ผู้อพยพ คนเกาหลีเหนือ หาเส้นทางเพื่อหลบหนีจากบ้านเกิดตัวเองได้อย่างไร

ผู้อพยพ คนเกาหลีเหนือ แสวงเส้นทางแห่งเสรีภาพให้ตัวเองได้อย่างไร

สำหรับ คนเกาหลีเหนือ ผู้ที่หนีตายจากเงื้อมมือเผด็จการในบ้านเกิด การเดินทางฝ่าอันตรายกว่า 3,000 กิโลเมตรข้ามประเทศจีนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หลังจากนั้นพวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายของการเริ่มชีวิตใหม่

ความหนาวเหน็บของเดือนพฤศจิกายนเบียดตัวแนบหน้าต่างอพาร์ตเมนต์โกโรโกโสในเมืองเอี๋ยนจี๋ของจีน  ซึ่งอยู่ห่างจากพรมแดนเกาหลีเหนือ 16 กิโลเมตร  สูงขึ้นไปสามชั้น  เสียงฝีเท้าหยุดที่หน้าประตูบานหนึ่ง  เมื่อได้ยินเสียง  หญิงสาวสองคนก็รีบไปยังห้องด้านหลังและซุกตัวแนบผนังห้อง  จากนั้นก็มีเสียงเคาะประตู  หญิงสาว คนเกาหลีเหนือ ทั้งสองซึ่งเป็นผู้หลบหนีออกนอกประเทศก้มศีรษะลง  ราวกับจะยอมรับในสิ่งเลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น  หากตำรวจจีนพบว่าไม่มีบัตรประชาชน  พวกเธอจะถูกส่งกลับประเทศโดยใส่กุญแจมือและโซ่ตรวน  และเมื่อไปถึงเกาหลีเหนือ  พวกเธอจะถูกจองจำให้ทำงานหนักในค่ายกักกันหลายปี

อดีตเจ้านายเชื้อสายจีน-เกาหลีของพวกเธอ  ซึ่งเป็น เจ้าของธุรกิจขายบริการทางเพศผ่านอินเทอร์เน็ตก็กำลังตามล่าพวกเธอเช่นกัน  ตลอดปีที่ผ่านมา  “แดง” และ “ขาว” (นามแฝงที่ผมใช้เรียกพวกเธอ) ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในห้องไม่ต่างอะไรกับนักโทษ  ถูกบังคับให้ “พูดจาลามกอนาจาร” และเปลื้องผ้าหน้ากล้องให้ลูกค้าออนไลน์ในเกาหลีใต้ได้เชยชม  เมื่อคืนก่อนองค์กรมิชชันนารีช่วย พวกเธอออกมาได้แล้วนำมาซ่อนตัวในเซฟเฮ้าส์แห่งนี้

เสียงเคาะประตูยังดังไม่หยุด ชายคนหนึ่งตะโกนถามว่า “พวกเธออยู่ในนั้นหรือเปล่า  เปิดเร็ว” ขาวจำเสียงนั้นได้  เพราะเป็นเสียงของหนึ่งในกลุ่มคนที่ช่วยพวกเธอออกมา เธอรุดไปที่ประตูและค่อยๆเปิดออกอย่างเงอะงะทุลักทุเล  ชายร่างผอมที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูส่งยิ้มแหยๆ เขาถือหม้อหุงข้าวและถุงข้าวสารอยู่ในมือ “พวกเธอคงหิวแย่แล้วสิ” สองสาวโค้งศีรษะเป็นเชิงทักทายก่อนจะนำ เขาเข้าไปในครัว  ไม่ช้าเสียงพูดคุยก็ดังไปทั่วห้อง มิชชันนารีส่งข่าวมาด้วยว่า “เตรียมตัวออกเดินทางเร็วๆ นี้ เพิ่งได้รับโทรศัพท์ยืนยัน”

คนเกาหลีเหนือ
จีน – ที่เมืองชายแดนเอี๋ยนจี๋ มิชชันนารีคนหนึ่งคอยสอดส่าย สายตามองหา คนเกาหลีเหนือ ที่ต้องการความช่วยเหลือ ในการเดินทางแสนไกลสู่เสรีภาพ

ชาวเกาหลีเหนือราว 50,000 คน  หรืออาจมากกว่านี้ ซ่อนตัวอยู่ในจีน ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองและหมู่บ้านตามแนวตะเข็บชายแดนระหว่างสองประเทศที่ทอดยาว 1,450 กิโลเมตร  ขณะที่อีกนับไม่ถ้วนเข้ามาอยู่เพียงแค่ไม่กี่เดือนก่อนจะลอบกลับไปพร้อมอาหารและเงิน  แต่หลายคนเลือกที่จะอยู่ต่อ  ไม่ว่าจะเป็นเพราะไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะกลับคืนสู่บ้านเกิดที่โหดร้ายของตนก็ตาม พวกเขามีทางเลือกที่สิ้นหวังเพียงสองทางเท่านั้น คือซ่อนตัวต่อไป  โดยมักยอมรับสภาพของการเป็นนักโทษแรงงานของนายจ้างที่กดขี่  หรือไม่ก็กระโจนเข้าสู่เส้นทางใต้ดินสายเอเชีย  ซึ่งเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยอันตราย ด้วยการเดินเท้า  รถยนต์  และรถไฟข้ามประเทศจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฝ่าอุปสรรคนานัปการทั้งด่านตรวจ  สายข่าว  และภูมิประเทศที่ยากลำบาก

ผู้หลบหนีออกนอกประเทศจำนวนไม่น้อยถูกจับได้  แม้กระนั้นด้วยความช่วยเหลือจากองค์กรและนักเคลื่อนไหวด้านมนุษยธรรมกลุ่มเล็กๆและขบวนการลักลอบผิดกฎหมาย ซึ่งคิดค่าตอบแทนสูงถึง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือมากกว่า  ก็ช่วยให้หลายคนไปถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งโดยมากอยู่ในเกาหลีใต้  ที่นั่น  ชาวเกาหลีเหนือผู้รวดร้าวและแทบไร้ทักษะฝีมือแรงงานเหล่านี้ต้องเผชิญกับความท้าทายที่น่าครั่นคร้ามที่สุด นั่นคือการเริ่มต้นชีวิตใหม่

คลื่นมนุษย์ที่หลั่งไหลออกจากเกาหลีเหนือเริ่มขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1990  หลังเกิดทุพภิกขภัยที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 2.5 ล้านคน  ส่วนคนที่อยู่รอดต้องประทังชีวิตด้วยรากไม้  หญ้า  และเปลือกไม้  ในช่วงแรก ชาวจีนโดยเฉพาะชุมชนชาวจีนเชื้อสายเกาหลีในภูมิภาคได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลักลอบข้ามแดนที่สิ้นหวังเหล่านี้อย่างเปิดเผย แต่เมื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือแสดงท่าทีไม่พอใจ รัฐบาลจีนจึงเริ่มกวดขันจับกุม ตำรวจมักเข้าตรวจค้นย่านที่พักอาศัยและหมู่บ้านต่างๆ เพื่อค้นหาชาวเกาหลีเหนือ ผู้หลบหนีออกนอกประเทศ ซึ่งมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกจับได้และส่งตัวกลับ

เกาหลีเหนือ, ทหารเกาหลีเหนือ, ชายแดนจีน
เกาหลีเหนือ | จากบังเกอร์ริมแม่น้ำตูเมน ทหารโสมแดงได้รับคำสั่งให้ยิงใครก็ตามที่พยายามลักลอบเข้าหรือออกจากเกาหลีเหนือเสารูปทรงคล้ายไม้กางเขนอาจเป็นเสาไฟฟ้าทหารรักษาการณ์หลายนายรับสินบนเพื่อแลกกับการปล่อยให้ผู้หลบหนีออกนอกประเทศข้ามแม่น้ำไปสู่แผ่นดินจีน

