ถ้วยอนามัย ทางเลือกที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการจัดการประจำเดือน

ถ้วยอนามัย ทางเลือกที่ยั่งยืนกว่าในการจัดการประจำเดือนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ตลอดชีวิตผู้หญิงหนึ่งคน ใช้ผ้าอนามัยแล้วทิ้งเป็นขยะที่รีไซเคิลไม่ได้ ต้องอยู่บนโลกไปอีกหลายร้อยปี มากกว่า 5,000 แผ่น ‘ถ้วยอนามัย’ คือทางเลือกยั่งยืนที่สาว ๆ ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนมาใช้จัดการวันนั้นของเดือน

ฉันใช้ ‘ถ้วยอนามัย’ หรือ Menstrual Cup มา 6 เดือนแล้ว เริ่มจากการอ่านรีวิวของเพื่อน ๆ หลายคนที่ทยอยเปลี่ยนมาใช้ถ้วยรองประจำเดือนจัดการกับวันนั้นของเดือนแทน ‘ผ้าอนามัย’ และอยากทดลองเองบ้าง

ผลลัพธ์คือ ฉันรักเจ้าถ้วยซิลิโคนเล็ก ๆ แต่ประสิทธิภาพเยี่ยมนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

แต่ละคนมีเหตุผลของตัวเอง เพื่อนที่เปลี่ยนมาใช้ถ้วยอนามัยส่วนใหญ่บอกว่ารู้สึกแย่ทุกครั้ง เวลาเห็นผ้าอนามัยใช้แล้วของตัวเอง เพราะมันคือขยะปนเปื้อนที่รีไซเคิลไม่ได้ และจะต้องไปนอนรอย่อยสลายในหลุมฝังกลบ ด้วยสภาพเลือดแห้งกรังแบบนั้นไปอีกหลายร้อยปี

และนี่คือ 5 เหตุผลที่ทำให้ฉันเปลี่ยนมาใช้ถ้วยรองประจำเดือน และไม่คิดจะกลับไปใช้ผ้าอนามัย (แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง) อีก นอกจากในอนาคตจะมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ทำให้ผู้หญิงอย่างเราจัดการประจำเดือนได้ง่ายและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้มากกว่านี้

01 ฉันเพิ่งตระหนักว่า ที่ผ่านมาเป็นเหยื่อการตลาด

ฉันไปค้นประวัติการรับมือกับเลือดประจำเดือนของผู้หญิงในประวัติศาสตร์ พบว่าในอดีต ก่อนศตวรรษที่ 20 ผู้หญิงใช้วัสดุหลากหลายที่มีคุณสมบัติดูดซับได้ ตั้งแต่เศษผ้าไปจนถึงแถบเปลือกไม้เนื้ออ่อน แต่มันก็แสนจะไม่สะดวกสบายและน่าอับอายเมื่อต้องนำเลือดที่แข็งตัวไปล้าง

“ทัศนคติว่าประจำเดือนเป็นเลือกพิษที่ทั้งสกปรกและน่าอับอาย มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ จนถึงช่วงกลาง ค.ศ. 1800” Chris Bobel ผู้เชี่ยวชาญด้านการมีประจำเดือน จากมหาวิทยาลัย Massachusetts เมือง Boston ให้ข้อมูล

จนกระทั่ง ค.ศ. 1921 ผ้าอนามัยแผ่น (Sanitary Pads) ออกวางจำหน่ายครั้งแรกในร้านขายยาประเทศสหรัฐอเมริกา ผลิตด้วย Cellucotton วัสดุอินทรีย์ที่ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อเป็นผ้าพันแผลทางการแพทย์ และนับเป็นจุดเริ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ซึมซับประจำเดือนแบบใช้แล้วทิ้ง ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของสตรีทั่วโลก

