ลุ่ม แม่น้ำโขง กำลังอยู่ในภาวะแห้งแล้งขั้นอันตราย - National Geographic Thailand

ลุ่ม แม่น้ำโขง กำลังอยู่ในภาวะแห้งแล้งขั้นอันตราย

ชาวประมงบนริมฝั่ง แม่น้ำโขง ที่จังหวัดหนองคาย ประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ภาพถ่ายโดย SOE ZEYA TUN, REUTERS


แม่น้ำโขง สายนี้หล่อเลี้ยงอารายธรรมมาเป็นเวลานับพันปี ขณะนี้กำลังแห้งแล้ง และไม่อาจทนกับการจู่โจมการจากการก่อสร้างเขื่อน การทำประมงเกินขนาด และการขุดทราย (sand mining) ได้อีกต่อไป

กรุงพนมเปญ, กัมพูชา – เป็นเวลาหลายเดือนมาแล้วที่บรรดาโลมาอิรวดี (Irrawaddy dolphin) ว่ายน้ำมาติดตาข่ายดักปลาของชาวประมงซึ่งถูกพบเห็นในแม่น้ำโขงที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เป็นจุดที่ห่างจากแหล่งอาศัยดั้งเดิมทางตอนเหนือของกัมพูชา นักอนุรักษ์ธรรมชาติต่างพยายามช่วยเหลือบรรดาสัตว์ที่กำลังสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในแม่น้ำแห่งนี้แม้จะต้องแข่งกับเวลาที่กำลังหมดลง

สำหรับชาวกัมพูชา โลมามีบทบาทในเชิงเปรียบเทียบตามความเชื่อ มันแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของลำน้ำโขง ชะตาชีวิตของปลาเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความสมดุลของธรรมชาติ แม่น้ำโขงก็เช่นกัน สัญญาณเหล่านี้กำลังแสดงให้เห็นว่า แม่น้ำที่ได้ชื่อว่ามีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกกำลังอยู่ในภาวะที่บีบคั้นในระดับลุ่มแม่น้ำ

เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังปรากฏขึ้นลางๆ ในเส้นทางน้ำที่มีความยาวกว่า 4,300 กิโลเมตร และไหลผ่านถึง 6 ประเทศ แม่น้ำโขงไม่อาจทนกับการจู่โจมการจากการก่อสร้างเขื่อน การทำประมงเกินขนาด และการขุดทรายได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ในภาวะอ่อนแอ แม่น้ำสายนี้ก็ยังคงทรงพลังเนื่องจากมีผู้คนกว่า 60 ล้านคนที่ยังคงพึ่งพิงแม่น้ำสายนี้ในการหล่อเลี้ยงชีวิต

แต่ในปี 2019 สิ่งต่างๆ เริ่มย่ำแย่ เริ่มจากวิกฤตฝนมรสุมที่ไม่ตกต้องตามฤดูกาลในช่วงเดือนพฤษภาคม ภาวะแห้งแล้งเกิดขึ้นในภูมิภาค ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี และเมื่อฝนมาถึง ก็ไม่ได้ยาวนานดังเช่นที่เคยเป็น ภาวะแห้งแล้งจึงยังดำเนินต่อไป

แม่น้ำโขง, เขื่อนแม่น้ำโขง
จุดสีเหลืองที่ปรากฎในแผนที่เป็นสัญลักษณ์แทนเขื่อนบนแม่น้ำโขงหรือลำน้ำสาขา

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีหลายสิ่งแปลกๆ เกิดขึ้น บางแห่งทางตอนเหนือแม่น้ำ สายน้ำอันยิ่งใหญ่ไหลช้าลงจนอยู่จนอยู่ในภาวะที่ไหลเอื่อยๆ สีของแม่น้ำเปลี่ยนคล้ายเป็นลางบอกเหตุความผิดปกติและเริ่มเต็มไปด้วยกลุ่มสาหร่ายที่กระจายตัว จำนวนปลาที่อาศัยอยู่พื้นล่างซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลกลดลง ซ้ำร้าย ปลาที่จับได้ก็มีขนาดเล็กจนทำได้เพียงแค่นำไปใช้เลี้ยงปลาตัวอื่นๆ เท่านั้น

