งานวิจัยเผย เขื่อนประเทศต้น แม่น้ำโขง กักน้ำมหาศาลจนประเทศปลายน้ำเกิดภัยแล้ง

งานวิจัยเผย เขื่อนประเทศต้น แม่น้ำโขง กักน้ำมหาศาลจนประเทศปลายน้ำเกิดภัยแล้ง

(ภาพปก) ภัยแล้งและเขื่อนต้นน้ำได้ลดระดับน้ำของแม่น้ำโขงให้ต่ำที่สุดในรอบร้อยปี และส่งผลกระทบต่อการวางไข่ของปลา อันเป็นสัญญาณที่ไม่ดีต่อแหล่งอาหารในภูมิภาคนี้ ภาพถ่ายโดย BEN DAVIES/LIGHTROCKET/GETTY


ข้อมูลจากงานวิจัยใหม่เผยให้เห็นว่าทางการปักกิ่งเป็นต้นเหตุของระดับน้ำใน แม่น้ำโขง ที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ในประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เมื่อปีที่แล้ว

เขื่อนบนแม่น้ำโขงในประเทศจีนได้กักน้ำจำนวนมหาศาลในช่วงภัยแล้งซึ่งสร้างความเสียหายให้กับประเทศที่อยู่ปลายน้ำเมื่อปีที่แล้ว โดยในช่วงเวลาเดียวกัน เขื่อนของจีนกลับมีปริมาณน้ำมากกว่าค่าเฉลี่ยของระดับน้ำในพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำ

บรรดากลุ่มสิ่งแวดล้อมที่ทำงานเพื่อดูแลแม่น้ำโขงต่างเรียกร้องถึงความโปร่งใสและความร่วมมือในการเปิดเผยรายงานว่า เขื่อนของจีนได้กักน้ำจำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าว

บริษัท Eyes on Earth Inc., บริษัทสำรวจและให้คำปรึกษาที่เชี่ยวชาญด้านแหล่งน้ำได้เปิดเผยการศึกษาที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในเรื่องการจัดการน้ำในแม่น้ำโขงระหว่างประเทศจีนและประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง แม่น้ำที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนราว 60 ล้านคนที่แม่น้ำไหลผ่าน ทั้งใน สปป. ลาว เมียนมา ไทย กัมพูชา และเวียดนาม

โดยข้อมูลระดับน้ำดังกล่าวได้มาจากข้อมูลดาวเทียมที่เก็บข้อมูลเขื่อน 11 แห่งของจีน ซึ่งได้กักน้ำทั้งที่ในช่วงเวลานั้นจีนมีระดับน้ำที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอยู่แล้ว ในทางกลับกัน ประเทศปลายน้ำกลับมีระดับน้ำที่ต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี

ภัยแล้งในปีที่แล้วได้ส่งผลให้ทั้งชาวนาและชาวประมงในพื้นที่ปลายน้ำเห็นการลดลงของระดับน้ำจนเห็นสันดอนทรายไปตลอดแนวแม่น้ำ และสีของแม่น้ำที่เปลี่ยนจากสีน้ำตาลเข้มเป็นสีฟ้าสว่างเนื่องจากระดับน้ำที่ตื้นและขาดแคลนตะกอนที่พัดมากับแม่น้ำ

เขื่อน
เขื่อน Xiaowan ที่มีความสูงราว 291 เมตร ซึ่งสร้างเสร็จในปี 2010 เป็นแหล่งพลังงานให้กับบรรดาเมืองและอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตบริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศจีน การสร้างเขื่อนนี้ทำให้ชาวบ้านกว่า 38,000 คน ต้องอพยพ ภาพถ่ายโดย DAVID GUTTENFELDER, AP/NAT GEO IMAGE COLLECTION

“ถ้าจีนอ้างว่าไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะแห้งแล้ง ข้อมูลที่เราพบก็ไม่ได้สนับสนุนคำกล่าวอ้างดังกล่าว” อลัน บาซิสต์ นักอุตุนิยมวิทยาและประธานบริษัท Eyes on Earth ที่ทำการสำรวจและได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการริเริ่มสหรัฐ-ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (US-Lower Mekong Initiative) กล่าว

การศึกษาดังกล่าวได้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมที่ตรวจจับน้ำบนพื้นผิวโลกที่ได้จากปริมาณฝนและการละลายของน้ำแข็งในส่วนพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงของประเทศจีนนับตั้งแต่ปี 1992 จนถึงปลายปี 2019