ส่วนในเกาหลีเหนือ การข้ามพรมแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องได้รับโทษเป็น การใช้แรงงานในค่ายกักกันเป็นเวลาสามถึงห้าปี อีกทั้ง การให้ความร่วมมือกับมิชชันนารีหรือใครก็ตามเพื่อส่งคนไปยังเกาหลีใต้ถือเป็นความผิดฐานกบฏ  ซึ่งผู้กระทำผิดจะถูกลงโทษให้อดอาหาร  ทรมาน  และบางครั้งก็ลงเอยด้วยการถูกประหารในที่สาธารณะ  องค์กรสิทธิมนุษยชนและผู้นำชาติตะวันตกหลายคนได้ออกโรงเรียกร้องให้จีนปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ  โดยปฏิบัติต่อชาวเกาหลีเหนือเหล่านี้ในฐานะผู้ลี้ภัย  ซึ่งเป็นสถานะที่พวกเขาสมควรได้รับ  อันเนื่องมาจากบทลงโทษที่ต้องเผชิญเมื่อถูกส่งตัวกลับประเทศ แต่รัฐบาลปักกิ่งยังคงยืนกรานว่า ผู้หลบหนีออกนอกประเทศเหล่านี้เป็น “ผู้อพยพย้ายถิ่นจากปัญหาเศรษฐกิจ” ที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะลักลอบข้ามแม่น้ำตูเมนสาย แคบๆ ที่ไหลลัดเลาะเป็นระยะทางราวหนึ่งในสามของพรมแดนระหว่างเกาหลีเหนือกับจีน โดยมักเข้ามาในช่วงฤดูร้อนเมื่อน้ำในแม่น้ำตื้นเขินพอจะลุยฝ่าได้ หรือไม่ก็ในฤดูหนาว  เมื่อน้ำจับตัวเป็นน้ำแข็งจนเดินข้ามได้ แม่น้ำตูเมนฝั่งจีนดูไม่น่ากลัวอย่างที่คิด  ไม่มีทหารเฝ้าระวังหรือรั้วไฟฟ้าขวางกั้น  ส่วนฝั่งตรงข้ามที่เป็นเขตแดน ของเกาหลีเหนือนั้น หลุมบังเกอร์ซึ่งตั้งอยู่ห่างกันทุกระยะไม่กี่ร้อยเมตรก็ดูเหมือนบังไพรล่าสัตว์ที่ถูกทิ้งร้างมากกว่าจะเป็นป้อมยามรักษาการณ์ ผมไปเยือนพรมแดนฝั่งจีนและถามคนขับรถว่า  ทำไมพรมแดนถึงไม่มีการป้องกันที่แน่นหนากว่านี้ เขายิ้มแห้งๆ และบอกว่า “ทางการเกาหลีเหนือคิดว่าพวกเขาสามารถไล่ล่าและจับพวกสร้างปัญหาได้ก่อนที่พวกนั้นจะมาถึงแม่น้ำครับ  ส่วนฝ่ายจีนก็มั่นใจว่าจะหาตัวพวกเกาหลีเหนือเจอทุกเมื่อที่ต้องการครับ”

นอกเหนือจากป้อมยามรักษาการณ์แล้ว ภาพที่ปรากฏอีกฝั่งแม่น้ำไม่เผยให้เห็นความจริงอันโหดร้ายใดๆ ของเกาหลีเหนือที่ผู้ลักลอบออกนอกประเทศต้องเผชิญเลย ไม่ว่าจะเป็นค่ายกักกันหลายสิบแห่งที่มีไว้จองจำพลเมือง ซึ่งถูกมองว่าไม่ซื่อสัตย์ต่อบ้านเมือง  ภาวะทุพโภชนาการและความหิวโหยที่กลุ้มรุมหนึ่งในสี่ของประชากร 23 ล้านคนของประเทศ  หรือคนในเครื่องแบบซึ่งมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านคนที่คอยกดขี่ข่มเหงและละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน

ชายแดนเกาหลีเหนือ
แนวพรมแดน | แนวรั้วลวดหนามบ่งบอกบริเวณที่มีการรักษาความปลอดภัยสูงสุดซึ่งเป็นจุดบรรจบของชายแดนรัสเซีย จีน และเกาหลีเหนือ

คงมีเพียงเรือกสวนในระบบนารวมของรัฐซึ่งส่วนใหญ่ดูเหมือนไม่มีไฟฟ้าใช้  กระจายอยู่ตามที่ราบลุ่มริมแม่น้ำ   สะพานเลนเดียวทอดไปสู่นัมยาง  เมืองเล็กๆ ที่มีอาคารอพาร์ตเมนต์ไม่ทาสีเรียงรายเป็นทิวแถว  กับท้องถนนว่างเปล่า  มีเพียงจักรยานและรถทหารไม่กี่คันสีสันเดียวที่เห็นคือภาพฝาผนังขนาดยักษ์รูปคิมอิลซุง ผู้ก่อตั้งประเทศเกาหลีเหนือและบิดาของคิมจองอิลยืนโปรยยิ้มอยู่  สองผู้นำพ่อลูกได้รับการเชิดชูราวกับเทพเจ้าก็ไม่ปาน

สำหรับแดงซึ่งพำนักอยู่กับครอบครัวใกล้พรมแดนที่มองเห็นได้ลิบๆ  จีนดูเหมือนสรวงสวรรค์ที่ยั่วยวนใจ “หนูมองเห็นแสงไฟระยิบระยับจากอพาร์ตเมนต์และโรงไฟฟ้าเมืองจีนดูร่ำรวยเหลือเกิน” เธอเติบโตขึ้นในนารวมของรัฐที่จังหวัดฮัมกยองเหนือ  ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ยากจนที่สุดในเกาหลีเหนือ และเป็นถิ่นฐานของผู้ลักลอบข้ามแดนส่วนใหญ่ ”หนูเติบโตขึ้นมาพร้อมๆกับการได้พบเห็นผู้คน ล้มป่วยและตายเพราะกินหญ้า” เธอเล่า

ตัวเลขเมื่อปี 2003 ชี้ว่าสัดส่วนระหว่างชายและหญิงที่หลบหนีออกจากเกาหลีเหนือนั้นค่อนข้างใกล้เคียงกัน  แต่ทุกวันนี้  กลับ เป็นผู้หญิงถึงสามในสี่  เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ต้องทำงาน โดยถ้าไม่รับราชการทหารก็ทำงานในไร่นาหรือโรงงาน ผู้หญิงจึงสามารถหนีออกจากบ้านและที่ทำงานได้ง่ายกว่า และเมื่อไปถึงจีน  พวกเธอก็หางานทำได้ง่ายกว่า  แม้ว่าจะมีผู้หญิงจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆที่ถูกล่อลวงเข้าสู่วังวนของธุรกิจขายบริการทางเพศ  หรือไม่ก็ถูกนายหน้าขายให้แต่งงานกับชาวนาจีนแดงหลบหนีออกจากเกาหลีเหนือในคืนฝนพรำ ของเดือนกรกฎาคม

สถานีรถไฟ, สถานีรถไฟจีน, ปักกิ่ง, สถานีรถไฟปักกิ่ง
จีน | ภายใต้สายตาที่จับจ้องในป้ายโฆษณาหน้าสถานีรถไฟปักกิ่ง ตำรวจจีนมักตามล่าชาวเกาหลีเหนือที่ลักลอบเดินทางข้ามประเทศโดยทางรถไฟ

สาวน้อยวัยรุ่นกังวลใจว่าเธอจะเป็นภาระของพ่อแม่  และอับอายที่จะต้องเริ่มงานซึ่งกำหนดให้เธอต้องอ่านข่าวเกี่ยวกับ “ท่านผู้นำที่รักยิ่ง  ซึ่งเป็นฉายาของคิมจองอิล  จากหอกระจายเสียงประจำเมือง เธอหนีไปกับน้า และหลังจากเจียดเงินราว 15 ดอลลาร์ สหรัฐ  ติดสินบนทหารรักษาการณ์ให้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ทั้งคู่ก็มาถึงแม่น้ำตูเมน  แดงถ่อแพที่ทำจากยางในรถยนต์ผูกติดกันข้ามแม่น้ำด้วยมือที่สั่นเทา  น้าของเธอทำไม่สำเร็จเพราะแพรั่วจนต้องย้อนกลับไป  แดงซึ่งขณะนั้นอายุเพียง 15 ปี  ต้องออกเดินตามลำพังด้วยความหวาดกลัว  ไม่ช้าหญิงชาวเกาหลีเหนือที่ถูกขายให้แต่งงานกับชาวนาจีนคนหนึ่งก็รับเธอไปอยู่ด้วย  ตลอดสามปีหลังจากนั้น  แดงทำงานอย่างหลบๆซ่อนๆ ในฐานะคนงานในไร่และลูกมือในครัว  แต่หลังจากขโมยเงินนายจ้างและเดินทางต่อไปยังเมืองเอี๋ยนจี๋ได้  เธอก็มาลงเอยที่ธุรกิจขายบริการทางเพศออนไลน์อยู่ข้างๆ เพื่อนรุ่นพี่อย่างขาว

