สยบมหานทีนามแม่น้ำโขง - National Geographic Thailand

สยบมหานทีนามแม่น้ำโขง

สยบมหานทีนามแม่น้ำโขง

แม่น้ำโขงถือกำเนิด ณ ที่ราบสูงทิเบต แล้วไหลรี่เป็นระยะทางราว 4,200 กิโลเมตร ผ่านประเทศจีน เมียนมาร์ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนจะไหลออกสู่ทะเลจีนใต้ นับเป็นแม่น้ำสายยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยาวเป็นลำดับเจ็ดในทวีปเอเชีย ทว่าเหนือสิ่งอื่นใดสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสายนี้ แม่น้ำโขงถือเป็นแหล่งประมงน้ำจืดอันอุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก

ทว่าโกรกธารแคบๆและน้ำตกเชี่ยวกรากของแม่น้ำโขง ก็เป็นสิ่งเย้ายวนสำหรับนักสร้างเขื่อนมานานแล้ว ในช่วงทศวรรษ 1960 สหรัฐฯสนับสนุนการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำจำนวนหนึ่งบนแม่น้ำโขงตอนล่าง โดยหวังจะพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคนั้น พร้อมกับขัดขวางลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังผงาดขึ้นในเวียดนาม แผนที่ว่าประสบความชะงักงัน ภูมิภาคดังกล่าวดิ่งสู่ภาวะสงคราม ครั้นล่วงถึงทศวรรษ 1990 จีนกลับเป็นประเทศแรกที่สร้างเขื่อนบนลำน้ำสายหลักของแม่น้ำโขง

แม่น้ำโขง
จีน: เมื่อปี 2012 ขณะบันทึกภาพนี้ การก่อสร้างเขื่อนเหมียวเหว่ย์เดินหน้าเต็มที่แล้ว เมื่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2013 เขื่อนแห่งนี้จะเป็นเขื่อนลำดับที่ 8 บนแม่น้ำหลานชางซึ่งเป็นชื่อภาษาจีนของแม่น้ำโขงส่วนที่ทอดยาว 2,100 กิโลเมตรในเขตประเทศจีน

ปัจจุบัน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จัดว่าค่อนข้างสงบสุข และโดยทั่วไปเศรษฐกิจก็เติบโตดี แต่กลับมีเพียงชาวกัมพูชาราวหนึ่งในสามและชาวลาวมากกว่าสองในสามเล็กน้อยเท่านั้นที่มีไฟฟ้าใช้ มิหนำซ้ำไฟฟ้าที่ว่ายังมัก มีราคาแพงอย่างน่าเจ็บปวด การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกับจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อปริมาณไฟฟ้าสำรองในภูมิภาค การวิเคราะห์เมื่อปี 2013 โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศทำนายว่า ความต้องการไฟฟ้าของภูมิภาคนี้จะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 ใน 20 ปีข้างหน้า เห็นได้ชัดว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น และถ้าจะหลีกเลี่ยงผลกระทบเลวร้ายที่สุดจากภาวะโลกร้อน โลกย่อมต้องการให้พลังงานดังกล่าวก่อคาร์บอนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โอกาสในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากแม่น้ำโขงจึงยิ่งเย้ายวนกว่ายุคสมัยใดที่ผ่านมา

การสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนล่างอยู่ภายใต้การกำกับดูแลแต่เพียงในนามของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงหรือเอ็มอาร์ซี (Mekong River Commission: MRC) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศหลายองค์กร รวมทั้งจากชาติสมาชิกทั้งสี่ ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา ไทย และลาว

แม่น้ำโขง
ลาว: ชาวประมงเตรียมเหวี่ยงแหจับปลาที่น้ำตกคอนพะเพ็ง ซึ่งถือเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียหากวัดจากปริมาตร กระแสน้ำบางส่วนจะถูกผันไปผลิตกระแสไฟฟ้าที่เขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งจะเกิดขึ้นในไม่ช้าบนลำน้ำ สายรองสายหนึ่งของแม่น้ำโขง
แม่น้ำโขง
จีน: ใกล้กับเขื่อนอูน่งหลง คนงานกำลังสร้างบ้านหลังใหม่ๆ บนพื้นทีี่สูงขึ้นไปเหนือแม่น้ำโขงให้ครอบครัวที่สูญเสียบ้านของตนจากการสร้างเขื่อน

