ภาพวาดอันน่าทึ่งจาก ศิลปินออทิสติก - National Geographic Thailand

ภาพวาดอันน่าทึ่งจากศิลปินออทิสติก

หลังบินผ่านกรุงเม็กซิโกซิตี้เพียงครั้งเดียว สตีเฟน วิลต์เชียร์ก็สามารถวาดภาพเมืองทั้งเมืองได้จากความทรงจำ

ภาพวาดอันน่าทึ่งจาก ศิลปินออทิสติก

ทุกวันนี้ สตีเฟน วิลต์เชียร์ (Stephen Wiltshire) กลายมาเป็นหนึ่งในศิลปินชาวอังกฤษผู้โด่งดังที่สุด แต่ที่ไม่เหมือนศิลปินอื่นๆ ก็คือ เขาเป็น ศิลปินออทิสติก และใครๆ ก็อยากเชิญให้เขาเดินทางไปวาดภาพเมือง ในขณะที่วิดีโอบันทึกกระบวนการทำงานของวิลต์เชียร์ก็โด่งดังเป็นไวรัล

ย้อนกลับไปในตอนที่เขายังเป็นนักเรียน คุณครูไม่รู้ว่าจะสอนอะไรให้กับวิลต์เชียร์ตัวน้อย ด้วยความที่แพทย์วินิจฉัยว่าเด็กคนนี้เป็นออทิสติกตั้งแต่ 3 ขวบ กว่าเขาจะเริ่มต้นพูดคำแรกก็ปาเข้าไป 5 ขวบแล้ว (คำแรกที่พูดคือกระดาษ) อย่างไรก็ดี แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไรโดดเด่น แต่วิลต์เชียร์ฉายแววศิลปินมาตั้งแต่เล็ก ผ่านภาพวาดของบรรดาสัตว์ป่านานาชนิดและภาพล้อเลียนคุณครู

ศิลปินออทิสติก
วิลต์เชียร์รังสรรค์ภาพของกรุงเม็กซิโกซิตี้ออกมาในขณะที่ผู้คนมากมายแห่มาชมความสามารถของเขา
ศิลปินออทิสติก
รายละเอียดของเมืองวิลต์เชียร์บรรจงวาดอย่างตั้งใจ แม้กระทั่งจำนวนของหน้าต่างบนอาคาสูงก็ยังถูกต้อง

หลังจากนั้นเขาก็เริ่มวาดภาพทิวทัศน์ของกรุงลอนดอน ในรายละเอียดที่น่าประทับใจ Annette พี่สาวของเขาพาวิลต์เชียร์ไปยังบ้านเพื่อนของเธอที่อาศัยอยู่บนชั้น 14 ของอพาร์ทเม้นท์ เพื่อที่ศิลปินตัวน้อยจะได้เห็นเมืองได้กว้างขึ้น เมื่ออายุ 8 ขวบ เขาได้รับโอกาสให้วาดภาพโบสถ์ Salisbury เพื่อมอบแก่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ แต่กระบวนการทำงานเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากกว่าเขาจะสามารถสื่อสารภาษาไค้คล่องก็ต้องรอถึงอายุ 9 ขวบ และเมื่ออายุ 13 ปี หนังสือรวบรวมภาพวาดของเขาก็ถูกตีพิมพ์ออกมา สื่อหลายสำนักให้ความสนใจกับเด็กชายผู้มีความทรงจำอันยอดเยี่ยมผู้นี้อย่างมาก รายการโทรทัศน์และรายการสารคดีหลายรายการเชิญเขาไปร่วมออกอากาศ

