ชีวิตจะเป็นอย่างไรหากเกิดเป็นเด็กผู้หญิงในฉนวนกาซา - National Geographic Thailand

ชีวิตจะเป็นอย่างไรหากเกิดเป็นเด็กผู้หญิงในฉนวนกาซา

ชีวิตจะเป็นอย่างไรหากเกิดเป็นเด็กผู้หญิงในฉนวนกาซา

ชีวิตในฉนวนกาซาเป็นเรื่องยากลำบาก พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง, ความยากจน และพลังงานไฟฟ้าก็มีให้ใช้เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น ประชาชนราว 2 ล้านคนอาศัยอยู่รวมกันในพื้นที่ที่ถูกควบคุมโดยรัฐปาเลสไตน์ ที่มีขนาดใหญ่ประมาณ 2 เท่าของเขตดิสตริกต์ออฟโคลัมเบีย ส่งผลให้สถานที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่แออัดมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ฉนวนกาซามีเขตแดนติดกับอียิปต์และอิสราเอลซึ่งปิดชายแดน ควบคุมการเดินทางเข้าออกอย่างเข้มงวด ฉะนั้นแล้วการใช้ชีวิตในฉนวนกาซาจึงไม่ต่างจากการอยู่ในเรือนจำที่มีสภาพเปิดโล่ง หรือบางทีอาจแย่กว่านั้น

เด็กผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเล่นฟุตบอลในเมือง Beit Lahiyah ทางตอนเหนือของกาซา ผู้หญิงในกาซานิยมเล่นกีฬาทุกประเภทจนอายุได้ 16 ปี บางคนจะหยุดการเล่นกีฬา เนื่องจากครอบครัวต้องการหาสามีให้พวกเธอ

โมนีก ชากส์ ก็เหมือนกับช่างภาพข่าวทั่วไป จุดเริ่มต้นของความสนใจในฉนวนกาซามาจากการเดินทางเข้าไปเก็บภาพสงครามระหว่างปาเลสไตน์และอิสราเอลในปี 2004 แต่หลังจากใช้เวลาอาศัยอยู่กับครอบครัวหนึ่ง และผูกมิตรกับลูกสาวของพวกเขาที่มีอายุอ่อนกว่าเธอมาก ชากส์เริ่มเข้าใจวิถีชีวิตของผู้คนในฉนวนกาซาที่เผชิญกับความท้าทายในทุกวันของชีวิต การเติบโตขึ้นในฐานะของเด็กผู้หญิงเป็นเรื่องยากลำบาก ในฉนวนกาซาลูกสาวคือภาพสะท้อนของครอบครัว ชากส์กล่าว พวกเธอต้องเผชิญกับแรงกดดันในการใช้ชีวิต เมื่อค่านิยมการแต่งงาน เป็นทางออกเดียวที่จะช่วยปลดเปลื้องภาระของครอบครัวได้

ในฉนวนกาซาผู้คนอยู่กันแบบครอบครัวใหญ่ และการจะทำอะไรก็ตามมักไม่รอดจากสายตาของกันและกัน แม้แต่การพบปะกับเพื่อนชายในร้านกาแฟ โดยปราศจากคำอนุญาตจากครอบครัว ก็สามารถกลายเป็นที่ถูกติฉินนินทาได้

เจ้าสาวกำลังรอที่จะเดินเข้าไปในบัลลังก์พิธี ตามธรรมเนียมของงานแต่งแล้ว เจ้าบ่าวจะยังไม่เห็นใบหน้าของเจ้าสาว

เพื่อเข้าถึงชีวิตของผู้หญิงในฉนวนกาซา ชากส์พบปะกับเด็กสาวมากมายและขอให้พวกเธอแบ่งปันเรื่องราวของตนเองออกมา จากคนหนึ่งแนะนำชากส์ให้รู้จักกับอีกคน ช่วยให้เธอพบเด็กสาวจำนวนมาก แม้ว่าบุคคลส่วนใหญ่ที่เธอถ่ายภาพจะอาศัยอยู่ในเมืองกาซา ที่มีความเป็นเสรีนิยมมากขึ้น แต่สำหรับเด็กวัยรุ่นเหล่านี้แล้ว การอนุญาตให้คนแปลกหน้าถ่ายภาพยังคงเป็นเรื่องท้าทายต่อบรรทัดฐานทางสังคมที่พวกเธอเติบโตมา

ความงามเป็นเรื่องสำคัญในทุกที่ เด็กสาวคนนี้อวดเล็บมือที่ตกแต่งในธีมสีธงชาติของปาเลสไตน์ให้ดู เด็กสาวคนอื่นๆ ในฉนวนกาซาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องความสวยความงามไม่แพ้เด็กสาวอื่นๆ ทั่วโลก

เด็กสาวส่วนใหญ่ที่ชากส์ถ่ายภาพไม่เคยเดินทางออกจากกาซา และพวกเธอปรารถนาที่จะออกไป แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม “ฉันวาดฝันว่าอยากจะไปที่ไหนสักแห่งแค่หนึ่งวันก็ยังดี ขอให้เป็นที่ที่ไม่มีใครรู้จักฉันเลย” เด็กสาวคนหนึ่งกล่าวกับชากส์