จีนไม่ได้เป็นสมาชิกเต็มตัวของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง จึงไม่มีข้อผูกพันชัดแจ้งอันใดที่จะต้องปรึกษาหารือกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งอยู่ปลายน้ำเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆของตนบนแม่น้ำโขงตอนบน และเมื่อไม่นานมานี้ โครงการสร้างเขื่อนบนลำน้ำสายหลัก 11 แห่งในลาวและกัมพูชายิ่งบั่นทอนอำนาจอันเปราะบางของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

ในปี 2010 รายงานการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมที่เอ็มอาร์ซีให้ทุนสนับสนุน เรียกร้องให้ระงับการสร้างเขื่อนบนลำน้ำสายหลักชั่วคราวเป็นระยะเวลา 10 ปี โดยอ้างอิงผลกระทบที่อาจถึงขั้นร้ายแรงที่มีต่อแหล่งอาหารในภูมิภาค และความเป็นไปได้ที่จะเกิด “ความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่ไม่อาจเยียวยาให้กลับคืนมาได้” แต่ลาวซึ่งเป็นประเทศยากจน ตัดขาดจากโลกภายนอกมานาน และปัจจุบันกำลังพยายามดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ตั้งเป้าที่จะยกฐานะตนขึ้นเป็น “แบตเตอรี่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ด้วยการขายไฟฟ้าพลังน้ำ ให้ไทยและประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ทั้งยังไม่สะทกสะท้านต่อเสียงคัดค้าน ปลายปี 2012 หลังจากปฏิเสธมาหลายปีในที่สุดทางการลาวก็ออกมายอมรับว่าได้เริ่มก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี ที่บริษัทเอกชนของไทยเป็นผู้ลงทุนบนลำน้ำห่างไกลช่วงหนึ่งของแม่น้ำโขงทางตอนเหนือของลาว

แม่น้ำโขง
เวียดนาม: เรือท้องแบนบรรทุกข้าวแล่นเอื่อยๆ ผ่านหนึ่งในลำคลองหลายสายที่ตัดไขว้กันไปมาบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เขื่อนจะกักตะกอนเอาไว้ที่ต้นน้ำซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการผลิตพืชผลทางการเกษตร

เขื่อนไซยะบุรี จะมีความสูง 32 เมตรและยาวมากกว่า 800 เมตรเมื่อสร้างแล้วเสร็จ ตอนที่ฉันไปดูไซต์งานก่อสร้างเมื่อปี 2013 ตลอดสองฝั่งแม่น้ำทางต้นน้ำมีเรือดูดทรายและกรวดเพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างเขื่อนและถนนปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆบ้างแล้ว ส่วนที่ไซต์งานเองก็มีปั้นจั่นแกว่งไกวอยู่เหนือลำน้ำ และกลุ่มคนงานกำลังใช้ระเบิดทลายตลิ่งสูงชันให้เป็นตะพักราบเรียบ

ในหมู่บ้านเล็กๆที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ชาวบ้านบอกว่าพวกเขาทนฟังเสียงระเบิดตลอดสามปีที่ผ่านมา พวกเขากำลังเตรียมย้ายไปอยู่หมู่บ้านที่สร้างขึ้นใหม่ทางต้นน้ำ และบางคนดูเหมือนจะมองโลกในแง่ดี พวกเขาตั้งตาคอยอยากไปอยู่บ้านหลังใหม่ และหลบให้พ้นจากเงาที่นับวันจะยิ่งตระหง่านเงื้อมของเขื่อน หลายคนยังหวังว่าจะได้จับปลาเหมือนเดิม

อีกหมู่บ้านหนึ่งตั้งอยู่ทางปลายน้ำติดกับไซต์งานก่อสร้างเขื่อนจนกระทั่งถึงปี 2012 ต่อมาในปี 2013 ลูกบ้านของหมู่บ้านนี้ก็พากันย้ายไปอยู่บ้านใหม่ไกลจากหุบผาชันของแม่น้ำ ในหมู่บ้านแห่งใหม่นี้ความหวังกลับกลายเป็นของหายาก ชาวบ้านบอกว่าเงินและที่ดินที่บริษัทสร้างเขื่อนสัญญาว่าจะให้เป็นค่าชดเชยสำหรับการโยกย้ายถิ่นฐานนั้นไม่เพียงพอและมาถึงมือพวกเขาช้ามาก หลายคนรู้สึกถึงผลกระทบอันเจ็บปวดของเศรษฐกิจเงินสด

