มองผลกระทบจาก ไมโครพลาสติก ในปลาทูที่มีต่อมนุษย์ - National Geographic Thailand

มองผลกระทบจากไมโครพลาสติกในปลาทูที่มีต่อมนุษย์

ภาพถ่ายปลาทูวางจำหน่ายบนเข่งที่ตลาดในจังหวัดเชียงใหม่ ขอบคุณภาพถ่ายจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Short_mackerel


ปัญหา ไมโครพลาสติก ในอาหารคือผลกระทบโดยตรงถึงมนุษย์จากการใช้พลาสติกกันอย่างไม่บันยะบันยัง เปรียบได้กับการนำสิ่งแปลกปลอมและสารพิษเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ทันได้รู้ตัว

เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่เฟซบุ๊กของ ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 3 จังหวัดตรัง เผยแพร่รายงานเรื่อง การศึกษา ไมโครพลาสติก ในปลาทู บริเวณอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง

จากการเก็บตัวอย่างปลาทูจากท่าเรือบริเวณหาดเจ้าไหม เพื่อวิเคราะห์การปนเปื้อนของขยะประเภทไมโครพลาสติกจากการกินอาหารของปลาทู โดยวิธีการผ่าพิสูจน์และตรวจสอบพบว่า มีไมโครพลาสติกในกระเพาะของปลาทูในลักษณะที่เป็นเส้นใย แท่งสีดำ และกลิตเตอร์

ผลวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเดียวกับที่มนุษย์โลกกำลังเผชิญ คือเรื่องการพบไมโครพลาสติก หรือพลาสติกจิ๋ว ปนเปื้อนในสภาพแวดล้อมที่เป็นอาหารของมนุษย์ และถ้ามนุษย์บริโภคอาหารที่มีไมโครพลาสติกปนเปื้อนในปริมาณที่มากก็จะส่งผลต่อร่างกายในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม สัตว์ประเภทต่างๆ หรือพืชที่บริโภคไมโครพลาสติกจิ๋วเข้าไปก่อนหน้าเรานี้ ย่อมได้รับผลกระทบจากไมโครพลาสติกที่มนุษย์เป็นผู้ผลิต ทั้งผลกระทบต่อร่างกาย ระบบสืบพันธุ์ของสัตว์ และส่งผลต่อสภาพแวดล้อม ก่อนที่ผลกระทบของไมโครพลาสติกจะมาจบลงที่ตัวมนุษย์ในฐานะผู้บริโภค

ทำไมพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ถึงเป็นวาระสำคัญ

เพราะเม็ดพลาสติกเหล่านี้จะดูดซับสารเคมีเอาไว้ สิ่งมีชีวิตในทะเลจะกินไมโครพลาสติกเป็นอาหาร เพราะเข้าใจผิดว่าอนุภาคพลาสติกคือแพลงก์ตอน ปลาขนาดเล็กที่กินพลาสติกเหล่านี้จะถูกปลาขนาดใหญ่กินต่อ และในที่สุดแล้วพลาสติกจะมาจบลงบนจานอาหารของเราเอง

ไมโครพลาสติกเหล่านี้ยังใช้เป็นส่วนประกอบในหลายผลิตภัณฑ์ เช่นในโฟมล้างหน้าและในยาสีฟัน (เม็ดสีฟ้าขนาดเล็กที่ถูกโฆษณาว่าช่วยในการขัดผิวหนังหรือฟันทั้งหลาย)  ปัจจุบันในหลายประเทศ สินค้าที่ประกอบด้วยไมโครพลาสติกเหล่านี้ถูกแบนแล้ว

ไมโครพลาสติก
มีการใช้พลาสติกในตลอดการผลิตอาหาร ดังเช่นภาพนี้ที่แสดงถึงการปลูกกล้วยที่ห่อด้วยพลาสติกในประเทศแคเมอรูน เพื่อป้องกันไม่ให้มีจุดด่างหรือรอยช้ำ ภาพถ่ายโดย UNIVERSAL IMAGES GROUP, GETTY IMAGES

ผลกระทบต่อไมโครพลาสติกที่มีต่อร่างกาย

อาจมีผู้คนสงสัยว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพลาสติกอยู่ในร่างกายของเรา มันจะเข้าสู่กระแสเลือดไหม จะซึมผ่านเข้าไปในลำไส้ หรือแค่เข้ามาและออกจากร่างกายเราไปโดยที่ไม่มีผลกระทบอะไร

