ใช้ชีวิตอย่างไรในช่วง น้ำประปาเค็ม - National Geographic Thailand

ใช้ชีวิตอย่างไรในช่วงน้ำประปาเค็ม

หญิงสาวชาวปากีสถานแบกน้ำดื่มข้ามถนนที่เสียหายในเมือง Baseera ในเดือนสิงหาคม ปี 2010 เมื่อแม่น้ำสินธุเข้าท่วมหลายเมือง ในระยะยาว เส้นทางไหลของน้ำก็ลดน้อยลงไปด้วย ภาพถ่ายโดย AARON FAVILA, AP


เมื่อน้ำประปาที่ชาวกรุงเคยบริโภคอย่างปกติสุขกลับมีรสเค็มจนน่ากังวล สาเหตุนี้เกิดจากอะไร เราควรรับมือและใช้น้ำอย่างไรในสถานการณ์นี้

คุณภาพชีวิตชาวกรุงเทพมหานครช่วงเปิดศักราช 2563 มีความย่ำแย่ลงเมื่อต้องพบเจอกับภาวะ “น้ำประปาเค็ม” ซึ่งสร้างความกังวลให้กับชาวเมืองจำนวนมากที่โดยปกติแล้วต้องพึ่งพาน้ำประปาเพื่อการอุปโภคบริโภค สอดคล้องกับที่การประปานครหลวงออกมายอมรับว่า แหล่งน้ำที่นำมาผลิตน้ำประปามีค่าความเค็มเกินมาตรฐานตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา

ภัยแล้งยาว น้ำจืดหดหาย น้ำทะเลหนุนสูง สาเหตุทำน้ำประปาเค็ม

การประปานครหลวงได้อธิบายถึงสาเหตุของภาวะน้ำประปาเค็มว่า เกิดจากสถานการณ์ภัยแล้งสูงสุดในรอบ 50 ปี ทำให้แหล่งน้ำจืดหดหาย เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูงเข้ามาในระบบการผลิตน้ำประปา โดยเฉพาะในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ใช้เป็นแหล่งน้ำดิบเพื่อนำไปผลิตน้ำประปา ทำให้เกิดสถานการณ์นํ้าทะเลซึ่งเป็นน้ำเค็มที่มีมวลและความหนาแน่นมากกว่ารุกเข้ามาในแม่นํ้าเจ้าพระยา โดยเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2562 ทำให้รสชาตินํ้าประปาในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่นํ้าเจ้าพระยาเปลี่ยนไป และคาดการณ์ว่าในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2563 น้ำทะเลจะหนุนสูงมากเป็นพิเศษ และภัยแล้งที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำประปานี้จะเกิดไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม 2563

น้ำประปาเค็ม
มีการใช้จ่ายเงินราวหนึ่งล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 30 ล้านล้านบาท ในผลิตภัณฑ์น้ำดื่มบรรจุขวดทุกปี ภาพถ่ายโดย VLADIMIR MUCIBABIC/SHUTTERSTOCK

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดค่าแนะนำเพื่อความน่าดื่มของน้ำประปาและการยอมรับของผู้บริโภคเอาไว้ โดยกำหนดให้มีโซเดียมในน้ำไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อลิตร และคลอไรด์ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อลิตร ถ้ามีค่ามากเกินกว่านี้จะทำให้น้ำมีรสกร่อยถึงเค็ม แต่นายปริญญา ยมะสมิต ผู้ว่าการการประปานครหลวง กล่าวว่า นํ้าประปาในช่วงนี้มีความเค็มในรูปคลอไรด์เกิน 250 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือมีโซเดียมเกิน 200 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนด จึงทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความเค็มของน้ำประปาที่มาจากเกลือโซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือแกงที่ใช้ปรุงอาหาร ได้เป็นบางครั้งในช่วงนี้

อย่างไรก็ตาม มีพื้นที่กรุงเทพฯฝั่งตะวันตกที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำประปาเค็ม เนื่องจากเป็นน้ำที่ผลิตจากโรงงานผลิตนํ้ามหาสวัสดิ์ ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากนํ้าเค็ม แต่โรงงานผลิตน้ำที่ได้รับผลกระทบคือสถานีประปาสำแล จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นโรงงานผลิตน้ำประปาให้กับชาวกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่

