หยิบเท่าที่จำเป็น ให้เท่าที่ทำได้ - หลักการที่แท้จริงของ ตู้ปันสุข

หยิบเท่าที่จำเป็น ให้เท่าที่ทำได้ – หลักการที่แท้จริงของตู้ปันสุข

ที่มาภาพ Facebook: The Little Free Pantry https://www.facebook.com/littlefreepantry/photos/a.1046213478786893/4567812126626993/?type=3&theater


ตู้ปันสุข โครงการแบ่งปันอาหารช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโควิด-19 กับหลักปฏิบัติที่ทำให้การช่วยเหลือเช่นนี้ยั่งยืนและมีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ

การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ทำให้สังคมไทยต้องประสบปัญหาทางด้านสาธารณสุข ไวรัสดังกล่าวทำให้มีผู้คนต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนับพันคนและมีผู้เสียชีวิต และในอีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้เกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม นั่นคือการออกมาตรการการปิดเมือง (Lockdown) หยุดกิจกรรม รวมไปถึงกิจการ ภาคธุรกิจต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนทั้งประเทศ ทำให้มีคนจำนวนมากต้องกลายเป็นคนที่ขาดรายได้ หรือตกงาน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตที่ยากลำบากมากขึ้น

ในสังคมไทย มีการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจากโควิด-19 ทั้งจากรัฐบาล บริษัทเอกชน หรือแม้กระทั่งบุคคลหรือกลุ่มคนธรรมดาที่คิดหาวิธีการช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาในรูปแบบที่ต่างกันออกไป

ตู้ปันสุข
Little Free Pantry หรือตู้ปันสุขในรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา ที่มีข้อความระบุไว้ว่า Take what you need, give what you can – หยิบเท่าที่จำเป็น ให้เท่าที่ทำได้ ขอบคุณภาพจาก https://commons.wikimedia.org/wiki/File:McKinney_April_2017_013_(Little_Free_Pantry).jpg

นับตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รูปแบบการช่วยเหลือซึ่งกำลังเกิดขึ้นและได้รับความนิยมคือโครงการ “ตู้ปันสุข” อันเป็นโครงการที่มีรูปแบบของ ‘ตู้กับข้าวของชุมชน’ ที่มุ่งช่วยเหลือคนในชุมชนด้วยการให้คนที่มีกำลังช่วยเหลือร่วมแบ่งปันของต่างๆ นำมาใส่เอาไว้ให้กับคนที่ต้องการมาเปิดตู้กับข้าวนี้เพื่อหยิบไปใช้ได้ฟรี ซึ่งโครงการนี้มุ่งหวังช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อนให้ผ่านวิกฤตจาก โควิด-19 ไปด้วยกัน

ไอเดียตู้ปันสุขมีต้นแบบมาจากโครงการ Little Free Pantry ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีหลักการสำคัญว่า Take what you need, give what you can – หยิบเท่าที่จำเป็น ให้เท่าที่ทำได้ ซึ่งโครงการตู้กับข้าวแบบนี้จะทำให้ทั้งผู้รับและผู้ให้ไม่จำเป็นต้องพบกันโดยตรง เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกติดค้างบุญคุณต่อผู้ให้หรือความอับอายต่อผู้รับ ถือเป็นโครงการที่เกิดจากคนในชุมชนเพื่อช่วยเหลือคนในชุมชนด้วยกันเอง

โดยโครงการตู้ปันสุขของไทยได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนขณะนี้มีประมาณ 600 ตู้ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งของที่อยู่ภายในตู้ส่วนใหญ่มักเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ข้าวสารอาหารแห้ง หรือของใช้อย่างสบู่ เป็นต้น

อาหาร
อาสาสมัครแจกจ่ายอาหารและสิ่งของต่างๆ ให้กับผู้คนนับร้อยในเมืองเอเวอเรตต์ รัฐแมสซาชูเซตส์ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2020 ท่ามกลางภาวะวิกฤตโควิด-19 ภาพถ่ายโดย JOSEPH PREZIOSO, AFP/GETTY

การ ‘แบ่งปัน’ ทั้งจากผู้ให้และผู้รับ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงแนวทางการใช้งานตู้ปันสุขจากผู้คนบางส่วนที่แห่หยิบเอาของภายในตู้ไปคราวละมากๆ ด้วยจำนวนคนไม่กี่คน จนทำให้ของหมดอย่างรวดเร็ว (ที่อาจมีการให้เหตุผลว่าเป็นการรับไปแบ่งปันคนอื่นๆ ต่ออีกทอดหนึ่ง) หรือแม้กระทั่งฝั่งผู้ให้ในตู้ปันสุขเองที่ ‘เฝ้าดู’ ผู้ที่มารับของจากตู้ปันสุขว่าเป็นใครหรือมีพฤติกรรมการรับของในตู้อย่างไร เป็นต้น

