เมื่อโลกติดไวรัส: รายงานจากประเทศไทย - National Geographic Thailand

เมื่อโลกติดไวรัสโควิด-19: รายงานจากประเทศไทย

เมื่อลูกชายคนแรกเกิดเดือนเดียวกับที่ โควิด-19 เริ่มระบาดในเมืองอู่ฮั่น คุณพ่อมือใหม่ที่ต้องทำงานในคลินิกของครอบครัว จะเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงนี้อย่างไร

เดือนธันวาคมปีนี้ ลูกชายคนแรกของผมจะอายุครบหนึ่งขวบพอดี แม้เวลาจะผ่านไปนานร่วมปี แต่วินาทีที่ได้เห็นหนูน้อยร้องไห้จ้าในห้องคลอด วินาทีที่อุ้มเด็กชายในอ้อมกอดพร้อมมือเล็ก ๆ ที่กำนิ้วผมไว้แน่น ยังคงสดใหม่ในความทรงจำราวกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เด็กชายลืมตาดูโลกท่ามกลางข่าวผู้ป่วยปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุในสาธารณรัฐประชาชนจีน

เมื่อเราทราบข่าวอย่างเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลกว่า มีคนในประเทศจีนติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จำนวน 27 คน โดยทั้งหมดล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดสดในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน

ผมพยายามรับฟังข่าวสารอย่างต่อเนื่องโดยไม่ตื่นตระหนก พร้อมกับหวังว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ก็น่าจะซํ้ารอยโรคระบาดอื่น ๆ ที่รัฐบาลสามารถควบคุมได้โดยมีผู้ติดเชื้ออยู่ในวงจำกัด

โควิด-19, ตาก, พบพระ, ชาวเมียนมา
ตาก พฤษภาคม 2563 เมื่อหมู่บ้านตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมาที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ต้องปิดตามมาตรการล็อกดาวน์ของภาครัฐ เป็นเหตุให้แรงงานเมียนมาไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพนอกบ้านได้ หญิงชาวเมียนมาผู้นี้เป็นหนึ่งในบรรดาแรงงานที่ต้องพึ่งพาของบริจาคจากหน่วยงานให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ เธอปิดประตูหมู่บ้านทันทีหลังจากที่คนในหมู่บ้านได้รับของบริจาคเรียบร้อยแล้ว ภาพถ่าย: จิตรภณ ไข่คำ

ผู้ติดเชื้อรายแรก

เพียงไม่นาน ตัวเลขผู้ติดเชื้อในเมืองอู่ฮั่นก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากหลักสิบสู่หลักหมื่น จนรัฐบาลจีนจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดคือปิดเมืองทั้งเมืองเพื่อยับยั้งการระบาด ท่ามกลางสายตาของทั่วโลกที่จับจ้องด้วยความหวาดวิตก

ผมพยายามปลอบใจตัวเองและคนรอบข้างว่าประเทศไทยยังปลอดภัยอยู่ และรัฐบาลนี้น่าจะประสบความสำเร็จในการจำกัดการระบาด ระยะทางจากอู่ฮั่นถึงกรุงเทพฯ กว่าสองพันกิโลเมตรก็น่าจะเป็นปราการด่านแรกที่ทำให้โอกาสระบาดในไทยคงมีไม่มากนัก

นับตั้งแต่มีประกาศถึงการระบาดอย่างเป็นทางกา รกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เริ่มตั้งจุดเฝ้าระวังคัดกรองนักท่องเที่ยวที่บินตรงจากเมืองอู่ฮั่น สนับสนุนให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อยๆ

หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลไทยก็ได้แถลงเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563 ยืนยันพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือต่อมาเรียกด้วยชื่อย่อว่า โควิด-19 (COVID-19) รายแรกในประเทศไทยนับเป็นผู้ป่วยนอกประเทศจีนรายแรกของโลก ซึ่งเป็นหญิงชาวจีนอายุ 61 ปี

หลังจากนั้นราวสองสัปดาห์ กระทรวงสาธารณสุขก็ประกาศอย่างเป็นทางการว่า พบชายไทยอาชีพขับแท็กซี่ที่ติดเชื้อโควิด-19 จากผู้โดยสารซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวจีนนับเป็นผู้ป่วยคนไทยรายแรกที่ไม่มีประวัติเดินทางไปประเทศจีน นับเป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดภายในประเทศ

โควิด-19, อุณหภูมิร่างกาย, การวัดอุณหภูมิ
การระบาดของโควิด-19 ทำให้สถานที่ต่างๆ ต้องจัดหาอุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิเพื่อคัดกรอง ผู้ผ่านเข้า-ออก ขณะที่ผู้คนพากันกว้านซื้อหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์จนสินค้าขาดตลาดอยู่ช่วงหนึ่ง

รับมือระลอกแรก

โรคระบาดที่เริ่มขยับเข้ามาใกล้ตัว ทำให้คนไทยทุกคนมีโอกาสเป็นกลุ่มเสี่ยง เราต่างตะลีตะลานออกไปหาซื้อหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสที่ติดต่อผ่านทางเดินหายใจ แล้วยังป้องกันมลภาวะทางอากาศที่เกิดจากฝุ่น PM 2.5 ที่มาพร้อมกับฤดูแล้ง ซึ่งดำเนินอยู่ในขณะนั้น อีกทั้งกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ก็ติดอันดับโลกในเรื่องคุณภาพอากาศที่เข้าขั้นวิกฤติอยู่เนืองๆ

ตั้งแต่แรก ผมไม่เคยคิดว่าการตัดสินใจลาออกจากการเป็นพนักงานของธนาคารเพื่อมาช่วยงานในคลินิกเวชกรรมเฉพาะทางจักษุซึ่งเป็นธุรกิจของบ้านภรรยา จะผลักให้ผมกลายเป็นแนวหน้าที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19

คลินิกของเราดำเนินการตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่มีจุดตรวจวัดอุณหภูมิ ขอความร่วมมือผู้ใช้บริการให้สวมหน้ากากอนามัย ใช้แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆ จนถึงการพยายามลดความแออัดในคลินิก แต่พวกเราก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกลัว

โควิด-19, หน่วยบรรเทาสาธารณภัย, ชุมชนคลองเตย
หน่วยบรรเทาสาธารณภัยฐานเจ้าพระยา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิดวงประทีปพ่นยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนคลองเตย ซึ่งเป็นพื้นที่แออัดที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ ของใช้จำเป็นในการป้องกันตัวเองจากการระบาดอย่างหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์เริ่มหาซื้อได้ยากขึ้น แม้แต่ตัวแทนจำหน่ายจากบริษัทเวชภัณฑ์ยังไม่สามารถตอบได้ว่า สินค้าจะมีเมื่อไร แต่คลินิกของเราไม่ใช่คลินิกเดียวที่ต้องเผชิญกับการขาดแคลนดังกล่าว เพราะโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและภาคเอกชนหลายแห่งก็เริ่มส่งเสียงแล้วว่าหน้ากากอนามัยไม่เพียงพอ บางแห่งถึงกับต้องใช้วัสดุที่หาซื้อจากร้านเครื่องเขียนมาประกอบเป็นชุดป้องกันส่วนบุคคลฉบับทำมือ รวมทั้งตัดเย็บหน้ากากใช้กันเองตามมีตามเกิด

เราต้องเริ่มมาตรการปันส่วนหน้ากากอนามัย เปลี่ยนให้พนักงานใช้หน้ากากผ้าแบบซักได้ โดยสงวนหน้ากากการผ่าตัด (surgical mask) ไว้สำหรับจักษุแพทย์ซึ่งเป็นบุคคลที่เสี่ยงที่สุด เนื่องจากต้องพบปะและตรวจอาการคนไข้อย่างใกล้ชิดชนิดหลีกเลี่ยงไม่ได้

โควิด-19, โรงเรียน, การเว้นระยะห่างทางสังคม
กรุงเทพฯ หลังทางการประกาศปิดโรงเรียนทั่วประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระยะแรก กิจกรรมการเรียนการสอนส่วนใหญ่ต้องทำผ่านระบบออนไลน์ แม้เมื่อมีการผ่อนปรนให้โรงเรียนกลับมาเปิดทำการได้อีกครั้ง แต่ครูและนักเรียนต้องปรับตัวเข้ากับชีวิตวิถีใหม่ เช่น การสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม และอุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ เช่นที่โรงเรียนวัดปริวาศ เขตยานนาวา แห่งนี้

