเพียงลำพัง สุนัขเป็นที่ต้องการอย่างมากและทำงานสัปดาห์ละหลายคืนทั่ววอชิงตัน ดี.ซี. โดยผู้ที่พบเห็นมักส่งเสียงให้กำลังใจพวกมัน

หลายเมืองพยายามควบคุมประชากรหนูด้วยยาเบื่อ แต่น่าเสียดายที่ยาเบื่อออกฤทธิ์เร็วใช้ไม่ค่อยได้ผล หนูที่รู้สึกพะอืดพะอมหลังกินยาเบื่อเข้าไปคำสองคำจะหยุดกิน ดังนั้นธุรกิจกำจัดหนูจึงเลือกใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือดซึ่งไม่ส่งผลต่อหนูหลังจากนั้นหลายชั่วโมงหรือกระทั่งหลายวัน หนูจะค่อยๆตายจากการตกเลือดภายใน คอร์ริแกนเกลียดการฆ่าหนูวิธีนี้ แต่ก็กลัวการระบาดของโรค เขาจึงยังให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าต่อไป

เราไปที่สวนสาธารณะไทรเบกา ตามที่คอร์ริแกนแนะนำ พวกหนูที่นั่นหัดล่าและฆ่านกพิราบ “พวกมันกระโดดตะปบหลังนกเหมือนเสือดาวในเซเรงเกติเลยครับ” เขาว่า แต่คืนนี้สวนเงียบสงบ คนงานของเมืองอาจเพิ่งโยนน้ำแข็งแห้ง [คาร์บอนไดออกไซด์ในรูปของแข็ง] ใส่รูหนูเมื่อไม่นานมานี้ คอร์ริแกนบอกว่า วิธีนี้ฆ่าหนูอย่างมีเมตตากว่า เพราะคาร์บอนไดออกไซด์ที่ระเหยออกมาจากน้ำแข็งแห้งจะแทรกซึมเข้าไปตามซอกโพรง ทำให้หนูหลับและไม่ตื่นขึ้นมาอีก

หนู
ราชสถาน, อินเดีย : ไม่ใช่ทุกคนที่เกลียดหนู บางทีวัดแห่งเดียวในโลกที่เปิดรับหนูอาจเป็นวัดการณีมาตา ที่นี่เชื่อว่า หนูสีดำซึ่งบรรพบุรุษในป่าของมันอาจมีถิ่นกำเนิดจากอนุทวีปอินเดียและเรียนรู้ที่จะแพร่กระจายอยู่ในเมืองต่างๆ คือนักเล่านิทานกลับชาติมาเกิดใหม่ และจะได้กินนมกับอาหารต่างๆ

คนที่ฆ่าหนูเป็นอาชีพน้อยคนจะคาดหวังความสำเร็จในระดับเกินกว่าชั่วคราวหรือเฉพาะพื้นที่ คอร์ริแกนบอกว่า เมื่อหนูในย่านหนึ่งถูกวางยาเบื่อ หนูที่เหลือรอดก็จะแพร่พันธุ์จนมีหนูเต็มรังอีกครั้งอย่างง่ายดาย และหนูรุ่นต่อๆไปก็ยังออกมาเจอกองขยะกองใหญ่วางอยู่บนทางเท้าของนิวยอร์กทุกคืน คอร์ริแกนบอกว่า “หนูคือผู้ชนะในสงครามนี้ครับ” จนกว่าเมืองต่างๆจะเปลี่ยนวิธีจัดการขยะชนิดถอนรากถอนโคนเสียก่อน

เรื่อง เอ็มมา แมร์ริส

ภาพถ่าย ชาร์ลี แฮมิลตัน เจมส์

อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ใน นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนเมษายน 2562

                                                                               

อ่านเพิ่มเติม

ฝันร้ายขั้นสุดของคนกลัวหนู

เรื่องแนะนำ

ยลสะพานเชือกชาวอินคาที่ทำจากหญ้าล้วนๆ

สะพานแขวนความยาว 36 เมตรของชาวอินคาแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานกว่า 5 ศตวรรษ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

วัฒนธรรมเดินไต่เชือกกลับมาอีกครั้ง ณ หุบเขาในรัสเซีย

ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านร่วมเดินทางไปยังรัฐเดกาสถาน ประเทศรัสเซีย บรรดาผู้สูงอายุกำลังถ่ายทอดทักษะการเดินไต่เชือกให้แก่คนรุ่นหลัง เพื่อฟื้นวัฒนธรรมอันโดดเด่นนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ภาพถ่ายที่เผยให้เห็นชีวิตภายในห้องพักทรงลูกบาศก์ขนาดจิ๋วแห่งอนาคต

ภาพถ่ายที่เผยให้เห็นชีวิตภายในห้องพักทรงลูกบาศก์ขนาดจิ๋วแห่งอนาคต [ ตึกแคปซูลนะกะงิน ] นอกเขตย่านกินซาอันหรูหราของกรุงโตเกียวเป็นที่ตั้งของ ตึกแคปซูลนะกะงิน (Nakagin Capsule Tower) สิ่งก่อสร้างแปลกตาซึ่งเคยเป็นวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของญี่ปุ่น ตึกนี้ออกแบบโดยคิโช คุโระกะวะ ผู้บุกเบิกสถาปัตยกรรมแนว “metabolist” ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวในช่วงทศวรรษ 1960 ที่เน้นแนวคิดเรื่องอาคารแบบพลวัตและสามารถปรับให้เหมาะกับอนาคตที่ก้าวย่างอย่างรวดเร็วและค่อยๆพัฒนากลายเป็นเมืองอย่างต่อเนื่อง เมื่อมองจากด้านนอก ตึกนี้ดูเหมือนเครื่องซักผ้าที่กองซ้อนกัน โดยประกอบด้วยแกนคอนกรีตสองแกน สูง 11 และ 13 ชั้น ยึดติดกับลูกบาศก์ที่ “สามารถเคลื่อนย้ายได้” ห้องทรงลูกบาศก์แต่ละห้องมีพื้นที่ราว 10 ตารางเมตร ซึ่งสร้างสำเร็จรูปมาจากโรงงาน จากนั้นนำมาติดกับแกนโดยใช้สลักเกลียวแรงดันสูง 4 ตัว ห้องที่เรียกว่าห้องแคปซูลเหล่านี้ตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้พื้นฐานที่จำเป็นและห้องน้ำขนาดเท่ากับห้องน้ำบนเครื่องบิน ตึกแคปซูลนะกะงินก่อสร้างขึ้นเมื่อปี 1972 และวางแผนว่าจะมีอายุการใช้งาน 25 ปี เมื่อคุโระกะวะเสียชีวิตในปี 2007 ผู้อยู่อาศัยในตึกนี้ที่รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการที่คอนกรีตกะเทาะและท่อน้ำรั่ว จึงลงคะแนนให้รื้อตึกทิ้ง แล้วสร้างอพาร์ตเมนต์แบบดั้งเดิมขึ้นแทน แต่พอถึงปี 2008 แผนการต้องหยุดชะงักเพราะตลาดหลักทรัพย์ล่ม ช่างภาพ โนะริตะกะ มินะมิ เริ่มบันทึกเรื่องราวชีวิตและชะตากรรมของตึกนะกะงินในปี 2010 ในช่วงเจ็ดปีต่อมา เขากลับไปที่ตึกนี้เกือบ […]