“ทุกที่ที่คุณมองต่างเป็นตัวชี้วัดว่าแม่น้ำแห่งนี้ ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงชีพผู้คนมากมายเป็นเวลานาน กำลังอยู่ในจุดแตกหักครับ” เซ็บ โฮแกน นักมีนวิทยา (fish biologist) แห่งมหาวิทยาลัยเนวาดา เรโน และนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กล่าว

และในขณะนี้ แม่น้ำโขงกำลังเข้าสู่สภาวะที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

กระแสน้ำธรรมชาติถูกขัดขวาง

แม่น้ำโขงมีจุดกำเนิดจากที่ราบสูงธิเบตอันหนาวเย็นไหลผ่านหุบเขาลึกในจีน หรือที่รู้จักกันในนามลุ่มน้ำตอนบน (upper basin) ไหลลงมายังประเทศที่อยู่ตามลุ่มน้ำตอนล่าง (lower basin) เช่นเมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา ก่อนแตกสาขาเป็นแม่น้ำสายย่อยไปพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอันกว้างใหญ่ที่เวียดนามและไหลลงสู่ทะเลจีนใต้

แม่น้ำแห่งนี้เป็นบ้านของปลานับพันสายพันธุ์ สายน้ำที่ไหลในช่วงฤดูน้ำหลากก่อให้เกิดแหล่งที่อยู่อาศัยสมบูรณ์แบบของบรรดาปลาและนกน้ำ และพัดพาตะกอนที่สำคัญไปตามพื้นที่เกษตรกรรมตามแม่น้ำ

แต่การไหลของแม่น้ำตามธรรมชาติดังกล่าวกำลังถูกขัดขวาง เนื่องจากผลกระทบจากการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ปัญหาชัดเจนขึ้น

ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากเขื่อนบนแม่น้ำโขง 11 แห่งที่ดำเนินการโดยประเทศจีน โดยในช่วงหน้าแล้งสุดขั้ว เช่นในตอนนี้ที่เขื่อนเหล่านี้กั้นน้ำมากกว่า 12 ล้านล้านแกลลอน นับเป็นปัจจัยขัดขวางการไหลของน้ำไปยังพื้นที่เบื้องล่างอย่างรุนแรง

“เมื่อมีภาวะแห้งแล้ง จีนก็ควบคุมการไหลของน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ไบรอัน อีย์เลอร์ (Brian Eyler) ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งศูนย์สติมสันในวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าว

(เชิญชมวิดีโอ 90 วันใน 90 วินาที: วิถีชีวิตในแม่น้ำโขง โดย เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ที่นี่)

ทั้งชาวประมงและชาวนาในภาคเหนือของประเทศไทยต้องจัดการกับความผันผวนของกระแสน้ำอย่างรุนแรงเนื่องจากเขื่อนเหล่านี้เป็นผู้กำหนดในการกักเก็บหรือปล่อยน้ำ โดยการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เป็นอันตรายต่อการอพยพของปลา นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของน้ำอย่างรวดเร็วมักกวาดเอาพืช สัตว์ อุปกรณ์ และขัดขวางเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบท

เมื่อเร็วๆ นี้ สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น หลังจากที่เขื่อนจิ้งหงของจีนปรับลดการระบายน้ำครึ่งหนึ่งในช่วงการทดสอบเขื่อน ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำลดลง โขดหินสันดอนทรายในแม่น้ำโขงโผล่ขึ้นจนมองเห็นได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมยังเกิดขึ้นจากโครงการสร้างเขื่อนของประเทศลาวที่กำลังวาดฝันตัวเองให้เป็นแบตเตอรีแห่งเอเชียโดยการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำนับร้อยแห่งในปีที่จะถึงนี้ หลังจากที่มีเขื่อนปฏิบัติการอยู่แล้วกว่า 60 แห่งตามลำน้ำสาขาในแม่น้ำโขง