ปี 1987 ในระหว่างการเดินทางไปนครนิวยอร์กเพื่อให้สัมภาษณ์วิลต์เชียร์พบกับ Oliver Sacks นักประสาทวิทยาชื่อดัง และได้วาดภาพบ้านของเขาพร้อมรายละเอียดหลังมองเพียงแค่แวบเดียวให้เป็นของขวัญ สองปีต่อมา ในปี 1989 วิลต์เชียร์เดินทางไปเยี่ยมชมและวาดเมืองเวนิส ในอิตาลี ส่งผลให้เขากลายเป็นที่โด่งดังมากกว่าเดิม รายละเอียดของเมืองไม่ว่าจะเป็นถนนหลายร้อยสายและแลนด์มาร์คต่างๆ ถูกวาดขึ้นในสัดส่วนที่เหมาะสมและถูกต้องตามที่ตั้งของเมืองจริงอย่างน่าทึ่ง จากนั้นเขาก็มีโอกาสเดินทางไปวาดภาพเมืองต่างๆ ทั่วโลกตั้งแต่นครเยรูซาเลม ไปจนถึงซิดนีย์ และขณะนี้กำลังทำโปรเจคล่าสุดนั่นคือการวาดภาพของกรุงเม็กซิโกซิตี้ บนผืนผ้าใบขนาด 13  ฟุต

ศิลปินออทิสติก
ภาพของมหานครนิวยอร์ก บนเกาะแมนฮัตตันที่วิลต์เชียร์วาดหลังใช้เวลาชมเมืองบนเฮลิคอปเตอร์เพียง 20 นาที

ที่นิวยอร์ค เขาใช้เวลาเพียง 20 นาทีบนเฮลิคอปเตอร์ชมความงดงามของเมือง จากนั้นก็ถ่ายทอดภาพที่เห็นลงบนกระดาษความยาว 19 ฟุต ท่ามกลางผู้ชมมากมาย “แม้สตีเฟนจะมีความจำที่น่าทึ่ง แต่ในแมนฮัตตันเขายังหลงทางและเสียเวลา 45 นาทีไปกับการเดินผิดทาง ก่อนที่จะเจอร้าน Cheyenne สำหรับดินเนอร์อยู่เลย” เรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับตัวศิลปินถูกเผยแพร่บน เว็บไซต์ ของเขา

ปี 2006 เจ้าชายชาลส์ แห่งเวลส์มอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่เขา และในปีเดียวกันแกลลอรี่รวบรวมผลงานของวิลต์เชียร์ก็เปิดให้ผู้สนใจได้เข้ามาชม ณ กรุงลอนดอน

“สตีเฟนเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนมาก” Annette พี่สาวที่ดูแลแกลลอรี่กล่าว “การมีชื่อเสียงไม่ได้เป็นเรื่องกังวลใจหรือทำให้เขาประหม่า ตรงกันข้ามฉันคิดว่ามันยิ่งขับให้ผลงานของเขาวิเศษมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ”

“แม้เขาจะพูดไม่เก่ง แต่ผลงานของเขาสื่อสารกับผู้คนนับล้านได้อย่างง่ายดาย” เธอกล่าวถึงศิลปินผู้เงียบขรึม

เรื่อง Nina Strochlic

ภาพถ่ายโดย Paolo Woods

ศิลปินออทิสติก
ภาพวาดของกรุงเม็กซิโกซิตี้ที่เสร็จสมบูรณ์แล้วบนผืนผ้าใบความยาว 19 ฟุต
ศิลปินออทิสติก
ทิวทัศน์บริเวณแม่น้ำชิคาโก เมื่อเดือนมกราคม ปี 2017
ศิลปินออทิสติก
บรรยากาศยามค่ำคืนของมอนติคาร์โล ในโมนาโก
ศิลปินออทิสติก
รูปปั้นพระเยซูคริสต์เหนือนครรีโอเดจาเนโร ซึ่งวิลต์เชียร์วาดขึ้นในปี 2012

 

อ่านเพิ่มเติม

ถนนสายมาร์ติน ลูเทอร์ คิง

 