คนไทยสู้ไม่ถอย

เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า และยังไม่เห็นวี่แววว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ความกลัวของผมเปลี่ยนเป็นความโกรธ โกรธที่รัฐบาลยังไม่ยกระดับมาตรการจำกัดการระบาดให้เข้มงวดขึ้น แต่กลับผลักภาระให้บุคลากรทางการแพทย์รับมือกันเอง โกรธที่มีกลุ่มผู้มีอิทธิพลซึ่งใกล้ชิดกับนักการเมืองสามารถกักตุนหน้ากากจำนวนมหาศาลเพื่อเก็งกำไร ในขณะที่แพทย์พยาบาล
ในโรงพยาบาลต่าง ๆ ต้องนำหน้ากากกลับมาใช้ซํ้า โกรธที่คนบางกลุ่มไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการเดินทางไปต่างประเทศ จนทำให้มีผู้เสี่ยงติดเชื้อหลายร้อยคนที่ต้องถูกกักตัวสังเกตอาการ 14 วัน

แต่ขณะเดียวกัน ท่ามกลางความกลัวก็ยังมีความหวัง เราได้เห็นฝีมือของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยที่รับมือกับการระบาดได้สมกับการเป็นประเทศลำดับที่หก ตามรายงานดัชนีความมั่นคงทางด้านสุขภาพ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งใน 13 ประเทศที่มีความพร้อมรับมือการระบาดมากที่สุดในโลก แม้ว่าทรัพยากรที่มีอยู่จะค่อนข้างจำกัดก็ตาม

นอกจากทีมแพทย์ไทยที่สู้ไม่ถอยแล้ว เรายังได้เห็นความช่วยเหลือจากประชาชนที่มีให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ เงินบริจาคหรือการแสดงออกด้วยการร่วมปรบมือส่งกำลังใจจากที่บ้านตามเวลานัดหมาย หลายคนรวมกลุ่มกันผลิต
หน้ากากผ้าเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ที่ต้องการ หรือกระทั่งจัดหาวัตถุดิบมาผสมเป็นเจลแอลกอฮอล์เพื่อส่งต่อให้กับโรงพยาบาลหรือไว้ใช้กันเอง

โควิด-19, พัทยา, ล็อกดาวน์
ชายหาดพัทยากลายเป็นหาดร้างในช่วงล็อกดาวน์ระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา ภาพถ่าย กฤตนันท์ ตันตราภรณ์

เหล่านักออกแบบและผู้มีทักษะต่าง ๆ เปลี่ยนความกลัวเป็นความรู้ ย่อยชุดข้อมูลยุ่งยากให้เข้าใจง่ายแล้วเผยแพร่ผ่านโลกออนไลน์ ทั้งสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่กำลังดำเนินไป วิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้น รวมถึงการอธิบายศัพท์ใหม่ ๆ เช่น การล็อกดาวน์ (lockdown) การกักตัว (quarantine) และการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) เป็นต้น รวมไปถึงการออกแบบในโลกจริง เช่น สติกเกอร์ระบุจุดที่ควรยืนระหว่างต่อแถว แผงกั้นเคาน์เตอร์ที่ทำจากแผ่นพลาสติกใสกับโครงท่อพีวีซีเพื่อช่วยให้เราปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างได้ง่ายยิ่งขึ้น

ในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แถลงถึงสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันจากกรณีการแข่งขันมวยที่สนามมวยลุมพินี กรณีการระบาดจากสถานบันเทิงย่านทองหล่อ และกลุ่มผู้กลับจากการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ประเทศมาเลเซีย

ช่วงเวลานั้นเองที่ผมได้รับโทรศัพท์จากพ่อแม่ให้เตรียมซื้อของกักตุนไว้เผื่อรัฐบาลจะใช้มาตรการล็อกดาวน์ เสียงปลายสายค่อนข้างเครียด เพราะคงเป็นห่วงทั้งลูกและหลานชายที่อายุยังไม่ถึงสามเดือน

โควิด-19, พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน
พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสวมหน้ากากอนามัยนั่งประจำที่ขณะเครื่องเตรียมลงจอด อุตสาหกรรมการบินได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมาตรการห้ามบินและจำกัดการเดินทางที่หลายประเทศบังคับใช้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภาพถ่าย ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย

กลางเดือนมีนาคม ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มระดับจากหลักสิบไปแตะหลักร้อย ขณะที่รัฐบาลยังไม่มีทีท่าชัดเจนว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและห้าจังหวัดปริมณฑล ประกอบด้วยสมุทรปราการสมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานี ประกาศล็อกดาวน์แบบสายฟ้าแลบบังคับใช้ในวันที่ 22 มีนาคม เป็นเวลาสามสัปดาห์ ปิดสถานที่เสี่ยงตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าไปจนถึงร้านเสริมสวย โดยอนุญาตให้เปิดเฉพาะซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายยา ส่วนร้านอาหารก็จำหน่ายให้ซื้อกลับไปรับประทานที่บ้านเท่านั้น

“อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” คือสโลแกนรับมือการระบาดในไทย ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินและการกำกับดูแลโดยศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงมหาดไทย (ศบค.มท.) ซึ่งกำหนดข้อห้ามปฏิบัติและขอความร่วมมือประชาชนออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินทางข้ามจังหวัดและอีกเงื่อนไขสารพัดเพื่อจำกัดการระบาดให้อยู่ในวงจำกัด

วิถีชีวิตเว้นระยะห่าง

ผมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดาย เพราะแผนของเราที่ว่าจะพาเจ้าตัวเล็กไปเปิดโลกตามสวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า หรือสวนสัตว์ เป็นอันว่าต้องเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด เช่นเดียวกับโรงเรียนสอนว่ายนํ้าสำหรับเด็กเล็กที่ต้องปิดตัวลงตามคำสั่งของรัฐบาล แม้เวลาที่ผ่านไปไม่อาจย้อนกลับคืนมาได้ แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็ยังมีกันและกัน

ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะทำใจอย่างไรหากต้องเจอสถานการณ์เช่นเดียวกับเพื่อนชาวศรีลังกาที่ภรรยากลับไปคลอดลูกสาวที่บ้านเกิด ส่วนเขายังต้องทำงานในไทยและได้เห็นหน้าลูกคนแรกผ่านทางหน้าจอ

โควิด-19, นักมวย
ที่เวทีมวยราชดำเนิน การปรับตัวไม่เพียงหมายถึงการนำมาตรการป้องกันสารพัดมาใช้แต่ยังรวมถึงการถ่ายทอดสดการชกมวยผ่านระบบออนไลน์ด้วย

ฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระ

การประกาศล็อกดาวน์กลายเป็นดาบสองคมที่ผู้มีอำนาจอาจนึกไม่ถึง เนื่องจากชีพจรเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มหานครแห่งนี้จึงเป็นศูนย์รวมแรงงานจากทั่วทุกภูมิภาคของไทย เมื่อโอกาสหารายได้หายวับไปในชั่วข้ามคืน

ภาพที่ปรากฏในวันถัดมา คือผู้คนที่คลาคลํ่าอยู่ตามท่ารถโดยสาร เพื่อรอเดินทางกลับภูมิลำเนาเพราะเกรงว่ารัฐบาลจะประกาศห้ามเดินทางข้ามจังหวัด คราวนี้เหล่าแรงงานไม่ได้กลับบ้านตัวเปล่า แต่บางคนได้นำพาเชื้อโควิด-19 กลับบ้านเกิดไปด้วย การระบาดที่เคยกระจุกตัวในกรุงเทพฯ จึงกระจายสู่แทบทุกจังหวัดโดยไม่ตั้งใจ

