Escape Routes ทางไปต่อที่ยั่งยืนของศิลปะร่วมสมัยในไทย ต้องเกิดจากใครบ้าง?

Escape Routes ทางไปต่อที่ยั่งยืนของศิลปะร่วมสมัยในไทย ต้องเกิดจากใครบ้าง?

วงสนทนาของหลากหลายบุคคลในแวดวงศิลปะร่วมสมัย ต่อการสร้างความยั่งยืนของศิลปะร่วมสมัยในไทย ที่ Bangkok Art Biennale Symposium ครั้งล่าสุด

การเกิดขึ้นของศิลปะร่วมสมัย

 ศิลปะร่วมสมัย คือศิลปะในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 หรือยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีความหลากหลายของแนวคิด ตัวชิ้นงานและวิธีการสร้างสรรค์ ทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อขอบเขตของงานศิลปะแบบดั้งเดิม

ความหลากหลายเหล่านี้ ทำให้การสร้างนิยามและจัดแบ่งศิลปะร่วมสมัยออกเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ ทำได้ไม่ง่ายนัก ที่คุ้นหูจากการแบ่งโดยผู้เชี่ยวชาญศิลปะบางสำนัก มีตั้งแต่ Abstract Art ไปจนถึง Media Art และ Mixed Media เป็นต้น

แม้ยากจะนิยาม แต่ความพ้องกันอย่างเด่นชัดของศิลปะร่วมสมัย คือความเป็น ‘ปัจจุบัน’ ในการสร้างสรรค์ที่สอดประสานไปกับบริบททางสังคม วัฒนธรรมและเทคโนโลยี อธิบายให้เห็นภาพคือการนำแนวคิดของศิลปะในอดีต มาประยุกต์และเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัย เข้ากับเหตุการณ์และโลกในปัจจุบันมากขึ้น

ผลงานของ อานเดรส์ เซอร์ราโน ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงและตั้งคำถามเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์ รสนิยม การกระทำอนาจารต่อหน้าสาธารณชนและรูปแบบการแสดงออกที่ยอมรับได้ ภาพโดย BkkArtBiennale

แนวคิดของศิลปะร่วมสมัย ผลักดันให้เกิดการตั้งคำถามต่อจารีตและกรอบคิดที่มีต่อมายาคติด้านความงามของงานศิลปะ รวมถึงวิพากษ์ประเด็นต่าง ๆ ในสังคมอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำของชนชั้น ความเท่าเทียมทางเพศ ไปจนถึงหายนะของสิ่งแวดล้อมโลก

การเลือกใช้วัสดุในการสร้างชิ้นงานศิลปะร่วมสมัยแต่ละชิ้น เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ขับเน้นแนวคิดในการขับเคลื่อนการขบคิดตั้งคำถามให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือชิ้นงานของ ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ ในงานในเทศกาลศิลปะร่วมสมัย Bangkok Art Biennale 2020 ที่ผ่านมา

ที่นำเสนอการเอาชีวิตรอดจากหายนะของโลก เมื่อทรัพยากรธรรมชาติถูกถลุงใช้เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดนวัตกรรมมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายล้างโลกไปอย่างไม่มีวันหวนคืน ศิลปินใช้ขยะพลาสติกหลากชนิดมาสร้างชิ้นงานศิลปะที่เปรียบเสมือนสัตว์ทะเลในติดกับดักขนาดใหญ่ ไร้หนทางไปต่อ

ผลงานของไทวิจิต ผู้เชี่ยวชาญการนำสิ่งของเหลือทิ้งมาสร้างงานศิลปะ​ ภาพโดย BkkArtBiennale

ระบบนิเวศของศิลปะไทยร่วมสมัยในปัจจุบัน

ในเสวนา Bangkok Art Biennale Symposium ครั้งที่ 3 หลังสิ้นสุดเทศกาลศิลปะร่วมสมัย Bangkok Art Biennale 2020 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก บุคคลในแวดวงศิลปะร่วมสมัยต่างมาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็น ต่อการสร้างความยั่งยืนและหนทางไปต่อของศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย

วงสนทนาโดย เชน สุวิกะปกรณ์กุล, ไชยยง รัตนอังกูร และ ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ บอกเล่าถึงการสำรวจบุคคลในนิเวศของศิลปะร่วมสมัยประเทศไทยล่าสุด พบว่าประมาณร้อยละ 50 คือผู้สร้างงาน ศิลปิน นักออกแบบ ถัดลงมาคือคนในวงการศึกษา อาจารย์และนักเรียนศิลปะ ถัดลงมาคือคนที่อยู่ใน Art Market จำพวก Art Dealer ไปจนถึง Art Gallery และถัดลงมาอีกคือผู้บริหารระบบ ดูแลการขับเคลื่อนของวงจรศิลปะ และเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางศิลปะและเกิดการขับเคลื่อนนิเวศมากขึ้น ภาคส่วนต่าง ๆ อาจต้องร่วมมือกันปรับให้สัดส่วนนี้มีความสมดุลและเกื้อกูลกันมากยิ่งขึ้น

“ไม่มีอะไรอยู่ได้ด้วยตัวเอง ศิลปะเองก็ต้องพึ่งพาองค์ประกอบอื่น ๆ เช่นกัน ถ้าสังคมมีพื้นที่ มีเสรีภาพ มีความเป็นไปได้ ศิลปะก็เติบโตได้ การจะทำงานศิลปะสักชิ้น คนทำพู่กัน คนทำผ้าใบ แม้แต่คนทำความสะอาดล้วนสำคัญ” ภาณุกล่าว

บรรยากาศวงสนทนาที่งาน Bangkok Art Biennale Symposium ครั้งที่ 3

ไชยยงอธิบายเสริมว่า “ในประวัติศาสตร์ศิลปะ ไม่มีช่วงไหนที่ศิลปะอยู่ได้ด้วยตัวเอง ขึ้นอยู่กับช่วงหนึ่งช่วงใด อะไรเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนสังคม เช่น ช่วงที่ศาสนจักรขับเคลื่อนสังคม ศิลปะก็อยู่กับศาสนจักร และทำหน้าที่ในการสร้างและสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ปัจจุบันศิลปะกำลังอยู่ในฐานะอะไร เราจะสร้างสังคมที่มีความยืดหยุ่น (Resilience) มากยิ่งขึ้น เพราะเราทำลายโลกมหาศาล และศิลปะจะมีบทบาทใดในเรื่องนี้”

ภาณุเล่าว่าอย่างโปรเจกต์ล่าสุดในประเทศเกาหลีใต้ สวนสนุกที่ออกแบบโดย ไฮเม ฮายอน (Jaime Hayon) ไปทำงานกับบริษัทอสังหาริมทรัยพ์ นำคอนเซปต์ของงานศิลปะเซรามิก มาออกแบบเป็นสวนสนุก ผมมองว่างานลักษณะนี้จะมีอิทธิพลต่อการสร้างนิเวศศิลปะที่กว้างขวางขึ้นในเกาหลีใต้ ศิลปะเป็นเรื่องสนุกและเชื่อมโยงไปยังสถาปัตยกรรมและพื้นที่ต่าง ๆ ของสังคม”

ศิลปินไฮเม ฮายอน ผู้สร้างสรรค์สวนสนุกที่ผสมผสานศิลปะร่วมสมัย ภาพโดย hayonstudio.com

“ศิลปะเป็นอะไรก็ได้ เพราะมันอยู่ในทุกที่ อยู่ในโทรศัพท์ เสื้อผ้า อาหารการกิน ศิลปะไม่ใช่สิ่งสูงส่งเสมอไป มันอยู่ในชีวิตประจำวันและใกล้ตัวจนบางทีคุณอาจมองไม่เห็น สำหรับผมไม่มีการแบ่งแยกด้วยระหว่างศิลปะ งานออกแบบหรือสถาปัตยกรรม การทำงานมันไหลลื่นและผสานกันไปมาอยู่แล้ว”