เรื่องแนะนำ

ชีวิตที่จำจากจรของแรงงานอพยพ

ในโลกที่เชื่อมถึงกันมากกว่าที่เคย ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศพบว่า สินค้าส่งออกที่ทำกำไรงามที่สุดคือพลเมืองของตน ทว่า แรงงานข้ามชาติ และครอบครัวจำต้องยอมรับผลกระทบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง นั่นคือการสูญเสียทางด้านจิตใจเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เรื่อง ซินเทีย กอร์นีย์ ภาพถ่าย โจนัส เบนดิกเซน เที่ยงวันในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คือเวลาสี่โมงเย็นในฟิลิปปินส์ ซึ่งหมายความว่า ลูกคนโตสองคนของเทเรซา ครูซ ควรจะกลับจากโรงเรียนมาถึงอพาร์ตเมนต์ของน้าสาวที่ช่วยดูแลพวกแกแทนพี่สาวซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในดูไบ นครที่มีประชากรมากที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ห่างจากฟิลิปปินส์ 6,900 กิโลเมตร เทเรซาเป็นพนักงานขายวัย 39 ปีอยู่ที่ร้านขายเสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งของดูไบ เธอยืนทำงานสัปดาห์ละหกวัน และหยุดทุกวันศุกร์ เที่ยงวันศุกร์จึงเป็นเวลานัดหมายประจำที่เทเรซาจะพบกับลูกสาวและลูกชายวัย 11 และ 8 ขวบของเธอ และเนื่องจากเธอเป็น แรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ใหญ่หลายล้านคนที่ต้องจากบ้านเกิดไปไกลหลายพันกิโลเมตรเพื่อทำงานและส่งเงินกลับไปให้ครอบครัว เธอเจอกับลูกๆ ด้วยวิธีสมัยใหม่ซึ่งเป็นที่นิยมใน หมู่แรงงานข้ามชาติ นั่นคือการนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ในห้องนอนที่เธออาศัยอยู่ร่วมกับคนอื่นๆอีกสี่ชีวิต ลงชื่อเข้าใช้เฟซบุ๊ก คลิกปุ่มวิดีโอแช็ต โน้มตัวเข้าไปใกล้ๆ แล้วอดใจรอ เทเรซาอาศัยอยู่ในห้องนอนร่วมกับสามีชื่อลูอิสซึ่งจากฟิลิปปินส์มาหลายปีแล้วเช่นกัน ลูกคนเล็กสองคนของทั้งคู่ คนหนึ่งยังแบเบาะ ส่วนอีกคนอายุ 3 ขวบ และใครก็ตามที่สองสามีภรรยาสามารถชวนให้มาเป็นพี่เลี้ยงได้ระหว่างที่ทั้งคู่ไปทำงาน (เราจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อของทุกคนเพื่อปกป้องครอบครัวนี้จากผลกระทบใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น) ในช่วงหลายสัปดาห์ที่เราทำความรู้จักคุ้นเคยกันในดูไบ ฉันเห็นเทเรซาควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เพียงครั้งเดียว เป็นตอนที่เธอเล่าถึงคํ่าวันหนึ่งในฟิลิปปินส์เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนั้นเธอยืนอยู่หน้าบ้านของครอบครัวและมองไปเห็นบ้านทุกหลังบนถนนประดับประดาไปด้วยไฟคริสต์มาส ยกเว้นบ้านของเธอ “บ้านเราไม่มีไฟเลยสักดวง” เธอบอกและเริ่มร้องไห้ “ฉันได้ยินคนพูดถึงเรื่อง ‘เมืองนอก’ เขาพูดกันว่าคุณสามารถซื้อทุกสิ่งที่ต้องการได้ถ้าอยู่เมืองนอก” เทเรซาบอก […]