ส่วนขาวเดินลุยข้ามแม่น้ำมาตอนกลางดึกในเดือน ตุลาคม  ก่อนหน้านั้นเธออาศัยอยู่กับแม่ที่ล้มป่วยและน้องอีกสองคนในเมืองอุตสาหกรรมทางเหนือของเกาหลีเหนือ เธอมักต้องอดมื้อกินมื้อเพราะไม่อาจพึ่งพารายได้จากงาน ประจำในโรงงานตะเกียบและขายผลไม้ข้างถนน  เมื่อมีผู้ชายเข้ามาหาและเสนองานในธุรกิจคอมพิวเตอร์ที่เมืองจีนให้  ขาวซึ่งตอนนั้นอายุ 26 ปี  ก็ตอบตกลงอย่างพาซื่อ เธอตั้งใจว่าจะอยู่เมืองจีนนานพอจะเก็บเงินซื้อยาให้แม่ได้ นายหน้าชาวเกาหลีเหนือขับรถพาเธอไปยังจุดลับตาริมฝั่ง แม่น้ำ ตูเมนและบอกให้เธอมองหารถที่จอดรออยู่อีกฝั่ง ขาวซึ่งยืนตัวสั่นหลังข้ามแม่น้ำไปได้  มองเห็นรถคนหนึ่งจึงกระโดดขึ้นไปทันทีโดยไม่ปริปากถามสักคำ ปรากฏว่า เธอถูกหลอกและต้องทำงานใช้หนี้ด้วยการขายบริการ ทางเพศตลอดปีต่อมาในสภาพไม่ต่างจากถูกคุมขัง

คนเกาหลีเหนือ
เนื่องจากไม่มีเอกสารแสดงตนที่ถูกต้องตามกฎหมาย “ดำ” จึงหลบเลี่ยงการตรวจของเจ้าหน้าที่ระหว่างการเดินทางโดยรถไฟนาน 40 ชั่วโมงด้วยการแสร้งทำเป็นหลับหรือเมา

จากสำนักงานซึ่งตั้งอยู่เหนือศูนย์อาหารแห่งหนึ่งในกรุงโซล เกาหลีใต้ บาทหลวงชอนกี-วอนยกหูโทรศัพท์ ส่งสัญญาณให้ผู้หลบหนีออกนอกประเทศชาวเกาหลีเหนือ เริ่มออกเดินทางตามเส้นทาง “ใต้ดิน” มาแล้วหลายครั้ง เขาเป็นผู้ก่อตั้งหน่วยงานชื่อดูรีฮานา  ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรคริสต์ศาสนาหลายแห่งที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ เพื่อช่วยเหลือผู้หลบหนีออกนอกประเทศที่ผ่านมา

บาทหลวงชอนเป็นผู้วางแผนการหลบหนีให้ชาวเกาหลีเหนือหลายร้อยคนที่ติดอยู่ในจีนและจัดหาที่พักในเกาหลีใต้ สหรัฐฯ  และ ประเทศอื่นๆ ให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนอันหลากหลายที่ประกอบไปด้วยนักรณรงค์  นักเคลื่อนไหวด้านมนุษยธรรม ขบวนการค้ามนุษย์  และสหายมิชชันนารี  ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานเส้นทางใต้ดินในเอเชียสายนี้ ขณะที่บางคนหวังจะโค่นล้มระบอบการปกครองในเกาหลีเหนือ  คนอื่นๆ อาจหวังจะชักจูงชาวเกาหลีเหนือให้หันมานับถือคริสต์ศาสนา แต่สิ่งที่ร้อยรัดคนเหล่านี้ให้ทำงานร่วมกันก็คือ  สามัญสำนึกในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่กำลังประสบเคราะห์กรรมอย่างใหญ่หลวง

บาทหลวงผู้นี้บอกว่า ”คนพวกนี้ต้องทนทุกข์แสนสาหัสเกินจะพรรณนาทั้งในเกาหลีเหนือและจีนพ่อไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากช่วยเหลือพวกเขา” บาทหลวงชอนตระหนักถึงความเสี่ยงต่างๆ เป็นอย่างดี เมื่อปี 2002  ท่านถูกตำรวจจีนซึ่งได้ข้อมูลจากสายข่าว จับกุมใกล้ชายแดนมองโกเลีย  ซึ่งเป็นเส้นทางหลบหนีที่ท่านบุกเบิกขึ้น  ชาวเกาหลีเหนือ 9 คนที่ท่านนำไปคราวนั้น ถูกจับส่งตัวกลับประเทศโดยไม่มีใครได้ยินข่าวคราวของพวกเขาอีกเลย ส่วนบาทหลวงชอนถูกจำคุกในจีนนานแปดเดือน ก่อนถูกส่งตัวกลับเกาหลีใต้  และถูกขึ้นบัญชีห้ามเข้าประเทศจีน  การจับกุมคุมขังบาทหลวงรูปนี้ปลุกกระแสต่อต้านขึ้นในเกาหลีใต้  และตีแผ่ชะตากรรมของผู้หลบหนีออกนอกประเทศชาวเกาหลีเหนือให้ชาวโลกได้รับรู้

คนเกาหลีเหนือ
จีน | ผู้หลบหนีออกนอกประเทศพยายามข่มอาการเมารถ ขณะผู้นำทางขับรถลัดเลาะพาพวกเขาไปตามเส้นทางทุรกันดารเพื่อหลบด่านตรวจต่างๆ ใกล้ชายแดนลาว ปัจจุบันผู้หลบหนีออกนอกประเทศชาวเกาหลีเหนือที่หลบหนีผ่านจีนราวร้อยละ 80 เป็นผู้หญิง

บาทหลวงชอนทราบเรื่องของแดงและขาว  เมื่อลูกค้าที่ติดใจขาวล่วงรู้ว่าเธอเป็นชาวเกาหลีเหนือที่ถูกบังคับให้ทำงาน  เขาแนะนำ ให้เธอติดต่อกับองค์กรดูรีฮานาทางอินเทอร์เน็ต  อีเมลขอความช่วยเหลือที่ขาวแอบส่งไป ทำให้บาทหลวงชอนแจ้งเครือข่ายในเมืองจีนและเริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือพวกเธอจากธุรกิจขายบริการทางเพศ ด้วยความที่กลัวว่านายจ้างของแดงและขาวจะตามจับพวกเธอกลับไป ท่านจึงใส่รายชื่อของทั้งสองไว้ในลำดับต้นๆ ของการหลบหนีผ่านเส้นทางใต้ดิน

ระหว่างที่หญิงทั้งสองรอสัญญาณการหลบหนีด้วยความกระวนกระวาย  ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร  ชายชาวเกาหลีเหนืออีกคนซึ่งต่อไปนี้ผมจะขอเรียกว่า “ดำ” ก็สวดภาวนาให้โอกาสของเขามาถึงโดยเร็ว  มิชชันนารีชาวเกาหลีเชื้อสายจีนคนหนึ่งช่วยจัดการให้ผมได้คุยกับดำในห้องส่วนตัวที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งในเมืองเอี๋ยนจี๋  เขาสวมแจ๊กเก็ตไนลอนสีเข้มซึ่งบางเกินกว่าจะต่อกรกับสายลม หนาวที่บาดลึกข้างนอก ใบหน้าของดำบ่งบอกว่าอมทุกข์มานาน  เขายิ้มเจื่อนๆ เหนือชามซุปกระดูกวัวควันกรุ่น ไม่กล้าปริปากพูดคุย  กระทั่งผมยืนยันว่าจะไม่เปิดเผยชื่อเสียงเรียงนาม  หรือรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตของเขาในเกาหลีเหนือเพื่อปกป้องครอบครัวของเขา