หนทางผลักดันศิลปะร่วมสมัยให้ยั่งยืน

ในแง่วิถีการพัฒนาอย่างยั่งยืนของวงการศิลปะไทย เชนและไชยยงเสนอว่า “รัฐบาลไทยควรสร้างนโยบายส่งเสริมศิลปะ โดยกำหนดสัดส่วนว่า การลงทุนในพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ ต้องมีสร้างร้านหนังสือหรือสนับสนุนการสร้างงานศิลปะ แต่ละเมืองก็จะมีสัดส่วนแตกต่างกันไป บางเมืองเน้นห้องสมุด บางเมืองเน้นพื้นที่สาธารณะ เพื่อเป็นการผลักดันให้การลงทุนของเอกชนมีส่วนในการสนับสนุนพื้นที่สร้างสรรค์

“อย่างช่วงปี 2006 สิงคโปร์ออกนโยบาย Singapore Renaissance City ก็มีการสร้างมาตรการอย่างรัดกุมว่าทุก อสังหาริมทรัพย์ที่ก่อสร้างใหม่ ต้องมีพื้นที่สำหรับชุมชนรูปแบบใดก็ได้ ที่เปิดเป็นสาธารณะให้ผู้คนสามารถเข้ามาใช้งานได้ โดยมีการมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อจูงใจด้วยว่า หากเอกชนรายไหนทำสามารถสร้างพื้นที่สร้างสรรค์เหล่านี้ จะสามารถเพิ่มพื้นที่ขายได้อีก นี่คือตัวอย่างกลยุทธ์ในการผลักดันให้เกิดระบบนิเวศศิลปะโดยภาครัฐ”

ไชยยงเล่าถึงการทำ Community Development ที่นำศิลปะเข้าไปประยุกต์เพื่อเชื่อมโยงลดความขัดแย้ง ให้การพัฒนาพื้นที่มีความราบรื่น “ผมมีพื้นที่กลางเมืองลำพูน ซึ่งที่ผ่านมามีความ แล้งแห้งในเชิงการดึงดูดผู้คน คนไปเชียงใหม่มากมาย ระยะทางไม่กี่กิโลเมตร ทำไมไม่มาลำพูน ผมจึงมองหาความสดชื่นในเมืองและพบว่า

การพัฒนาชุมชนเพื่อเชื่อมโยงศิลปะโดย ไชยยง รัตนอังกูร ที่จังหวัดลำพูน ภาพโดย Room Magazine

“จริง ๆ มีคนแอบมาเจอศิลปินในลำพูน คนน้อยมากที่จะรู้ว่าลำพูนมีศิลปินที่ได้รางวัลระดับชาติอยู่นับสิบคน ผมเลยทำพื้นที่ศิลปะในคาเฟ่ที่กลมกลืนผสมผสาน และทุกคนสามารถเข้ามาดูงานศิลปะทรงคุณค่าของศิลปินในลำพูนเหล่านั้นได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อย่างวันติดตั้งผลงานครั้งแรก คนขนผลงานราคาแสงระยับคือชาวสวนลำไยที่ไม่เคยเห็นงานแบบนี้มาก่อน ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นเขาพาลูกหลานมาชมงานศิลปะเลยนะ เขาอาจไม่ใช่คนซื้อศิลปะในอนาคต แต่ผมคิดว่างานลักษณะนี้เปลี่ยนทัศนคติของคนที่มีต่องานศิลปะ”

ทุกส่วนล้วนมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศศิลปะ

“วงการไหนก็ตามที่ไม่มีการแข่งขันก็จะไม่พัฒนา ถึงแม้ว่าเราจะมีนักสะสมคุณภาพดีที่น่ารักอยู่ในเมืองไทยหลายท่าน แต่ก็จำนวนไม่เยอะ เราเลยคิดเสมอว่าจะต้องมีการนำงานศิลปะร่วมสมัยของไทยเข้าสู่สายตาของนานาชาติ” วงสนทนาของ เพชร โอสถานุเคราะห์, เสริมคุณ คุณาวงศ์, เอกอนงค์ พรรณเชษฐ์ และ ศุภโชค อังคสุวรรณศิริ เริ่มต้นด้วยประเด็นที่น่าติดตาม