แม่น้ำโขง
กัมพูชา: ใกล้ใจกลางโตนเลสาบ พ่อค้าคนหนึ่งที่มีเครื่องปั่นไฟรับชาร์จแบตเตอร์รี่รถยนต์ ซึ่งชาวบ้านในหมู่บ้านลอยน้ำใช้เพื่อให้แสงสว่าง ชาวกัมพูชาส่วนใหญ่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้

 

เรื่องแนะนำ

มหาสมุทรโลกสามารถถูกฟื้นฟูให้กลับไปรุ่งเรืองได้ภายใน 30 ปี

บทวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์รายงานว่ามีการฟื้นฟูของบรรดาสัตว์ทะเลมากขึ้นใน  มหาสมุทร หลายแห่งทั่วโลก แต่ยังคงต้องพยายามกันอย่างหนักต่อไป ความรุ่งโรจน์แห่งท้องทะเลโลกจะกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งภายในยุคสมัยนี้ จากบทวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่รายงานว่ามีการกลับมาของสิ่งมีชีวิตทางทะเลหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวาฬหลังค่อมไปจนถึงช้างน้ำในสหรัฐอเมริกา และเต่าตนุในญี่ปุ่น แม้จะมีการทำประมงเกินขนาด ปัญหามลพิษ และชายฝั่งถูกกัดเซาะ และมนุษยชาติมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายต่อมหาสมุมรและถิ่นที่อยู่อาศัยทางทะเลมานานนับทศวรรษ แต่โครงการอนุรักษ์ทั้งหลายก็ประสบความสำเร็จ เห็นได้จากยังมีพื้นที่ทางทะเลที่ได้รับการฟื้นฟูแม้จะเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าขณะนี้เราสามารถสร้าง ‘การกำเนิดใหม่ของท้องทะเล’ ภายในปี 2050 โดยการสนับสนุนจากกิจการที่คนทั้งโลกต้องพึ่งพา ไม่ว่าจะเป็นกิจการอาหาร ไปจนถึงกิจกรรมปกป้องชายฝั่งเพื่อเสถียรภาพแห่งสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม ยังมีความต้องการในการดำเนินการอนุรักษ์ต่างๆ ต่อไปรวมไปถึงการปกป้องพื้นที่ซึ่งโอบล้อมมหาสมุทร การทำประมงที่ยั่งยืน และการควบคุมมลพิษ เป็นต้น โดยนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าจะต้องใช้เงินนับพันล้านดอลลาร์ต่อปี (ราว 32,000 ล้านบาท) แต่จะให้ผลตอบแทนที่มากถึง 10 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ จะต้องมีการจัดการวิกฤตทางสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้นเพื่อปกป้องทะเลจากปรากฏการณ์ทะเลกรด (Ocean Acidification) ซึ่งจะก่อให้เกิดการสูญเสียออกซิเจนและปะการัง แต่มีข่าวดีคือ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า มีการับรู้ถึงความสามารถของพื้นที่ที่อยู่อาศัยชายฝั่งทะเล เช่นป่าชายเลนและบ่อเกลือชายฝั่งทะเล ที่สามารถดูดซึมเอาคาร์บอนไดออกไซด์และเสริมความแข็งแกร่งให้แนวชายฝั่ง ซึ่งสามารถรับมือปัญหาระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ศาสตราจารย์ คัลลัม โรเบิร์ต แห่งมหาวิทยาลัยยอร์ก หนึ่งในทีมนักวิจัยนานาชาติที่ออกบทวิคราะห์ กล่าวว่า ปัญหาการทำประมงเกินขนาดและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้รรุนแรงขึ้น แต่ก็ยังมีความหวังในวิทยาศาสตร์ที่ใช้ฟื้นฟูสิ่งเหล่านี้ได้ โดยหนึ่งในข้อความสำคัญของบทวิเคราะห์นี้คือ ถ้าคุณหยุดสังหารสัตว์ทะเลและปกป้องมันเอาไว้ […]

