เบื้องหลังเรื่องราวการฉลองวันจูนทีนธ์ 19 มิถุนายน วันหยุดแห่งชาติล่าสุดของอเมริกา

เบื้องหลังเรื่องราวการฉลองวันจูนทีนธ์ 19 มิถุนายน วันหยุดแห่งชาติล่าสุดของอเมริกา

ทุกวันที่ 19 มิถุนายน คือวันหยุดเพื่อรำลึกถึงการสิ้นสุดความเป็นทาสของผู้คนในรัฐเท็กซัสซึ่งเกิดขึ้นภายหลังอับราฮัม ลินคอล์นประกาศเลิกทาสในสหรัฐฯ ถึงสองปี

วันจูนทีนธ์หรือรู้จักกันในชื่อ “วันประกาศอิสรภาพที่สอง” เป็นวันหยุดเพื่อเฉลิมฉลองให้แก่เหล่าทาสในอเมริกาที่ได้รับอิสรภาพคืนหลังสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง และเป็นเวลากว่า 150 ปีมาแล้วที่ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาทั่วประเทศร่วมเฉลิมฉลองวันแห่งความเป็นอิสระนี้

ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของวันจูนทีนธ์จากการผลักดันของบรรดานักเคลื่อนไหวที่เรียกร้องให้ทางรัฐและรัฐบาลกลางรับรองวันสำคัญนี้ และในปี 2021 ความพยายามเหล่านี้ก็บรรลุผล เมื่อประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ลงนามรับรองร่างกฎหมายว่าด้วยการกำหนดให้วันจูนทีนธ์หรือวันที่ 19 มิถุนายนเป็นวันหยุดแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา และในปีนี้วันจูนทีนธ์ตรงกับวันอาทิตย์ พนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะได้หยุดชดเชยในวันที่ 20 มิถุนายนแทน

การอนุมัติให้วันจูนทีนธ์เป็นวันหยุดแห่งชาติถือเป็นการเพิ่มวันหยุดครั้งล่าสุดของสหรัฐอเมริกานับจากการกำหนดวันรำลึกถึงมาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ขึ้นในปี 1983 ความเป็นมาของวันสำคัญนี้เป็นอย่างไร มาร่วมหาคำตอบผ่านประวัติศาสตร์เบื้องหลังวันจูนทีนท์และการเฉลิมฉลองที่ผ่านมาได้ในเนื้อหาต่อไปนี้

อิสรภาพหลังการล่มสลายของสมาพันธรัฐ

เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนเข้าวันที่ 1 มกราคม ปี 1863 คำประกาศเลิกทาสของประธานาธิบดีลินคอล์นก็เริ่มมีผลบังคับใช้ และมีผลทำให้เหล่าทาสในดินแดนของฝ่ายสมาพันธรัฐ (หรือฝ่ายใต้) เป็นอิสระ หากแต่มีเงื่อนไขว่าฝ่ายสหภาพ (หรือฝ่ายเหนือ) จะต้องเป็นผู้ชนะในสงครามเท่านั้น ในเวลาต่อมาประกาศนี้จึงส่งผลให้สงครามที่เกิดขึ้นแปรเปลี่ยนเป็นการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ และยังทำให้ในช่วงท้ายของสงครามมีทหารผิวสีรวม 200,000 นาย เข้าร่วมการรบเพื่อกระจายข่าวการคืนอิสรภาพนี้ในขณะที่เคลื่อนพลไปยังรัฐทางใต้

กอร์ดอน เกรเจอร์ หัวหน้าฝ่ายสหภาพ ผู้แจ้งทาส 250,000 คนในเท็กซัสว่าพวกเขาเป็นอิสระแล้ว ภาพโดย LIBRARY OF CONGRESS และ PRINTS & PHOTOGRAPHS DIVISION/CIVIL WAR PHOTOGRAPHS

การประกาศเลิกทาสเป็นข่าวสำคัญที่ส่งไปไม่ถึงบรรดาทาสในเท็กซัส เนื่องจากรัฐนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่รัฐหลักที่ฝ่ายใต้หรือฝ่ายสมาพันธรัฐยังปกครองอยู่ เชื่อว่ายังมีทาสจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้ว่าตนเป็นไทแล้วแม้การปะทะครั้งสุดท้ายของสงครามกลางเมืองจะสิ้นสุดลงในปี 1865 หรือนับเป็นเวลาสองปีเต็มหลังประกาศเลิกทาสมีผลบังคับใช้ ว่ากันว่าทาสราว 250,000 คน พึ่งรับรู้ว่าตนเองเป็นอิสระแล้วหลังนายพลกอร์ดอน เกรนเจอร์ จากฝ่ายสหภาพมาถึงเมืองกัลเวสตัน รัฐเท็กซัส ในวันที่ 19 มิถุนายน ปี 1865 และประกาศให้ทราบว่าประธานาธิบดีได้คืนอิสรภาพให้แก่พวกเขาแล้ว

ในวันนั้น นายพลเกรนเจอร์ได้ประกาศว่า “ขอให้ประชาชนในเท็กซัสพึงทราบไว้ ตามประกาศเลิกทาสจากประธานาธิบดี ทาสทั้งหมดถือว่าเป็นอิสระแล้ว โดยประกาศนี้ครอบคลุมถึงความเสมอภาคโดยสมบูรณ์ทางสิทธิของทาสทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิส่วนบุคคลหรือสิทธิในทรัพย์สินระหว่างอดีตนายทาสและทาส และนับแต่นี้ไปความเกี่ยวข้องระหว่างทาสและนายทาสจะเปลี่ยนเป็นลูกจ้างและนายจ้างแทน”

วันแห่งการเฉลิมฉลอง

(ภาพงานเฉลิมฉลองจูนทีนส์ ในริชมอนด์ เวอร์จีเนีย ในปี 1905 ภาพโดย Library of Congress)

การประกาศของนายพลเกรนเจอร์ ทำให้วันที่ 19 มิถุนายนกลายเป็นวันเฉลิมฉลองการสิ้นสุดของระบบทาสในรัฐเท็กซัส (ซึ่งในภายหลังเป็นที่รู้จักในชื่อวันจูนทีนธ์) และเมื่อชาวเท็กซัสที่พึ่งเป็นอิสระย้ายถิ่นฐานไปยังรัฐข้างเคียง การฉลองวันจูนทีนธ์นี้ก็ได้แผ่ขยายตามผู้คนเหล่านั้นไปทั่วทั้งตอนใต้ของประเทศและพื้นที่อื่น ๆ อีกมากมาย

โดยการเฉลิมฉลองวันจูนทีนธ์ในช่วงแรกประกอบด้วยกิจกรรมหลักคือ การเข้าโบสถ์ การอ่านคำประกาศเลิกทาสในที่สาธารณะ และกิจกรรมรื่นเริงต่าง ๆ เช่น การโชว์โรดีโอหรือโชว์คาวบอยผาดโผน และการเต้นรำตามแบบฉบับของเผ่าต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม การเหยียดชาติพันธุ์และกฎหมายจิมโครว์ (Jim Crow Laws) หรือกฎหมายแบ่งแยกคนผิวขาวและผิวดำ ทำให้เหล่าคนผิวดำซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของอเมริกาถูกบังคับให้เฉลิมฉลองวันจูนทีนธ์ในเขตนอกเมืองเป็นเวลาหลายสิบปี ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ต้องการจะฉลองวันจูนทีนธ์จึงมักจะรวบรวมเงินเพื่อซื้อที่ดินผืนเล็ก ๆ ในตัวเมืองร่วมกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการพบปะสังสรรค์ และเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะมีสถานที่ปลอดภัยในการจัดงานเลี้ยงฉลอง โดยพื้นที่เหล่านั้นมักจะถูกตั้งชื่อว่า ‘สวนแห่งอิสรภาพ’ ซึ่งยังสามารถพบเห็นได้จนถึงทุกวันนี้

สำหรับชาวแอฟริกันอเมริกันหลายคน จูนทีนธ์หมายความถึงงานเลี้ยงฉลองในละแวกบ้านด้วยบาร์บีคิวและดนตรี พร้อมกันกับการจดจำและระลึกถึงประวัติศาสตร์ด้วย “มันเป็นเรื่องของสังคม” Jonathan Talley จาก Roxbury รัฐแมสซาชูเซตส์กล่าว “เป็นงานเลี้ยงรวมตัวครอบครัวของผู้คนมากมายแถวนี้” ภาพถ่ายโดย Zack Wittman, The Boston Globe/GETTY

แม้การเฉลิมฉลองวันจูนทีนธ์จะเลือนหายไปเมื่อผู้คนหันมาผลักดันขบวนการสิทธิพลเมือง (The Civil Rights Movement) ในช่วงยุค 60 แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ วันจูนทีนธ์ก็ได้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง โดยผู้คนมักจะออกมาพบปะสังสรรค์และร่วมรับประทานอาหารร่วมกันในวันสำคัญนี้ นอกจากนั้น จูนทีนธ์ยังมีส่วนช่วยทำให้ผู้คนตระหนักถึงประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกากำลังเผชิญอยู่ ยกตัวอย่าง การต่อสู้ทางการเมืองเพื่อให้ได้มาซึ่งการชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าชดเชยแก่ลูกหลานของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในระบบทาส

ในปี 1980 เท็กซัสเป็นรัฐแรกที่ประกาศให้วันที่ 19 มิถุนายนเป็นวันหยุดราชการประจำรัฐ และในปัจจุบันนี้ วันจูนทีนธ์ยังถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการในแทบทุกรัฐในอเมริกา ด้วยเหตุนี้เอง ในเดือนมิถุนายนของปี 2021 รัฐสภาสหรัฐฯ จึงได้ลงมติเห็นชอบให้เพิ่มวันจูนทีนธ์เข้าเป็นหนึ่งในวันหยุดแห่งชาติ

ผู้คนต่างพากันโห่ร้องให้กับ Antwon Rose ที่ขบวนพาเหรดจูนทีนธ์ปี 2018 ในพิตต์สเบิร์ก หลังจากเด็กอายุ 17 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงเสียชีวิต ภาพโดย Andrew Russell, PITTSBURGH TRIBUNE-REVIEW/AP

งานเฉลิมฉลองอิสรภาพอื่น ๆ

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันกระแสความนิยมของวันจูนทีนธ์จะเริ่มฟื้นคืนมาแล้ว แต่วันสำคัญนี้ยังถือว่าเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนยังสับสนระหว่างวันจูนทีนธ์กับวันปลดปล่อยทาสซึ่งมีการเฉลิมฉลองในวันที่ 16 เมษายนของทุกปี

วันปลดปล่อยทาสเองก็ถูกกำหนดให้เป็นวันสำคัญเช่นเดียวกับวันจูนทีนธ์ที่มีจุดประสงค์เพื่อเฉลิมฉลองอิสรภาพของทาสในเท็กซัส กล่าวคือ วันปลดปล่อยทาสเป็นวันที่ประธานาธิบดีลินคอล์นคืนอิสรภาพให้แก่ทาสกว่า 3,000 ชีวิต ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนการประกาศเลิกทาสถึงแปดเดือนเต็ม และเกิดขึ้นก่อนการประกาศอิสรภาพในเท็กซัสร่วมสามปี

เรื่อง ซิดนีย์ โคมส์

แปลโดย พรรณทิพา พรหมเกตุ

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม คริสต์มาส กับวิวัฒนาการเทศกาลข้ามศตวรรษ 

เรื่องแนะนำ

กีฬาน่าสนใจในเอเชียนเกมส์ 2018

ปันจักสีลัต, แซมโบ หรือคูราช เหล่านี้คือชื่อของกีฬาที่คุณอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน ทั้งหมดนี้เพิ่งจะถูกบรรจุลงการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2018 ที่อินโดนีเซีย มีกีฬาอะไรบ้างที่น่าสนใจไปชมกัน

ทำไมชอบดูนก

ทำไมชอบดูนก “ดูนก ไปทำไม” โดยทั่วไปเมื่อถามคำถามนี้กับบรรดานักดูนก  เรามักได้เหตุผลเบื้องต้นประมาณว่า  เพราะนกน่ารัก… เพราะอยากเป็นนก…  เพราะได้ไปอยู่ในป่า…  ดูนกแล้วมีสมาธิ… ชอบอิริยาบถของนก… เพราะได้ตื่นเช้า… ได้หัดสังเกต… รู้จักเฝ้ารอ… ไม่เอาแต่ใจ… ไม่เร่งรีบ… ดูแล้วมีความสุข… รู้สึกสบายใจ เรื่อยไปจนถึงคำตอบห้วนๆว่า ไม่มีเหตุผลอะไร แค่ชอบ แต่ทำไมคนเหล่านั้นถึงยอมตื่นแต่เช้ามืดไปเดินท่อมๆ เงียบๆ ทนทาก/ยุง/เห็บกัด หรือไม่ก็นั่งรอในบังไพรนานเป็นชั่วโมงๆ เพื่อให้ได้เห็นนกสักตัว  คนดูนกมักตอบคนไม่ดูอย่างกำปั้นทุบดินว่า  ต้องลองไปดูนกเอง นกเป็นสิ่งมีชีวิตล้ำเลิศที่มนุษย์เฝ้ามองมาทุกสมัย  วิวัฒนาการสองขาหน้าของนกได้ชื่อว่าเป็นวิวัฒนาการที่สร้างสรรค์ที่สุด  คนทุกยุคฝันอยากมีปีกบินได้เหมือนนก แต่บรรพบุรุษของนกกลับเป็นสัตว์เลื้อยคลานอย่างไดโนเสาร์  มีทั้งขนาดใหญ่ยักษ์วิ่งได้แต่บินไม่ได้ และขนาดเล็กจิ๋วเท่าแมลงภู่  มีทั้งสีสันฉูดฉาด  แพรวพราว ขาวปลอดและดำปลอด อายุวัต เจียรวัฒนกนก นักวาดภาพธรรมชาติอายุ 27 ปี บอกว่า  ที่ยังชอบดูนกมาถึงทุกวันนี้  เพราะยังมีสิ่งให้ค้นหาอยู่ไม่รู้จบ  “ยิ่งดู ยิ่งรู้สึกอยากเจอตัวนั้น อยากเจอตัวนี้  นกทั่วโลกมีหมื่นกว่าชนิด ในเมืองไทยพันกว่า  พอเราไปดูนก เราก็ไปอยู่ในธรรมชาติ  ช่วงที่ไม่มีนก เราก็ได้ดูอย่างอื่นด้วย ทำให้เราสังเกตต้นไม้ใบหญ้า สัตว์ประเภทอื่นๆ […]

วิวาทะว่าด้วยกำแพงแบ่งพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก

คนอเมริกันคิดว่ากำแพงจะสามารถแก้ปัญหาได้ ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่ ชมผลงานชุดภาพถ่ายของ ริชาร์ด มิสรัก ที่สะท้อนถึงแนวคิดชาตินิยมผ่านพรมแดน