ข่าวหลายสำนักนำเสนอตัวเลขผู้ติดเชื้อแต่ละจังหวัดด้วยแผนที่ประเทศไทย ในแต่ละวัน พื้นที่สีขาวซึ่งบ่งบอกว่าปลอดผู้ติดเชื้อ ค่อย ๆ เปลี่ยนสู่สีแดงอ่อนและแดงเข้มเป็นลำดับ ช่วงเวลานั้นผมทำใจแล้วว่า อีกไม่นานตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มคงจะกระโดดไปถึงหลักพันต่อวัน แต่ตัวเลขดังกล่าวกลับลดลงอย่างต่อเนื่องกระทั่งหลงเหลือเพียงผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมในสถานที่ควบคุมโรคของรัฐ (state quarantine) กล่าวได้ว่าไทยหยุดการติดเชื้อภายในประเทศได้สำเร็จและลดความชันของกราฟผู้ติดเชื้อให้ราบเรียบ (flatten the curve) แบบคาดไม่ถึง

โควิด-19, พนักงานบริการทางเพศ, พัทยา
เจ้าหน้าที่จาก SWING (Service Workers In Group) องค์กรที่ทำงานด้านสิทธิของพนักงานบริการทางเพศลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่พนักงานบริการในย่านสถานเริงรมย์ของเมืองพัทยา ภาพถ่าย ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย

นอกเหนือจากทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่อุทิศตนเป็นทัพหน้าในการรับมือการระบาดใหญครั้งนี้อย่างเข้มแข็งแล้ว ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการยับยั้งการระบาดระดับท้องถิ่นคืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือ อสม. เครือข่ายจิตอาสาที่ก่อตั้งมากว่าสี่ทศวรรษ ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 1,050,000 คนทั่วประเทศไทย แต่ละคนรับผิดชอบดูแลสิบหลังคาเรือน ทำงานร่วมกับแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โดยได้รับค่าสินนํ้าใจ เดือนละ 1,000 บาทจากกระทรวงสาธารณสุข

ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 อสม. เปรียบเสมือนแขนขาของหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่นอกจากจะช่วยเผยแพร่องค์ความรู้ที่ถูกต้องในการดูแลรักษาสุขอนามัยเพื่อรับมือกับโรคระบาดแล้ว ยังช่วยสอดส่องคนที่เข้าออกจากชุมชน คัดกรองกลุ่มเสี่ยงเบื้องต้น รวมถึงดูแลกระบวนการกักตัวของกลุ่มที่กลับมาจากพื้นที่เสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ และกระจายยารักษาโรคประจำตัวเพื่อลดความหนาแน่นที่โรงพยาบาลด้วย

ด้วยความที่เป็นคนในชุมชนเดียวกัน ทำให้ อสม. สามารถดูแลแบบเคาะประตูบ้าน ส่งเสริมให้คนในชุมชน เว้นระยะห่าง ล้างมือ และสวมใส่หน้ากากอนามัย ช่วยถมช่องว่างระหว่างโรงพยาบาลกับชุมชน ผ่านการบันทึกติดตามอาการของกลุ่มเสี่ยง ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่มีอยู่จำกัดสามารถตรวจหาเชื้อและทำการรักษาได้อย่างทันท่วงทีความสำเร็จของเหล่า อสม. ในการยับยั้งการระบาดทำให้องค์การอนามัยโลกกล่าวชื่นชมว่า บุคคลเหล่านี้คือ “ฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระ”

พิษเศรษฐกิจของโควิด-19

ผลลัพธ์จากการล็อกดาวน์ที่ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อภายในประเทศลดลงเหลือศูนย์ เราคงกล่าวได้อย่างภาคภูมิใจว่าประเทศไทยรับมือการระบาดโควิด-19 ได้อย่างดีเยี่ยม รัฐบาลไทยได้ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ทั้งหมดตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เหลือเพียงมาตรการป้องกันเช่นเดิม โดยตัวเลขผู้ป่วยใหม่แทบทั้งหมดมีที่มาจากต่างแดนซึ่งยังมีการควบคุมการเข้าออกชายแดนอย่างเข้มงวด

โควิด-19, เศรษฐกิจซบเซา, ภูเก็ต
ภูเก็ต ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซอยบางลาคือถนนสายเศรษฐกิจสำคัญของหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต จากย่านถนนคนเดินที่เคยคลาคลํ่าไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลับกลายเป็นถนนร้างในช่วงล็อกดาวน์ ภูเก็ตเป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุดจากโควิด-19 ทั้งในแง่จำนวนผู้ติดเชื้อในระยะแรก และความซบเซาทางเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาเม็ดเงินจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหลัก ภาพถ่าย รวินท์ เจี่ยสกุล