ดำเล่าว่าเขาหนีข้ามแม่น้ำตูเมนที่จับตัวเป็นน้ำแข็งเมื่อสองปีก่อน  เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งหาได้ยากในกลุ่มผู้หลบหนีออกนอกประเทศ ในช่วงที่ทำงานเป็นยามรักษาความปลอดภัยในเปียงยาง  เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ เขาก็เริ่มเอือมระอากับปัญหาคอร์รัปชันและการติดสินบนที่เขาบอกว่าระบาดไปทั่วประเทศที่ได้สมญาว่า “สวรรค์ของชนชั้นกรรมาชีพ” แห่งนี้  ดำวางแผนหลบหนีอยู่หลายปี  เก็บเงินได้หลายร้อยดอลลาร์สหรัฐเพื่อจ่ายค่านายหน้าชาวเกาหลีเหนือที่จัดเส้นทางให้เขาและแฟนสาวหลบหนีเข้าจีน  ตอนแรกพวกเขาตั้งใจจะขับรถไปยังแม่น้ำตูเมน  แต่เมื่อถึงเวลาออกเดินทาง  ดำกลับเกรงว่าการนั่งรถจะมีพิรุธเกินไป  จึงตัดสินใจเดินข้ามเขาไปยังจุดผ่านแดนแทน การเดินทางอันแสนทรหดที่กินเวลา 7 ชั่วโมง ทำให้ประสาทนิ้วเท้าของเขาเสียหายอย่างถาวร

ลาว, คนเกาหลีเหนือ
ลาว | แม้จะฝ่าฟันจนผ่านพ้นชายแดนจีนมาได้ แต่ก็เหนื่อยล้าเกินกว่าจะเฉลิมฉลอง ผู้หลบหนีออกนอกประเทศชาวเกาหลีเหนือ นั่งพักเหนื่อยหลังการเดินเท้า 16 ชั่วโมงข้ามภูเขาและป่ารกชัฏ เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุมในลาว พวกเขาต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาด และปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยว

ดำเล่าต่อว่า ”การข้ามแม่น้ำตูเมนน่ะง่ายครับ เมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น” เขาและแฟนสาวตกที่นั่งเดียวกับขาวที่ถูกนายหน้าหักหลัง  และถูกขายเป็นคนขนยาเสพติดและเงินให้แก๊งค้ายาจีน-เกาหลี ”ผมไม่ยอมทำหรอกครับ”  ดำบอกแต่ไม่ยอมขยายความว่าเขาผ่านพ้นชีวิตช่วงแรกที่อยู่ในจีนมาได้อย่างไร ช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดของเขามาถึง  เมื่อแฟนสาวถูกขายให้เฒ่าขี้ยาคนหนึ่ง และหลังจากนั้นก็ไม่ได้ข่าวคราวของเธออีกเลยในที่สุดดำก็ทำตามคำแนะนำที่บอกต่อๆ กันในหมู่ผู้หลบหนีออกนอกประเทศว่า “จงมุ่งหน้าสู่กางเขน”  ในเมืองเอี๋ยนจี๋มีโบสถ์คริสต์ราว 30 แห่งที่ให้ที่พักชั่วคราวแก่ชาวเกาหลีเหนือ  รวมทั้งอาหารและเสื้อผ้า  บาทหลวงเหล่านี้จะไม่เจอเรื่องเดือดร้อนตราบใดที่พวกเขาไม่ทำอะไรกระโตกกระตาก

ทันทีที่ได้ที่พักในโบสถ์  ดำก็มุ่งศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์และกลายเป็นดาวเด่นในหมู่ผู้เปลี่ยนศาสนา จนเป็นที่สนใจของบาทหลวงชอน  เพราะแม้เขาจะพอใจที่เห็นชาวเกาหลีเหนือหันมานับถือศาสนาคริสต์  แต่ก็ยอมรับว่าความเชื่อทางศาสนาของผู้หลบหนีออกนอกประเทศเหล่านี้อาจเป็นเพียงเปลือกนอก หรือพูดง่ายๆก็คือเป็นวิธีเอาตัวรอด  ท่านบอกว่า ”หลายคนไม่ใช่ชาวคริสต์ที่แท้จริง สำหรับพวกเขา จะเชื่อคิมอิลซุงหรือเชื่อพระเจ้าก็ไม่แตกต่างกัน เพราะเป็นการเปลี่ยนที่สมอง ไม่ใช่ที่ใจ”

ช่วงหนึ่งขณะนั่งรับประทานอาหาร  ดำก็หยิบกางเขนไม้อันเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อและชูขึ้นราวกับเป็นสิ่งที่มีชีวิตจิตใจ เขาบอกว่า “ความฝันของผมคือการได้เข้าเรียนในสามเณราลัยในเกาหลีใต้และกลับไปเผยแผ่ศาสนาที่บ้านเกิด”  เมื่อผมบอกว่าในเกาหลีเหนือถ้าเขาถูกจับได้ว่ามีพระคริสตธรรมคัมภีร์ในครอบครองเขาอาจถูกยิงก็ได้ เขาตอบว่า “ผมจะเดินตามเสียงเพรียกของพระผู้เป็นเจ้าครับ”

คนเกาหลีเหนือ
ผู้ลี้ภัยเจ้าของนามสมมุติว่าขาวในเรื่อง (คนซ้าย) และแดง (คนขวา) ขดตัวอยู่หลังรถ ที่มารอรับพวกเธอที่ฝั่งไทย ต่อมาในวันเดียวกัน ทั้งสองก็มาถึงกรุงเทพฯ และดำเนินการยื่นคำร้องขอลี้ภัย

และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง บาทหลวงชอนได้รับแจ้งจากทีมงานในพื้นที่ให้เดินหน้าภารกิจหลบหนี  ซึ่งเริ่มจากการเดินทางโดยรถไฟจากปักกิ่งไปยูนนานเป็นระยะทาง 3,220 กิโลเมตร ตามด้วยการเดินเท้าอันยากลำบากข้ามเทือกเขาเข้าสู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจากนั้นจึงเดินลัดเลาะเข้าป่าไปจนถึงแม่น้ำโขง  ก่อนจะข้ามแม่น้ำเข้าสู่ประเทศไทย  ที่ซึ่งชาวเกาหลีเหนือสามารถยื่นความประสงค์ขอลี้ภัยได้  แดงและขาวจะล่วงหน้าไปก่อน ส่วนดำจะตามไปกับอีกกลุ่มหนึ่งในอีกสองสามวันให้หลัง

แดงและขาวจะนั่งรถข้ามคืนไปปักกิ่งกับผู้นำทางชาวจีน รถจะไปส่งหน้าร้านเคเอฟซีใกล้สถานีรถไฟ พวกเธอจะจับรถไฟไปคุนหมิง เมืองหลวงของมณฑลยูนนาน  ซึ่งเป็นจุดนัดพบกับผู้หลบหนีออกนอกประเทศชาวเกาหลี เหนืออีกสามคน ผมเองก็จะขึ้นรถไฟขบวนเดียวกันด้วยคำสั่งของบาทหลวงชอนที่ส่งผ่านมานั้นกระชับและชัดเจนอยู่เงียบๆ  แกล้งหลับ หรือซ่อนตัวในห้องน้ำถ้ามีตำ รวจมาตรวจบัตรประชาชน  และสวดอธิษฐาน  ถ้าถูกจับ  ห้ามเปิดเผยชื่อทุกคนที่ช่วยเด็ดขาด

ทันทีที่ขึ้นรถไฟ ทั้งแดงและขาวก็ปีนขึ้นเตียงนอนชั้นบนสุดในตู้นอนและซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม  ตลอดการเดินทางที่กินเวลา 40 ชั่วโมง  ตำรวจและเจ้าหน้าที่รถไฟ เดินมาตรวจตั๋วและบัตรประชาชนหลายครั้ง  แต่แดงและขาวนอนนิ่งเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่บนเตียง และเจ้าหน้าที่ก็ไม่สนใจพวกเธอ

เมื่อไปถึงคุนหมิง ทั้งคู่ก็แทรกตัวกลมกลืนท่ามกลาง ฝูงชนที่เดินขวักไขว่อยู่ในห้องรับรองอันใหญ่โตของสถานี ไม่ช้าพวกเธอก็พบผู้หลบหนีออกนอกประเทศคนอื่นๆ หัวหน้าทีมเป็นอดีตคนขับแท็กซี่วัย 30 ปี  ซึ่งพกโทรศัพท์มือถือและเอกสารปลอม สาววัย 18 ผู้สวมหมวกเบเร่ต์ เก๋ไก๋เคยทำงานในธุรกิจขายบริการทางเพศเหมือนแดงและขาว  ส่วนคนที่สามเป็นคุณแม่วัย 57 ที่มุ่งมั่นจะตามไป อยู่กับลูกสาวซึ่งล่วงหน้าไปรออยู่ที่เกาหลีใต้แล้ว