ผลกระทบของน้ำประปาเค็มที่มีต่อสุขภาพ

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า มนุษย์ควรรับโซเดียมเข้าสู่ร่างกายไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งจากภาวะประปาเค็มนี้ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบมีโอกาสได้รับโซเดียมเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การบริโภคน้ำประปาเค็มในช่วงนี้ยังไม่มีผลต่อคนปกติที่มีสุขภาพแข็งแรง เพราะโซเดียมในน้ำประปายังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณโซเดียมในอาหารทั่วไปที่บริโภคในชีวิตประจำวัน แต่จะมีผลในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี ซึ่งไตยังทำหน้าที่ขับโซเดียมได้ไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีผลต่อผู้ป่วยโรคไต หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และผู้สูงอายุ เป็นต้น เพราะจะทำให้ระดับเกลือแร่ในร่างกายสูงขึ้น

น้ำประปาเค็ม
ภาพโดย Tibor Janosi Mozes จาก Pixabay

ลดการเติมเครื่องปรุง – ใช้การกรองน้ำระบบ RO ช่วยแก้ปัญหา – ห้ามแก้ปัญหาโดยการต้มน้ำ

เนื่องจากการใช้น้ำประปาในช่วงนี้ทำให้เรามีโอกาสได้รับโซเดียมมากขึ้น ดังนั้น การประปานครหลวงได้แนะนำให้ลดการเติมเครื่องปรุงให้น้อยลงจากการใช้นํ้าประปาปรุงอาหารช่วงนี้ไปก่อน

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้คำแนะนำในการรับมือปัญหาน้ำเค็มว่า การบริโภคน้ำดื่มที่ถูกต้องก็คือการเอาไปผ่านระบบที่ทำให้เกลือแร่หายไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เช่น การกรองด้วยระบบ Reverse osmosis หรือระบบอาร์โอ (RO) หรือการกลั่นน้ำ ซึ่งได้จากเครื่องกรองน้ำแบบอาร์โอที่เป็นเครื่องกรองน้ำแบบมีความละเอียดสูง

การกรองน้ำระบบนี้คือการกรองโดยใช้แรงดันให้น้ำผ่านเยื่อเมมเบรน (Membrane) ที่กรองน้ำได้ละเอียดถึง 0.0001 ไมครอน จึงสามารถกรองโซเดียมที่ปะปนมากับน้ำได้ โดยน้ำที่ได้มาจะมีความบริสุทธิ์ถึง 95% จึงเป็นระบบกรองน้ำที่สามารถรับมือกับภาวะน้ำประปาเค็มได้ แต่ก็ไม่ควรดื่มน้ำที่ได้จากการกรองประเภทนี้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะการกรองน้ำระบบนี้ทำให้แร่ธาตุในน้ำที่จำเป็นต่อร่างกายในการซ่อมแซมและเสริมสร้างกระดูกและฟัน รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันต่างๆให้ร่างกาย อาทิ แมกนีเซียม แคลเซียม ซิลิกา ฟลูออไรด์ และซิงก์ (สังกะสี) หายไปด้วย ทำให้ร่างกายอาจขาดแร่ธาตุที่จำเป็นได้

เครื่องกรองน้ำในบางครัวเรือนเป็นระบบอาร์โออยู่แล้ว หรือแม้แต่ตู้กดน้ำหยอดเหรียญที่เป็นระบบอาร์โอก็ให้ผลเช่นเดียวกัน เพียงแต่ผู้บริโภคต้องเลือกตู้กดน้ำที่มีหลักฐานการเปลี่ยนไส้กรองน้ำอย่างสม่ำเสมอ หรือบางคนอาจแก้ปัญหาโดยการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดบริโภค ก็เป็นวิธีที่ใช้ได้ เพียงแต่ต้องเป็นน้ำดื่มที่มีตราสัญลักษณ์ อย. และผ่านการกรองน้ำด้วยระบบอาร์โอ