เมื่อเราย้อนกลับไปถึงหลักการของตู้ปันสุข คือการแบ่งปันโดยทั่วกันของคนในชุมชนผ่านตู้กับข้าวของชุมชน ดังนั้น การใช้ตู้ปันสุขจึงมีลักษณะมุ่งหวังให้คนที่จำเป็นในชุมชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ตู้ปันสุขจึงดำรงอยู่ได้ด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธาว่าทั้งสองฝ่ายต้องเป็นผู้ที่แบ่งปัน ทั้งผู้ที่เป็นคนนำของมาใส่ในตู้ หรือผู้ที่รับของจากในตู้ต้องรับไปเท่าที่จำเป็น ซึ่งเขาก็จะมีโอกาสในการแบ่งปันให้กับผู้ที่จำเป็นคนอื่นๆ ได้เช่นเดียวกัน ตามหลักการที่ว่า หยิบเท่าที่จำเป็น ให้เท่าที่ทำได้

ในส่วนของผู้ให้เองก็จำเป็นต้องคิดถึงหลักการของตู้ปันสุข ที่เป็นตู้แบ่งปันส่วนกลางที่มุ่งเน้นการแบ่งปันโดยไม่จำเป็นต้องทราบว่าใครเป็นผู้รับของที่ตนให้ไปบ้าง ก็จะทำให้ไม่มีความรู้สึกของการเป็นบุญคุณ ซึ่งถือเป็นการให้ที่สบายใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

นอกจากนี้ ในเพจ Facebook ตู้ปันสุข ซึ่งเป็นเพจที่ให้ข้อมูลของตู้ปันสุขตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศ ได้พูดถึงหลักการของตู้ปันสุข อาทิ

– ตู้ปันสุข มิใช่การแจกมหาทาน ซื้อมาเยอะๆเพื่อมาแจก แต่เป็นการแบ่งปันของเล็กๆน้อยๆ ที่มีในบ้าน พอที่จะให้คนอื่นๆได้
– ตู้ปันสุขเป็นของชุมชน ผู้ติดตั้งไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่มีหน้าที่มาใส่ของให้หรือมาดูแลตู้ให้ เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วถือว่ายกให้เป็นของชุมชนหากมีคนขโมยตู้ไป เราจะไม่โกรธ ไม่รู้สึกต่อว่าผู้ที่ขโมยไป มันเป็นของชุมชนถ้าชุมชนไม่ช่วยกันรักษาก็จะไม่มีตู้ใช้
– เมื่อเอาของใส่ตู้แล้ว มันไม่ใช่ของเราอีกต่อไป จะมีคนเปิดหยิบไปหรือไม่ จะมีคนเติมหรือไม่เป็นกระบวนการของชุมชนนั้นๆ หยิบแค่”พอดี”และเผื่อแผ่ “ให้ “ ผู้อื่นต่อ ถือว่าเป็นผู้ให้ต่ออีกด้วย และก็เชื่อได้ว่าเขาจะได้ “รับ “ของจากคนอื่นๆ ในชุมชนต่อไป

ซึ่งถ้าเรามองจากหลักการทั้งหมด ตัวแปรสำคัญของตู้ปันสุขไม่ได้เพียงผู้ที่ริเริ่มนำตู้ปันสุขมาติดตั้ง นำของมาใส่ และกระบวนการการให้ของและการรับของจากทั้งสองฝ่ายเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงจิตสำนึกสาธารณะของคนในชุมชนที่จะทำให้เกิดการแบ่งปัน จนเกิดความเชื่อมั่นของคนทั้งชุมชนที่จะรักษาให้ตู้ปันสุขทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้แนวคิดตู้ปันสุขอยู่ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนได้นาน จนกว่าที่ทั้งสังคมจะก้าวผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปได้ด้วยดีต่อไป

แหล่งข้อมูล
ดราม่า ‘ตู้ปันสุข’ จากน้ำใจผู้ให้สู่มือคนโลภ ควรหยุดหรือไปต่อ
ตู้แบ่งปัน หรือ ตู้ปันสุข คืออะไร และมีที่มาจากไหน มาหาคำตอบกัน
ผู้ริเริ่ม “ตู้ปันสุข” แนะชุมชนช่วยกันดูแล
เข้าใจให้ตรงกัน ‘ตู้ปันสุข’ กับภารกิจ ‘จัดระเบียบ’ ขจัดความโลภ (1)
น้ำใจคนไทยฝ่าวิกฤติโควิด สู่จุดเริ่มตู้ปันสุข ไอเดียโค้ชแบงก์ และผองเพื่อน
FOOD BANK VS. FOOD PANTRY
“Pantry of Sharing” campaign unlocks Thais’ spirit of generosity
Little Free Pantry

