ถนนสายมาร์ติน ลูเทอร์ คิง - National Geographic Thailand

ถนนสายมาร์ติน ลูเทอร์ คิง

ถนนสายมาร์ติน ลูเทอร์ คิง

สามสัปดาห์หลังการลอบสังหารศาสนาจารย์มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ เมื่อปี 1968 สภาเมืองไมนซ์ในเยอรมนีตั้งชื่อถนนสายหนึ่งตามผู้นำการเรียกร้องสิทธิของพลเมืองที่ถูกสังหาร ซึ่งเป็นการทำสิ่งที่เมืองแอตแลนตา บ้านเกิดของคิงใช้เวลาแปดปีได้ภายในไม่กี่วัน  เมืองเมมฟิสในรัฐเทนเนสซี เมืองที่คิงถูกลอบสังหาร ก็ตั้งชื่อถนนสายหนึ่งตามชื่อของเขาเช่นกัน แต่ต้องรอนานกว่า 40 ปีหลังมรณกรรมของเขา

ชื่อใหม่อาจสื่อถึงอนาคตที่สว่างไสว ชื่อสถานที่ที่เปลี่ยนไปยังสื่อถึงอำนาจและอิทธิพลด้วย โดยสะท้อนว่าใครคือผู้รับผิดชอบและใครคือผู้ฝากรอยจารึกทางวัฒนธรรม ดังนั้น ที่เมืองชเวรินของเยอรมนี ถนนดอกเตอร์มาร์ตินลูเทอร์คิง ชตรัสเซอจึงอยู่คู่กับอันเนอฟรังค์ชตรัสเซอ [ตั้งชื่อตามเด็กหญิงอันเนอ ฟรังค์ หรือแอนน์ แฟรงก์] ที่เมืองแซง-มาร์แตง-แดร์ของฝรั่งเศส ถนนรูมาร์ตินลูเทอร์คิงจึงอยู่ติดกับถนนรูโรซาลีพาร์กส์ ซึ่งตั้งเป็นเกียรติแด่สตรีผู้จุดประกายการคว่ำบาตรรถเมล์ที่แบ่งแยกโซนที่นั่งตามสีผิวในเมืองมอนต์กอเมอรี รัฐแอละแบมา เมื่อปี 1955 ในกรุงปอร์โตแปรงซ์เมืองหลวงของเฮติ ถนนซึ่งตั้งชื่อตามนักปฏิวัติสมัยศตวรรษที่สิบแปด ตูสแซง ลูแวร์ตูร์ ทอดเข้าสู่ถนนที่ตั้งชื่อตามคิง

สองปีก่อนเสียชีวิต คิงได้รับคะแนนนิยมในสหรัฐฯเพียงร้อยละ 33 ซึ่งน่าจะเป็นผลจากแนวคิดเหยียดผิวและความไม่สบายใจของชาวอเมริกันผิวขาวจำนวนมากที่มีต่อการเรียกร้องความยุติธรรมทางเศรษฐกิจอย่างสุดขั้วของเขาทว่าในแต่ละทศวรรษที่ผ่านไป คะแนนนิยมของเขากลับเพิ่มขึ้น ขณะที่ข้อเรียกร้องของเขาดูจะเลือนรางไปทุกที ทุกวันนี้ ห้าสิบปีหลังการเสียชีวิตของเขา ชาวอเมริกันราวร้อยละ 90 มีทัศนคติในทางชื่นชมคิง

มาร์ติน ลูเทอร์ คิง
ภาพถ่ายของมาร์ติน ลูเทอร์ คิง และมหาตมคานธี 

ถนนอย่างน้อย 955 สายในสหรัฐฯได้ชื่อตามคิง หลายสายทอดผ่านย่านรายได้น้อย แต่การเหมารวมว่าทุกสายล้วนเป็นถนนที่หดหู่สิ้นหวังในย่านเสื่อมโทรมของเมืองเป็นเรื่องเกินจริง ผลการศึกษาถนนหลายร้อยสายเหล่านั้นพบว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมบนถนนเหล่านั้นมีความแตกต่างจากถนนสายหลักอื่นๆในประเทศน้อยมาก