ค.ศ. 1930 ผ้าอนามัยแบบสอด (Tampon) ก็ถูกนำเข้าสู่ท้องตลาด ส่วนใหญ่ผลิตจากผ้าฝ้ายเนื้อหนาหรือวัสดุคล้ายกระดาษ พร้อมติดเชือกสำหรับดึงออกจากช่องคลอด ผ้าอนามัยแบบสอดไม่เป็นที่นิยมในเมืองไทยเท่าแบบแผ่น ฉันคิดว่าคงเพราะค่านิยมและประเพณี ที่เราถูกปลูกฝังมาอย่างเข้มแข็งเรื่องของสงวนที่ห้ามแตะต้อง

ผ้าอนามัยแบบสอด จากจุดเริ่มต้นที่ผลิตด้วยวัสดุย่อยสลายง่าย สู่รูปแบบที่ประกอบไปด้วยพลาสติกในทุกส่วน

ผ้าอนามัยแพร่กระจายไปทั่วโลก พร้อมแคมเปญการตลาด ‘ใช้ครั้งเดียวทิ้ง’ เพื่ออิสรภาพของสตรียุคใหม่ ที่แม้แต่ประจำเดือนก็ไม่อาจขวางกั้นการใช้ชีวิตเสรีของเราได้

ผลลัพธ์คือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยอดขายผลิตภัณฑ์ประจำเดือนใช้แล้วทิ้งพุ่งสูงขึ้นลิบลิ่วทั่วโลก มาจนถึงทุกวันนี้

02 ฉันเพิ่งตระหนักว่า ผ้าอนามัยไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืนที่สุดในการจัดการประจำเดือน

ค.ศ. 1960 นักเคมีประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาพลาสติกที่มีความซับซ้อนและสารสังเคราะห์อื่น ๆ มากมาย แน่นอนว่าเหล่าผู้ผลิตต้องการเพิ่มตลาดในการขายวัสดุเหล่านั้น และตลาดผลิตภัณฑ์ประจำเดือนก็เป็นเป้าหมายของพวกเขา

นักพัฒนาสินค้านำ Polypropylene หรือ Polyethylene มาเป็นส่วนประกอบหลักของแผ่นรองที่ให้คุณสมบัติกันซึมเปื้อน นอกจากนี้ยังพัฒนากาวเหนียวที่ทำให้ผ้าอนามัยสามารถยึดเกาะกับกางเกงชั้นในได้เลย ไม่ต้องสวมพร้อมเข็มขัดอีกต่อไป

และในค .ศ. 1970 ผ้าอนามัยแบบมีปีกออกวางจำหน่ายพร้อม ๆ กับการพัฒนาเส้นใย Polyester ให้บางลงแต่ซับซ้อนขึ้น ทำให้การดูดซึมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปอีก แต่อย่างไรก็ตามยิ่งซับซ้อน ก็ยิ่งมีส่วนผสมของพลาสติกมาก

ทุกวันนี้ผ้าอนามัยทั้งแบบแผ่นและแบบสอด ทุกรูปแบบ ทุกยี่ห้อมีส่วนผสมของพลาสติก สัดส่วนมากน้อยแล้วแต่ยี่ห้อผลิตภัณฑ์ ไม่เฉพาะส่วนซึมซับเท่านั้น แต่แพคเกจล้วนเป็นพลาสติกทั้งสิ้น ตั้งแต่ห่อชั้นนอก ห่อชั้นใน แผ่นกาว ไปจนถึง Applicator ช่วยสอดใส่และเชือกดึง ในกรณีของผ้าอนามัยแบบสอด

และการจัดการกับปริมาณขยะพลาสติกที่มาจากผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับประจำเดือนนั้นเป็นเรื่องยากมาก

ขยะ Applicators จำนวนมหาศาลถูกพบบนชายหาดของประเทศสหรัฐอเมริกาในแต่ละปี

โดยเฉลี่ยผู้หญิงจะมีประจำเดือนทั้งสิ้น 40 ปีตลอดอายุขับ สมมติว่าแต่ละเดือนประจำเดือนมา 5 วัน แต่ละวันเปลี่ยนอย่างน้อย 2 ครั้ง เท่ากับว่าผู้หญิงหนึ่งคน จะใช้ผ้าอนามัย 5,000 ถึง 15,000 แผ่น เฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ละปีมีผู้ซื้อผ้าอนามัยแบบสอดถึง 5.9 พันล้านแท่ง และหลังการใช้พวกมันแทบทั้งหมดจะไปลงเอยในหลุมฝังกลบ