อ่านเพิ่มเติม ลด ขยะอาหาร ควรพิจารณาวันหมดอายุบนฉลาก

เรื่องแนะนำ

ชมนวัตกรรมอุโมงค์ส่งน้ำโบราณในอิหร่าน ที่ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน

เรื่อง เรเชล บราวน์ มองจากด้านบนพื้นผิวทะเลทรายอันแห้งแล้งล้วนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่หารู้ไม่ว่าลึกลงไปใต้ผืนดินอีก 100 ฟุต มี อุโมงค์ส่งน้ำโบราณ ที่นำพาความชุ่มชื้น และหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในอิหร่านไว้ ระบบชลประทานใต้ดินนี้มีชื่อเรียกว่า “คานัต” (Qanats) นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าอัศจรรย์ในยุคโบราณ ซึ่งถึงจะมีอายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี แต่คานัตยังคงถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน อุโมงค์น้ำเหล่านี้จะทอดยาวจากแหล่งต้นน้ำในหุบเขา หรือแม้แต่ทะเลสาบในถ้ำลึก ด้วยพื้นผิวที่ลาดเอียงในองศาที่พอเหมาะ เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงไปยังสถานที่ที่ต้องการในปลายอุโมงค์ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้องศาของความลาดเอียงนั้นมากเกินไป มิฉะนั้นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงอาจไหลบ่าแรงเกินไปจนทำลายอุโมงค์ได้ ตลอดเส้นทางของอุโมงค์ บนพื้นดินจะมีหลุมตั้งอยู่เป็นระยะๆ หลุมเหล่านี้ช่วยให้อากาศภายในถ่ายเทแก่บรรดาคนงานที่ทำหน้าที่ขุดอุโมงค์ด้วยมือในอดีต นอกจากนั้นในตอนที่อุโมงค์ถูกขุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลุมเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย กระบวนการสร้างอุโมงค์คานัตนี้เป็นงานที่หนักหนาเอาการ อย่างไรก็ตามผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่า เทคโนโลยีโบราณนี้ช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ในทะเลทรายที่แห้งผากให้เบ่งบานมาแล้ว รวมทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคตั้งแต่เส้นทางสายไหม ยาวไปจนถึงหลายประเทศในตะวันออกกลาง หรือแม้กระทั่งในสเปน และโมร็อกโกก็มีการค้นพบคานัตเช่นเดียวกัน Gholamreza Nabipour ชายชาวอิหร่านวัย 102 ปี เป็นหนึ่งในคนขุดอุโมงค์ไม่กี่คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ หรือที่เรียกกันว่า “มิรับ” (Mirab) ตัวเขาพยายามถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ไปยังชาวอิหร่านรุ่นใหม่ ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงลูกชายของเขาเองด้วย ผู้ใช้คานัตในการลำเลียงน้ำมายังฟาร์มถั่วพิสตาชิโอของเขา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกสมัยใหม่ ในช่วงค.ศ. 1960 – 1970 การจัดสรรปันส่วนที่ดินส่งผลให้คานัตหลายแห่งถูกทิ้งร้าง […]

