หนู: วายร้ายในเงามืด...ฝันร้ายของชาวเมือง - National Geographic Thailand

หนู: วายร้ายในเงามืด…ฝันร้ายของชาวเมือง

หนู: วายร้ายในเงามืด…ฝันร้ายของชาวเมือง 

หนู คือตัวตนในเงามืดของมนุษย์  เราอาศัยอยู่บนพื้นผิวของเมือง ขณะที่พวกมันมักอาศัยอยู่ข้างล่าง พวกเราส่วนมากทำงานตอนกลางวัน ส่วนหนูทำงานตอนกลางคืนเป็นส่วนใหญ่ แต่เกือบทุกที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่จะมีหนูอยู่ด้วยเสมอ ในซีแอตเทิลที่ฉันเติบโตขึ้นมา หนูปีนท่อน้ำทิ้งเก่งมาก โดยปีนอยู่ข้างใน ที่ไหนสักแห่งที่บ้านเกิดฉันตอนนี้ หนูบ้านหรือหนูนอร์เวย์ตัวยาวๆเปียกๆกำลังยื่นจมูกฟุดฟิดขึ้นมาเหนือผิวน้ำในโถสุขภัณฑ์  ซีแอตเทิลยังมีหนูอีกชนิดหนึ่งด้วย นั่นคือหนูท้องขาว ซึ่งทำรังบนต้นไม้และไต่ไปมาตามสายโทรศัพท์ มันอาจเป็นพาหะของกาฬโรคในยุคกลาง

จากซีแอตเทิลถึงบัวโนสไอเรส ประชากรหนูในเมืองกำลังทวีจำนวนขึ้น โดยอยู่ระหว่างร้อยละ 15 ถึง 20 ในทศวรรษที่ผ่านมา ตามข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่ง ในบรรดาสัตว์ที่ออกลูกออกหลานมากมายในโลกของเรา เช่น นกพิราบ หนู นกกระจอก และแมงมุม เรามีความรู้สึกรุนแรงที่สุดกับหนู  หนูมีชื่อเสียงเรื่องความสกปรกและเจ้าเล่ห์ เรามองว่าหนูเป็นสัญลักษณ์แห่งความเสื่อมโทรมของเมือง และเป็นพาหะนำโรคติดต่อร้ายแรง หนูทำให้เราหวาดกลัวและรังเกียจยิ่งกว่าสัตว์ในเมืองชนิดอื่นๆ พูดง่ายๆคือ มนุษย์เกลียดหนู

สัตว์ตัวน้อยนี้สมควรถูกเกลียดจริงหรือ สิ่งที่เราชิงชังที่สุดเกี่ยวกับหนู ทั้งความสกปรก ความมีลูกดก  ความทรหดอดทนและไหวพริบในการอยู่รอดของพวกมัน ล้วนเป็นคุณสมบัติที่ใช้กับมนุษย์ได้ด้วย ความสกปรกของหนูคือความสกปรกของเรา ในสถานที่ส่วนใหญ่ หนูเติบโตจากขยะและอาหารที่เราทิ้งขว้างอย่างมักง่าย

“มันคือมนุษย์นี่ละครับ” บ็อบบี คอร์ริแกน นักวิทยาสัตว์ฟันแทะในนิวยอร์ก บอก “เราไม่เก็บกวาดบ้านของตัวเองให้สะอาด”

คอร์ริแกนคือผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้าเรื่องหนูในเมือง เขาศึกษาสัตว์ชนิดนี้ตั้งแต่ปี 1981 และทำงานเป็นที่ปรึกษาให้เมืองและบริษัทต่างๆทั่วโลกที่ประสบปัญหาหนู เขาคือผู้ให้ข้อมูลแก่ฉันเรื่องอัตราที่สูงจนน่าตกใจของหนูซึ่ง “ปรากฏตัวในห้องน้ำ” ในซีแอตเทิล

หนู
นิวยอร์กซิตี : หนูเตรียมตัวออกหากินยามกลางคืนในท่อระบายน้ำแห่งหนึ่ง นักวิทยาสัตว์ฟันแทะ บ็อบบี คอร์ริแกน ประมาณว่า ประชากรหนูในเมืองทั่วโลกมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 15 ถึง 20 ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เพราะยิ่งผู้คนโยนเศษอาหารทิ้งมากเท่าไร ก็จะมีหนูมากินมากขึ้นเท่านั้น
หนู
นิวยอร์กซิตี : ความสามารถในการปรับตัวและความฉลาดทำให้หนูหลายชนิดวิวัฒน์จนแพร่กระจายในเมืองใหญ่ กระนั้น การเห็นหนูวิ่งข้ามถนนเวสต์บรอดเวย์ก็อาจทำให้ชาวเมืองที่ใจแข็งที่สุดสะดุ้งโหยงได้ มนุษย์จำนวนมากรู้สึกว่าหนูน่ากลัวและน่าขยะแขยง