ชีพจรลำน้ำอันรวยริน

นอกจากเรื่องเขื่อน ยังมีการศึกษาพบว่าแม่น้ำโขงกำลังพบเจอผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เกิดจากภาวะเอลนีโญ ซึ่งก่อให้เกิดความแห้งในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น

และเมื่อพูดถึงเรื่องการทำประมง ไม่มีประเทศใดที่รู้สึกร้อนรนได้เท่ากัมพูชาซึ่งเป็นที่ตั้งและทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างโตนเลสาบ โดยปกติ เมื่อฤดูฝนมาถึง โตนเลสาบซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำโขงจะขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญของปลา และมีบทบาทสำคัญในด้านการค้า ในทุกปีจะมีการจับปลาในทะเลสาบแห่งนี้มากถึง 500,000 ตัน มีจำนวนมากกว่าปลาที่จับได้จากพื้นที่แม่น้ำและทะเลสาบทั่วทั้งทวีปอเมริกาเหนือรวมกัน

แม่น้ำโขง
ภาพถ่ายทางอากาศที่ถ่ายเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2019 แสดงให้เห็นถึงแม่น้ำโขงในจุดที่ห่างจากเขื่อนไซยะบุรีในประเทศลาวประมาณ 297 กิโลเมตร กระแสน้ำร่องสายน้ำที่แห้งขอดที่มาจากเขื่อนก่อให้เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงจากบรรดานักอนุรักษ์และชาวบ้านที่พึ่งพาความหลากหลายของระบบนิเวศเพื่อผลิตอาหารและดำรงวิถีชีวิต ภาพถ่ายโดย SUCHIWA PANYA, AFP/GETTY IMAGES

อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะแห้งแล้งของแม่น้ำโขงทำให้ระดับที่มายังโตนเลสาบมาช้า และในเวลาต่อมาก็ลดลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเกิดการตายของฝูงปลามหาศาลที่เกิดจากน้ำที่ตื้นเขินและออกซิเจนในน้ำที่มีไม่เพียงพอ จึงทำให้มีการคาดการณ์ว่าจำนวนปลาที่จับลงได้อาจลดลงมากถึงร้อยละ 90 ซึ่งถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ จะไม่มีโอกาสในการจับปลาเพื่อการบริโภคของมนุษย์อีกต่อไป รวมถึงกิจการประมงโดยชาวบ้านที่อยู่รอบทะเลสาบจะต้องปิดตัวลงเช่นกัน

โดยอีย์เลอร์กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับเขาคือการขาดแคลนอาหารที่สำคัญในโตนเลสาบ “โดยปกติแล้ว การจับปลาในพื้นที่ทะเลสาบขนาดใหญ่ของโลกแห่งนี้เป็นแหล่งโปรตีนโดยส่วนใหญ่ของประชากรกัมพูชาที่มีอยู่กว่า 16 ล้านคน ราคาของปลาตามท้องตลาดในกัมพูชากำลังพุ่งทะยาน และวิกฤตทางอาหารอาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลาครับ” เขากล่าว

ความพยายามของภูมิภาคเพื่อรักษาอนาคตของลำน้ำโขง

ในขณะที่ไทยกำลังได้รับการเตือนเรื่องการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงในเดือนที่กำลังจะมาถึง กัมพูชาอาจพบเจอกับการขาดแคลนอาหารครั้งใหญ่ ที่เวียดนามก็กำลังกังวลถึงสภาวะที่กำลังเกิดขึ้นในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ในที่แห่งนั้น ชายฝั่งที่กำลังยุบตัวซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการขุดทราย ซึ่งทำให้บ้านหลายหลังและถนนกำลังทรุดตัว จนทำให้มีการประกาศภาวะฉุกเฉินใน 6 จังหวัด