ความรัก ความตาย และชีวิตใหม่

เรื่องและภาพ มนูญ พงศ์พันธุ์พัฒน์ (รางวัลชมเชยโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) เทศกาลของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก นอกจากวันคริสต์มาสที่คนทั่วโลกรู้จักกันดีอยู่แล้ว ยังมีอีกเทศกาลที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ “สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์” ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน ของทุกปี  เทศกาลดังกล่าวเป็นการระลึกถึงการรับทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพของพระเยซู เพื่อระลึกถึงความรักขั้นสูงสุดของพระองค์ในการเสียสละชีวิตตนเองเพื่อผู้อื่น รักและอภัยให้ศัตรูที่จับพระองค์ไปตรึงกางเขน  คริสตชนจะเตรียมตัวก่อนถึงสัปดาห์นี้ด้วยการถือศีล อดออม และอดอาหารเป็นเวลา 40 วัน เงินที่ได้จากการอดออมและอดอาหารจะนำไปบริจาค สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์เริ่มต้นจาก “วันอาทิตย์แห่ใบลาน” พิธีกรรมซึ่งจำลองเหตุการณ์สมัยคริสตกาลที่ชาวยิวนำใบลาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับกษัตริย์ มาแห่ต้อนรับเมื่อพระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม  สามวันถัดมาเป็น “วันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์” มีพิธีรื้อฟื้นคำสัญญาแห่งการเป็นสงฆ์ของบาทหลวง พิธีเสกน้ำมันศักดิ์สิทธิ์เพื่อไว้ใช้ในพิธีต่าง ๆ พิธีระลึกถึงความรักของพระเยซูในคืนที่พระองค์ถูกจับไปทรมาน  และ“วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์” อันเป็นวันถือศีล อดออม และอดอาหารวันสุดท้าย  ส่วนวันสำคัญที่สุดคือ “วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์” เพราะเป็นวันที่พระเยซูกลับคืนชีพจากความตาย จะเริ่มด้วยพิธีเสกไฟและเทียนปัสกา สัญลักษณ์ของการกลับคืนชีพและหมายถึงพระเยซูผู้เป็นแสงสว่างในชีวิต  หลังจากนั้นจะเป็นพิธีเสกน้ำล้างบาป เพื่อใช้ในพิธีล้างบาปให้กับคริสตชนใหม่ และวันสุดท้าย “วันอาทิตย์ปัสกา” (Easter) เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลอง มีการนำไข่ต้ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงการฟื้นคืนชีพของพระเยซูและการเกิดใหม่ในพระเจ้าของมนุษย์ทุกคน มาตกแต่งทาสีและมอบให้กัน […]

บรรยากาศวันเด็ก ก่อนอำลาเขาดิน

บรรยากาศวันเด็ก ก่อนอำลา”เขาดิน” เมื่อ 63 ปีที่แล้ว นายวี.เอ็ม. กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ เชิญชวนให้ประเทศต่างๆ เห็นความสำคัญและความต้องการของเด็กและกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทของตนด้วย  รัฐบาลในยุคนั้นจึงจัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค  ในยุคนั้นงานวันเด็กแห่งชาติจัดในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม  แต่พอถึง พ.ศ. 2508 ก็เปลี่ยนมาเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม เพื่อความสะดวกของผู้ปกครองและเป็นช่วงที่อากาศดีกว่าช่วงฤดูฝนอย่างเดือนตุลาคม เขาดินหรือสวนสัตว์ดุสิตเป็นหน่วยงานราชการที่จัดงาน วันเด็ก ซึ่งได้รับความนิยมจากเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครองตลอดมา  แต่รู้กันหรือไม่ว่า เขาดินที่เปิดทุกวันและเนืองแน่นโดยเฉพาะวันเด็กนี้ มีความเป็นมาอย่างไรประวัติคร่าวๆ ของ เขาดินหรือสวนสัตว์ดุสิตแห่งนี้ย้อนไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีจุดเริ่มต้นจากความต้องการสร้างสวนพฤกษชาติในเขตพระราชวังสวนดุสิต ต่อมาในรัชสมัยของรัชกาลที่ 7 มีพระราชดำริที่จะทำนุบำรุงสวนพฤกษชาติแห่งนี้ให้กว้างขวาง และดีกว่าที่เป็นอยู่รวมถึงเปิดให้ประชาชนมาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจด้วย เขาดินในตอนแรกจึงมีสถานะเป็นสวนสาธารณะไม่ใช่สวนสัตว์ดังปัจจุบัน จนกระทั่งต่อมาทางเทศบาลกรุงเทพฯ ริเริ่มย้ายเอาสัตว์บางชนิดจากสวนอื่นๆ มาอาศัยที่นี่ รวมถึงขอให้ทางสำนักพระราชวังส่งช้างหลวงเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสชม สวนสัตว์ดุสิตจึงได้ฤกษ์เปิดตัวในฐานะสวนสัตว์แรกของไทยเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2481 (ชมภาพเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเขาดินได้ ที่นี่ ) เอ่ยถึง เขาดินแล้ว ต้องเอ่ยถึงตำนานคู่เขาดินอย่าง ฮิปโปโปเตมัสที่ชื่อ แม่มะลิขวัญใจที่ใครๆ มาเขาดินก็ต้องมาชม […]

เมื่อโลกภายนอกรุกคืบชนเผ่าผู้โดดเดี่ยวให้จนมุม

ในผืนป่าแอมะซอนของบราซิลและเปรู คนงานเหมือง คนทำไร่ปศุสัตว์ และพวกลักลอบตัดไม้ กำลังรุกรานถิ่นฐานบ้านเกิดของผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวกลุ่มสุดท้ายของโลก