ทั่วโลกมีถนนมาร์ตินลูเทอร์คิงนับได้กว่าหนึ่งพันสาย รวมถึงถนนหลายสายในเยอรมนี ประเทศซึ่งเป็นต้นกำเนิดชื่อของเขา

คิงกับบิดามีชื่อเดิมว่าไมเคิล แต่บิดาของเขา ซึ่งเป็นนักเทศน์ในคริสตจักรแบปทิสต์เช่นเดียวกัน นับถือมาร์ติน ลูเทอร์ นักปฏิรูปคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ จากการไปเยือนกรุงเบอร์ลินเมื่อปี 1934 มากจนกลับมาเปลี่ยนชื่อตัวเองและชื่อบุตรคนโตซึ่งตอนนั้นอายุห้าขวบ

ชัยชนะต่างๆของขบวนการเรียกร้องสิทธิของพลเมืองทำให้ความฝันของมาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ ที่จะยุติการแบ่งแยกตามคำสั่งรัฐ มีความคืบหน้า สำหรับชาวอเมริกันผิวดำ ในช่วงหลายทศวรรษหลังการเสียชีวิตของคิงความยากจนลดลงและอัตราการเรียนจบมัธยมปลายและการเป็นเจ้าของบ้านเพิ่มขึ้น แต่การมีถนนมาร์ตินลูเทอร์คิงจำนวนมากไม่ใช่พันธกิจกำจัดความยากจนระดับโลก

มาร์ติน ลูเทอร์ คิง
นิวยอร์ก, รัฐนิวยอร์ก ถนนดอกเตอร์มาร์ตินลูเทอร์คิงจูเนียร์บูเลอวาร์ด เปลี่ยนชื่อเมื่อปี 1984 (ภาพถ่ายโดย เอไลอัส วิลเลียมส์): นักเต้นในการแสดง “ถนนสายที่ 125 กับเสรีภาพ” ของศิลปิน เอโบนี โกลเดน เดินไปตามถนนในกิจกรรมกึ่งประท้วงกึ่งเดินขบวน การเต้นไปตามถนนที่เดิมชื่อถนนสายที่ 125 พูดถึงการอพยพย้ายถิ่น การจัดการพื้นที่ และการปลดแอกในสังคมที่เห็นกำไรสำคัญกว่าผู้คน ตามคำกล่าวของคิง ฮาร์เลมบูเลอวาร์ดเป็นศูนย์กลางของศิลปะ ชีวิต และวัฒนธรรมของคนผิวดำในสหรัฐฯมาช้านาน

ในเมืองเมมฟิสที่คิงถูกลอบสังหาร อัตราความยากจนสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ ความพยายามเปลี่ยนชื่อถนนตามคิงเมื่อปี 1971 ไม่เป็นผล แต่แผนการที่สมาชิกสภาเมือง เบอร์ลิน บอยด์ รื้อฟื้นขึ้นอีกครั้งเมื่อปี 2012 ผ่านความเห็นชอบในที่สุด4

“นี่คือเมืองที่เลือดของเขากรีดร้องจากถนนครับ” บอยด์บอก ถนนดอกเตอร์ เอ็ม. แอล. คิงจูเนียร์อเวนิว ซึ่งมีระยะทางราวสามกิโลเมตร คือหนึ่งในถนนสายสุดท้ายที่คิงเดินผ่าน ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ปี 1968 คิงนำกลุ่มผู้ประท้วงหลายพันคนเดินตามถนนซึ่งตอนนั้นชื่อลินเดนอเวนิวไปยังศาลาว่าการเมืองเพื่อพบนายกเทศมนตรีเฮนรี โลบ ผู้ฝักใฝ่การแบ่งแยกและต่อต้านสหภาพแรงงาน ซึ่งไม่ยอมเจรจาใดๆกับพนักงานเก็บขยะผิวดำที่นัดหยุดงาน การเดิน ขบวนกลายเป็นความรุนแรง คิงกลับมาอีกครั้งเมื่อวันที่ 3 เมษายน เพื่อพิสูจน์ว่าเขาสามารถนำการประท้วงที่สงบได้