ผ้าอนามัย 1 แผ่น อาจใช้เวลาย่อยสลายถึง 500 ปี และตลอดชีวิตเราต้องใช้มันหลายพันแผ่น

ผู้หญิงอย่างเรามีทางเลือกในการจัดการกับร่างกายตัวเอง โดยไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมอย่างใจร้ายเกินไปนัก

03 ถ้วยอนามัย ทำให้ฉันได้รู้จักสรีระของตัวเองมากขึ้น

จากการสำรวจความเห็นโลกโซเชียลมีเดีย ผู้หญิงไทยจำนวนไม่น้อยและฉันเองอยากลองใช้ถ้วยอนามัย แต่ไม่กล้า ทั้งกังวลเรื่องสุขอนามัย ถ้าต้องล้างในห้องน้ำสาธารณะ มันจะสะอาดไหม ตอนดึงออกมาล่ะเจ็บไหม เลือดจะหกออกมาจากถ้วยหรือเปล่า สารพัดคำถามเต็มไปหมด

ฉันเองหัดใช้ถ้วยอนามัยครั้งแรกตอนล็อกดาวน์ ทำงานจากที่บ้านเมื่อปีที่แล้ว และคิดว่าน่าจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการทดลอง ดังนั้นช่วงนี้ที่เรากลับมาทำงานจากที่บ้านกันอีกครั้ง ใครที่สนใจอยากเปลี่ยนมาใช้ ฉันขอแนะนำให้เริ่มทดลองเลย!

บรรจุภัณฑ์ของแบรนด์ถ้วยอนามัย OrganiCup จากประเทศเดนมาร์ก ผลิตด้วยวัสดุอินทรีย์ทั้งหมด ภาพโดย OrganiCup

ครั้งแรกที่ทดลองใส่ ฉันค้นพบว่าตัวเองแทบไม่รู้จักสรีระภายในของตัวเองเลย แม้จะเคยใส่ผ้าอนามัยแบบสอดมาแล้ว แต่ถ้วยอนามัยนั้นมีขนาดใหญ่กว่ามาก มันจึงเป็นเรื่องทางใจเสียครึ่งหนึ่งในการรวบรวมความกล้า และต้องใช้เวลาอีก 1-2 ครั้งของการทดลองใส่ถ้วยอนามัย ในการเรียนรู้ตำแหน่งช่องคลอดและปากมดลูก

โชคดีที่สวมใส่ที่บ้าน จึงมีพื้นที่ให้นั่ง ๆ ยืน ๆ ทดลองคลำหาตำแหน่งในการใส่ที่เข้ากับสรีระของตัวเองที่สุด

ลักษณะของถ้วยอนามัยในท้องตลาดตอนนี้ มีทั้งแบบนุ่มนิ่ม แรงยึดเกาะผนังมดลูกไม่แน่นมาก จนถึงรุ่นแข็งแรงกระชับ ที่ยึดเกาะเหนียวแน่นสำหรับคนที่เล่นกีฬา ในขณะเดียวกันความยาวถ้วยเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ต้องประเมินสรีระของตัวเอง ถ้วยขนาดเล็กเหมาะกับผู้ที่มีปากมดลูกต่ำ ในขณะที่ถ้วยขนาดใหญ่เหมาะกับผู้ที่มีปากมดลูกสูงและประจำเดือนมามาก

ผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็สามารถใส่ถ้วยอนามัยได้ไม่มีปัญหา เพื่อนฉันหลายคนประสบความสำเร็จมาแล้ว ถ้าคุณยังกังวล ถ้วยอนามัยบางยี่ห้อมีรุ่นเฉพาะเจาะจง สำหรับผู้ที่ยังไม่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หรือยังไม่เคยคลอดลูกด้วยนะ เลือกแบบที่เหมาะกับเราที่สุด จะช่วยให้การสวมใส่ง่ายขึ้นผู้

ถ้วยอนามัยถูกออกแบบมาด้วยหลายขนาด ที่แตกต่างตามสรีระของผู้หญิงที่แตกต่างกัน ภาพโดย OrganiCup

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีภาวะ Pelvic Organ Prolapse อวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว หากต้องการใช้ถ้วยอนามัย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทดลองใช้

ถ้วยอนามัยคือหนึ่งในทางเลือกเท่านั้น เป้าหมายคือการเลิกใช้ผ้าอนามัยแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ดังนั้นสาว ๆ ที่ไม่สะดวกใจจะต้องสอดถ้วยอนามัยเข้าไปในช่องคลอด ก็สามารถเลือกทางเลือกอื่น ๆ ได้ อย่างตอนนี้ในไทยมีผ้าอนามัยแบบซักได้หลายยี่ห้อให้ไปเลือกสรรค์ หรือใครอยากลองเย็บเอง ใน Youtube ก็มี Tutorial มากมายให้ทดลองทำตาม

04 พอใส่ถ้วยอนามัยเป็นแล้ว ฉันลืมไปเลยว่ากำลังมีประจำเดือน

ถ้วยอนามัยที่ได้มาตรฐานผลิตจาก ซิลิโคนเกรดการแพทย์ (Medical Grade Silicone) สีที่ใช้ผสมต้องเป็น Food Grade เท่านั้น จึงไม่ต้องกังวลไปก่อนว่าเมื่อสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดแล้วจะเกิดอาการแพ้ ขอแค่ระมัดระวังเรื่องความสะอาด

ก่อนใช้งานครั้งแรก ตั้มถ้วยอนามัยในน้ำเดือดประมาณ 5 นาที ที่สำคัญต้องต้องตัดเล็บสั้น ล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง จากนั้นพับปากถ้วยให้เล็กพอที่จะสอดเข้าช่องคลอดไปได้ มันจะมีความเสียดทานเกิดขึ้น เนื่องจากถ้วยใหญ่กว่าปากประมาณหนึ่ง ไม่ต้องกลัวเพราะช่องคลอดและปากช่องคลอดสามารถขยายตัวได้กว้างกว่าที่เราคิด

เทคนิคการพับมีหลายแบบ ส่วนตัวฉันบางครั้งใช้ 7-Fold บางครั้งใช้ Punch-Down อย่างที่บอกไปข้างต้น ถ้าเราสำรวจและทำความรู้จักสรียะภายในตัวเองแล้ว เราจะสามารถเลือกการพับที่เหมาะกับตัวเราที่สุดได้ บางคนนั่งใส่ บางคนยืนใส่ บางคนต้องทำท่าสควอชจึงจะใส่ถ้วยอนามัยได้

เทคนิคการพับปากถ้วยอนามัยแบบ Punch-Down เหมาะกับผู้หญิงที่ปากมดลูกแคบ ภาพโดย DivaCup แบรนด์ถ้วยอนามัยจากประเทศแคนาดา

เมื่อสอดถ้วยเข้าไปจนลึกพอ ปากถ้วยที่พับอยู่จะดีดตัวเปิดออกแนบสนิทไปกับผนังมดลูก วิธีสังเกตง่าย ๆ ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายตัว หน่วง ๆ ที่ปากมดลูก แสดงว่ายังสอดถ้วยอนามัยเข้าไปในช่องคลอดไม่ลึกพอ หรือถ้วยยังไม่คลายตัวออกเรียบร้อย เลือดประจำเดือนอาจซึมออกมาได้ อาจต้องลองขยับตัวและใช้นิ้วหมุนฐานถ้วยช้า ๆ อย่างนุ่มนวลดู