บรรยากาศวงสนทนาที่งาน Bangkok Art Biennale Symposium ครั้งที่ 3

เอกอนงค์เล่าถึงบทบาทของแกลลอรีในการสร้างระบบนิเวศทางศิลปะว่า “ในฐานะแกลลอรี บทบาทในนิเวศศิลปะ คือการนำชิ้นงานศิลปะของศิลปินไทยไปสู่ Biennales, Museum Shows และ Art Fairs อย่างไรก็ตาม งานในลักษณะ Biennales เป็นงานที่ได้รับเกียรติ แต่ไม่ได้สร้างรายได้ให้ศิลปินมากนัก

“เราจึงมีงานอีกส่วนที่มุ่งเน้น คือการสร้างความสัมพันธ์กับมิวเซียมต่าง ๆ ทั้งในภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงการมีส่วนในการแนะนำศิลปินไทย ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในต่างประเทศ”

ในขณะเดียวกัน วงสนทนาของ ดร.วิภาช ภูริชานนท์ และ ดร. ให้แสง ชวนะลิขิกร มีมุมมองต่อการผลักดันศิลปะร่วมสมัยให้ยั่งยืนว่า

บรรยากาศวงสนทนาที่งาน Bangkok Art Biennale Symposium ครั้งที่ 3

“ในเชิงสถาบันการศึกษา ถ้าเรารอนโยบายภาครัฐเพื่อมาสนับสนุนแต่ละพื้นที่การศึกษา ณ ตอนนี้คงเป็นไปได้ยาก มหาวิทยาลัยปัจจุบันภายใต้กระทรวงอุดมศึกษาและนวัตกรรม ซึ่งเน้นชัดอยู่แล้วว่าเน้นเรื่องนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะและวัฒนธรรม การเกิดนิเวศศิลปะในแต่ละมหาวิทยาลัย จึงเป็นนโยบายของแต่ละมหาวิทยาลัยเลย อยู่ที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยว่าจะมีนโยบายอย่างไร”

ให้แสงเล่าต่อว่า “ยกตัวอย่าง มหาวิทยาลัยศิลปากรที่มีพื้นที่แสดงงานร่วมสมัยระดับชาติ ระดับโลกให้นักศึกษาได้มาเรียนรู้ ไปจนถึงพื้นที่แสดงผลงานของนักศึกษาและอาจารย์ หรือมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ไม่แม้ไม่ใช่มหาวิทยาลัยรัฐ แต่ก็มีแกลลอรีที่เปิดมาอย่างยาวนาน

“อย่าง CU ART4C ก็เกิดขึ้นจากการผลักดันภายในมหาวิทยาลัย ด้วยความร่วมมือของสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ที่และ CU Innovation Hub ในการสร้างพื้นที่คาเฟ่และแกลลอรีเพื่อสนับสนุนงานศิลปะที่มีคุณภาพ โดยเปิดให้นิสิตมาจัดแสดง รวมถึงคนในชุมชนย่านสามย่านก็สามารถมาใช้เป็นพื้นที่เอนกประสงค์ได้เช่นกัน”

CU ART4C พื้นที่จัดแสดงและเชื่อมโยงศิลปะสำหรับทุกคน ที่เกิดจากการผลักดันของหลากหลายภาคส่วน ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาพโดย CU ART4C

วิภาชอธิบายเพิ่มเติมว่า “ภาครัฐต้องทำความเข้าใจด้วยว่า ศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย ขอบเขตมันไปถึงไหนแล้ว ชิ้นงานศิลปะไม่ควรถูกจำกัดขอบเขตแค่สิ่งที่เราเห็นได้ด้วยตา แต่ควรครอบคลุมถึงแนวความคิดไปจนถึงทฤษฎีที่ล้วนเป็นผลผลิตทางศิลปะได้ทั้งหมด ภาครัฐต้องผลักดันนโยบายในการขยายกลุ่มก้อนของคนทำงานศิลปะให้มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ยึดติดอยู่กับแค่กรอบเดิม ๆ