จากนั้นได้มีการนำข้อมูลระดับน้ำที่ได้จากคณะกรรมการแม่น้ำโขงที่สถานีตรวจวัดระดับน้ำเชียงแสน ประเทศไทย ซึ่งเป็นสถานีที่ตั้งอยู่ใกล้กับประเทศจีนเพื่อสร้างรูปแบบการคาดการณ์ (a predictive model) ของจำนวนระดับน้ำตามธรรมชาติในแม่น้ำที่ได้จากปริมาณฝนและการละลายของหิมะในพื้นที่ต้นน้ำ

ดาวเทียมได้วัดข้อมูลความชื้นพื้นผิว (surface wetness) ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ซึ่งมีข้อมูลว่าในปี 2019 ในพื้นที่ดังกล่าวมีระดับน้ำเหนือกว่าค่าเฉลี่ยที่จะได้มาจากปริมาณฝนและการละลายของหิมะในช่วงฤดูน้ำหลากเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม

แต่ในทางกลับกัน ระดับน้ำในพื้นที่ปลายน้ำในส่วนของชายแดนไทย-ลาว ในช่วงเวลานั้นต่ำกว่าระดับน้ำที่ควรจะเป็นถึง 3 เมตร

จากข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศจีน “ไม่ได้ปล่อยน้ำลงมาในช่วงฤดูน้ำหลาก แม้ว่าการจำกัดน้ำของจีนนั้นจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อประเทศปลายน้ำก็ตาม” บาซิสต์ กล่าว

แม่น้ำโขง
ลาว: ชาวประมงเตรียมเหวี่ยงแหจับปลาที่น้ำตกคอนพะเพ็ง ซึ่งถือเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียหากวัดจากปริมาตร กระแสน้ำบางส่วนจะถูกผันไปผลิตกระแสไฟฟ้าที่เขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งจะเกิดขึ้นในไม่ช้าบนลำน้ำ สายรองสายหนึ่งของแม่น้ำโขง

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการแม่น้ำโขง (The Mekong River Commission – MRC) หน่วยงานนานาชาติที่ทำงานร่วมกับรัฐบาลประเทศลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนามในการจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนใต้ กล่าวว่าการศึกษาดังกล่าวพิสูจน์ไม่ได้ว่าการกักน้ำดังกล่าวเป็นสาเหตุให้เกิดภัยแล้งรุนแรง อย่างไรก็ตามทางเลขาธิการของคณะกรรมการฯ กล่าวว่าจะหาข้อมูลเพิ่มเติมจากฝั่งประเทศจีนไปพร้อมกับการทำงานด้านความสัมพันธ์ที่เป็นทางการต่อไป

ผลกระทบจากเขื่อน 11 แห่งของจีนบนลุ่มแม่น้ำตอนบนเป็นที่ถกเถียงกันมาอย่างเนิ่นนาน แต่ก็มีข้อมูลในเรื่องดังกล่าวที่จำกัด เนื่องจากทางจีนไม่ได้ปล่อยข้อมูลบันทึกว่ามีน้ำอยู่ในเขื่อนหรือแหล่งเก็บน้ำของพวกเขาอยู่เป็นจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งทาง Eyes on Earth กล่าวว่ามีความจุมากกว่า 47,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

นายบาซิสต์กล่าวว่า ข้อมูลจากดาวเทียมนั้นไม่โกหก และ “มีน้ำจำนวนมากจากที่ราบสูงทิเบตมากมาย ที่ถูกกักเอาไว้ในประเทศจีน”

แม่น้ำโขงนั้นเป็นหนึ่งในแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และเลี้ยงดูประชากรนับสิบล้านคนด้วยสายน้ำและสัตว์น้ำที่อุดมสมบูรณ์ แต่เขื่อนจำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศจีนได้พรากเอาความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวไป

“ปัญหาก็คือชนชั้นนำของจีนมองว่าน้ำเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องใช้ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้แบ่งปันกัน” ไบรอัน อีย์เลอร์ (Brian Eyler) ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งศูนย์สติมสันในวอชิงตัน ดี.ซี. และผู้เขียนหนังสือ ห้วงเวลาสุดท้ายแห่งแม่น้ำโขงอันยิ่งใหญ่ (Last Days of the Mighty Mekong) กล่าว

ที่ประเทศไทย ในสื่อสังคมออนไลน์อย่างทวิตเตอร์ เฮชเท็ก #StopMekongDam (หยุดเขื่อนแม่น้ำโขง) ได้กลายเป็นกระแสยอดนิยม (trend) เมื่อวันพุธ (15 เมษายน) ที่ผ่านมาจากการเปิดเผยการศึกษาเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ทางการจีนได้ออกมาปฏิเสธผลที่ได้จากการสำรวจนี้