อีย์เลอร์กล่าวว่าผู้มีอำนาจในภูมิภาคต่างไม่ตระหนักถึงความเลวร้ายของสถานการณ์นี้ “บรรดารัฐบาลลุ่มแม่น้ำโขงไม่ตอบสนองในการเข้าใจปัญหาที่กำลังมาถึงและทำงานร่วมกันเพื่อบรรเทาความเสี่ยงและการฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วเพียงพอ”

ด้านโฮแกนเชื่อว่าจะต้องเปลี่ยนลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจเพื่อให้แม่น้ำโขงอยู่รอด “แม่น้ำสายนี้เปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของคนที่เห็นมันว่าเป็นแหล่งผลิตพลังงาน” เขากล่าวและเสริมว่า “สิ่งนี้ต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อให้อาหาร ความอุดมสมบูรณ์ และระบบนิเวศ เกิดขึ้นได้จากการให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อแม่น้ำที่มีคุณภาพ เชื่อมต่อกัน และไหลรินได้อย่างอิสระครับ”

และดูเหมือนว่านักอนุรักษ์ธรรมชาติเองก็มีความเห็นว่ายังไม่สายเกินไปที่จะรักษาแม่น้ำโขงไว้ “เราต่างเห็นว่าแม่น้ำโขงกำลังบาดเจ็บ และความเสียหายกำลังจะเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่” เพียรพร ดีเทศน์ ผู้ประสานงานโครงการรณรงค์ในไทยขององค์กร International Rivers กล่าวและเสริมว่า “แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นใกล้ตาย คุณค่าระบบนิเวศของแม่น้ำโขงอันประเมินค่ามิได้สามารถทำให้ฟื้นฟูและกลับมาเป็นยังเดิมเพื่อให้ภูมิภาคเกิดความยั่งยืนค่ะ”

เรื่อง STEFAN LOVGREN


อ่านเพิ่มเติม ระดับน้ำแม่น้ำโขงต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี และส่งผลสะเทือนใหญ่หลวงต่อธรรมชาติ

แม่น้ำโขง

เรื่องแนะนำ

การปิดเขาเอเวอเรสต์จากโควิด-19 ก่อให้เกิดความกังวลครั้งใหญ่ของชาวบ้าน

จีนและเนปาลยกเลิกฤดูปีนเขาจากทั้งสองด้านของเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่จะไม่มีใครได้ ปีนเขาเอเวอเรสต์ ที่สูงที่สุดในโลกลูกนี้หลังจากแผ่นดินครั้งใหญ่ใกล้ยอดเขาในปี 2015 ภาพถ่ายโดย RENAN OZTURK, NATIONAL GEOGRAPHIC เพราะการยกเลิกฤดูปีนเขาเอเวอเรสต์ เนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนาส่งผลต่อเศรษฐกิจอันเปราะบางของเนปาลเป็นอย่างมาก นักปืนเขาในพื้นที่สูงถือเป็นกลุ่มที่มีความฟิตและสุขภาพที่ดีในบรรดาประชากรที่อยู่บนโลก และสิ่งที่พวกเขาตามหา มักจะอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ศิวิไลซ์ อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงผลร้ายที่ตามมาจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้เกิดการจำกัดการท่องเที่ยวและมาตรการกักกันผู้คนทั่วโลก เมื่อวันที่ 11 มีนาม สมาคมปีนเขาแห่งจีนทิเบต (China Tibet Mountaineering Association – CTMA) องค์กรที่รับผิดชอบเรื่องการอนุญาตการท่องเที่ยวและปีนเขาทั่วพื้นที่ที่ราบสูงทิเบตได้ออกมาประกาศว่าจะไม่อนุญาตให้มีการปีนเขาเอเวอร์เรสต์จากพื้นที่ควบคุมของจีนทางตอนเหนือของภูเขาในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ ต่อจากการประกาศจากจีน เนปาลก็ได้มีการประกาศในช่วงกลางดึกของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า จะยกเลิกการปีนเขาช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ทั้งหมด รวมไปถึงการปีนเขาเอเวอเรสต์ นอกจากนี้ รัฐบาลเนปาลได้หยุดการออก Visa On Arivrial ให้กับนักท่องเที่ยวเป็นการชั่วคราว โดยการระงับวีซ่านี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน การท่องเที่ยวภูเขา (Mountain tourism) เป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของเนปาล บรรดานักปีนเขาเอเวอเรสต์มีส่วนในการใช้จ่ายเงินกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9,600 ล้านบาท) […]