สัมผัสชีวิตชาวเกาหลีเหนือ ผ่านการเดินทางของช่างภาพ

สัมผัส ชีวิตชาวเกาหลีเหนือ ผ่านการเดินทางของช่างภาพ Matjaž Tančič ช่างภาพชาวสโลวีเนียออกเดินทางไปยังดินแดนลึกลับในสายตาประชาคมโลก มันคือประเทศเกาหลีเหนือ เพื่อบันทึกภาพถ่ายวิถี ชีวิตชาวเกาหลีเหนือ และนำเสนอออกมาในรูปแบบนิทรรศการภาพสามมิติ วิดีโอนี้เป็นการบันทึกเบื้องหลังการทำงานของช่างภาพในการเดินทางไปถ่ายภาพของชาวเกาหลีเหนือตามที่ต่างๆ ซึ่งตลอดการเดินทางจะมีไกด์ชาวเกาหลีเหนือร่วมเดินทางไปกับพวกเขาตลอด ขอชวนคุณผู้อ่านออกเดินทางไปกับ Tančič สัมผัสชีวิตของชาวเกาหลีเหนือตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน, ฟาร์ม และโรงงาน ในดินแดนที่ได้ชื่อว่าลึกลับที่สุดในโลก   อ่านเรื่องราวของเกาหลีเหนือเพิ่มเติมที่นี่ เหลียวมองเกาหลีเหนือ

เวียดนามสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

หลังจากพิษของสงครามอันยาวนานได้ฉุดรั้งเวียดนามให้กลายเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก แต่สามทศวรรษให้หลัง เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญ เศรษฐกิจเวียดนาม พุ่งทะยานอย่างหยุดไม่อยู่ไปเสียแล้ว เศรษฐกิจเวียดนาม เปรียบได้กับคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตและมีความหวังว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ หากเดินไปในกรุงฮานอยของเวียดนาม ก็จะพบว่ามีพลังงานที่ไร้ขีดจำกัดอยู่ทุกที่ ผู้คนมากมายขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ฉวัดเฉวียนบนถนนที่มีการซื้อขายทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่โทรศัพท์มือถือไปจนถึงอาหารในร้านขนาดเล็กนับไม่ถ้วน โดยพวกเขาล้วนเร่งรีบกันไปทำงานหรือเรียนหนังสือ ในบรรยากาศเดียวกันนี้เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เวียดนามคือหนึ่งประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้กลายมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางภายในระยะเวลาอันสั้นได้อย่างไร หลังสงครามเวียดนามที่กินเวลานาน 20 ปี สิ้นสุดลงในปี 1975 รัฐบาลคอมมิวนิสต์เริ่มออกนโยบายวางแผนเศรษฐกิจจากศูนย์กลาง ช่วงกลางปี 1980 มูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) ต่อหัวอยู่ที่ 200 – 300 ดอลลาร์สหรัฐ แน่นอนว่าในขณะนั้นยังไม่มีนโยบายเปิดรับทุนต่างชาติ จุดเปลี่ยนสำคัญของ เศรษฐกิจเวียดนาม เกิดขึ้นในปี 1986 รัฐบาลเวียดนามออกแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองชื่อว่าโด่ยเหม่ย (DoiMoi) อันหมายถึง บูรณะหรือดำเนินการใหม่ แผนปฏิรูปนี้เปลี่ยนเวียดนามให้กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (a socialist-oriented market economy) และในปีเดียวกันก็ได้ออกกฎหมายให้การลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศ ทุกวันนี้เวียดนามคือดาวเด่นในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 6 – 7 ที่สามารถแข่งขันได้กับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างประเทศจีน โดยมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศมีค่าเท่ากับมูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) คำถามมีอยู่ว่า […]

ภาพถ่ายโบราณเผยความสวยงามของเจ้าสาวจากทั่วโลก

ชุดเจ้าสาวสีขาวสะอาดตาคือสัญลักษณ์สากล แต่ชุดภาพถ่ายเก่าของเจ้าสาวจากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลกนี้จะแสดงให้เห็นว่าสีขาวไม่จำเป็นเสมอไปในพิธีแต่งงาน