น้ำประปาเค็ม
แม้การดื่มน้ำจากขวดน้ำครั้งเดียวใช้แล้วทิ้งซึ่งถูกวางทิ้งไว้ในอากาศร้อนจะไม่ทำให้คุณเจ็บปวด แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงการใช้งาน บรรจุภัณฑ์พลาสติก ที่ถูกวางทิ้งไว้ในอากาศอันร้อนระอุ ภาพโดย MARK THIESSEN, NATIONAL GEOGRAPHIC

รองศาสตราจารย์เจษฎาให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า มีความเชื่อว่าการต้มน้ำจะทำให้ความเค็มหายไป ซึ่งความจริงแล้วการทำเช่นนั้นจะส่งผลร้ายแรงกว่าเดิม เพราะการต้มน้ำจะเกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า “การระเหย” ทำให้ปริมาณของน้ำลดลง แต่ความเค็มที่เกิดจากตะกอนของเกลือไม่ได้ระเหยไป การต้มจึงทำให้น้ำมีอัตราความเข้มข้นของเกลือมากขึ้น เพราะปริมาณน้ำลดลง แต่ปริมาณเกลือเท่าเดิม ดังนั้น เมื่อนำน้ำต้มไปดื่ม ก็จะยิ่งได้รับเกลือในปริมาณมากขึ้น จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งโดยเฉพาะคนป่วย

นอกจากการรับมือปัญหาเพื่ออยู่กับน้ำประปาเค็มให้ได้แล้ว เราควรตระหนักถึงภัยแล้งซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณน้ำจืดไม่เพียงพอจนเกิดภาวะนี้ขึ้น โดยงานวิจัยระดับโลกระยะหลังชี้ให้เห็นตรงกันว่า ในอนาคตโลกของเราจะมีปริมาณน้ำจืดลดลง เนื่องจากแหล่งต้นน้ำสำคัญตามธรรมชาติกำลังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น สิ่งที่ควรเกิดขึ้นหลังจากนี้คือการวางแผนเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและดูแลรักษาแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งอาจต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ จึงจะสามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

แหล่งข้อมูล

ยันต้มน้ำประปาไม่ช่วยลดเค็ม แถมทำเกลือเข้มข้นเพิ่ม
ทางรอดต้นไม้ สู้วิกฤติ “น้ำประปาเค็ม” เข้าใจใหม่ “น้ำขวด” ไม่ไร้เค็ม
ดีจริงไหม? กรองน้ำแบบ Reverse Osmosis (RO) น้ำสะอาดใส แต่ไร้แร่ธาตุ
กรมอนามัย ชี้น้ำประปาเค็มแต่ “โซเดียม” ไม่เกินมาตรฐาน
แล้งหนัก-น้ำประปาเค็มถึงพฤษภาคม 63 เตือน 7 กลุ่มเสี่ยงเลี่ยงดื่ม
เตือน 7 กลุ่มเสี่ยง หลีกเลี่ยงบริโภคน้ำประปาเค็ม


อ่านเพิ่มเติม ฝุ่นละออง PM 2.5 ภัยร้ายกลางเมืองที่กำลังคุกคามสุขภาพ

เรื่องแนะนำ

ภารกิจขนน้ำช่วยเลียงผาบนเขาสมโภชน์

ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์ หมู… บดินทร์ จันทศรีคำ ผู้ชายที่มีใจอาสาเพื่อป่าไม้และสัตว์ป่า ทำไมต้อง “ขนน้ำให้ เลียงผา ” ผมได้รับข้อมูลที่มีการส่งต่อกันมาทางเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับเรื่องการเชื้อชวนคนขนน้ำขึ้นไปให้ เลียงผา จึงเกิดความใคร่รู้ว่า กระบวนการ และกรรมวิธีเป็นอย่างไร เพราะอะไรทำใมมนุษย์อย่างเราๆ จึงต้องขนน้ำไปให้เลียงผา จากความสงสัยดังกล่าว ผมจึงได้พุดคุยกับน้าหมู บดินทร์ จันทร์ศรีคำ ผู้เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างในงานอาสาครั้งนี้ และเป็นประธาน​ชมรมฅนรักษ์​สัตว์​-ป่า สังกัด​องค์กร​อนุรักษ์ น้าหมูเล่าให้ฟังถึงที่มาของการขนน้ำขึ้นเขาสมโภชน์ว่า โครงการขนน้ำให้เลียงผาที่เขาสมโภชน์ เป็นโครงการต่อเนื่องมาจากเขาแผงม้าที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2542 ส่วนที่เขาสมโภชน์น้าหมูเริ่มลงมือทำเมื่อปี 2549 เพราะได้รับเงินทุนจากโครงการไทยเข้มแข็ง ให้จัดตั้งศูนย์อนุบาลสัตว์ป่าที่บาดเจ็บและสัตว์ป่วยในพื้นที่เขาใหญ่และพื้นที่ภาคกลางทั้งหมด เราต้องหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับก่อสร้างศูนย์ฯ และสุดท้ายได้ข้อสรุปร่วมกันที่จังหวัดนครนายกนครนายก โดยทางอุทยานแห่งชาติมอบพื้นที่ 500 ไร่เพื่อให้สร้างศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าภาคกลางนครนายก เพื่อรับรองดูแลสัตว์ป่าของกลางที่อยู่ระหว่างดำเนินคดี ให้นำมาอนุบาลไว้ที่นี่ วันหนึ่ง เจ้าหน้าที่พบเลียงผาเสียชีวิตใกล้ศูนย์ฯ ทางทีมสัตวแพทย์จึงผ่าตัดชันสูตร ผลปรากฏว่า เลียงผาตัวนั้นตายจากการติดเชื้อ และที่สำคัญคือพบสารเคมีในร่างกาย อีกไม่ถึงสองอาทิตย์ก็พบเลียงผาตายเป็นตัวที่สอง เจ้าหน้าที่ทุกคนที่อยู่ในศูนย์ฯ เกิดความสงสัยว่ามันมาจากไหน หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนท้องถิ่นบอกว่า เลียงผามาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสมโภชน์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เมื่อทีมสัตวแพทย์ชันสูตรก็พบผลลัพธ์เหมือนเลียงผาตัวแรก คือพบสารเคมีในเสือดและร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง […]

เสียงเพรียกจากมวลบุปผา

ความสร้างสรรค์ระหว่างธรรมชาติไม่มีที่สิ้นสุดดังจะเห็นได้จากกรณีของค้างคาวกินนํ้าต้อยและเถาไม้เลื้อยที่ผลิดอกยามคํ่าคืน ซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันในป่าเขตร้อนลุ่มตํ่าของอเมริกากลาง ค้างคาวลิ้นยาวสีนํ้าตาล (Glossophaga commissarisi) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีปีกตัวเล็กจ้อยที่มีขนาดร่างกาย ไม่ใหญ่กว่านิ้วโป้ง และโผบินท่ามกลางมวลดอกหมามุ่ย (Mucuna holtonii) เพื่อลิ้มเลียนํ้าต้อยเฉกเช่นนกฮัมมิงเบิร์ดและแมลงภู่ โดยผสมเกสรเป็นการแลกเปลี่ยน ในเวลากลางวัน ดอกได้อวดสีสันสดใส แต่ในยามคํ่าคืน กระทั่งเฉดสีสุกสว่างที่สุดก็ยังซีดจางในแสงจันทร์ ดอกหมามุ่ยจึงต้องหันไปพึ่งเสียงเพื่อดึงดูดค้างคาว ที่สถานีชีววิทยาลาเซลวาทางเหนือของคอสตาริกา เถาหมามุ่ยเก่าแก่ที่ยังงอกงามเลื้อยกระหวัดถักทอเป็นเพดานใบไม้เหนือที่ว่างในป่า และทอดกิ่งเขียวยาวที่มี ดอกหมามุ่ยนับสิบ ๆ ดอกลงสู่เบื้องล่าง เมื่อสิ้นแสงอาทิตย์ ดอกตูมของเถาหมามุ่ยเตรียม แต่งองค์ทรงเครื่องรอรับค้างคาว เริ่มจากกลีบดอกสีเขียวอ่อนด้านบนสุดที่หุ้มดอกตูมอยู่ค่อย ๆ เปิดขึ้นในแนวตั้ง ราวกับไฟส่งสัญญาณวับวาม ถัดจากกลีบส่งสัญญาณนี้ ลงไปเป็นกลีบด้านข้างเล็ก ๆ สองกลีบที่สยายออกราวกับปีก เผยให้เห็นร่องด้านบนของฝักถั่วอันเป็นที่มาของกลิ่นคล้ายกระเทียมโชยอ่อนไปไกลเย้ายวนให้ทาสติดปีกรุดมาเยือน ค้างคาวใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเป็นเครื่องมือในการระบุสิ่งกีดขวางหรือเป้าหมาย พวกมันใช้เส้นเสียงสร้างเสียงที่สั้น รัว ส่งผ่านรูจมูกหรือปาก และตีความรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมายังหูที่ไวต่อเสียง ข้อมูลที่กลับเข้ามาได้รับการประมวลอย่างรวดเร็วและ ต่อเนื่อง ช่วยให้ค้างคาวสามารถปรับเส้นทางการบินกลางอากาศได้อย่างคล่องแคล่ว ค้างคาวส่วนใหญ่กินแมลงเป็นอาหาร พวกมันมักส่งสัญญาณเสียงอันทรงพลัง ครอบคลุมระยะทางไกล ๆ ขณะที่ค้างคาวกินนํ้าต้อยส่งสัญญาณเสียงที่แผ่วเบา แต่ ซับซ้อนกว่า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า การกลํ้าความถี่ (frequency modulation) สัญญาณอย่างหลังนี้ชดเชย […]

สัตว์ป่าในบางกอก

สัตว์ป่า ในบางกอก จากหลักฐานคำบอกเล่าและบันทึกของชาวต่างชาติ เช่น สังฆราชฌอง บัปติสตา ปาลเลอกัวซ์ บาทหลวงคาทอลิกชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามายังกรุงสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 กล่าวถึงกรุงเทพฯ หรือบางกอกในยุคนั้นว่าเคยมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุมและมีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์  ภายในเวลาสองศตวรรษถึงราว 50 ปีที่ผ่านมา บริเวณที่เป็นเมืองหลวงของเรายังเคยมีจระเข้ชุกชุม มีโขลงช้างป่าออกมาหากินในทุ่งราบ ชาวบ้านยังล่ากวาง มีนกขนาดใหญ่อย่างกระเรียนพันธุ์ไทยและอีแร้ง เสือปลา นาก และอื่นๆ  ก่อนจะค่อยๆ หายไปในเวลาต่อมาจากเนื่องจากการล่าและการขยายตัวของชุมชน  ปัจจุบันเริ่มมีข่าวคราวการพบสัตว์บางชนิดตามธรรมชาติในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว เช่น นากใหญ่ขนเรียบ วาฬบรูด้า และลิงแสม ชมภาพจำลองของสัตว์ป่าในบางกอกเมื่อครั้งอดีตได้ ที่นี่    หมายเหตุ : ภาพสัตว์ป่าในบางกอกพัฒนาจากข้อมูลและภาพสไลด์ชุด “Rewilding Bangkok ฟื้นชีวิตป่าเมืองกรุง” โดย ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ มูลนิธิโลกสีเขียว   อ่านเพิ่มเติม : ไพร่ฟ้าสามัญชน, ย้อนรอยสารคดีเกี่ยวกับเมืองไทย ใน National Geographic

วูลเวอรีน : ชีวิตที่ต้องดิ้นรนเพื่ออยู่รอด

รู้จักกับวูลเวอรีน (wolverine) สัตว์กินเนื้อและนักล่าผู้ดุร้ายแห่งแดนเหนืออันห่างไกล แม้พวกมันจะขึ้นชื่อเรื่องความเก่งกาจและความทรหดเป็นเลิศ ทว่าทุกวันนี้ วูลเวอรีนกำลังต่อสู้กับภัยคุกคามใหม่ๆ เพราะภูมิอากาศที่อบอุ่นขึ้นกำลังทำให้อาณาเขตของพวกมันหดหายไป