ปกป้องประวัติศาสตร์ เยเมน ให้พ้นภัยสงคราม - National Geographic Thailand

ปกปักประวัติศาสตร์ เยเมน ให้พ้นจากภัยสงคราม

ขณะสงครามคุกคามชาว เยเมน นับล้าน นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดี กำลังดิ้นรนเพื่อรักษาสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมโบราณที่เคยรุ่งโรจน์

ขณะยืนอยู่ที่ก้นธารวาดี [wadi – ธารน้ำในทะเลทราย] อันแห้งผาก ฉันแหงหน้าขึ้นไปซึมซับโครงสร้างใหญ่ยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องบนนั่นคือหินที่ตัดอย่างแม่นยำแถวแล้วแถวเล่า ก่อเรียงซ้อนกันอย่างไร้รอยตะเข็บโดยไม่มีปูนเชื่อมผสานเมื่อราว 2,500 ปีก่อน ทะยานสูงขึ้นไป 15 เมตรสู่ท้องฟ้าที่กำลังโรยแสงเหนือทะเลทราย

การเรียกสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมยุคโบราณนี้ว่าเป็นแค่เขื่อนให้ความรู้สึกเหมือนดูแคลน ตอนที่มหาเขื่อนแห่งมะริบ (Great Dam of Marib) สร้างขึ้นในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศ เยเมน กำแพงเขื่อนที่ก่อด้วยดินและหินแผ่กว้างกินพื้นที่เกือบสองเท่าของเขื่อนฮูเวอร์ โครงสร้างประตูระบายน้ำขนาดมหึมาที่ยังเหลืออยู่เป็นส่วนหนึ่งของระบบอันซับซ้อนที่ควบคุมการไหลของน้ำฝนตามฤดูกาลจากแถบภูเขาสูงของ เยเมน ไปยังทะเลทรายแห้งผากทางตะวันออก หล่อเลี้ยงโอเอซิสทางการเกษตรบนพื้นที่รกร้างว่างเปล่า 60,000 ไร่ และใจกลางของทั้งหมดคือมะริบ ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอันรุ่งเรือง เมืองหลวงของอาณาจักรซาบาในคาบสมุทรอาหรับ ซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดเพราะเกี่ยวข้องกับผู้นำในตำนานนามว่า บิลควิส ที่ถูกจารึกให้เป็นอมตะในพระคริสตธรรมคัมภีร์และคัมภีร์อัลกุรอานในนาม ราชินีแห่งชีบา

เยเมน
ชายคนหนึ่งเดินลัดเลาะผ่านตรอกแคบๆ ของย่านเมืองเก่าในนครหลวงซานา ลักษณะทางสถาปัตยกรรมโดดเด่นของ ย่านนี้ซึ่งประกอบด้วยตึกรามก่อด้วยอิฐสูงหลายชั้น และตกแต่งด้วยลวดลายเรขาคณิตแพรวพราว ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกเมื่อปี 1986

ในยุครุ่งเรืองสูงสุดของมะริบ ซึ่งเริ่มจากศตวรรษที่แปดก่อนคริสตกาล เขื่อนนี้เป็นที่มาแห่งความมั่งคั่งสำหรับนครหลวงของซาบา และเป็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังสถานะจุดแวะพักอันอุดมสมบูรณ์ ทั้งเป็นแหล่งผลิตอาหาร หลากล้นด้วยน้ำสำหรับเหล่าอูฐที่กระหายน้ำและบรรดาพ่อค้าวาณิชผู้หิวโหย

อาณาจักรซาบาเจริญเฟื่องฟูอยู่ทางใต้ของคาบสมุทรอาหรับ ที่ซึ่งยางสนหอม ยางมดยอบ และยางไม้หอมล้ำค่าอื่นๆ ถูกซื้อขายกันที่ศูนย์กลางอันมั่งคั่งของเส้นทางกำยาน ที่ทอดยาวจากอินเดียไปจดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้ ซาบายังเป็นจุดสำคัญของเศรษฐกิจคาราวาน ซึ่งสินค้าล้ำค่าอย่างงาช้าง ไข่มุก ผ้าไหม และไม้เลอค่า ถูกเก็บภาษีระหว่างเคลื่อนย้ายจากโลกตะวันออกสู่โลกตะวันตก

พายุทะเลทราย, เยเมน
พายุทรายปกคลุมเสาของวิหารบะรันในมะริบที่ซึ่งนักบวชและนักพรตหญิงเคยจุดกำยานควันอบอวล การค้าไม้ล้ำค่าและยางไม้กลิ่นหอมหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจยุคโบราณที่สร้างอนุสรณ์สถานเหล่านี้ นักโบราณคดีกล่าวว่าทรายที่กลืนกินมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้อย่างช้าๆ จะช่วยปกป้องศิลปวัตถุจากโจรทั้งหลาย

ตัดเวลามาถึงศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ความมั่งคั่งของมะริบตอนนี้มาจากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใต้ผืนทราย ปัจจัยนี้ทำให้มะริบเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในสงครามระหว่างกลุ่มกบฏเผ่าฮูษีของเยเมนกับกลุ่มพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งสนับสนุนกองกำลังท้องถิ่นที่ต่อต้านการขยายอำนาจของกลุ่มฮูษี เป็นสงครามที่ทำลายล้างเยเมนมาแปดปีแล้ว  นับจากปี 2020 เมืองหลวงโบราณแห่งนี้กลายเป็นแนวหน้าหลัก และหนึ่งในเมืองที่มั่นแห่งท้ายๆ ของรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

ในแสงโรยรา ฉันเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวกำแพงที่หลงเหลืออยู่ของเครือข่ายพนังกั้นน้ำของเขื่อนมะริบ รู้สึกทึ่งกับการก่อสร้างกำแพงดินมหึมา และอัศจรรย์ใจกับระบบโลจิสติกส์อันซับซ้อนที่จำเป็นต้องใช้เพื่อค้ำจุนเมืองที่กำลังรุ่งเรืองทางใต้ของคาบสมุทรอาหรับแห่งนี้เมื่อหลายพันปีก่อน แล้วเสียงระเบิดอันคุ้นเคยจากภูเขาใกล้เคียงก็ก้องสะท้อน ทั่ววาดีแห่งนี้

ชาวเยเมน, เยเมน
มาลิก อาลี นาจิบ ช่างก่อสร้างชั้นครูรุ่นที่สาม ผู้ชำนาญการสร้างบ้านเยเมนโบราณ ตรวจสอบงานปฏิสังขรณ์ในย่านเมืองเก่าของกรุงซานา เมืองหลวงยุคใหม่แห่งนี้ยังคงเป็นรางวัลทางการเมืองที่ถูกยึดครองอยู่ และเป็นเป้าการโจมตีทางอากาศ อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลาสองเดือนที่เริ่มต้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้รับการต่อเวลาเพิ่มอีกสองเดือนในเดือนมิถุนายน พร้อมความหวังที่ว่าการเจรจาทางการเมืองอาจนำไปสู่การยุติสงครามได้

“ได้ยินไหมครับ” อัมมาร์ เดอร์วิช ผู้ช่วยและล่ามชาวเยเมนของฉัน กระซิบถามในแสงใกล้มืด เสียงระเบิด ครั้งต่อมาดังกว่าเดิมเล็กน้อย แล้วเขาก็ได้คำตอบก่อนจะเอ่ยถามซ้ำ

“ค่ะ ได้ยินค่ะ”

สงครามในเยเมนขณะนี้ดำเนินคู่ขนานไปกับเรื่องราวและในบางพื้นที่ก็อยู่เหนือทรัพย์สมบัติในอดีตของชาติ บรรดาอาณาจักรโบราณของเยเมน ทั้งซาบา กอตอบัน มะอิน ฮัดเราะเมาต์  ฮิมยาร์ และอาวซัน คือแหล่งกำเนิดอารยธรรมในคาบสมุทรอาหรับ จากความสำเร็จทางวิศวกรรมชลศาสตร์จนถึงจารึกอันละเอียดพิสดาร ประวัติศาสตร์นี้บอกเล่าถึงชนชาติวาณิช และอารยธรรมที่หยั่งรากมั่นคงและซับซ้อน

มะจาฮิด อะดีบ ซึ่งยูเนสโกว่าจ้างให้ทำงานปรับปรุงอาคารในเมืองชีบัม ในเขตผู้ว่าราชการฮัดเราะเมาต์ทางตะวันออกของประเทศ กอบวัตถุดิบขึ้นมาเต็มกำมือ ซึ่งก็คือโคลน แหล่งมรดกโลกแห่งนี้มีของดีเป็นหมู่อาคารดินสูงตระหง่าน จนได้ชื่อเล่นว่า “แมนแฮตตันแห่งทะเลทราย”

สงครามเปิดฉากขึ้นในปี 2014  เมื่อกลุ่มกบฏฮูษีจากทางเหนือบุกยึดกรุงซานา เมืองหลวงของประเทศ ด้วยความช่วยเหลือจากกลุ่มภักดีต่อประธานาธิบดีอะลี อับดุลลอฮ์ ศอลิห์ ที่ถูกโค่นล้มไป ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขาอับดุรร็อบบุห์ มันศูร ฮาดี ถูกควบคุมตัวไว้ที่บ้าน จากนั้น เมื่อฮาดีหนีไปลี้ภัยในซาอุดีอาระเบีย ฝ่ายหลังก็เปิดฉากยุทธการทิ้งระเบิดทางอากาศ  โดยการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาคที่หนุนหลังโดยสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกอื่นๆ  ทุกฝ่ายใส่ใจน้อยมากต่อชีวิตพลเรือน 30 ล้านคนที่อยู่ในกำมือพวกเขา ชาวเยเมนเผชิญภัยคุกคามใหญ่หลวง เช่นเดียวกับมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของพวกเขาที่ตกอยู่ในอันตราย

เยเมน
เขื่อนใหญ่แห่งมะริบที่ทอดยาวกว่าเขื่อนฮูเวอร์กเกือบสองเท่า สร้างขึ้นในสหัสวรรษแรกก่อนคริสตกาล และค้ำจุนชีวิตในทะเลทรายทางตะวันออกของเยเมนอยู่นานกว่าหนึ่งพันปี ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักของหอและประตูระบายน้ำหินปูนสูงตระหง่าน

บรรดาพิพิธภัณฑ์ถูกถล่มราบเป็นหน้ากลองจากการโจมตีทางอากาศ บ้านเรือนประจำตระกูลอายุเก่าแก่หลายศตวรรษที่ตกทอดมาหลายชั่วรุ่นนับร้อยแห่งพังพินาศ วิหารอารามยุคก่อนอิสลามถูกระเบิดเสียหาย อารามประกอบกิจทางศาสนาของลัทธิซูฟีถูกบุกทำลายโดยกองกำลังติดอาวุธ

แม้ยามเผชิญกับหายนะ เครือข่ายเล็กๆ ของนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี และชาวเยเมนอื่นๆ ที่รักและหวงแหนอดีตของประเทศ กำลังมุ่งมั่นทำภารกิจของตนเองอย่างเงียบๆ เพื่อรักษามรดกเก่าแก่ของเยเมน ซึ่งได้แก่ ศิลปวัตถุตกทอดจากบรรพบุรุษที่ถูกล็อกเก็บอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในประเทศ ซุกซ่อนอยู่ตามโกดัง และที่ยังฝังอยู่อย่างปลอดภัยใต้ผืนทราย ด้วยตระหนักถึงลำดับความสำคัญของพลเมืองร่วมชาติ รวมทั้งผู้คนนับล้านที่ต้องพลัดถิ่นจากความขัดแย้ง พวกเขาพุ่งเป้าความพยายามไปที่การสงวนรักษาเพื่ออนาคตให้กับชาวเยเมนในปัจจุบันที่มีความกังวลเร่งด่วนกว่าคือ การประคองชีวิตให้รอดท่ามกลางไฟสงคราม

เยเมน
คนงานในนครหลวงซานา ของเยเมนซ่อมแซมบ้านพัก อาศัยก่อด้วยอิฐอายุ350 ปี ซึ่งอยู่ในการครอบครอง ของตระกูลอัล จาราฟี เมืองนี้อยู่ในการควบคุม ของกลุ่มกบฏฮูษีมาตั้งแต่ ปี2014 จึงตกเป็นเป้า การโจมตีทางอากาศ ของกองกำ ลังพันธมิตร นำ โดยซาอุดีอาระเบียและ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เรื่อง   ไอโอนา เครก

ภาพถ่าย   มัวเซส ซามาน

ติดตามสารคดี ปกปักประวัติศาสตร์เยเมน ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกันยายน 2565

สั่งซื้อนิตยสารได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/557158


อ่านเพิ่มเติม ป่วย ขัดสน ยากจน ขาดอาหาร วิกฤตชีวิตอัฟกานิสถานยุคตาลีบัน

เรื่องแนะนำ

สถิติคลื่นการอพยพย้ายถิ่นของชาวโลก

คาราวาน ผู้อพยพ ชาวเอลซัลวาดอร์ข้ามแม่น้ำซูเชียเต (Suchiate River) ที่แบ่งพรหมแดนของประเทศกัวเตมาลาและเม็กซิโก เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของเม็กซิโกปฏิเสธคำขอร้องเข้าประเทศเป็นหมู่คณะ เนื่องจากพวกเขาจะมุ่งหน้าที่ชายแดนทางตอนเหนือที่ติดกับสหรัฐอเมริกา ภาพถ่ายโดย MOISES SAMAN, MAGNUM PHOTOS/NATIONAL GEOGRAPHIC นี่คือสถิติของ ผู้อพยพ ย้ายถิ่นฐานของผู้คนบนโลกปัจจุบัน ทั้งประเทศที่มีประชากรอพยพไปนอกประเทศมากที่สุด และประเทศที่เปิดรับผู้อพยพมากที่สุด กระแสเข้าออกของผู้คนข้ามแนวพรมแดนกำหนดประวัติศาสตร์โลกมาช้านาน ข้อมูลการอพยพย้ายถิ่นระหว่างประเทศในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ช่วยให้เราเข้าใจว่า เพราะเหตุใดผู้คนจึงเลือกที่จะทิ้งบ้านเมืองของตน และพวกเขามุ่งหน้าไปไหน ผู้อพยพเหล่านี้ไม่ถึงร้อยละสิบถูกบีบให้ต้องหนีจากภัยร้าย ส่วนใหญ่ต้องการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า และจะโยกย้ายถิ่นฐานเมื่อมีเงินมากพอ การอพยพย้ายถิ่นทั้งโลกมีจำนวนไม่ถึง 100 ล้านคนในทศวรรษ 1960 และแม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนแต่นั้นมา ผู้อพยพย้ายถิ่นยังคงมีจำนวนเพียงเสี้ยวเดียวของประชากร 7,600 ล้านคนของโลกในปัจจุบัน 258 ล้านคือจำนวนผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศบ้านเกิดของตนในปี 2017 ร้อยละ 3 ของผู้คนทั่วโลกเป็นผู้อพยพย้ายถิ่น ตัวเลขนี้คงที่อยู่เป็นเวลา 50 ปี ความยากจนรั้งให้อยู่กับที่ เงินตราช่วยให้การโยกย้ายเกิดขึ้นได้ บังกลาเทศ ผู้คนนับล้านหนีตาย จากความขัดแย้งในทศวรรษ 1970 และในทศวรรษ 1980 อีกนับล้านเริ่มออกไปทำงานในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย […]

พาทัวร์ตลาดสินค้าในจีนที่ใหญ่ที่สุด

พาทัวร์ตลาดสินค้าในจีนที่ใหญ่ที่สุด “ผลิตในจีน” คำสามคำที่พบได้ทั่วไปบนสินค้าราคาถูกทั่วโลก ทั้งไม้จิ้มฟัน ไม้เทนนิส เทียนวันเกิด และน้ำหอมปรับอากาศ ทั้งหมดนี้มาจากจีน แต่ส่วนใหญ่หรือราวร้อยละ 60 ของสินค้าราคาถูกทั่วโลก มาจากเมืองเพียงแห่งเดียว นั่นคืออี้อู อี้อูเป็นเมืองเล็กๆ ตามมาตรฐานของจีน (มีประชากรราว 1,200,000 คน) แต่มีความสำคัญในระดับโลกสำหรับใครก็ตามที่เคยซื้อถุงเท้า ซิป หรือชุดฮัลโลวีนราคาถูกในนาทีสุดท้าย ข้าวของเหล่านั้นเป็นไปได้มากที่จะมาจากที่นี่ เมืองนี้ดึงดูดนักธุรกิจจากทั่วโลก ผู้ซื้อมาสำรวจและสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากตลอดทั้งปี ซึ่งสินค้าเหล่านี้จะไปลงเอยในร้านขายวัสดุภัณฑ์ ร้านขายของที่ระลึก และร้านขายปลีกในทุกทวีป ขอชวนคุณผู้อ่านร่วมเดินทางไปสำรวจบรรดาร้านค้า และชีวิตประจำวันของพร่อค้าแม่ค้าในเมืองอี้อู ผ่านภาพยนตร์สั้นของ Jessica Kingdon กัน   อ่านเพิ่มเติม นี่คือร้านอาหารที่ดีที่สุดของเปอร์โตริโก เชฟโฮเซ อันเดรสการันตี

ภิกษุณี : หนึ่งในสี่พุทธบริษัทที่ขาดหาย

แม้สามเณรีและภิกษุณียังไม่ได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์ไทยอย่างเป็นทางการ อีกทั้งไม่มีสถานะนักบวชตามกฎหมายไทย แต่นั่นหาได้เป็นอุปสรรคต่อความพยายามฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ขึ้นในประเทศไทยอีกครั้งของภิกษุณีธัมมนันทา หรืออดีต รศ.ดร. ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ผู้เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า "เราไม่ได้บวชผู้หญิงเพื่อผู้หญิง แต่เป็นการบวชผู้หญิงเพื่อพัฒนาสังคม เพื่อรักษาและสืบสานพระศาสนา"

ชมนวัตกรรมอุโมงค์ส่งน้ำโบราณในอิหร่าน ที่ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน

เรื่อง เรเชล บราวน์ มองจากด้านบนพื้นผิวทะเลทรายอันแห้งแล้งล้วนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่หารู้ไม่ว่าลึกลงไปใต้ผืนดินอีก 100 ฟุต มี อุโมงค์ส่งน้ำโบราณ ที่นำพาความชุ่มชื้น และหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในอิหร่านไว้ ระบบชลประทานใต้ดินนี้มีชื่อเรียกว่า “คานัต” (Qanats) นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าอัศจรรย์ในยุคโบราณ ซึ่งถึงจะมีอายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี แต่คานัตยังคงถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน อุโมงค์น้ำเหล่านี้จะทอดยาวจากแหล่งต้นน้ำในหุบเขา หรือแม้แต่ทะเลสาบในถ้ำลึก ด้วยพื้นผิวที่ลาดเอียงในองศาที่พอเหมาะ เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงไปยังสถานที่ที่ต้องการในปลายอุโมงค์ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้องศาของความลาดเอียงนั้นมากเกินไป มิฉะนั้นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงอาจไหลบ่าแรงเกินไปจนทำลายอุโมงค์ได้ ตลอดเส้นทางของอุโมงค์ บนพื้นดินจะมีหลุมตั้งอยู่เป็นระยะๆ หลุมเหล่านี้ช่วยให้อากาศภายในถ่ายเทแก่บรรดาคนงานที่ทำหน้าที่ขุดอุโมงค์ด้วยมือในอดีต นอกจากนั้นในตอนที่อุโมงค์ถูกขุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลุมเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย กระบวนการสร้างอุโมงค์คานัตนี้เป็นงานที่หนักหนาเอาการ อย่างไรก็ตามผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่า เทคโนโลยีโบราณนี้ช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ในทะเลทรายที่แห้งผากให้เบ่งบานมาแล้ว รวมทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคตั้งแต่เส้นทางสายไหม ยาวไปจนถึงหลายประเทศในตะวันออกกลาง หรือแม้กระทั่งในสเปน และโมร็อกโกก็มีการค้นพบคานัตเช่นเดียวกัน Gholamreza Nabipour ชายชาวอิหร่านวัย 102 ปี เป็นหนึ่งในคนขุดอุโมงค์ไม่กี่คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ หรือที่เรียกกันว่า “มิรับ” (Mirab) ตัวเขาพยายามถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ไปยังชาวอิหร่านรุ่นใหม่ ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงลูกชายของเขาเองด้วย ผู้ใช้คานัตในการลำเลียงน้ำมายังฟาร์มถั่วพิสตาชิโอของเขา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกสมัยใหม่ ในช่วงค.ศ. 1960 – 1970 การจัดสรรปันส่วนที่ดินส่งผลให้คานัตหลายแห่งถูกทิ้งร้าง […]