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางชีวิตที่ยาก ชากส์เลือกที่จะห้ความสำคัญกับช่วงเวลาแห่งความสุข, ความหวังและความเข้มแข็งแทน ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไปเหมือนที่เธอกล่าวไว้ว่า “ชีวิตแม้จะถูกคุมขัง แต่คุกกลับค่อยๆ ฉีกขาดออกทีละนิด” ชากส์บันทึกภาพของเด็กสาวเหล่านี้เอาไว้ ในช่วงเวลาส่วนตัว แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เช่นการทำงานในฐานะแพทย์หรือตำรวจ การเดินทางไปโรงเรียน หรือพบปะเพื่อนฝูงตามร้านกาแฟ ชากส์ถูกวิจารณ์ว่าจงใจถ่ายทอดวิถีชีวิตอันยากลำบากในฉนวนกาซา แต่เธอก็อดทนและทำงานของเธอต่อไป “มีภาพสงครามมากพอแล้วที่ถ่ายทอดความเป็นฉนวนกาซา” เธอกล่าว “เด็กผู้หญิงเหล่านี้มีชีวิตที่มหัศจรรย์ พวกเธอไปทำงาน ไปโรงเรียน มีความหวังและอุดมไปด้วยความฝัน”

เรื่อง อเล็กซา คีฟเฟอร์

ภาพ โมนีก ชากส์

โดอาถ่ายภาพเซลฟี่ของตัวเอง ระหว่างใช้บริการคาเฟ่ยอดนิยม ในเมืองกาซา เมื่อปี 2012
หญิงคนหนึ่งกำลังรอให้ไฟฟ้าติดขึ้นอีกครั้ง เพื่อที่เธอจะได้ใช้ลิฟต์ต่อ
ในกาซามีผู้หญิงส่วนน้อยที่ไม่คลุมฮิญาบ ในภาพโดอาจัดแต่งฮิญาบของเธออย่างดี ก่อนที่จะออกจากบ้าน
ที่โรงละครในเมืองกาซา นักแสดงหญิงแบ่งปันเรื่องราวให้กับผู้ชมที่เป็นผู้หญิงฟัง ผ่านธรรมเนียมการเล่าเรื่องแบบกาซา เรื่องเล่าเหล่านี้ประกอบด้วยเรื่องเกี่ยวกับความรัก, การแต่งงาน, เพื่อนและครอบครัว
สำหรับชาวกาซา ทะเลเป็นสถานที่เดียวที่พวกเขาไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยว ภาพดังกล่าวถ่ายในปี 2013 ซาบา อาบู กาเนม วัย 14 ปี และน้องสาวออกมาเล่นเซิร์ฟทุกวันในตอนเช้า น้องสาวของเธอชนะการแข่งขันหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยออกไปแข่งขันนอกกาซา เมื่อชากส์เดินทางกลับไปเยี่ยมกาซาอีกครั้ง ซาบาแต่งงานไปแล้วและไม่สะดวกที่จะให้เธอถ่ายภาพ
เด็กสาวเข้ารับการฝึกฝนในกรมตำรวจ การเป็นตำรวจหญิงในกรมตำรวจฮาสามเป็นเรื่องน่าภูมิใจ พวกเธอจะมีหน้าที่ยุติความรุนแรงในครอบครัวด้วยการบังคับใช้กฏหมาย

 

อ่านเพิ่มเติม

ชีวิตระทมใต้เงาโบโกฮาราม

เรื่องแนะนำ

พลังแห่งความสงบ ชมทักษะการตั้งหินอันน่าอัศจรรย์ของชายคนนี้

Manu Topic คือศิลปินผู้นิยามตนเองว่าเชี่ยวชาญในการตั้งก้อนหิน ความสามารถนี้ได้มาจากการฝึกฝน ทั้งยังประกอบด้วยสมาธิอันเยี่ยมยอด ที่แม่น้ำ Arros ในเทือกเขาพีเรนีส ของฝรั่งเศส Topic จะมาโชว์ทักษะต้านแรงโน้มถ่วงของเขาให้ดู ผ่านภาพยนตร์สั้นที่จัดทำขึ้นโดย Patrick Foch แล้วคุณผู้อ่านจะได้เห็นว่าพลังแห่งความสงบนั้น มีพลังมากแค่ไหน   อ่านเพิ่มเติม : เมื่อความมืดมาถึง รถเมล์คันนี้จะกลายเป็นที่พักของคนไร้บ้าน, หญิงสาวปั่นจักรยาน 1,900 กม. เพื่อตามหาพ่อจากสงครามเวียดนาม

หยุดการกลั่นแกล้ง หรือ Bullying

เด็กที่ถูก กลั่นแกล้ง มักมีภาวะซึมเศร้าเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ในขณะเดียวกัน คนที่ข่มเหงผู้อื่นพบว่า มีความเครียดเรื้อรังน้อยกว่

ผู้พิทักษ์ท้องทะเล

ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮากาลีฟอร์เนีย ประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ 1980 มาโยรัลและชาวประมงคนอื่นๆก็นำนักท่องเที่ยวไปชมวาฬคราวละหลายสิบคน ไม่มีสถานที่ใดที่กุญแจความสำเร็จข้อที่สาม นั่นคือความจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะชัดเจนมากไปกว่าในกาโบปุลโม ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงซบเซาใกล้ปลายคาบสมุทรบาฮา […]