แรร์เอิร์ธ แร่ที่กุมชะตาแห่งสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ

หน่วยการผลิต แร่แรร์เอิร์ธ neodymium ทั่วโลก ต้องเพิ่มการผลิตถึง 5 เท่า เพื่อนำไปใช้สำหรับผลิตกังหันลม ซึ่งจะเป็นพลังงานทดแทนได้ในอนาคต ภาพถ่ายโดย NELSON CHING, BLOOMBERG/GETTY IMAGES แร่แรร์เอิร์ธ (Rare-Earth Element) หรือกลุ่มแร่หายาก คือสินแร่ของโลกที่เป็นส่วนสำคัญในการผลิตสินค้าเทคโนโลยีต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งบัดนี้อาจกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญในศึกสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา เมื่อประเทศใหญ่ของโลกอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาขยับตัว โลกก็สั่นไหว ขณะนี้ ทั่วโลกกำลังเฝ้าจับตามอง สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาที่ดำเนินมาอย่างยืดเยื้อ หลายมาตรการที่ทั้งสองประเทศนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกำแพงภาษีการนำเข้าจากทั้งสองประเทศ หรือที่สร้างความฮือฮาไปไม่น้อย คือการที่สหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการใช้งานอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีและการสื่อสารจากบริษัทที่ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าหมายถึงบริษัทเทคโนโลยีการสื่อสารจากประเทศจีน และเมื่อเร็วๆ นี้ ท่าทีในการตอบโต้ครั้งใหม่ของจีน คือการแสดงออกว่าจะระงับการส่งแร่ธาตุสำคัญซึ่งจำเป็นในการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี (โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ) ของทั้งสองประเทศ ที่เรียกว่า แรร์เอิร์ธ (Rare-Earth) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลายคนมองว่า เป็นการตอบโต้ที่น่ากลัวไม่น้อย แร่ที่พร้อมสั่นสะเทือนโลกทั้งใบ แร่แรร์เอิร์ธ หรือชื่อเต็มคือ Rare-Earth Element เป็นสินแร่ชนิดโลหะธาตุ เป็นแร่ธาตุ 17 ชนิดที่เรียกว่า กลุ่มธาตุแลนทาไนด์ (Lanthanide) ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายโลหะ แต่ไม่ได้เอามาผลิตเป็นโลหะโดยตรง โดยเหตุที่เรียกว่าเป็นแร่หายาก […]