เวลาเอาออก เราต้องควานนิ้วเข้าไปในช่องคลอด เพื่อหาก้านหรือห่วง (แล้วแต่ยี่ห้องผลิตภัณฑ์) ค่อย ๆ คลำหาจนพบ จากนั้นดึงพร้อมบิดถ้วยออกมาจากช่องคลอดช้า ๆ จนถ้วยอนามัยหลุดออกมาจากปากช่องคลอด เทเลือดทิ้งในโถชักโครก ล้างด้วยน้ำและสบู่อ่อนโยนเบา ๆ จนคราบเลือดหายไปจนหมด จากนั้นใส่ต่อได้เลย

6 เดือนที่ผ่านมา ฉันไม่เคยมีปัญหาในการใส่-ถอด หรือทำเลือดประจำเดือดกระฉอกหกเลยแม้แต่ครั้ง

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจส่ายหน้าและถอดใจไปแล้ว ‘ผ้าอนามัยแบบเดิมก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องพิชิตความกลัว’ ฉันยังอยากชวนทุกคนได้ทดลองดูก่อน เพราะเรามีสิทธิ์ที่จะมองหาทางเลือกใหม่ ๆ ให้ตัวเอง ลองแล้วชอบหรือไม่ชอบค่อยตัดสินใจอีกที

สำหรับฉัน เหตุผลเรื่องสิ่งแวดล้อมครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งคือเหตุผลเรื่องความสะดวกสบาย มันดูเป็นเรื่องใหญ่ น่ากังวลและน่าตื่นเต้นแค่ครั้งแรก ๆ ที่คุณลองใส่ถ้วยอนามัยเท่านั้นแหละ เหมือนตอนคุณอายุ 12 ปี และเรียนรู้ที่จะแปะผ้าอนามัยบนกางเกงชั้นในครั้งแรก พอใส่จนคล่องมือแล้ว มันง่ายมาก

Happi Menstrual Cup แบรนด์ถ้วยอนามัยแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศโดยคนไทย ภาพโดย Happi Menstrual Cup

ถ้วยอนามัยสามารถรองรับประจำเดือนได้นานถึง 12 ชั่วโมง สำหรับคนที่ประจำเดือนมาปกติ ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ไม่อึดอัด ไม่ไหลรั่วซึมเลอะเทอะ แบบผ้าอนามัยแบบแผ่นและแบบสอด ที่สำคัญคือคล่องตัวสุด ๆ ฉันใส่ถ้วยอนามัยไปปีนผาและดำน้ำมาแล้ว พบว่าแทบลืมไปเลยว่าเป็นวันนั้นของเดือน

ขอแค่อย่าใส่ถ้วยค้างไปนานข้ามวันข้ามคืนเท่านั้น เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากสารพิษของแบคทีเรียจนเกิดอาการท็อกซิกช็อก (Toxic Shock Syndrome) ซึ่งอย่าลืมว่าเวลาใส่ผ้าอนามัย เราก็ไม่ควรใส่ค้างไว้นานเกิดไปอยู่แล้ว ด้วยเหตุผลเดียวกัน

เลือดประจำเดือนไม่ใช่เลือดพิษน่ารังเกียจอย่างทัศนคติสมัยกรีกโบราณ ดังนั้นไม่ต้องอายที่จะสัมผัสสรีระภายใน และเห็นสิ่งที่ขับออกมาจากร่างกายตัวเอง

05 ฉันประหยัดเงินระยะยาวได้หลายหมื่นบาท และสร้างภาระให้โลกน้อยลง

เหตุผลสุดท้ายเป็นเรื่องการเงินที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม

ถ้วยอนามัยแต่ละถ้วย มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 10 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพและวัสดุของแต่ละยี่ห้อ บางยี่ห้อราคาแพงเกิน 1,000 บาทเนื่องจากผลิตภายใต้มาตรฐานการแพทย์และนำเข้ามาจากต่างประเทศ บางยี่ห้อราคาย่อมเยาว์ลงมาหน่อย แต่ไม่ค่อยน่าไว้ใจในเรื่องมาตรฐานวัสดุและการผลิต ดังนั้นเลือกซื้อยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ แม้ราคาแพงขึ้นหน่อย น่าจะดีที่สุด