พวกเขายืนรอผู้นำทางที่บาทหลวงชอนจ้างมาเพื่อพาไปยังประเทศไทย  ท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียดกันอยู่ตาม ทางเดิน เสียงเพลงมาร์ชดังออกมาจากลำโพงและทหารก็เดินแถวผ่านไป  หลายนาทีต่อมา กลุ่มชาวเกาหลีเหนือผู้อ่อนล้าก็จับกลุ่มกันอยู่ตรงเสาหิน  และได้แต่จ้องมองไปยังความสับสนวุ่นวายรอบๆ ตัว  ผมรู้สึกว่าหากทั้งห้าคนยืนอยู่ตรงนั้นนานอีกหน่อย  เจ้าหน้าที่คงเดินเข้ามาซักถามเป็นแน่ ผมจึงชวนพวกเขาให้ไปรอในห้องพักที่โรงแรมของผม

ระหว่างรอเอกสารที่เปรียบเสมือนใบเบิกทางให้ไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐฯ ผู้หลบหนีออกนอกประเทศ ชาวเกาหลีเหนือมารวมตัวกัน เพื่อรับประทานอาหารที่สถานพักพิง ซึ่งดำเนินงานโดยองค์กรคริสต์ศาสนา ชื่อดูรีฮานา หน่วยงานที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงโซล แห่งนี้ให้ความช่วยเหลือในการหลบหนีแก่ชาวเกาหลีเหนือกว่า 700 คน ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา รวมทั้งบุคคลที่อยู่ในสารคดีเรื่องนี้

ตลอดสองสามชั่วโมงหลังจากนั้น  ผู้หลบหนีออกนอกประเทศชาวเกาหลีเหนือนั่งดูภาพยนตร์จากจอโทรทัศน์ บนโซฟาตัวยาวด้วยกันอย่างกระตือรือร้น ”เขาหล่อจังนะ” คนหนึ่งชมทอม  ครูซ  ดาราซึ่งเธอไม่เคยรู้จักมาก่อน พวกเขาดื่มโค้กจากตู้เย็นและแบ่งผลไม้กันกิน ”นึกไม่ออก เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป”  ขาวพูดพลางเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ ”ฉันก็แค่อยากไปถึงเกาหลีใต้เร็วๆ  ที่นั่นดูเจริญ แล้วก็ร่ำรวย”  เธอคงเข้ากับที่นั่นได้ดี  อย่างน้อยก็เท่าที่ดูภายนอก  ขาวเปลี่ยนไปสวมกางเกงยีนรัดรูป (เป็นสิ่งผิดกฎหมายในเกาหลีเหนือ)  รองเท้าบู๊ตยาวสีดำ   เสื้อมีระบายและตบท้ายด้วยจี้รูปหัวใจ ส่วนแดงก็เปลี่ยนไปสวมชุดที่ดูทันสมัยขึ้นเช่นกัน  แต่เธอดูเหมือนเด็กหลงทาง  กอดอกแน่นราวกับพยายามข่มความกลัวเอาไว้  เธอดูงงๆ เมื่อผมถามถึงแผนการในชีวิต “อาจจะเรียนภาษาอังกฤษ  เรียนคอมพิวเตอร์ค่ะ” เธอตอบพัลวัน ไม่มีใครคิดถึงอนาคตยาวไกลขนาดนั้น

ในที่สุด  ผู้นำทางก็โทรศัพท์มา ทั้งห้าคว้าข้าวของและรีบร้อนออกจากห้องไป  ไม่กี่วินาทีต่อมาก็มีเสียงเคาะประตูห้อง  ขาวนั่นเอง  เธอหัวเราะพลางส่งรีโมตโทรทัศน์คืนให้

เสื้อลายหมากรุกปล่อยชายและกางเกงสีกากี  ทำให้บาทหลวงชอนดูเหมือนนักท่องเที่ยวที่ออกมาชมแสงแดด ยามเช้าอาบไล้ผืนน้ำสีน้ำตาลของลำน้ำโขง  เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งของประเทศไทยที่อยู่เบื้องหลัง  ตื่นจากนิทราด้วยเสียงกระหึ่มของจักรยานยนต์และเสียงตะโกนโหวกเหวกของพ่อค้าแม่ขาย  อีกฟากของลำน้ำในประเทศลาว  เงาตะคุ่มของคนสองสามคนเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ๆบ้านยกพื้นสูงที่เห็นรำไรในราวป่า  บาทหลวงชอนบินจากโซลมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อคืนวานและเดินทางต่อมายังริมฝั่งโขงเพื่อรอรับแดง ขาว  และคนอื่นๆ  แต่พวกเขายังติดอยู่ในเมืองจีน  และสิ่งที่ท่านพอจะทำได้ในตอนนี้ก็มีแต่ทอดสายตามองข้ามแม่น้ำอันกว้างใหญ่และสวดอธิษฐาน

หลังจากไปรับตัวชาวเกาหลีเหนือทั้งห้าคนที่โรงแรมในคุนหมิง  ผู้นำทางของบาทหลวงชอนก็ขับรถลัดเลาะเส้นทางบนภูเขาไปยังที่ซ่อนตัวใกล้ชายแดนลาว  ที่นั่นพวกเขาต้องพักรอด้วยความกระวนกระวายอยู่หลายวัน ผู้นำทางได้ยินข่าวว่าเจ้าหน้าที่ลาวคุมเข้มการข้ามแดนเป็นพิเศษก่อนหน้าวันหยุดของทางการ  และคิดว่าเสี่ยงเกินไปหากเดินหน้าต่อ  ลาวก็เหมือนกับจีนตรงที่ตำรวจและ ทหารได้รับคำสั่งให้จับกุมชาวเกาหลีเหนือที่หลบหนีส่งกลับประเทศ  ระหว่างที่พวกเขารออยู่นั้น  ดำก็ตามมาสมทบ เขายังไม่หายตื่นเต้นจากการลอบเดินทางรอนแรมข้ามประเทศจีน  “ผมเกือบถูกจับได้แน่ะ  ตอนที่ตำรวจมาตรวจเอกสาร ผมแกล้งทำเป็นเมา  แล้วก็ฟุบไป  พวกเขาเลยไม่ยุ่งกับผม” เขาบอกคนอื่นๆ

แรงงาน, ผู้อพยพ
แรงงานผิดกฎหมายชาวกัมพูชา และพม่าเบียดเสียดกันอยู่ในรถควบคุมผู้ต้องขังที่แล่นเข้ามายังศูนย์กักตัวคนต่างด้าว บางช่วงอาจมีชาวเกาหลีเหนือหลายร้อย คนถูกกักบริเวณอยู่ข้างในเพื่อรอเวลาที่จะได้ลี้ภัยไปยังเกาหลีใต้ซึ่งเปิดประตูรับพวกเขาราว 40 คนต่อสัปดาห์

ข่าวเรื่องความล่าช้าทำให้บาทหลวงชอนเป็นห่วง “พวกเขามาถึงจุดที่เสี่ยงที่สุดของการเดินทางแล้ว  การเดินเท้าข้ามชายแดนจีนและเดินทางผ่านประเทศลาวนี่แหละครับ”  ท่านเปรยขึ้นขณะเรายืนอยู่ริมแม่น้ำโขง

จุดเริ่มต้นชีวิตการเป็นนักบุญของชอนเกิดขึ้นเมื่ออายุ 40 ปี อดีตผู้จัดการโรงแรมผู้นี้ทำให้เพื่อนๆ และครอบครัว ประหลาดใจด้วยการออกบวช  ภารกิจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของเขาคุโชนขึ้นในปี 1995 เมื่อได้พบชาวเกาหลีเหนือหลบหนีคนแรกตอนเป็นมิชชันนารีในเมืองเอี๋ยนจี๋ “คนพวกนี้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อทำได้ก็คือการคืนความเป็นมนุษย์ให้พวกเขา” เขาเท้าความหลัง  แม้จะเสี่ยงอันตรายสารพัด แต่บาทหลวงผู้นี้ก็สร้างเกียรติประวัติน่าประทับใจด้วยการช่วยชาวเกาหลีเหนือให้หลบหนีได้กว่า 700 คน โดยส่วนที่ไม่สำ เร็จมีน้อยมาก “รัฐบาลเกาหลีเหนืออยากฆ่าพ่อจะแย่แล้ว”  ท่านบอก