อย่างไรก็ดี ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดของไทยกลับทรุดหนักติดอันดับหนึ่งของภูมิภาค โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีไตรมาสสองติดลบถึงร้อยละ 12.2 สำนักงานเศรษฐกิจการคลังคาดว่า ปีนี้เศรษฐกิจจะหดตัวร้อยละ 8.5 นับว่าหนักหนาสาหัสที่สุดตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อ พ.ศ. 2540

อีกตัวเลขที่น่ากังวลซึ่งมาพร้อมสภาวะเศรษฐกิจยํ่าแย่คืออัตราการฆ่าตัวตายที่เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 22 ใกล้เคียงกับคราววิกฤติต้มยำกุ้ง ในช่วงหกเดือนแรกของปีนี้ มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 459 ราย ตัวเลขดังกล่าวนับว่าสูงลิ่วหากเทียบกับจำนวนผู้เสียชีวิต 59 รายจากการติดเชื้อโควิด-19

โลกใบที่ไม่เหมือนเดิม

ผมแทบลืมไปแล้วว่า โลกก่อนการระบาดหน้าตาเป็นอย่างไร เราอาจเคยบ่นรำคาญการใส่หน้ากากอนามัย ตอนนี้กลับขาดไม่ได้ เราเคยอยากทำงานจากที่บ้าน ก็ได้ทำสมใจ แต่ชีวิตวิถีใหม่อาจไม่ดีอย่างที่ฝัน เราเคยมั่นใจว่า ถึงอย่างไร ธุรกิจอาหาร ท่องเที่ยว และบริการก็จะยังเดินหน้าไปต่อได้ แต่กลับต้องหยุดชะงักโดยไม่รู้ว่าจะฟื้นตัวกลับมาเมื่อใด เช่นเดียวกับความมั่นใจที่ว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่จะป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดใหญ่เช่นในอดีต แต่ความเป็นจริงกลับตรงข้าม เพราะประชาคมโลกที่มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นกลับเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้โควิด-19 ระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

ถึงวันนี้ สำหรับผม “ความปกติใหม่” ไม่ใช่แค่การสวมหน้ากากอนามัย หรือการเว้นระยะห่างทางสังคมแต่คือการยอมรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งการให้ความสำคัญกับปัจจุบันและคนที่เรารัก เพราะไม่มีใครตอบได้ว่า โรคอย่างโควิด-19 จะกลับมาระบาดอีกครั้งเมื่อใด แล้วเราจะรับมือการระบาดครั้งใหม่ได้ดีเท่าในอดีตหรือไม่ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือ เชื่ออย่างมีความหวังว่า “ทางออก” จะปรากฏขึ้นในไม่ช้า

เรื่อง รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

ภาพ เอกรัตน์ ปัญญะธารา

สามารถติดตามเรื่องราวฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนพฤศจิกายน 2563

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2


อ่านเพิ่มเติม เพื่อรับมือ โควิด-19 เราต้องเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์

เรื่องแนะนำ

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]

ผู้พิทักษ์ท้องทะเล

ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮากาลีฟอร์เนีย ประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ 1980 มาโยรัลและชาวประมงคนอื่นๆก็นำนักท่องเที่ยวไปชมวาฬคราวละหลายสิบคน ไม่มีสถานที่ใดที่กุญแจความสำเร็จข้อที่สาม นั่นคือความจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะชัดเจนมากไปกว่าในกาโบปุลโม ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงซบเซาใกล้ปลายคาบสมุทรบาฮา […]

ฟุตบอล กับการจุดประกายความหวังใหม่ของเหล่าผู้ลี้ภัย

ฟุตบอล กีฬาที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ได้ต่อประกายไฟความหวังของเด็กที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยซะอะฮฺตารี (Za'atair) ขึ้นมา 

หยัดยืนขึ้นอีกครั้ง หลังพายุพัดถล่ม

ตั้งแต่มหาพายุแซนดีพัดถล่มบ้านเรือนตามแนวชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์เมื่อหลายปีก่อน ชาวบ้านที่นั่นไม่เพียงสร้างบ้านขึ้นใหม่ แต่ยังยกระดับให้สูงขึ้นด้วย