ลีอาห์ เบนเดลล์ นักพิษวิทยาเชิงนิเวศของมหาวิทยาลัยไซมอน เฟรเซอร์ ในแคนาดา กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องจำเอาไว้ว่าไมโครพลาสติกนั้นอาจมาในรูปแบบของชิ้นส่วนเล็กๆ ก้อนกลมเล็กๆ เส้นใย และแผ่นฟิล์ม มันสามารถก่อร่างขึ้นได้จากสสารจำนวนหนึ่งที่มีการเติมแต่งทางเคมี (chemical additives) ซึ่งมีความแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ เธอจึงบรรยายถึงไมโครพลาสติกว่ามัน “มีหลายลักษณะ” บางชนิดก็ประกอบไปด้วยสารเคมีที่อาจเป็นพิษ ในขณะที่บางชนิดก็เป็นพาหะสำหรับแบคทีเรียและปรสิตเข้าสู่ร่างกาย

ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์มากมายพยายามที่จะหาว่าไมโครพลาสติกเหล่านี้อันตรายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตในทะเลมากแค่ไหน ในปี 2017 งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าปลาแอนโชวี่มากมายกินไมโครพลาสติกเข้าไป เพราะกลิ่นที่คล้ายสาหร่ายทำให้เข้าใจผิดว่าขยะเหล่านี้คืออาหาร ปลาเล็กๆ จะถูกปลาใหญ่กินต่อตามห่วงโซ่อาหาร สร้างความกังวลว่าสุดท้ายแล้วไมโครพลาสติกจากขยะที่เราทิ้งจะวนกลับมายังมื้ออาหาร และส่งผลต่อสุขภาพตัวของเราเอง

รายงานอีกชิ้นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาพบว่าขณะนี้ 90% ของเกลือที่ใช้ปรุงอาหาร ล้วนปนเปื้อนไปด้วยไมโครพลาสติกแล้ว

ไมโครพลาสติก
พืชทะเลลอยปะปนกับขยะพลาสติก ที่เบื้องล่างเต่าทะเลตัวหนึ่งกำลังว่ายผ่านกลุ่มขยะไป ภาพถ่ายโดย Steve De Neef

อาหารที่ปราศจากพลาสติก

มนุษย์บริโภคไมโครพลาสติกผ่านหลายช่องทาง มันอาจเข้าสู่ร่างกายผ่านการกินอาหารทะเล การหายใจเข้าอากาศที่อยู่รอบตัว หรือบริโภคอาหารที่มีร่องรอยของพลาสติกซึ่งมาจากบรรจุภัณฑ์ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องอยากที่เราจะหลีกเลี่ยงไมโครพลาสติก

ท่ามกลางงานวิจัยมากมาย เส้นใยขนาดเล็ก (Microfibers) คือพลาสติกที่ถูกพบเจอได้ง่ายที่สุด เส้นใยขนาดเล็กนั้นลอยออกมาจากสิ่งทอ เช่น ไนลอนหรือโพลีเอสเตอร์ ซึ่งเมื่อมีการซักล้างเสื้อผ้า จะมีเส้นใยขนาดจิ๋วหลุดไปตามระบบนิเวศผ่านน้ำเสียจากการซักล้าง รองลงมาคือชิ้นส่วนพลาสติกเล็กๆ ที่มาจากกระเป๋าหรือหลอด

ขยะพลาสติกซึ่งส่วนใหญ่มาจากแม่น้ำหรือถูกทิ้งขว้างบนบก ไหลลงสู่มหาสมุทรในอัตราเฉลี่ยประมาณปีละเก้าล้านตัน ตามผลการศึกษาเมื่อปี 2015 ของเจนนา แจมเบ็ก จากมหาวิทยาลัยจอร์เจีย แสงแดด ลม และคลื่น ค่อยๆกร่อนทำลายพลาสติกในมหาสมุทรให้เป็นเศษเสี้ยวที่มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น หนึ่งในสิ่งที่เรายังไม่รู้และเป็นข้อวิตกใหญ่หลวงที่สุดคือ ไมโครพลาสติกซึ่งมีขนาดไม่ถึงห้ามิลลิเมตรเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อปลาอย่างไรบ้าง

ไมโครพลาสติก
นกอัลบาทรอสเท้าดำตัวหนึ่งพยายามเคี้ยวขยะพลาสติกที่มันพบบนชายฝั่งของหมู่เกาะลีเวิร์ด ในฮาวาย นกทะเลพวกนี้พึ่งพาอาหารจากมหาสมุทรเพื่อยังชีพ และขณะนี้มหาสมุทรกำลังเต็มไปด้วยขยะ ภาพถ่ายโดย Frans Lanting