“คำอธิบายที่ว่าการสร้างเขื่อนของจีนบนแม่น้ำล้านช้าง (Lancang River) ส่งผลให้พื้นที่ปลายน้ำแห้งแล้งนั้นไม่มีเหตุผล” รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ โดยมีการพูดถึงโดยใช้ชื่อแม่น้ำที่เป็นภาษาจีน

รัฐมนตรีฯ กล่าวเพิ่มอีกว่ามณฑลยูนนานก็พบกับภัยแล้งรุนแรงไปเมื่อปลายปีที่แล้ว จนส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนของจีนที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำมีระดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม “ธารน้ำแข็ง (จากที่ราบสูงทิเบต) ก็เหมือนบัญชีธนาคารของน้ำ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศส่งผลให้มันละลายอย่างรวดเร็ว” นายบาซิสต์กล่าวและเสริมว่า “ประเทศจีนจึงสร้างกล่องฝากเงินที่ปลอดภัยไว้บนพื้นที่ตอนบนของแม่น้ำโขงเพราะพวกเขารู้ว่าเงินในบัญชีธนาคารนี้จะหมดไปในที่สุด และพวกเขาต้องการที่จะเก็บมันไว้”

แหล่งข้อมูล

Chinese dams held back Mekong waters during drought, study finds

Mekong river groups urge China to show transparency after dam report

Chinese dams held back large amounts of water during drought in downstream countries, report says

Did China’s dams contribute to drought in Lower Mekong countries?

China Limited the Mekong’s Flow. Other Countries Suffered a Drought.


อ่านเพิ่มเติม ลุ่มแม่น้ำโขงกำลังอยู่ในภาวะแห้งแล้งขั้นอันตราย

แม่น้ำโขง, นครพนม, ชาวประมง

เรื่องแนะนำ

คืนป่าให้ชีวิต ความสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาดของมนุษย์กับธรรมชาติ

เมื่อ 2559 ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใจกลางกรุงเทพมหานคร หลังฟัง ดร. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียวนำเสนอชุดสไลด์เปิดงานประชุม “Rewilding Bangkok ฟื้นชีวิตป่าเมืองกรุง” เราเพิ่งเข้าใจถึงความเป็นมาของกรุงเทพมหานครย้อนกลับไปไม่ใช่แค่กว่า 200 ปีก่อน แต่เป็นเมื่อ 20,000 ปีที่แล้ว จะว่าไปก็ไม่ไกลเกินไป แต่ทำไมเราถึงไม่เคยสนใจมาก่อน  แผ่นดิน ทะเล แม่น้ำ และระดับน้ำเค็มน้ำจืดเปลี่ยนแปลงไปมาตามกาลเวลา ภาคกลางตอนล่างของไทยเคยถูกน้ำทะเลท่วมหลังสมัยน้ำแข็งถึงสุพรรณบุรี (เลยไม่แปลกที่กฤชจะคิดว่ากรุงเทพฯ มีดินเค็มที่ต้นขลู่ขึ้นได้) แถมไม่เคยคิดจินตนาการเลยด้วยว่า การเชื่อมต่อกันของแผ่นดินจากอินโดจีนยันบอร์เนียว จากแม่น้ำสยามโบราณถึงแม่น้ำโขง จะทำให้ไทยในปัจจุบันเป็นถิ่นอาศัยของปลาน้ำจืดหลากหลายเป็นอันดับ 9 ของโลก เฉพาะในแม่น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันก็มีพันธุ์ปลามากถึง 280 ชนิด เรื่องที่ฟังแล้วตื่นเต้นที่สุดคือ ภายในเวลาไม่เกินสองศตวรรษจนมาถึง 50 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครหรือบางกอกเคยมีสัตว์ป่าชุกชุม  สังฆราชปาเลอกัวบันทึกไว้ในสมัยรัชกาลที่ 3 ว่า ชาวบ้านญวนสามเสนแขวนเนื้อจระเข้ขายราคาถูกกว่าเนื้อหมู  ช้างป่าถูกคล้องแถวบางซื่อ กวางทุ่งย่านมหานาคออกมากินหญ้าและถูกชาวบ้านตีด้วยไม้และใช้ปืนยิง กระเรียนขนาดใหญ่ยังมีให้เห็น จระเข้น้ำเค็มแถวบางนาเคยคาบคนไป  และมีบันทึกว่า เมื่อสัก 120 ปีก่อน สมันหรือกวางทุ่งที่พบในไทยเพียงแห่งเดียวในโลกยังมีอยู่อย่างชุกชุม แต่ถูกล่าอย่างหนัก และพอถึง พ.ศ. 2481 […]

แผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์กำลังละลายเร็วขึ้นถึงสี่เท่า – และส่งผลร้ายต่อโลก

นักวิทยาศาสตร์ให้ความเห็นว่าเกาะ กรีนแลนด์ กำลังเข้าสู่จุดวิกฤต และมีแนวโน้มทำให้ระดับน้ำทะเลของโลกสูงขึ้น มีงานวิจัยใหม่เตือนว่าน้ำแข็งของเกาะ กรีนแลนด์ กำลังละลายรวดเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดเอาไว้ แต่ทว่า สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนคือปริมาณของน้ำแข็งที่ละลายส่วนใหญ่เกิดจากแผ่นน้ำแข็งที่อยู่บนเกาะกรีนแลนด์ ไม่ได้มาจากธารน้ำแข็งของกรีนแลนด์เอง งานศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Proceeding of the National Academy of Science (PNAS) ระบุว่า การสูญเสียปริมาณน้ำแข็งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี 2003 ถึงช่วงกลางปี 2013 เกิดจากน้ำแข็งทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากบรรดาธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างกรีนแลนด์ได้อยู่ในจุดวิกฤตฉับพลันในช่วงปี 2002-2003 อันเป็นช่วงเวลาที่มีการสูญเสียปริมาณน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไมเคิล เบวิส นักธรณีวิทยาประจำมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต ผู้เขียนนำงานวิจัยในครั้งนี้ กล่าวและเสริมว่า ในปี 2012 ปริมาณน้ำแข็งของเกาะกรีนแลนด์ละลายมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กล่าวคือ มีการละลายของน้ำแข็งสูงถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2003 การละลายของน้ำแข็งในอัตราเร่งนี้มาจากน้ำแข็งบริเวณภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ อันเป็นภูมิภาคที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้รับรู้มาก่อนว่าเป็นพื้นที่ที่การละลายของน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว โดยก่อนหน้านี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างมุ่งความสนใจไปที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ อันเป็นสถานที่ที่มีธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ในด้านมหาสมุทรแอตแลนติก “เราทราบว่าเรามีหนึ่งปัญหาใหญ่ นั่นคือการละลายของน้ำแข็งทำให้ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่เกิดการแตกตัว” เบวิสกล่าวและเสริมว่า และตอนนี้เราได้พบปัญหาที่สองคือ ก้อนน้ำแข็งจำนวนมากได้ละลายเป็นน้ำและไหลลงสู่ทะเล ตามข้อมูลจากดาวเทียม GRACE […]

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในไทย​ ผ่านฟีเจอร์ Timelapse โดย Google​ Earth

มองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่​ของไทย​ ผ่านฟีเจอร์ Timelapse โดย Google​ Earth ที่แสดงความเป็นไปของสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ย้อนหลังได้ถึง 37 ปี การอัปเดตฟีเจอร์ในครั้งนี้นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดของ Google Earth พวกเขากล่าวว่าข้อมูลทั้งหมดนี้ใช้เวลาในการประมวณผลกว่า 2,000,000 ชั่วโมงกับภาพถ่ายดาวเทียม 24 ล้านภาพที่ถ่ายตั้งแต่ปี 1984 ถึง 2020 และสามารถแสดงผลแบบ 3 มิติได้ด้วย โดยฐานข้อมูลขนาดมหึมานี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Google, โครงการสำรวจด้านธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา Landsat, โครงการ Copernicus โดยสหภาพยุโรป ผ่าน ดาวเทียม Sentinel และห้องปฎิบัติการณ์ของมหา วิทยาลัย Carnegie Mellon จนออกมาเป็นฟีเจอร์ที่น่าตื่นตะลึงนี้ เราจึงอยากชวนคุณมองความเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่ของไทยผ่าน Google Earth เพื่อประเมินความเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อสภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศ ซึ่งปรากฏผลกระทบอย่างชัดเจนมากขึ้นในแต่ละปีที่ผ่านพ้นไปหลักฐานนี้ง่ายต่อการอธิบายให้เข้าใจมากกว่าข้อความและตัวเลขที่ซับซ้อนเพื่อจุดประสงค์ในการช่วยโลกด้วยการสร้างอนาคตที่เติบโตอย่างยั่งยืน หมู่บ้านป่าแหว่ง โครงการบ้านพักข้าราชการตุลาการที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หมู่บ้านป่าแหว่ง” ดำเนินการโดยสำนักงานศาลยุติธรรม บนพื้นที่ประมาณ 147 ไร่ อยู่ในเขต อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ […]