บันทึกภาษาให้ทันก่อนสิ้นสูญ - Page 2 of 2 - National Geographic Thailand

บันทึกภาษาให้ทันก่อนสิ้นสูญ

ชาวไอนุนั่งเรียงรายให้ถ่ายภาพในทศวรรษ 1880 นักภาษาศาสตร์ระบุว่าพวกเขาไม่พบภาษาใดในโลกที่คล้ายคลึงกับภาษาของชาวไอนุ
ภาพถ่ายโดย Pump Park Vintage Photography/Alamy

คำที่หายไป

เมื่อไม่นานมานี้ หนึ่งในสองคนสุดท้ายที่พูดภาษา Saami ซึ่งเป็นภาษาถิ่นของทุ่งหญ้าสเต็ปในรัสเซียเพิ่งจะเสียชีวิตไปก่อนที่จะได้บันทึกวิดีโอกับ Wikitongue และพวกเขาประมาณกันว่าในอีก 5 ปีข้างหน้านี้จะมีอีกราว 500 ภาษาที่หายไปจากโลก

การประหัตประหารทางการเมือง, การขาดการอนุรักษ์ไปจนถึงโลกาภิวัฒน์ เหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้ความหลากหลายของภาษากำลังน้อยลงเรื่อยๆ ในช่วงศตวรรษที่ 20 รัฐบาลในหลายประเทศบังคับใช้ภาษาแก่ชนพื้นเมือง รู้หรือไม่ว่าตั้งแต่ยุโรปเข้ามาตั้งรกรากในออสเตรเลีย มีภาษาของชาวอะบอริจินสูญหายไปแล้วถึง 100 ภาษา และตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เมื่อจีนผนวกทิเบตเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนหลายสิบสำเนียงภาษาต้องล้มหายไป ซึ่งจากผลการศึกษาใหม่เผยให้เห็นว่าการบีบบังคับใช้ภาษาส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ตั้งแต่สุขภาพไปจนถึงการเข้าสังคม เช่น ในโรงเรียน

แต่การปราบปรามภาษาชนพื้นเมือง หาใช่ภัยคุกคามที่รุนแรงที่สุด “ภาษาส่วนใหญ่ทุกวันนี้ที่สูญหายไปไม่ใช่เพราะการประหัตประหาร แน่นอนว่าอาจเกิดในบางพื้นที่ แต่สาเหตุจริงๆ มาจากการที่ภาษานั้นๆ ไม่สามารถใช้อะไรได้ในชีวิตประจำวัน” Andrade กล่าว สิ่งนี้เกิดจากปัจจัยอื่นๆ เช่นการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ หรือการพัฒนาของเมืองที่กลืนกินชนบท ส่งผลให้ชาวบ้านต้องเรียนรู้ภาษาใหม่ในการติดต่อสื่อสารกับคนกลุ่มใหม่ เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

“การสูญสิ้นของภาษามันค่อยๆ ลุกลามเหมือนมะเร็งครับ ไม่ได้ล้มหายในพริบตาเหมือนยิงปืน”

ชาวเยอรมันในภูมิภาค Gottschee โพสต์ท่าถ่ายภาพในปี 1936 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้อยู่อาศัยหลายพันคนที่พูดภาษา Gottscheerisch ย้ายไปยังอเมริกา ทุกวันนี้เหลือผู้พูดภาษานี้ได้เพียงน้อยนิด
ภาพถ่ายโดย Sueddeutsche Zeitung Photo/Alamy

 

แด่คนรุ่นใหม่ในอนาคต

ใน Gottscheer Hall ทั้ง Belay และ Hutter ดูบุคลิกเปลี่ยนไปเมื่อได้พูดภาษาบ้านเกิด พวกเขายังร้องเพลงในภาษา Gottscheerisch ซึ่งเป็นเพลงกล่อมเด็กที่พวกเขายังคงจดจำได้ และทุกวันนี้เยอรมันเองยังคงสอนเพลงนี้ในห้องเรียนและในโบสถ์

ปี 1941 ภูมิภาค Gottschee ถูกยึดโดยอิตาลี ประชาชนถูกย้ายไปอาศัยยังค่ายพัก และในอีกสี่ปีต่อมา Gottscheer Relief Association ก็เปิดประตูต้อนรับผู้อพยพจาก Gottschee ที่เดินทางมาแสวงหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่าในนิวยอร์ก ซึ่ง Hunter ยังจำได้ว่าในช่วงทศวรรษ 1950 ในละแวกที่เขาอยู่มีสมาชิกจากบ้านเกิดมากเสียจนเขาแทบไม่ได้ฝึกภาษาอังกฤษ

บรรดาผู้อพยพเหล่านี้สื่อสารกันด้วยภาษาบ้านเกิดก็จริง แต่พวกเขาเลี้ยงลูกหลานให้โตมากับภาษาอังกฤษ และเมื่อเวลาผ่านไป 60 ปี นี่เป็นครั้งแรกที่ Belay เริ่มต้นคุยกับหลานๆ ด้วยภาษา Gottscheerisch อย่างไรก็ตามสถานะของมันยังคงจัดอยู่ในภาษาที่ใกล้จะสาบสูญ

บนเส้นทางของภาษานี้ Gottscheerisch เป็นภาษาที่ไม่ค่อยมีรูปแบบการเขียน กระบวนการเรียนรู้ด้วยการฟังและจำยังคงมีมาจนถึงปี 1994 จนกระทั่งเมื่อ Hunter ตีพิมพ์พจนานุกรมคำศัพท์ 1,400 ซึ่งใช้เวลารวบรวมกว่า 5 ปีออกมา และเรียกได้ว่าเป็นพจนานุกรมอังกฤษ – Gottscheerisch เล่มแรก

“แต่เดิม Gottscheerisch ถูกเชื่อกันว่าไม่ใช่ใครก็จะเรียนได้ จึงไม่มีใครสนใจอยากเรียน” Hunter กล่าว “แต่ทุกภาษาสามารถเรียนรู้ได้ ฉันจึงคิดว่าหากภาษาเก่านี้ต้องตายลง จะไม่มีใครได้รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย”

“วิธีนี้เด็กๆ จะได้เรียนรู้มัน” Belay กล่าวเสริม

“ไม่เช่นนั้น เมื่อถึงวันข้างหน้าที่พวกเขาไม่พูดภาษานี้กันแล้ว” Hunter กล่าว “หากใครคนใดคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่าบรรพบุรุษของพวกเราเคยพูดภาษานี้ เด็กๆ คงไม่เข้าใจว่ามันคือภาษาอะไรเป็นแน่”

เรื่อง Nina Strochlic

 

อ่านเพิ่มเติม

หากออเจ้าย้อนเวลาได้จริงจะคุยกับคุณพี่รู้เรื่องไหม?

เรื่องแนะนำ

ชมนวัตกรรมอุโมงค์ส่งน้ำโบราณในอิหร่าน ที่ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน

เรื่อง เรเชล บราวน์ มองจากด้านบนพื้นผิวทะเลทรายอันแห้งแล้งล้วนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่หารู้ไม่ว่าลึกลงไปใต้ผืนดินอีก 100 ฟุต มี อุโมงค์ส่งน้ำโบราณ ที่นำพาความชุ่มชื้น และหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในอิหร่านไว้ ระบบชลประทานใต้ดินนี้มีชื่อเรียกว่า “คานัต” (Qanats) นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าอัศจรรย์ในยุคโบราณ ซึ่งถึงจะมีอายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี แต่คานัตยังคงถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน อุโมงค์น้ำเหล่านี้จะทอดยาวจากแหล่งต้นน้ำในหุบเขา หรือแม้แต่ทะเลสาบในถ้ำลึก ด้วยพื้นผิวที่ลาดเอียงในองศาที่พอเหมาะ เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงไปยังสถานที่ที่ต้องการในปลายอุโมงค์ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้องศาของความลาดเอียงนั้นมากเกินไป มิฉะนั้นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงอาจไหลบ่าแรงเกินไปจนทำลายอุโมงค์ได้ ตลอดเส้นทางของอุโมงค์ บนพื้นดินจะมีหลุมตั้งอยู่เป็นระยะๆ หลุมเหล่านี้ช่วยให้อากาศภายในถ่ายเทแก่บรรดาคนงานที่ทำหน้าที่ขุดอุโมงค์ด้วยมือในอดีต นอกจากนั้นในตอนที่อุโมงค์ถูกขุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลุมเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย กระบวนการสร้างอุโมงค์คานัตนี้เป็นงานที่หนักหนาเอาการ อย่างไรก็ตามผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่า เทคโนโลยีโบราณนี้ช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ในทะเลทรายที่แห้งผากให้เบ่งบานมาแล้ว รวมทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคตั้งแต่เส้นทางสายไหม ยาวไปจนถึงหลายประเทศในตะวันออกกลาง หรือแม้กระทั่งในสเปน และโมร็อกโกก็มีการค้นพบคานัตเช่นเดียวกัน Gholamreza Nabipour ชายชาวอิหร่านวัย 102 ปี เป็นหนึ่งในคนขุดอุโมงค์ไม่กี่คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ หรือที่เรียกกันว่า “มิรับ” (Mirab) ตัวเขาพยายามถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ไปยังชาวอิหร่านรุ่นใหม่ ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงลูกชายของเขาเองด้วย ผู้ใช้คานัตในการลำเลียงน้ำมายังฟาร์มถั่วพิสตาชิโอของเขา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกสมัยใหม่ ในช่วงค.ศ. 1960 – 1970 การจัดสรรปันส่วนที่ดินส่งผลให้คานัตหลายแห่งถูกทิ้งร้าง […]

ดาวินชี : 500 ปี มรณกาลอัจฉริยะก้องโลก

แม้จะอำลาโลกนี้ไปแล้วถึง 500 ปี แต่ความคิดสร้างสรรค์อันบรรเจิดกับวิสัยทัศน์ล้ำยุคทางวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และวิศวกรรมศาสตร์ ของเลโอนาร์โด ดาวินชี ยังทำให้โลกตื่นตะลึงได้เสมอ

วาดมังกรด้วยการลงแปรงเพียงครั้งเดียว

วาดมังกรด้วยการลงแปรงเพียงครั้งเดียว ศิลปะอันงดงามน่าทึ่งที่ต้องอาศัยความฝึกฝนจนชำนาญนี้มีชื่อเรียกว่า “Hitofude-ryu” เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยเอโดะ (ปีคริสต์ศักราช 1603 – 1867) โดยชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อกันว่าการสร้างงานศิลปะลักษณะนี้จะช่วยบันดาลโชคด้านทรัพย์สินเงินทองและความรักให้แก่ตัวศิลปิน ความโดดเด่นของงานศิลปะแขนงนี้ก็คือ การวาดภาพของลำตัวมังกรด้วยการลงพู่กันหรือแปรงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ลวดลายและเกล็ดอันละเอียดอ่อของมังกรที่เกิดขึ้นบนภาพนั้นต้องอาศัยประสบการณ์สั่งสมนานนับปี จากนั้นศิลปินจะเพิ่มรายละเอียดอื่นๆ ตลอดจนถ้อยคำอวยพรลงไปในชิ้นงาน ซึ่งขึ้นอยู่กับลูกค้ากำหนด มาชมฝีมือของศิลปินด้าน Hitofude-ryu กันว่าจะงดงามเพียงใด ทั้งนี้การสร้างชิ้นงานต้องใช้สมาธิ และความตั้งใจอย่างมาก นั่นทำให้ปกติแล้วศิลปินจะผลิตผลงานได้เพียง 3 – 5 ภาพต่อวันเท่านั้น   อ่านเพิ่มเติม ภาพวาดอันน่าทึ่งจากศิลปินออทิสติก

ชีวิตเริ่มต้นที่วัย 9 ขวบ

โตขึ้นอยากเป็นอะไร โลกามู โลปุลโมเอ เด็กหญิงชาวเทอร์แคนาที่อาศัยอยู่ในชนบทของเคนยา บอกว่า เมื่อโตขึ้น พ่อแม่จะ “ได้รับค่าสินสอดของหนู และแม้ว่าสุดท้ายแล้วผู้ชายจะทุบตีหนู พ่อแม่หนูก็จะมีสินสอดเป็นค่าทำขวัญ” ในกรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา วิลเลียม เคย์ วางแผนอนาคตอย่างมั่นใจว่าจะเป็น “นายธนาคารหรืออัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์” ซางหยุนชูจากกรุงปักกิ่งอยากเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ “แต่ตำรวจส่วนใหญ่เป็นผู้ชายค่ะ” เธอบอก “ดังนั้นหนูคงเป็นไม่ได้” อะไรคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกเศร้าใจ สำหรับโทมี วอร์ บอนเนต ชนเผ่าโอกลาลาลาโกตา สิ่งนั้นคือ “การเห็นผู้คนปลิดชีวิตตนเอง” อะไรปลูกฝังความคิดเช่นนี้ในหัวของเด็กเก้าขวบน่ะหรือ เขตสงวนของเธอมีประวัติว่า เด็กอายุแค่ 12 ปีฆ่าตัวตาย ราเนีย สิงคลา จากมุมไบ รู้สึกเศร้าเมื่อน้องชายทุบตีเธอ ลาเมีย อัล นัจจาร์ ซึ่งอาศัยอยู่ในฉนวนกาซา บอกว่า “หนูรู้สึกเศร้าเมื่อเห็นบ้านของเราถูกทำลาย” อะไรคือสิ่งที่ทำให้มีความสุขที่สุด คำตอบอันดับต้นๆ ได้แก่ ครอบครัว พระเจ้า อาหาร ฟุตบอล และเพื่อนๆ ขณะที่คำตอบอื่นๆแสดงถึงความแตกต่างเชิงภูมิศาสตร์ในชีวิตของเด็กแต่ละคน เด็กคนหนึ่งรักการชุมนุมของชาวอเมริกันพื้นเมือง  อีกคนรักไข่อีสเตอร์ สำหรับมาเรีย เอดูอาร์ดา […]