เทคโนโลยีอินฟาเรดช่วยปกป้องสัตว์

เทคโนโลยีอินฟาเรดช่วยปกป้องสัตว์ นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์คิดค้นวิธีการใหม่ในการปกป้องบรรดาสัตว์ป่าเสี่ยงสูญพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีรังสีอินฟาเรด ด้วยกล้องที่ออกแบบเฉพาะเมื่อติดตั้งบนโดรนจะช่วยให้นักอนุรักษ์และเจ้าหน้าที่ป่าไม้สามารถจับตาดูสัตว์ป่าในช่วงเวลากลางคืนได้ ปกติแล้วเวลากลางคืนนั้นยากที่จะคอยตรวจตรา ทำให้พวกลักลอบค้าสัตว์ป่าฉกฉวยช่วงเวลานี้เข้ามาล่าสัตว์ แต่รังสีอินฟาเรดที่จับความร้อนจากร่างกายสัตว์ออกมานั้นจะช่วยให้พวกเขาไม่พลาดท่าให้กับขบวนการผิดกฎหมายอีก และในอนาคตพวกเขามีเป้าหมายที่จะพัฒนาซอฟแวร์ให้สามารถแยกแยะประเภทของสัตว์ได้อีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม ภูมิประเทศอันน่ามหัศจรรย์จากเทคโนโลยี Laser Scanner

โลกร้อนส่งผลต่อธารน้ำแข็งบนยอดภูเขา – กระทบแหล่งน้ำจืดของผู้คนนับพันล้าน

หอคอยกักน้ำ (water tower) จาก ธารน้ำแข็ง บนยอดเขาสูงเป็นแหล่งกักเก็บน้ำจืดของโลกในอัตราส่วนจำนวนมาก แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นภัยต่อแหล่งน้ำเหล่านี้ ในพื้นที่สูงเหนือเทือกเขาหิมาลัยบริเวณใกล้ ธารน้ำแข็ง กังโกตรี (Gangotri Glacier) มีน้ำไหลรินไปกับแม่น้ำสายเล็ก ไหลต่อลงสู่กระแสน้ำเบื้องล่าง น้ำจากเทือกเขานี้จะไหลเป็นระยะทางนับพันกิโลเมตรเพื่อหล่อเลี้ยงชาวบ้าน พื้นที่การเกษตร และที่ราบสินธุ (Indus Plain) อันเป็นพื้นที่ธรรมชาติขนาดกว้างใหญ่ ผู้คนมากกว่าสองร้อยล้านคนต่างพึ่งพาน้ำที่มาจากกระแสน้ำดังกล่าว แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลต่อพื้นที่เทือกเขาสูงเช่นนี้มากกว่าพื้นที่อื่นของโลกโดยเฉลี่ย และการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ “หอคอยกักน้ำ” (water tower) ที่ผู้คนนับพันล้านต่างพึ่งพิง อยู่ในภาวะอันตรายยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตามงานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุใดเราต้องใส่ใจหอคอยกักน้ำเหล่านี้ เทือกเขาสูงโอบอุ้มน้ำแข็งและหิมะบนยอดเขามากกว่าที่ใดในโลกหากไม่นับรวมพื้นที่ขั้วโลก และเทือกเขาเหล่านี้ประกอบไปด้วยน้ำจืดปริมาณครึ่งหนึ่งที่มนุษย์ใช้อุปโภคบริโภค หิมะและธารน้ำแข็งที่อยู่บนเทือกเขาต่างๆมีความสำคัญต่อผู้คนมากกว่า 1,600 ล้านคน หรือมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรโลก โดยแหล่งน้ำที่เราใช้กันทุกวันนี้อาจมาจากเทือกเขาเหล่านี้ หอคอยกักน้ำที่อยู่บนเทือกเขาสูงทำหน้าที่เป็นเหมือนแท็งก์เก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีวาล์วปิดเปิด ตัวอย่างเช่น เมื่อหิมะตก ก็จะเป็นการเติมแท็งก์น้ำ และน้ำแข็งเหล่านี้ก็จะละลายอย่างช้าๆ ผ่านวันผ่านเดือน หรืออาจเป็นปี ก่อนจะปล่อยน้ำที่ละลายไหลลงจากเทือกเขา ความคงที่ของการละลายของน้ำแข็งนี้มีบทบาทสำคัญยิ่งโดยเฉพาะกับผู้ที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง เนื่องจากการละลายของหิมะที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ว่าต่อเนื่องนี้ ก่อให้เกิดความเสียหายน้อยกว่าฝนตกครั้งใหญ่ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือแผ่นดินถล่ม และมีความสำคัญต่อเมืองหลายเมืองที่ต้องการใช้น้ำตลอดทั้งปี เนื่องจากเทือกเขาสูงเหล่านี้เป็นบ้านของความหลากหลายทางชีวภาพบนพื้นดินของโลก […]