แต่บาทหลวงวัย 50 ผู้นี้ก็หาใช่นักบุญในนิทานที่สมบูรณ์แบบ  บางครั้งเครือข่ายมิชชันนารีในจีนก็แสดงความไม่พอใจสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นการตัดสินใจที่ดื้อรั้นและอันตรายของท่าน  และผู้นำทางคนสำคัญของท่านก็เป็นอดีตพ่อค้ายาเสพติด  ขณะที่ตัวท่านเองก็ไม่ลังเลที่จะแสดงอาการฉุนเฉียวกับพฤติกรรมที่มองว่าเป็นความอกตัญญู “คุณรู้ไหมว่าในบรรดาคนทั้งหมดที่พ่อช่วยมีแค่ 30 คนเท่านั้นกระมังที่โทรศัพท์มาขอบคุณพ่อ” ท่านบ่นก่อนจะตัดบทว่า ”พวกเขาไม่ใช่คนเลวอะไร  ก็แค่ไม่เข้าใจเท่านั้นว่ามีคนที่ยินดีช่วยพวกเขาโดยไม่หวังผลตอบแทน”

หลังจากกบดานอยู่นานเกือบสามสัปดาห์ ผู้หลบหนีออกนอกประเทศก็ได้รับคำสั่งให้ออกเดินทาง  พวกเขาแบกสัมภาระขึ้นบ่าและมุ่งหน้าสู่ดินแดนไกลปืนเที่ยงภายใต้การนำของอดีตพ่อค้ายา  การเดินทางข้ามคืนพาพวกเขาไปถึงสามเหลี่ยมทองคำ   ภูมิภาคที่มีการปลูกฝิ่นท้ากฎหมายในเขตรอยต่อของชายแดนจีน  พม่า  ลาว  และไทย พวกเขาใช้เวลา 16 ชั่วโมงเดินฝ่าความมืดผ่านป่ารกชัฏ และลำธารที่เต็มไปด้วยทากตามเส้นทางที่ผู้นำทางจดจำจนขึ้นใจ  หลังจากปีนป่ายทางลาดชันสูงเกือบ 400 เมตร พวกเขาก็ออกจากเขตแดนจีนเข้าสู่ลาว ”เนื้อตัวเราทั้งเปียกปอนและมอมแมมไปหมด ทางชันมาก หนูล้มลุกคลุกคลาน ร้องไห้ไปเกือบตลอดทางเลยค่ะ” แดงเล่า

ผู้ลี้ภัย, คนเกาหลีเหนือ
ก่อนย้ายเข้าอพาร์ตเมนต์ ดำใช้เวลาสองเดือนที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ย้ายถิ่นฐานฮานาวอนที่ซึ่งเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์และญาติพี่น้องจะคอยรอรับผู้ลี้ภัยในวันปล่อยตัว

บ่ายวันรุ่งขึ้น ทั้งหมดก็มาถึงบ้านเพื่อนของชายผู้นำทางกลางดึกคืนวันต่อมา พวกเขานั่งรถไปยังจุดหมายใกล้ฝั่งแม่น้ำโขง จากที่นั่น  พวกเขาเดินเท้าไปยังแม่น้ำซึ่งมีหอสังเกตการณ์เรียงเป็นแถว  สำหรับแดงแล้ว  ทั้งความมืดมิด  กระแสน้ำที่เชี่ยวกราก  และการปรากฏตัวของทหารลาวในละแวกใกล้ๆ  ทำให้การนั่งเรือยนต์ลำเล็กข้ามฝั่งมาไทยที่กินเวลาแค่ห้านาทีนั้นตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าการ นั่งรถไฟข้ามประเทศจีนเสียอีก ”จู่ๆ หนูก็กลัวว่าจะถูกจับได้ขึ้นมา  เพราะหลังจากผ่านเหตุการณ์ทั้งหลายแหล่เหล่านี้ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเลยว่าเราจะทำได้สำเร็จ„

รถกระบะของดูรีฮานามารับพวกเขาที่ฝั่งไทย  พาไปส่งที่ท่ารถโดยสาร และสิบชั่วโมงต่อจากนั้น  ทั้งหมดก็มาถึงสถานพักพิงขององค์กรดูรีฮานาในกรุงเทพฯ  ที่นั่น พวกเขาได้กินอาหารที่ดีที่สุดในรอบหลายสัปดาห์และโทรศัพท์ส่งข่าวให้เพื่อนฝูงในเมืองจีนรู้ว่าพวกเขาปลอดภัย  ดำร้องออกมาว่า ”คำอธิษฐานของเราเป็นจริงแล้ว”  เช้าวันรุ่งขึ้น มิชชันนารีก็ขับรถพาผู้หลบหนีออกนอกประเทศไปยังสถานทูตเกาหลีใต้เพื่อยื่นคำร้องขอลี้ภัย

และแล้วพวกเขาก็กลับเข้าสู่วังวนของความไม่แน่นอนอีกครั้ง  หลังจากเติมชื่อต่อท้ายรายชื่อที่ยาวเหยียด ทั้งหมดก็ถูกส่งไปยังศูนย์กักกันผู้อพยพ  ที่ซึ่งพวกเขาต้องรอคอยอีกหลายเดือนกว่ารัฐบาลเกาหลีใต้จะออกเอกสารให้

ผู้หลบหนีออกนอกประเทศที่เดินทางเข้าสู่ศูนย์กักกันผู้อพยพที่แน่นขนัดแห่งนี้  มีอัตราพอๆ กับผู้ที่ได้เดินทางต่อไปยังเกาหลีใต้  ซึ่งในช่วงที่คนทั้งสามอยู่ที่นั่นมีไม่ต่ำ กว่า 30 ถึง 40 คนต่อสัปดาห์  ส่วนที่พักของผู้หญิงต้องเบียดเสียดกันอยู่ถึง 450 คน  ทั้งๆ ที่สามารถรองรับได้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น  “ไม่มีที่นั่งหรือที่นอนเลยค่ะ  มีห้องน้ำแค่สองห้องที่ใช้ได้  และอากาศข้างในก็แย่มาก”  ขาวเล่า

หลังจากถูกกักอยู่ในประเทศไทยเกือบ 80 วัน  แดง ขาว  และดำ ก็ได้รับคำสั่งให้เก็บข้าวของอันน้อยนิดเพื่อเดินทางทอดสุดท้าย  เครื่องบินรออยู่แล้ว

คนเกาหลีเหนือ, กรุงโซล, เกาหลีใต้
ตอนนี้ดำทำงานก่อสร้าง ตอนกลางวันเพื่อเก็บเงินพาครอบครัวออกจากเกาหลีเหนือ ตอนกลางคืนเขาชื่นชมแสงสีและความบันเทิงของชีวิตในกรุงโซล

คงไม่มีประสบการณ์ใดที่ช่วยเตรียมตัวเตรียมใจชาวเกาหลีเหนือให้พร้อมรับความแตกต่างในโซลได้ สำหรับแดงแล้ว  วินาทีที่ไปถึงนั้นช่างตื้นตันเกินกว่าจะระงับได้ ”หนูได้แต่เอามือลูบหน้าลูบตา  คิดอยู่ในใจว่าเป็นความจริงหรือนี่ เราฝันไปหรือเปล่า” เธอบอกขณะเล่าความรู้สึกเมื่อได้เห็นอาคารบ้านเรือนและท้องถนนเบื้องล่าง ขณะเครื่องบินแล่นลงสู่ท่าอากาศยานอินชอน  จากนั้นก็เป็นการนั่งรถโดยสารไปตามถนนเลียบแม่น้ำฮั่น  ผ่านย่านกลางเมืองของโซล  วิถีชีวิตอันเร่งรีบ  รุ่งเรือง  และเต็มไปด้วยการแข่งขันของอีกครึ่งประเทศทางใต้

โลกที่ซับซ้อนและแตกต่างกว่าที่ใดๆ ที่เหล่าผู้ลี้ภัยเคยพานพบข้อมูลเพียงน้อยนิดที่พวกเขาเคยรับรู้เกี่ยวกับเพื่อนร่วมชาติทางใต้นั้น  ถ้าไม่ถูกบิดเบือนด้วยกลไกโฆษณาชวนเชื่อของเกาหลีเหนือที่ตอกย้ำว่า  แผ่นดินทางใต้เป็นเขตแดนของศัตรู  เป็นอาณาจักรของทุนนิยมสามานย์ก็เป็นภาพที่เห็นในละครประโลมโลกและภาพยนตร์ที่เล็ดลอดข้ามพรมแดนเข้าไป  หรือจากความฝันเฟื่องว่าความสำเร็จจะมาถึงอย่างรวดเร็วและง่ายดายในสวรรค์ทางใต้  ชาวเกาหลีเหนือที่อยู่ในโซลมาสองปีพูดถึงประสบการณ์ตื่นตะลึงในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วนี้ว่า ”เหมือนกับการกระโจนข้ามศตวรรษอย่างไรอย่างนั้น”