เป็นที่ทราบกันดีว่า ปลาคือแหล่งโปรตีนสำคัญของผู้คนเกือบสามพันล้านคน รวมทั้งนกทะเลและสัตว์ทะเลอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน แต่ผลการสำรวจชี้ว่า ประชากรปลาทั่วโลกลดลงครึ่งหนึ่งตั้งแต่ปี 1970 การลดลงส่วนใหญ่เกิดจากการทำประมงเกินขนาด แต่มลพิษรวมถึงน้ำที่อุ่นขึ้นและกลายเป็นกรดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ส่งผลกระทบมากขึ้นด้วย

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้แน่ชัดว่า พลาสติกเหล่านั้นก่ออันตรายอย่างไร แต่การทดสอบในห้องปฏิบัติการพบเงื่อนงำบางอย่าง พลาสติกลดความอยากอาหารและอัตราการเติบโตของปลาที่กินพลาสติกเข้าไป นั่นอาจส่งผลต่อการสืบพันธุ์และจำนวนประชากรได้ในที่สุด

มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 นี้ มหาสมุทรของเราจะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา หากเราไม่ต้องการให้ลูกหลานในอนาคตต้องเผชิญกับวิกฤติดังกล่าว เริ่มต้นลดการใช้พลาสติกตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลาสติกประเภทที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่าง หลอดพลาสติก แก้วน้ำ และช้อนส้อม

เรียบเรียงขึ้นจาก

ความรู้ประจำวัน: การเดินทางของไมโครพลาสติก

ขยะพลาสติก : ภัยคุกคามใหม่แห่งท้องทะเล

รู้หรือไม่ มนุษย์กินพลาสติกเข้าไปทีละนิดโดยไม่รู้ตัว

แพลงก์ตอนในโลกที่ท่วมท้นไปด้วยไมโครพลาสติก


อ่านเพิ่มเติม พลาสติกบรรจุภัณฑ์อาหารเป็นขยะชายหาดที่มากที่สุดในปี 2018

เรื่องแนะนำ

เสือโคร่ง ข้างบ้าน : ตีแผ่ขบวนการค้าสัตว์ป่าในสหรัฐฯ

เสือโคร่งข้างบ้าน: ในสหรัฐฯ เสือโคร่ง และสัตว์กลุ่มแมวใหญ่อื่นๆ ที่อยู่ในสถานเพาะเลี้ยง  เช่น สวนสัตว์ข้างถนน คณะละครสัตว์ และกระทั่งบ้านเรือน มีจำนวนมากกว่าประชากรในธรรมชาติเสียอีก

สำรวจโลก : ปลูกเพื่อสันติ

เรื่อง นีนา สตรอคลิก ไนจีเรียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดของแอฟริกาที่ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ แม้จะมีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 35 ล้านตารางกิโลเมตรก็ตาม และต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารอย่างหนัก ในแต่ละปีมีหนุ่มสาวชาวไนจีเรียกว่าสองล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ต้องเผชิญกับอัตราการว่างงานในคนหนุ่มสาวที่สูงถึงร้อยละ 25 กลุ่มหัวรุนแรงอย่างโบโกฮารามจึงเกณฑ์กำลังพลจากกลุ่มประชากรที่มีพลังเหลือล้นทว่าไร้งานทำ การสนับสนุนให้คนหนุ่มสาวลุกขึ้นมาจับจอบเสียมแทนที่จะเป็นอาวุธจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ “คนหนุ่มสาวตกงานกับกลุ่มก่อการร้ายก็เหมือนออกซิเจนกับไฟยังไงยังงั้นเลยครับ” โคลา มาชา ผู้ประกอบการชาวไนจีเรีย-อเมริกัน บอก “ทำไมคนที่คับข้องใจกลุ่มเล็กๆ ถึงลุกขึ้นมาจัดตั้งกองทัพเล็กๆ ได้ นั่นเป็นเพราะคนหนุ่มสาวมีโอกาสทางเศรษฐกิจจำกัดจำเขี่ยอย่างไรละครับ” มาชาดำเนินโครงการชื่อบับบันโกนา (Babban Gona) แปลว่า ไร่นายิ่งใหญ่ (Great Farm) โดยมีเป้าที่จะยกระดับฐานะของเกษตรกรที่ทำไร่นาขนาดเล็กให้พ้นจากระดับพอยังชีพ โดยจะเน้นไปที่การเพิ่มผลผลิตและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดที่ให้ราคาสูงกว่าเดิมได้ การลงทุนในภาคเกษตรเป็นรูปแบบของความช่วยเหลือจากต่างชาติที่บรรเทาความขัดแย้งได้ดีที่สุด ในขณะที่ความช่วยเหลือรูปแบบอื่นๆ อาจส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายลงได้ เอดวิน ไพรซ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทกซัสเอแอนด์เอ็ม ด้านความขัดแย้งและการพัฒนาบอก โครงการอย่างบับบันโกนาจึงเริ่มเปิดตัวทั่วทั้งทวีปและธนาคารพัฒนาแอฟริกา (African Development Bank) ซึ่งใช้โครงการนี้เป็นต้นแบบก็ตั้งเป้าที่จะสร้างงานในภาคธุรกิจการเกษตรสำหรับคนหนุ่มสาวใน 30 ประเทศให้ได้ 1.5 ล้านตำแหน่งภายในระยะ เวลาห้าปีข้างหน้า   อ่านเพิ่มเติม : สำรวจโลก : สาหร่ายทะเลกำลังมาแรง, สำรวจโลก : เพราะน้ำคือชีวิต

แนวปะการังจะอยู่รอดอย่างไร ภายใต้ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เหล่าปะการังที่งดงามที่สุดในโลกบางส่วนกำลังถูกฆ่าโดยอุณหภูมิของน้ำที่สูงขึ้น นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อปกป้องพื้นที่เสี่ยงเหล่านั้น และพัฒนาสายพันธุ์ปะการังที่แข็งแกร่งขึ้น เหล่านักดำน้ำต่างร้องเสียงหลงภายใต้อุปกรณ์สำหรับช่วยหายใจใต้น้ำของพวกเขา แขนและขาต่างโบกไปมาด้วยความปีติยินดี มันคือเดือนสิงหาคม ปี 2020 ลึกลงไป 13 ฟุต บนแนวปะการังพืดหินในฟลอริดาคีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา นักชีววิทยาทางทะเล ฮานนา โคช และเพื่อนร่วมทีมของเธอจากศูนย์วิจัยทางทะเลและจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำทางทะเล พวกเขาจับตามองและเฝ้ารอ จนกระทั่งเวลาก่อนเที่ยงคืน ได้เกิดการปะทุอย่างเงียบสงัดของปะการังตลอดแนวพืดหินทั้งหมด เป็นกลุ่มก้อนสีส้มอมชมพูขนาดเล็กของสเปิร์มและไข่ แต่งแต้มทะเลด้วยจุดสีแห่งการปะทุขึ้นของชีวิต การกระโดดโลดเต้นดีใจของคนในทีม ทำให้เกิดประกายไฟสีน้ำเงินส่องสว่างขึ้นจากสิ่งมีชีวิตเรืองแสงในทะเลรอบ ๆ ตัวพวกเขา “ราวกับพวกเราเพิ่งสร้างดอกไม้ไฟของตัวเองขึ้นมา” โคชกล่าว “มันสวยงามมาก” ในช่วงคืนฤดูร้อนก่อนวันพระจันทร์เต็มดวง สายพันธุ์ปะการังทั่วแนวพืดหินของฟลอริดาจะปล่อยสเปิร์มจำนวนล้านล้านตัวและไข่อีกเป็นล้านออกมาในเวลาเดียวกัน เป็นความบ้าคลั่งที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรม และเป็นการสร้างความมั่นใจว่า ไข่ที่มีอัตราจะถูกปฏิสนธิกลายเป็นตัวอ่อนเพียงน้อยนิด จะสามารถปักหลักลงบนพืดหิน และเพาะพันธุ์ปะการังรุ่นต่อไปขึ้นมา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะแพร่พันธุ์เพียง 1 ครั้งต่อ 1 ปี นี่ไม่ใช่การวางไข่ธรรมดา ปะการังดาวภูเขาเหล่านี้ถูกระบุโดยรัฐบัญญัติสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์ว่า เป็นสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์ที่ถูกคุกคาม ได้รับการเตรียมเพาะพันธุ์และถูกปลูกขึ้นในปี 2015 โดยเหล่านักวิทยาศาสตร์ของ Mote ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการฟื้นฟูแนวปะการังที่รอดพ้นจากเหตุการณ์การฟอกขาวในปีนั้น รวมไปถึงพายุเฮอริเคนระดับ 4 ในปี 2017 ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างน่ายินดี พวกมันเข้าสู่ปีที่ครบกำหนดอายุเจริญพันธุ์ […]

สุดยอดภาพเขียนพาโนรามาของอุทยานแห่งชาติ

ผลงานที่น่าตื่นตาตื่นใจเหล่านี้เป็นของ Heinrich Berann ศิลปินชาวออสเตรเลีย ผู้ถ่ายทอดความงดงามของอุทยานแห่งชาติหลายแห่งลงบนภาพเขียนเมื่อสามสิบปีก่อน