คืนนั้นเขากล่าวสุนทรพจน์ที่มีชื่อว่า “ผมได้ไปถึงยอดเขา” (“I’ve Been to the Mountaintop”) วันรุ่งขึ้นเขาถูกยิงบนระเบียงห้องพัก ทุกวันนี้ เมืองเมมฟิสกำลังพยายามเชิดชูการเสียสละของคิง เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว สภาเมืองอนุมัติการจ่ายเงินชดเชยให้พนักงานเก็บขยะผู้ประท้วงที่ยังมีชีวิตอยู่ 29 คน เพื่อเยียวยาสถานการณ์ต่างๆที่ทำให้เงินเกษียณอายุของพวกเขาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หลังหักภาษี คนกลุ่มนี้จะได้เงินราวปีละหนึ่งพันดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ปีที่คิงเสียชีวิตเรื่อยมา แต่สำหรับบางคนที่ยังต้องทำงานเก็บขยะ เงินนี้ไม่พอสำหรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ

ผู้คนมักจดจำคิงจากการพูดถึงเป้าหมายที่เรียบง่าย เช่น เด็กผิวขาวกับเด็กผิวดำจับมือกัน ดุจพี่น้อง

แต่คิงที่ผู้คนมักลืมเลือนต้องการมากกว่านั้นมาก เขาเรียกร้องให้มี “การกระจายอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างพลิกฝ่ามือ”

คิงกล่าวไว้เมื่อหนึ่งปีก่อนถูกลอบสังหารว่า “ทั่วโลก ผู้คนกำลังต่อต้านระบบเก่าที่แสวงประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมและกดขี่ และจากบาดแผลของโลกอันเปราะบางนี้ ระบบใหม่ที่ยุติธรรมและเสมอภาคกำลังอุบัติขึ้น”

เรื่อง เวนดี ซี. ทอมัส

 

อ่านเพิ่มเติม

พลังหนุ่มสาวเปลี่ยนแปลงโลก

เรื่องแนะนำ

ชาวยุโรป : สืบเสาะย้อนรอยต้นกำเนิดบรรพบุรุษ 

ทวีปยุโรปเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยน้ำแข็ง ชาวยุโรปในปัจจุบันไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหน ล้วนแล้วแต่เป็นลูกผสมของสายเลือดโบราณจากแอฟริกา ตะวันออกกลาง และทุ่งหญ้าสเตปป์ในรัสเซีย โดยมีหลักฐานจากโบราณวัตถุ ผลการวิเคราะห์ฟันกับกระดูกโบราณ และภาษาศาสตร์ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือหลักฐานที่ได้จากพันธุศาสตร์บรรพกาล

ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

ถนนที่เริ่มคดเคี้ยวบอกใบ้ว่า เรากำลังไต่ระดับขึ้นสู่เขตพื้นที่สูงจุดหมายปลายทางของฉันอยู่ที่สถานีเกษตรของมูลนิธิโครงการหลวงซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ และห่างจากชายแดนพม่าเพียงไม่กี่กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ ชื่อโครงการหลวงที่ฉันคุ้นเคยตามผลิตภัณฑ์ต่างๆที่หาซื้อได้ในกรุงเทพฯ ทำให้คิดเสมอว่า แต่ละบาทแต่ละสตางค์ของเราได้ช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรบนพื้นที่สูง แต่เมื่อการเดินทางจบลง ความรู้ใหม่ที่ได้รับคือ เราไม่ได้ช่วยเหลือพวกเขาแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น พวกเขายังช่วยให้คนเมืองกรุงอย่างฉันมี ”ตัวเลือก” มากขึ้นในการบริโภคพืชผักผลไม้ทั้งเมืองหนาวและเมืองร้อน (ยังไม่รวมผลิตภัณฑ์แปรรูปอีกสารพัดชนิด) ที่สะอาดและปลอดภัยจากเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรและยาฆ่าแมลงสารพัดชนิด   [ ต้ น นํ้ า ] ทันทีที่เดินทางถึงสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สายลมเย็นยะเยือกและแห้งก็พัดพาให้กายสั่นเทิ้ม ย้อนหลังไปเมื่อหลายสิบปีก่อน อากาศเย็นและแห้งแบบเดียวกัน ณ ผืนแผ่นดินเดียวกันนี้ ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ซึ่งเร่งให้ ”หยดน้ำทิพย์” แห่งขุนเขาแปรสภาพเป็น ”เงิน” “ผมขึ้นมาครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ปี 2517 พื้นที่แถบนี้เป็นภูเขาหัวโล้นทั้งหมด ชาวบ้านถางป่า ทำไร่ แล้วก็เผา” จำรัส อินทร เจ้าหน้าที่รุ่นแรกของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เท้าความหลังถึงสถานีเกษตรหลวงแห่งแรกในความทรงจำ ”พวกเขาเผาทำไร่ฝิ่นครับ” จำรัสเล่า ในยุคนั้น ฝิ่นและข้าวไร่ถือเป็นพืชพื้นฐานสองชนิดที่ชาวเขานิยมปลูกบนพื้นที่สูงของไทย ข้าวไร่นั้นปลูกสำหรับบริโภคในครัวเรือน ส่วนฝิ่น นอกจากใช้แทนยาบรรเทาความเจ็บป่วยสารพัดแล้ว ยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญอีกด้วย อากาศที่ทั้งเย็นและแห้งบนดอยสูงส่งผลให้ยางหรือ ”น้ำทิพย์” ที่ไหลออกมาจากกระเปาะฝิ่นหลังการกรีด แห้งและแข็งตัวอย่างรวดเร็ว ยางแห้งหรือฝิ่นดิบซึ่งเป็นสารตั้งต้นของยาเสพติดอย่างเฮโรอีนมีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดยาเสพติดทั่วโลกด้วยเหตุนี้ ฝิ่นจึงกลายเป็น ”พืชเงินสด” (cash crop) ที่ชาวเขาใช้ในการแลกเปลี่ยนหรือ ”ใช้จ่าย” ในชีวิตประจำวันแทนเงินสด “พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงสนพระทัยชีวิตของราษฎร เวลาเสด็จฯไปเชียงใหม่ ท่านทรงทราบว่าบนดอยมีชาวเขา แต่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร นอกจากเรื่องปลูกฝิ่นแล้วไม่มีใครรู้เรื่องราวเหล่านี้เลย ท่านเสด็จฯโดยเฮลิคอปเตอร์แล้วทรงพระดำเนินต่อไปจึงทรงทราบว่าชาวเขาทำลายต้นน้ำลำธารเพื่อปลูกฝิ่น แต่ว่าไม่ร่ำรวยอย่างที่คนเขาคิดกันหรอก สามเหลี่ยมทองคำนี่ พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งว่าไม่ใช่ทองคำที่ไหนหรอก แต่เป็นสามเหลี่ยมยากจน คนปลูกฝิ่นไม่ได้เงินเท่าไหร่ คนเอาฝิ่นไปขายต่างหากถึงรวย” หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ทรงเล่าถึงที่มาของโครงการหลวง ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้ง ”โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา” ขึ้นเพื่อทดลองและส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนฝิ่น ซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำอย่างเป็นระบบ ภายหลังโครงการนี้ได้พัฒนาต่อมาจนกลายเป็น ”โครงการหลวง” ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ทำเลที่ตั้งของโครงการหลวงถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติ บริเวณที่รู้จักกันในนาม “สามเหลี่ยมทองคำ” ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างไทย ลาว และพม่านั้น หากพิจารณาจากแผนที่จะพบว่า จุดที่มีถนนหนทางหรือการคมนาคมที่สะดวก และมีเมืองท่าใหญ่ที่สามารถเป็นศูนย์กลางกระจายฝิ่นสู่ตลาดโลกได้นั้น ไม่ใช่อื่นไกล หากอยู่ในเขตแดนของประเทศไทยนั่นเอง แต่เรื่องราวทั้งหมดซับซ้อนกว่าการแผ้วถางทำลายไร่ฝิ่น แล้วนำพืชผักผลไม้มาปลูกทดแทนมากนัก   [ ค น ต้ น นํ้ า ] เมื่อแสงแรกทาบทาพ้นแนวทิวเขาขึ้นมา ชาวเขาในชุดประจำเผ่าเทินตะกร้าสานสะพายบนหลังด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมง บ้างเดิน บ้างขี่มอเตอร์ไซค์ มุ่งหน้าสู่เรือกสวนไร่นา ที่แปลกตาไปหน่อยเห็นจะเป็นชุดประจำเผ่าที่ใส่คู่กับรองเท้าบู๊ตยาง หลายชั่วอายุคนมาแล้ว ชาวเขาเดินเท้าเปล่าหรือไม่ก็ลากรองเท้าแตะขึ้นดอยจนกลายเป็นความเคยชิน รองเท้าบู๊ตยางจึงเป็น ”ของแปลกใหม่” ที่พวกเขาต้องใช้เวลาทำความรู้จักและรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ฉันใดก็ฉันนั้น การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สืบทอดกันมายาวนานอย่างการปลูกฝิ่นจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งเวลา ความเข้าใจ และความอดทน “เราเข้าไปทำงานนี่ เราไปบอกว่าเราจะช่วยเขา มันเหมือนเขาลำบากอยู่ แต่จริงๆ แล้ววิถีชีวิตเขาเป็นแบบนั้นเอง” สมชาย เขียวแดง ผู้อำนวยการสถานีเกษตรหลวงอ่างขางและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอินทนนท์ เล่าถึงหลักการส่งเสริมพืชเมืองหนาวเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น ”เราเริ่มจากการทำงานสาธิตในศูนย์ ปลูกผัก ปลูกไม้ผล บ๊วย พีช พลับ เพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อนว่าปลูกได้ไหม แล้วก็เป็นตัวอย่างให้แก่ชาวบ้าน นอกจากนั้นเราก็ไปเยี่ยม ศึกษาชาวบ้าน เรียนรู้ทัศนคติของเขา” สมชายเล่า ”ช่วงแรกเราไปศึกษาปฏิทินการเกษตรของเขาใช้เวลาปีนึง ระหว่างนี้เขาก็เดินผ่านแปลงสาธิตของเราก็นึกอยากลองปลูก อีกส่วนหนึ่งผมทำงานกับยุวเกษตรกรปลูกกระเทียม ผักกาดหอมห่อต้นในสถานี พอเด็กได้เงินชาวบ้านก็ได้เงิน” กว่าจะจูงใจชาวบ้านให้มาปลูกไม้ผลเมืองหนาวได้ใช้เวลานานหลายปี แต่ในที่สุดบนดอยอ่างขางก็มีทั้งแปลงเกษตรของเจ้าหน้าที่และของชาวเขา เจ้าหน้าที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางพาฉันมาหยุดที่แปลงเกษตรแปลงแรก ”บ๊วย” ซึ่งเป็นพืชชนิดแรกที่ทดลองปลูกบนดอยอ่างขาง ดอกบ๊วยสีขาวเล็กจ้อยของฤดูกาลใหม่ผลิดอกแล้ว ”แต่เดิมเป็นป่าหญ้าคา ที่นี่เริ่มปลูกป่าปี พ.ศ. 2525 ครับ” ขจร สุริยะ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เล่า ”ในหลวงมีพระราชดำริว่าอนาคตถ้าไม่มีป่า จะเอาน้ำจากไหนมาเลี้ยงไม้ดอกไม้ผล” ในช่วงแรกเริ่มนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ ”พ่อหลวง” ของชาวเขา เสด็จฯมายังดอยอ่างขางทุกปี ครั้งหนึ่งระหว่างประทับที่แปลงรับเสด็จและทอดพระเนตรเห็นฝั่งตรงข้ามเป็นป่าหญ้าคา จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ ดร.บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์ คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในขณะนั้น นำไม้โตเร็วต่างถิ่นมาปลูก เมล็ดพันธุ์ของไม้ใหญ่ที่มีความต้านทานอากาศหนาวเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเมเปิล การบูร หรือเพาโลว์เนีย ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวัน ส่วนผู้ที่ลงมือปลูกนอกจากเจ้าหน้าที่แล้ว ก็คือชาวบ้านนั่นเอง โครงการปลูกป่าชาวบ้านเป็นโครงการในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยให้ชาวบ้านที่นี่ปลูกป่าในพื้นที่ทำกินของตนเอง พวกเขาจึงได้รับสิทธิให้นำไม้มาทำฟืนหรือสร้างบ้านด้วย ”พอมีป่า ชาวบ้านก็ไม่อยากย้ายไปไหนแล้ว” ขจรเล่า ”แต่ถ้ายังแห้งแล้ง พวกเขาก็อยากย้ายถิ่นอยู่เรื่อยๆ แหละครับ” ดอยอ่างขางมีรูปร่างเหมือนอ่างสมชื่อ บริเวณ ”ก้นอ่าง” เป็นป่าปลูกและที่ตั้งสถานีเกษตร และเมื่อฉันเดินขึ้นไปถึง ”ขอบอ่าง” ด้านที่ติดกับชายแดนพม่า เป็นที่ตั้งของโรงเรียนเล็กๆแห่งหนึ่ง ชื่อว่าโรงเรียนบ้านขอบด้ง ครูเรียม สิงห์ทร ครูคนแรกของโรงเรียน เล่าว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมโรงเรียน พระองค์ตรัสเพียงสั้นๆ ว่า ”ฝากเด็กๆด้วยนะครู” เด็กๆ ลูกศิษย์ของครูเรียมก็คือลูกหลานชาวเขาเผ่ามูเซอดำและปะหล่องที่อาศัยอยู่รอบสถานีเกษตรหลวงนั่นเอง การศึกษาเป็นรากฐานให้ชาวเขาอ่านออกเขียนได้ พวกเขาได้เรียนรู้การชั่ง ตวง วัดทั้งหลายเพื่อเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรเริ่มต้นขึ้นแล้วในโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ ห่างจากโรงเรียนบ้านขอบด้งมาเพียง 3-4 กิโลเมตร วีระเทพ เกษตรกรชาวเขารุ่นใหม่วัย 24 ปี ผู้ปลูกปวยเล้งและเบบี้สลัด เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านขอบด้งและไปเรียนต่อจนจบ ปวส.ด้านการเกษตรมาจากเชียงราย วันนี้เขาเลือกกลับมาทำการเกษตรอย่างพ่อแม่ที่บ้านเกิด แม้จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปบ้างอย่างการซื้อข้าวกิน (แต่เดิมปลูกเอง กินเอง) แต่แปลงผักของเขาก็ทำให้ครอบครัวมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ฐานะมั่นคง และมีอาชีพสุจริต วีระเทพอธิบายขั้นตอนและระบบการจัดการ ไล่เรียงมาตั้งแต่โรงเรือนที่ใช้กันฝน ไปจนถึงการคัดเกรดและส่งผัก อย่างละเอียดและคล่องแคล่ว ฉันอดคิดไม่ได้ว่า วีระเทพคือตัวอย่างที่ยืนยันเจตนารมณ์ในการสร้างคนของครูเรียมได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด วิถีชีวิตเกษตรกรบนพื้นที่สูงของดอยอ่างขางคงเล่าลือไปไกลเลยเขตไทย เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ชนเผ่า ”ปะหล่อง” อพยพภัยสงครามจากพม่าเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พวกเขานำพระพุทธรูปพม่าและผ้าทอมือจำนวน 5 ผืนมารอเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวระหว่างที่เสด็จฯมายังดอยอ่างขาง “แต่ก่อนตอนอยู่ในป่าที่ประเทศพม่า ผู้หญิงต้องใช้ดาบเป็น เอาไว้ป้องกันตัว” ปั่น ธรรมมอน หญิงปะหล่องอายุ 26 ปี เล่าถึงการรำดาบหญิงที่เธอเป็นผู้ฝึกสอนให้เด็กๆ ในหมู่บ้านสำหรับการแสดงในงานรื่นเริง แม้ปั่นจะเกิดไม่ทันยุคอพยพของคนรุ่นพ่อแม่ในครั้งนั้น แต่เพลงดาบของเธอยังคงทรงพลังไม่ผิดกับบรรพชน เธอเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟัง ขณะตัดผักปวยเล้งด้วยมือที่เคยจับดาบ […]

ผู้คนที่ตกค้างอยู่ในโรงแรมหรูสมัยสหภาพโซเวียต

ในใจกลางกรุงทบิลิซี ประเทศจอร์เจีย มีโรงแรมโอ่อ่าแห่งหนึ่งตั้งอยู่ โรงแรมนี้เคยเป็นโรงแรมหรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในเมือง แต่ปัจจุบัน โรงแรมจอร์เจียเป็นสัญลักษณ์อันน่าหดหู่ของความจริงยุคหลังโซเวียต