“ผมมองว่า ศิลปะเป็นสิ่งที่เติบโตได้ในพื้นที่ ๆ มีการควบคุมน้อยที่สุด อย่างน้อยมหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยของนิสิตนักศึกษา เราควรชี้แนะคนรุ่นใหม่ได้ว่าในงานสร้างสรรค์ มันมีแก่นอะไรบ้างที่จะออกไปแล้วสร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมดีและพัฒนาขึ้น”

เชื่อมจิ๊กซอว์ของระบบนิเวศศิลปะให้ยั่งยืน

มุมมองของไชยยง “ในการผลักดันเรื่องศิลปะ เรามองว่าควรพี่ใหญ่สักคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมารวบรวม Stakeholders ในวงการศิลปะร่วมสมัย อย่างการเกิด Bangkok Art Biennale หรือ BAB ก็เป็นอีกหนึ่งในพี่ใหญ่ เราสร้าง BAB เป็นแพลตฟอร์ม เป็นหัวใจที่สร้างการหมุนเวียนให้เกิดระบบนิเวศของศิลปะ

ผลงาน Thai Death Star ของศิลปินอุบัติสัตย์ ชาวนาผู้โดดเดี่ยวที่ยืนอยู่บนทุ่งแกลบมองออกไปยังอวกาศด้วยความโดดเดี่ยวและสิ้นหวัง หลังจากสองทศวรรษแห่งการต่อสู้และความแตกแยก ภาพโดย BkkArtBiennale

ในขณะที่เชนมองว่า “BAB เป็นกรากฏการณ์ที่ดีมากในการสร้าง International Network ของศิลปินและองค์กร ถ้าในภูมิภาคอย่างเอเชียและยุโรปไปจนถึงอเมริกาสนใจนิเวศศิลปะในประเทศไทย เราสามารถเอา BAB ไปเป็นตัวชูโรงได้ ว่าเรามี Commitment ที่จะนำศิลปินต่างชาติมา จัดการลงทุน จัดกิจกรรมต่าง ๆ

“สถิติที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เพราะท่องเที่ยวคือธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของไทย ความเชื่อมโยงรหว่างการท่องเที่ยวกับงานศิลปะจะมาบรรจบกันได้อย่างไร ในประเทศไทยมีโรงแรมมากมาย แต่โรงแรมเหล่านั้นจะให้งานศิลปะอะไร สถิติเป็นสิ่งที่เราต้องการเพื่อพิสูจน์ว่าสองสิ่งนี้มันมีผลต่อกันและกันอย่างไร อย่างที่สองคือเทคโนโลยี ที่เราต้องจับตามองที่มันจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Pure Digital Art”

บรรยากาศเทศกาลศิลปะร่วมสมัย Bangkok Art Biennale 2020

ภาณุเสริม “ผมมองว่า Digital Art เป็นเรื่องแพลตฟอร์ม อย่างหนังสือ ผมอยู่ตั้งแต่ยุคกระดาษเฟื่องฟู หนังสือพิมพ์ นิตยสารเป็นพื้นที่ ๆ มีอิทธิพลในสังคม จนถึงทุกวันนี้ที่เป็นการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยกลายเป็นดิจิตอลไปหมด ผมว่าสุดท้ายสักวันหนึ่งงานศิลปะก็อาจจะไปถึงจุดนั้นเหมือนกัน

“อย่างที่เห็นว่ามีคนเอางาน Banksy ไปเผาเพื่อเก็บข้อมูลเป็นดิจิตอล มันเป็นแค่การเปลี่ยนผ่านวัสดุ สิ่งที่ยังอยู่และถูกนำเสนอคือความคิด เรื่องราวต่าง ๆ ในงานศิลปะ มันจะอยู่บนกระดาษ ออนไลน์หรือกระดานชนวน คนก็ยังมาดู มาอ่านศิลปะอยู่ดี”

ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการ BAB กล่าวทิ้งท้ายว่า “เพื่อพันธะกิจใจด้านการสร้างพื้นที่และการให้องค์ความรู้ ทาง BAB จะเปิด Bangkok Art Biennale Academy ซึ่งเป็นคอร์สที่ออกแบบมาเติมเต็มสิ่งที่ยังขาดอยู่ในระบบนิเวศทางศิลปะ

“ในอนาคต เราจะมี Curator ชั้นนำ Director ชั้นนำด้านศิลปะร่วมสมัยของโลกมาบรรยาย ให้องค์ความรู้โดยตรง มีการฝึกให้ออกไปดูพื้นที่ เรียนรู้การจัดนิทรรศการ สอนการบริหารจัดการงบประมาณ รวมถึงการขอสปอนเซอร์ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ โดยคาดว่าจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างก่อน Bangkok Art Biennale 2022”

บรรยากาศวงสนทนาที่งาน Bangkok Art Biennale Symposium ครั้งที่ 3

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย: มิ่งขวัญ รัตนคช

ภาพโดย: Bangkok Art Biennale


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ศิลปะจากธรรมชาติ : สร้างสรรค์แมลงจากมวลบุปผา

เรื่องแนะนำ

ประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายที่ชุมชนเมงตาสุและโมงติสุ เมืองมัณฑะเลย์ : ร่องรอยเชลย ไทยสมัยอยุธยา

เรื่องและภาพ นภัทร อุทัยฉาย (รางวัลชมเชยโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) ชุมนเมงตาสุและโมงติสุตั้งอยู่เลียบคลองชะเวตะชอง ทางทิศใต้ของตัวเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเมียนมาระบุว่า บริเวณนี้เคยเป็นหนึ่งในถิ่นฐานของเชลยสงครามจากกรุงศรีอยุธยาและเชียงใหม่ซึ่งถูกกวาดต้อนมาเมื่อครั้งเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310  เชลยศึกที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนี้เป็นชนชั้นสูงฝ่ายชายและข้าราชบริพาร ได้จัดงานประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายตามแบบวัฒนธรรมของตนเองมาตั้งแต่รัชกาลของพระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่า และสืบทอดต่อกันมาจวบจนปัจจุบัน  ทุกปีประเพณีก่อเจดีย์ทรายจะจัดขึ้นในช่วงวันขึ้นปีใหม่ (13 เมษายน) ในวันแรกของเทศกาล ชาวบ้านจะรื้อพระเจดีย์ทรายองค์เดิมที่สร้างเมื่อปีก่อน  วันที่สองจะช่วยกันนำทรายมาสร้างเจดีย์ที่สูงราวสามเมตรขึ้นใหม่ให้เสร็จภายในหนึ่งวัน  แล้วพักหนึ่งวัน ก่อนนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธี สวดมนต์ ถวายภัตตาหาร และจัดงานเฉลิมฉลองกันอย่างครื้นเครงในวันรุ่งขึ้น  ต่อมาเดือนพฤษภาคม ในช่วงวันวิสาขบูชา จะมีงานก่อพระเจดีย์ทรายขึ้นอีกครั้งที่ชุมชนโมงติสุ ซึ่งห่างจากชุมชนเมงตาสุไปทางทิศเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร  งานทั้งสองแม้จะคล้ายคลึง แต่ก็มีความแตกต่าง  แม้ทุกวันนี้แทบไม่มีชาวชุมชนคนใดที่มีเทือกเถาเหล่ากอชาวโยเดียอย่างชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขารู้และเข้าใจดี คือ “เตโปงเซตี” และประเพณีก่อพระเจดีย์ทราย อันไม่ใช่ธรรมเนียมของชาวเมียนมาทั่วไป และเป็นวิถีของบรรพชนที่ต้องดำรงรักษาให้คงอยู่สืบไป    