เจาะเบื้องลึกวิกฤติหมอกควัน

เจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่าในอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติงานเสี่ยงภัยดับไฟป่าในเวลากลางคืน ด้วยการกวาดใบไม้สร้างเป็นแนวกันไฟ ไฟในป่าเปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็นเถ้าปลิวละล่องไปตามลมและหอบลอยขึ้นสู่ที่สูง นี่คือภาพของปัญหา หมอกควัน ในภาคเหนือที่เรื้อรังมานานหลายปี สาเหตุเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มาจากนํ้ามือคน เรื่อง ราชศักดิ์ นิลศิริ ภาพถ่าย จิตรภณ ไข่คำ ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนพฤษภาคม 2558 เกือบสิบปีมาแล้วที่ชาวบ้านนาก้า ตำบลยาบหัวนา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน เกือบทั้งหมู่บ้านผันตัวมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พวกเขาซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัท เช่นเดียวกับปุ๋ยและยาฆ่าแมลง และแปรสภาพสันเขาสลับซับซ้อนให้กลายเป็นทุ่งข้าวโพดเขียวชอุ่มในฤดูฝน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองตองแก่ยามเข้าสู่ฤดูหนาวพร้อมรอเก็บเกี่ยว ย้อนหลังไปสัก 30 ปีก่อนหน้านี้ ชาวบ้านนาก้ายังพึ่งพาการเก็บของป่า ปลูกข้าวและพืชไร่หลากหลายอย่างอิสระ ไม่มีใครคุยกันเรื่องโฉนดที่ดินหรือเอกสารทำกินใด ๆ บรรพบุรุษของพวกเขาฝากชีวิตไว้กับผืนป่าและธรรมชาติ ครั้นเข้าสู่ยุคของการพัฒนา หนุ่มสาวที่นี่พากันไปขายแรงงานยังต่างเมืองไม่ต่างจากชนบทอีกหลายแห่ง ระหว่างนั้นใน พ.ศ. 2536 ทางการประกาศให้ป่า (ป่าเพื่อการเศรษฐกิจ โซน E) ในละแวกหมู่บ้านแปรสภาพเป็นพื้นที่เกษตร แรงงานเหล่านั้นจึงกลับมาแผ้วถางป่าเป็นพื้นที่ทำกินลึกเข้าไปในป่าสงวนอีกหลายโซน และไม่มีเอกสารสิทธิครอบครอง แม้จะมีลำห้วยไหลผ่าน แต่เนินเขาแถบนี้ก็ร้อนแล้ง ชาวบ้านบ่นว่าพวกเขาไม่สามารถสูบนํ้าจากแหล่งนํ้าขึ้นที่สูงได้ ดังนั้นหลังจากลองผิดลองถูกมาหลายฤดูกาล ชาวบ้านจึงตัดสินใจฝากอนาคตไว้กับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีการส่งเสริมให้ปลูกอย่างแพร่หลาย ข้าวโพดทนแล้งและดูแลง่าย […]

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ฝุ่น PM 2.5 (ตอนที่ 1)

ภาพถ่ายโดย เอกรัตน์ ปัญญะธารา ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ฝุ่น PM 2.5 (ตอนที่ 1) ทำความรู้จัก PM 2.5 PM ย่อมาจาก Particulate Matter หรืออนุภาคใดๆ ที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร (ไมครอน) ซึ่งขนจมูกไม่ดักจับได้ โดยเป็นสารแขวนลอยที่ฟุ้งกระจายในชั้นบรรยากาศ อาจอยู่ในสภาพของเหลวหรือของแข็งขนาดเล็ก เช่น อนุภาคต่างๆ เชื้อโรค หรือฝุ่นละออง จนทำให้เรามองเห็นในภาพกว้างเป็นลักษณะคล้ายหมอกหรือควัน ในประเทศไทยเริ่มตรวจวัดค่า PM 2.5 มาตั้งแต่ พ.ศ. 2544 ก่อนที่กรมควบคุมมลพิษจะมอบหมายให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องฝุ่นละอองและข้อมูลอื่นๆ หลังจากนั้นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจึงออกประกาศการกำหนดมาตรฐานฝุ่น PM 2.5 ใน พ.ศ. 2553 ในสถานการณ์ปัจจุบันนิยมใช้การวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index, AQI) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้ระบุคุณภาพอากาศของสถานที่นั้นๆ โดยตัวเลขบอกปริมาณ PM 2.5 เป็นหน่วย ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (μg/m3) ค่าเฉลี่ย […]