เราพบกันที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในย่านโลเวอร์แมนแฮตตันของนิวยอร์ก หนึ่งในเมืองหลวงหนูของโลก คอร์ริแกนสวมหมวกนิรภัย เสื้อกั๊กสีส้มสะท้อนแสง และถือกระดานรองเขียน เครื่องแบบเจ้าหน้าที่เหล่านี้เอื้อให้เราเดินท่อมๆตามแปลงดอกไม้และอุโมงค์รถไฟใต้ดินได้โดยไม่มีใครสนใจ

ชาวนิวยอร์กชอบเกทับกันเรื่องการเห็นหนูตัวเท่าสุนัข แต่หนูตัวใหญ่ที่สุดที่คอร์ริแกนเคยได้ยินมา คือหนูหนัก 816 กรัมจากอิรัก เขาตั้งเงินรางวัล 500 ดอลลาร์สหรัฐให้ใครก็ตามที่นำหนูหนักหนึ่งกิโลกรัมมาให้ แต่เขาไม่คิดว่าตัวเองจะมีวันได้จ่ายเงินนั้น

สัตว์ตัวน้อยนี้สมควรถูกเกลียดจริงหรือ สิ่งที่เราชิงชังที่สุดเกี่ยวกับหนู ทั้งความสกปรก ความมีลูกดก  ความทรหดอดทนและไหวพริบในการอยู่รอดของพวกมัน ล้วนเป็นคุณสมบัติที่ใช้กับมนุษย์ได้ด้วย

หนูที่มีอยู่ดาษดื่นในนิวยอร์กซิตีคือหนูบ้าน (Rattus norvegicus) ซึ่งรู้จักกันในชื่อหนูสีน้ำตาล มันเป็นสัตว์ขุดรูอยู่ในดินที่มีส่วนกะโหลกกว้างที่สุด จึงลอดช่องโพรงใดๆที่กว้างกว่านั้นได้ (รวมทั้งท่อที่ต่อกับโถสุขภัณฑ์ด้วย)

หนูสีน้ำตาลอยู่เป็นครอบครัว โดยตกลูกครั้งละสองถึง 14 ตัว มันดูแลรังค่อนข้างสะอาด และหากินในอาณาเขตเล็กๆ เมื่อลูกหนูถึงวัยเริ่มเจริญพันธุ์ ซึ่งก็คืออายุแค่สิบสัปดาห์เท่านั้น มันจะย้ายออกไปหาคู่

ฉันกับคอร์ริแกนออกชมชีวิตหนู ในแปลงดอกไม้ข้างศาล เขาก้าวเดินอย่างระมัดระวัง ค่อยๆตรวจตราพื้นดินใต้รองเท้าบู๊ต เมื่อรับรู้ได้ถึงช่องโพรงกลวงๆข้างใต้ เขาจะกระโดดทิ้งน้ำหนักสองสามครั้ง ไม่กี่อึดใจ หนูตัวหนึ่งก็โผล่ออกจากรูใกล้ๆและวิ่งหนีไปด้วยความตื่นตระหนก ฉันรู้สึกแย่นิดหน่อย แต่ชาวนิวยอร์กส่วนใหญ่อยากให้หนูในเมืองของตนตายไปให้หมด

เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนออกชมหนูกับคอร์ริแกน นายกเทศมนตรีบิล เด บลาซิโอ ประกาศ “แผนกำจัดหนูขั้นรุนแรงแผนใหม่” เพื่อสู้กับหนูในเขตการเคหะของเมือง อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามมูลค่า 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่จะลดจำนวนหนูให้ได้ถึงร้อยละ 70 ในย่านที่หนูระบาดมากที่สุด

หนู
วอชิงตัน ดี.ซี. : สุนัขพันธุ์แพตเทอร์เดลเทอร์เรียร์ที่ฝึกมาโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นทางเลือกแทนยาเบื่อที่อาจเป็นอันตรายกับนก ช่วยกำจัดหนูในย่านแอดัมส์มอร์แกนของวอชิงตัน ดี.ซี.  พวกมันกระหายแต่จะฆ่าหนูเท่านั้นครับ” สกอตต์ มัลเลนีย์ เจ้าของร่วมของบริษัทยูนีกเพสต์แมเนจเมนต์ พูดถึงสุนัขที่กระตือรือร้นของเขา
หนู
วอชิงตัน ดี.ซี. : เมื่อสุนัขไล่ต้อนหนูมาจนมุมใต้พรมที่ถูกทิ้งไว้ในตรอก เพื่อนร่วมงานที่เป็นมนุษย์ของมันจะใช้ไม้ฮ็อกกีคอยตีหนูที่หนีตาย แล้วใช้พลั่วขุดหาหนูที่พยายามซ่อนตัวอยู่ในรู
หนู
วอชิงตัน ดี.ซี. : ซากหนูมัดรวมกันคือผลการทำงานหนึ่งชั่วโมงของฝูงสุนัขเทอร์เรียร์ชื่อแร็ปเตอร์, ฮูลา, ดาร์บี, และมิงซ์ คืนนั้นพวกมันล่าหนูได้ 31 ตัว มิงซ์เคยฆ่าหนูตัวเต็มวัย 17 ตัวภายในเวลา 10 นาทีเพียงลำพัง สุนัขเป็นที่ต้องการอย่างมากและทำงานสัปดาห์ละหลายคืนทั่ววอชิงตัน ดี.ซี. โดยผู้ที่พบเห็นมักส่งเสียงให้กำลังใจพวกมัน