ความงามที่เปลี่ยนแปลงไปของชนเผ่าอะปาตานี

หากคุณผู้อ่านเกิดเป็นผู้หญิงใน ชนเผ่าอะปาตานี ที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านในรัฐอรุณาจัลประเทศ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียถ้าคุณอยากเป็นคนสวย คุณต้องเจาะจมูก เจาะหู สวมใส่ดุมขนาดใหญ่ ตลอดจนสักที่ใบหน้า เพราะวัฒนธรรมเหล่านี้คือความงามในสายตาของชาวอะปาตานี แต่หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตลอดระยะเวลาช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันผู้คนในหมู่บ้านปฏิเสธการเจาะ บ้างก็ไปศัลยกรรมลบรอยสักที่ใบหน้าออก พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าสมัยใหม่แทนที่จะสวมเสื้อผ้าที่ทอมือขึ้นเองตามวัฒนธรรมของหมู่บ้าน เสียงจาก  Bullo Dith หญิงชราประจำหมู่บ้าน Ziro จะบอกเล่าให้คุณผู้อ่านฟังว่าตัวเธอรู้สึกอย่างไรบ้างกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป   อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายโบราณเผยความสวยงามของเจ้าสาวจากทั่วโลก, เบื้องหลังการตามหาหญิงสาวชาวอัฟกานิสถาน เจ้าของดวงตาอันเปี่ยมมนตร์สะกด

ชีวิตเป็นอย่างไร หากเกิดเป็นผู้หญิงซาอุดิอาระเบีย

เกิดอะไรขึ้นกับชะตากรรมของหญิงสาวในซาอุดิอาระเบีย? แน่นอนว่ากรณีของแอล-เคนูนคือปัญหาครอบครัว ทว่ารากเหง้าของความรุนแรงนี้ถูกบ่มเพาะมากจากไหน หากไม่ใช่สังคมซาอุฯ เอง ซึ่งที่ผ่านมาปฏิบัติกับผู้หญิงราวกับพลเมืองชั้นสอง

โลกร้างใบจิ๋ว

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน ภาพถ่าย ลอรี นิกซ์ และ แคทลีน  เกอร์เบอร์ เมืองที่กลายเป็นซากปรัก รถไฟจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง โรงเรียนที่เงียบสงัด ห้องสมุด และเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ทรุดโทรมผุพังไปตามกาลเวลา  ผู้คนอันตรธานไป นี่คือจุดจบของโลกที่เรารู้จักแต่ลอรี นิกซ์ กลับรู้สึกสบายดี อันที่จริงเธอและแคทลีน เกอร์เบอร์ ซึ่งเป็น คู่หูทั้งในเรื่องศิลปะและชีวิตจริง คือสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังฉากสิ้นโลกเหล่านี้ วันฟ้าหม่นวันหนึ่งในฤดูหนาวทั้งคู่ กำลังทำงานอยู่ในห้องเช่าซึ่งเป็นทั้งที่พักและที่ทำงาน พวกเธอกำลังบรรจงสร้างฉากจำลองสามมิติของหายนะ นิกซ์เล่าว่าเป้าหมายของพวกเธอคือการสร้างและ ถ่ายภาพ “เรื่องราวที่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป นั่นคือแบบจำลองของเมืองยุคไร้มนุษย์ หลังเกิดภัยพิบัติปริศนาทำลายล้างทุกสิ่ง” เพื่อ “ปลดปล่อย กระตุกต่อมคิด และปลุกเร้า” จินตนาการของผู้ชม “เราต้องการ[ให้ผู้ชม] ใคร่ครวญถึงปัจจุบันเราจะยังมีอนาคตอยู่หรือ ไม่ เราจะสามารถปกป้องตัวเองได้หรือเปล่า” นิกซ์ได้ความคิดส่วนใหญ่ในการรังสรรค์ผลงานอันสลับซับซ้อนนี้จากการนั่งรถไฟใต้ดิน หรือไม่ก็การเปิดหนังสือ ท่องเที่ยวต่าง ๆ แรงบันดาลใจอื่น ๆ มาจากความทรงจำในอดีตของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตขึ้นในพื้นที่ที่เกิด พายุทอร์นาโดช่วงทศวรรษ 1970 หรือจากภาพยนตร์แนว ภัยพิบัติและแฟนตาซีอย่าง ตึกนรก (The Towering Inferno) และ […]