หลังถูกซักฟอกจนแน่ใจว่าไม่ใช่สายลับแล้ว  ผู้หลบหนีออกนอกประเทศจะถูกส่งตัวไปยังฮานาวอนซึ่งเป็นศูนย์ช่วยเหลือผู้ย้ายถิ่นฐานที่มีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทางใต้ของโซล  เพื่อเข้ารับการอบรมภาคบังคับนานสองเดือนว่าด้วยวัฒนธรรมและการดำรงชีวิตในเกาหลีใต้  อาทิ วิธีโดยสารรถไฟใต้ดินและการเปิดบัญชีเงินฝาก พวกเขาจะได้รับสัญชาติเกาหลีใต้  พร้อมเงินตั้งตัวราว 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ  และค่าใช้จ่ายรายเดือนจำนวนหนึ่งรวมทั้งค่าเช่าบ้าน และสิทธิประโยชน์เรื่องการจ้างงาน

ไม่กี่วันหลังมาถึงเกาหลีใต้ ขาว (คนกลาง) ก็เข้ารับการผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ นอกห้องพักของเธอในโรงพยาบาล ขาวผู้รู้สึกซาบซึ้งใจร่วมอธิษฐานกับเพื่อนผู้ลี้ภัยชื่อฮานาคิม และชอนกี-วอน (ขวา) บาทหลวงในกรุงโซลผู้ช่วยให้เธอหนีรอดมาได้

ในช่วงกลางทศวรรษ 1990  ผู้หลบหนีออกนอกประเทศที่เข้ามาปีละไม่กี่สิบคนได้รับการต้อนรับอย่างชื่นชมและได้รางวัลตอบแทนมากมาย  เพราะส่วนใหญ่เป็นสมาชิกชั้นหัวแถวในกองทัพหรือพรรคคอมมิวนิสต์จากเปียงยางที่มาพร้อมกับข้อมูลล้ำค่า  แต่ทุกวันนี้  ผู้หลบหนีออกนอกประเทศเกือบทั้งหมด  จะมียกเว้นบ้างก็นานๆ ครั้ง ซึ่งมีจำนวนเฉลี่ยมากกว่าปีละ 2,000 คนนับตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา  มักเป็นชาวนา  คนงานโรงงาน  และทหารระดับล่าง  รวมไปถึงเสมียนจากภูมิภาคยากจน

สิ่งที่พวกเขานำมาส่วนใหญ่คือปัญหา  เมื่อเปรียบเทียบกับชาวเกาหลีใต้โดยเฉลี่ย  คนพวกนี้มีการศึกษาและทักษะฝีมือแรงงาน ต่ำกว่ามาก  การประสบภาวะอดอยากแร้นแค้นติดต่อกันนานหลายปี  และการได้เห็นคนในบ้านต้องอดตาย  ทำให้หลายคนมีปัญหาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ  อันเดรย์ ลันคอฟ  ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกาหลีเหนือที่มหาวิทยาลัยกุกมินในกรุงโซล  บอกว่า ความไม่สมประกอบเหล่านี้ทำให้ประชากรผู้หลบหนีออกนอกประเทศ  มีโอกาส “เป็นคนชั้นล่างอย่างถาวร”  ชีวิตใหม่ของพวกเขาในเกาหลีใต้ร่ำรวยกว่าและอิสระกว่าชีวิตทางเหนืออย่างเทียบกันไม่ได้ก็จริง  แต่พวกเขาโหยหาความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม “ชาวเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ไม่อินังขังขอบกับชะตากรรมและความทุกข์ยากของพวกเขาหรอกครับ”

แดงเปิดประตูรับผมตั้งแต่เคาะแรก  เธอแง้มประตูห้องพักชั้นสิบสองในย่านอินชอนใกล้กับสนามบิน แปดเดือนผ่านไปหลังจากที่ผมเห็นเธอผลุนผลันออกจากห้องพักโรงแรมในจีน  ตอนนั้นเธอเป็นสาวน้อยดวงตาดำขลับที่กำลังหลบหนี  ตอนนี้ใบหน้าของเธอดูอวบอิ่ม แขนดูมีเนื้อมีหนังขึ้นเพราะกินอิ่มนอนหลับ  เธอทำไฮไลต์ผมสีแดง  สวมกางเกงยีนสีดำและเสื้อยืด  แดงอวดบ้านที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้เจ็ดสัปดาห์อย่างภูมิใจ อพาร์ตเมนต์สองห้องนอนที่สะอาดเอี่ยม  ว่างโล่ง  มีเพียงที่นอนวางอยู่บนพื้น  โต๊ะตั้งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล  และกระดาษที่แปะบนฝาผนังเป็นตัวอักษรจีน  ซึ่งหมายความว่าความสุข

คนเกาหลีเหนือ
ผู้หลบหนีออกนอกประเทศชาวเกาหลีเหนือ ซึ่งยังไม่กล้าเปิดเผยชื่อหรือใบหน้าผู้นี้ หยุดพักจากการอ่านตำราเตรียมสอบแพทย์ ในอพาร์ตเมนต์ที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางเช่นเดียวกับอนาคตของเขา นายแพทย์จากเกาหลีเหนือผู้ผันตัวเองมาเป็นพลเมืองใหม่ของเกาหลีใต้พบว่า ความรู้มากมายที่เขาได้ร่ำเรียนมาแทบใช้การไม่ได้ที่นี่ แต่ทุกวันที่ผ่านไปจะคอยเตือนสติเขาว่า ทำไมถึงต้องมาไกลเช่นนี้ “ที่นี่ ผมมีเสรีภาพที่จะพูด ที่จะลืมตาอ้าปาก และไม่ต้องกังวลว่าจะมีอะไรตกถึงท้องหรือไม่อีกแล้ว”

เธอเทช็อกโกแลตแท่งลงบนตักผมพร้อมเอ่ยปากชวนแกมบังคับให้ผมกิน  ผมคาดว่าตัวเองคงเป็นแขกที่เธอไม่ค่อยมีโอกาสได้ต้อนรับ “มีเพื่อนเยอะหรือยังนี่” ผมถาม เธอส่ายศีรษะหนักแน่น ”หนูจะมีเพื่อนได้ยังไงคะ ในเมื่อหนูยังไม่เข้าใจสังคมข้างนอกนั่นเลย” แดงสารภาพว่าแทบไม่ได้ออกไปไหน  เธอกังวลกับสำเนียงของตัวเอง และไม่เข้าใจภาษาเกาหลีคำอังกฤษคำที่ชาวเกาหลีใต้ชอบใช้  แถมยังไม่มั่นใจเรื่องการหางานทำด้วย คอร์สเรียนภาษาและทำผมมีราคาสูงจนไม่คุ้มกับเงินเดือน 400 ดอลลาร์สหรัฐที่รัฐบาลจ่ายให้  ด้วยวุฒิการศึกษาแค่ชั้นมัธยมปลาย  แดงคงหาได้แต่งานค่าแรงต่ำ   เธอลาออกจากงานที่ปั๊มน้ำมันแล้ว  และตอนนี้ก็กำลังคิดจะไปสมัครงานร้านอาหาร ”ตอนไปสัมภาษณ์งาน หนูไม่อยากบอกเลยว่าเป็นคนเกาหลีเหนือ  เพราะมีแต่ข้อเสียสารพัด” เธอบอก

ส่วนขาวพักอยู่ในห้องคนไข้ที่โรงพยาบาลกับผู้ป่วยหญิงอีกห้าคนในจังหวัดชอนอัน ใกล้ๆ กับศูนย์ช่วยเหลือผู้ย้ายถิ่นฐานฮานาวอน แพทย์ที่นั่นวินิจฉัยว่าเธอป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์และดำเนินการผ่าตัดให้ทันที  ถ้าเธอยังอยู่ที่เกาหลีเหนือ หรือแม้แต่ในเมืองจีน เธอคงได้แต่นอนรอความตายเท่านั้น  แต่ตอนนี้เธอมีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาด

คนเกาหลีเหนือ, คนเกาหลีใต้

ขาวประคองตัวลุกขึ้นจากเตียงเพื่อต้อนรับผมด้วยรอยยิ้มอายๆ  แผลเป็นจากการผ่าตัดมองเห็นได้อย่าง ชัดเจนที่ต้นคอ หญิงสาวบุคลิกจริงจังที่ผมจำได้คนที่หัวเราะเสียงดังและสวมเสื้อผ้าทันสมัย  บัดนี้ยืน อ่อนระโหยโรยแรงในชุดนอนตัวโคร่งของโรงพยาบาล พร้อมเสียงกระซิบแหบแห้ง ”ฉันโทรศัพท์ไปหาบาทหลวงชอนเพื่อขอบคุณท่าน  ดูรีฮานาช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ฉัน บางครั้งบาทหลวงชอนก็แวะมาเยี่ยม  เราสวดภาวนาด้วยกัน”  เธอเล่า บาทหลวงชอนบอกผมว่า  ขาวเป็นชาวคริสต์ผู้เปี่ยมศรัทธา ”จริงแท้แน่นอนเลยครับ จิตวิญญาณที่ทั้งบริสุทธิ์และงดงาม”

ดำ ย้ายเข้าไปอยู่ในอพาร์ตเมนต์ย่านกลางเมืองของ กรุงโซล  เสียงจากรถราที่วิ่งขวักไขว่  และเสียงร้องระงมของจักจั่นดังลอดหน้าต่างห้องเข้ามา บนผนังมีกางเขนไม้ที่เขาถือไว้แน่นตอนอยู่เมืองจีน  และพระคริสตธรรมคัมภีร์ก็กางอยู่บนพื้นท่ามกลางหนังสืออื่นๆ  เขายังไม่ได้ซื้อเฟอร์นิเจอร์เลยสักชิ้น ”ทุกอย่างที่นี่ยุ่งยากและซับซ้อนกว่าที่ผมคิดไว้ครับ”  ชายวัย 40 ปีบอก ความฝันของเขาที่จะได้บวชเรียนหายวับไป  เมื่อเขารู้ว่าการให้ทุนจำกัดเฉพาะบุคคลอายุไม่เกิน 35 ปี  ตอนนี้เขาทำงานก่อสร้างรายวัน  “ผมต้องหาเงินให้ได้เร็วๆ จะได้พาน้องชายกับน้องสาวออกจากเกาหลีเหนือครับ” เขาบอก

เราโบกรถแท็กซี่ให้ขับข้ามเมืองไปยังย่านนักศึกษา แตรรถส่งเสียงดังสนั่น  แสงจากสัญญาณไฟจราจรและคนเดินถนนวูบวาบผ่านไป  ย้อนหลังไปเมื่อแปดเดือนก่อนในรถตู้ของมิชชันนารีที่เมืองจีน  ดำนั่งไหล่งองุ้ม  สอดส่ายสายตาไปรอบๆ อย่างระแวงภัย มือกำกางเขนไว้มั่น  ตอนนี้ ท่ามกลางความจอแจและสว่างไสวของบ้านใหม่  ดำหลับตาและผล็อยหลับไป  เขาปลอดภัยและเป็นไทแล้ว

 

เรื่อง ทอม โอนีลล์

ภาพถ่าย เฉียน-ชี ชาง

เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกุมภาพันธ์ 2552


อ่านเพิ่มเติม ภาพชีวิตที่แทบไม่ต่างในเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

เรื่องแนะนำ

คุณหายได้ : เพื่อนช่วยเยียวยา

“เครือวัลย์ เที่ยงธรรม” นำประสบการณ์ที่เธออยู่กับโรคจิตเภทนาน 21 ปี มาช่วยเหลือเพื่อนร่วมทาง ด้วยการเปิด “ศูนย์ผู้พิการทางจิตสายใยครอบครัว” เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนไม่รู้สึกว่าตนกำลังต่อสู้กับโรคอย่างโดดเดี่ยว ความเป็นชุมชนและกลุ่มเพื่อนคือพลังสำคัญที่ช่วยเยียวยาให้ผู้ป่วยหายดีขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้พวกเขาเห็นคุณค่าของการมีชีวิตมากขึ้นอีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม : คุณหายได้ : ลุกขึ้นมาเปลี่ยน, คุณหายได้ : ดนตรีคือพลัง

น้ำตาและความกล้าหาญที่หนองบัวลำภู

บทวิเคราะห์ด้านจิตวิทยา โศกนาฏกรรมที่หนองบัวลำภู หลังจากวันที่ 6 ตุลาคม 2565 หนองบัวลำภู จังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไปในความทรงจำของผู้คน โศกนาฏกรรมที่มีผู้เสียชีวิต 36 รายนี้แม้จะได้รับการเปิดเผย ตรวจสอบ และสืบสวนแทบจะทุกแง่มุมอย่างมากมายทั้งจากประชาชน สื่อมวลชน และตำรวจ แต่แก่นกลางของเหตุการณ์นี้กลับยังไม่กระจ่างชัดนัก มันเกิดอะไรกันแน่ที่หนองบัวลำภู ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการสังหารหมู่ (Myths of Mass Murder) ในช่วงแรกหลังเหตุการณ์ การประณามด่าและสรุปสาเหตุกันเองง่ายๆ ปรากฏอยู่ทั่วไปในหมู่ประชาชน บ้างก็ว่าเลวร้ายดั่งสัตว์นรก บ้างก็ว่าเมายาจนขาดสติคุ้มคลั่ง บ้างก็ว่าเป็นฆาตกรโรคจิต ลามไปถึงประณามมารดาของผู้ก่อเหตุว่าต้องรับผิดชอบ แต่สำหรับชุมชนนักวิชาการขนาดเล็กในประเทศกำลังพัฒนาประเทศนี้ พวกเรารู้ดีว่าทั้งหมดที่สังคมสรุป มันไม่ได้ง่ายเช่นนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยความดี ความเลว หรือการเสียสติ แต่ความรู้และข้อมูลที่พวกเรามีนั้นมีน้อยเหลือเกิน อันดับแรก เรามีข้อมูลค่อนข้างชัดเจนว่า การกระทำนี้เกิดจากการไตร่ตรองล่วงหน้า กระทำอย่างเป็นระบบ ด้วยแผนงานที่ละเอียดถี่ถ้วนพอสมควร ดังนั้นไม่ว่าผู้ก่อเหตุจะมีอาการทางจิตใดจากสารเสพติดหรือไม่ เขามีสติสัมปชัญญะขณะทำการ ซึ่งนี่อาจจะเป็นที่เข้าใจได้ยากสำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ทางจิตวิทยาหรือจิตเวชศาสตร์ ข้อเท็จจริงคือการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความหลงผิดและการแยกแยะความเชื่อกับความจริงนั้น ไม่จำเป็นต้องทำงานสอดคล้องกันกับสติสัมปชัญญะสั่งการเสมอไป สรุปด้วยภาษาง่ายๆ คือจิตสำนึกและสติสัมปชัญญะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน บุคคลผู้ซึ่งมีอาการทางจิตก็สามารถวางแผนกระทำการอันสลับซับซ้อนได้ เพราะปัญหาของบุคคลนั้นไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของสติปัญญา แต่มันอยู่ที่ระบบความคิดและความเชื่อ บุคคลคนหนึ่งที่ผ่านการหล่อหลอมจากเหตุปัจจัยต่างๆ ซึ่งผู้เขียนขอเรียกว่า “อนุกรมแห่งความย่อยยับ” […]

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ร่วมพันธมิตรกับเอมมา วัตสัน เพื่อเฉลิมฉลองวันสตรีสากล

ชมตัวอย่างโปรเจคภาพถ่ายจากช่างภาพหญิงซึ่งสะท้อนเรื่องราวของผู้หญิงในหลายหัวข้อไม่ว่าจะเป็น ความไม่เท่าเทียมหรือการถูกลิดรอนสิทธิสตรี นำเสนอโดยเอมมา วัตสัน ร่วมกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เนื่องในวันสตรีสากล

พบกับชายผู้ใช้ชีวิตกับไฮยีน่า

คนทั่วไปจะเลี่ยงการเข้าใกล้กับไฮยีน่า แต่ไม่ใช่ผู้คนจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้ในเอธิโอเปีย เพราะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์สี่ขาเหล่านี้ถูกปลูกฝังมาแล้วอย่างยาวนาน