หลายเมืองพยายามควบคุมประชากรหนูด้วยยาเบื่อ แต่น่าเสียดายที่ยาเบื่อออกฤทธิ์เร็วใช้ไม่ค่อยได้ผล หนูที่รู้สึกพะอืดพะอมหลังกินยาเบื่อเข้าไปคำสองคำจะหยุดกิน ดังนั้นธุรกิจกำจัดหนูจึงเลือกใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือดซึ่งไม่ส่งผลต่อหนูหลังจากนั้นหลายชั่วโมงหรือกระทั่งหลายวัน หนูจะค่อยๆตายจากการตกเลือดภายใน คอร์ริแกนเกลียดการฆ่าหนูวิธีนี้ แต่ก็กลัวการระบาดของโรค เขาจึงยังให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าต่อไป

เราไปที่สวนสาธารณะไทรเบกา ตามที่คอร์ริแกนแนะนำ พวกหนูที่นั่นหัดล่าและฆ่านกพิราบ “พวกมันกระโดดตะปบหลังนกเหมือนเสือดาวในเซเรงเกติเลยครับ” เขาว่า แต่คืนนี้สวนเงียบสงบ คนงานของเมืองอาจเพิ่งโยนน้ำแข็งแห้ง [คาร์บอนไดออกไซด์ในรูปของแข็ง] ใส่รูหนูเมื่อไม่นานมานี้ คอร์ริแกนบอกว่า วิธีนี้ฆ่าหนูอย่างมีเมตตากว่า เพราะคาร์บอนไดออกไซด์ที่ระเหยออกมาจากน้ำแข็งแห้งจะแทรกซึมเข้าไปตามซอกโพรง ทำให้หนูหลับและไม่ตื่นขึ้นมาอีก

หนู
ราชสถาน, อินเดีย : ไม่ใช่ทุกคนที่เกลียดหนู บางทีวัดแห่งเดียวในโลกที่เปิดรับหนูอาจเป็นวัดการณีมาตา ที่นี่เชื่อว่า หนูสีดำซึ่งบรรพบุรุษในป่าของมันอาจมีถิ่นกำเนิดจากอนุทวีปอินเดียและเรียนรู้ที่จะแพร่กระจายอยู่ในเมืองต่างๆ คือนักเล่านิทานกลับชาติมาเกิดใหม่ และจะได้กินนมกับอาหารต่างๆ

คนที่ฆ่าหนูเป็นอาชีพน้อยคนจะคาดหวังความสำเร็จในระดับเกินกว่าชั่วคราวหรือเฉพาะพื้นที่ คอร์ริแกนบอกว่า เมื่อหนูในย่านหนึ่งถูกวางยาเบื่อ หนูที่เหลือรอดก็จะแพร่พันธุ์จนมีหนูเต็มรังอีกครั้งอย่างง่ายดาย และหนูรุ่นต่อๆไปก็ยังออกมาเจอกองขยะกองใหญ่วางอยู่บนทางเท้าของนิวยอร์กทุกคืน คอร์ริแกนบอกว่า “หนูคือผู้ชนะในสงครามนี้ครับ” จนกว่าเมืองต่างๆจะเปลี่ยนวิธีจัดการขยะชนิดถอนรากถอนโคนเสียก่อน

เรื่อง เอ็มมา แมร์ริส

ภาพถ่าย ชาร์ลี แฮมิลตัน เจมส์

อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ใน นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนเมษายน 2562

                                                                               

อ่านเพิ่มเติม

ฝันร้ายขั้นสุดของคนกลัวหนู

เรื่องแนะนำ

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]

วัฒนธรรมเบื้องหลังถุงขอบคุณที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในไชน่าทาวน์

"ถุงขอบคุณ" คือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมแห่งไชน่าทาวน์ของอเมริกา ทว่าท่ามกลางปัญหาสิ่งแวดล้อม บรรดานักออกแบบรุ่นใหม่พยายามเปลี่ยนถุงเหล่านี้ให้สามารถใช้งานซ้ำได้ แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าทางจิตใจไม่เปลี่ยนแปลง