เมื่อต้องจ่ายเงิน 1,000 บาท ความคิดแรกคือแพงจัง แต่พอคิดดี ๆ ผ้าอนามัยที่ซื้อกันอยู่ทุกวันนี้ ราคาตกอยู่ที่ชิ้นละประมาณ 5 บาท (มากหรือน้อยกว่า แล้วแต่ยี่ห้อ) ฉันเปลี่ยนวันละ 3 แผ่น เท่ากับทั้งชีวิตนี้ฉันต้องจ่ายค่าผ้าอนามัย 36,000 บาท และสร้างภาระให้โลกไปอีกหลายร้อยปี

ปัจจุบัน ถ้วยอนามัยกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้หญิงทั่วโลก 60 เปอร์เซ็นต์เริ่มตระหนักและมองหาทางเลือกที่ยั่งยืนกว่าในการจัดการประจำเดือน ในขณะที่ 20 เปอร์เซ็นต์เลิกการใช้ผ้าอนามัยแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งแล้ว ภาพโดย Monika Kozub UNSPLASH

ถ้วยอนามัยมีอายุการใช้งาน 10 ปี เท่ากับทั้งชีวิตต้องเปลี่ยนถ้วยอนามัยแค่อย่างน้อย 4 ครั้ง เพราะล้างทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ใหม่ได้นับร้อยครั้ง ปริมาณขยะน้อยลงอย่างเทียบกันไม่ได้

ตัวฉันวิน โลกก็วิน แล้วทำไมจะไม่เปลี่ยนมาใช้ล่ะ จริงไหม

เรื่อง มิ่งขวัญ รัตนคช

ข้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : ผู้หญิงเสียเปรียบเรื่องสุขภาพอย่างไรบ้าง

สุขภาพผู้หญิง

 

เรื่องแนะนำ

โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าแห่งบุรีรัมย์ ที่ฟื้นคืนฝูงนกกระเรียนพันธุ์ไทยจากการสูญพันธุ์

โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่การฟื้นคืนฝูง นกกระเรียน พันธุ์ไทยจากการสูญพันธุ์ และทำให้ชาวบ้านหันมาทำนาอินทรีย์กันทั้งชุมชน โลกของเรามี นกกระเรียน 15 ชนิด ตั้งแต่นกกระเรียนพันธุ์ยุโรป นกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย นกกระเรียนพันธุ์ออสเตรเลีย นกกระเรียนกู่แห่งทวีปอเมริกา มาจนถึงนกกระเรียนพันธุ์ไทย (Eastern Sarus Crane) ที่มีขนาดใหญ่โตที่สุด เมื่อโตเต็มวัย โดยมีความสูงถึง 1.8 เมตร จึงนับเป็นนกบินได้ที่สูงที่สุดในโลก เชื่อว่าทุกคนรู้จักชื่อนกกระเรียน แล้วรู้หรือไม่ว่า นกกระเรียนพันธุ์ไทย เคยสาบสูญไปจากธรรมชาติเมืองไทยนานถึง 50 ปี แต่ตอนนี้พวกมันได้กลับมาแล้ว ซึ่งเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเหล่านักอนุรักษ์ และชาวนาแห่งอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ ใน ‘โครงการการปล่อย นกกระเรียน พันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ’ เมื่อ 50 ปีก่อน บริเวณนี้คือ พื้นที่ชุ่มน้ำ แหล่งอยู่อาศัยตามธรรมชาติอันสมบูรณ์ของเหล่านกกระเรียน มาวันนี้เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปจากหนองน้ำกลายเป็นทุ่งนา ความเป็นอยู่ของชาวบ้านถูกชี้วัดด้วยผลผลิตข้าวจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ฉะนั้นการกลับมาของฝูงนกกระเรียนจึงเป็นความท้าทายของทั้งนกและคน ความท้าทายของการเพาะพันธุ์นกกระเรียน เลี้ยงดูให้เติบโตอและเตรียมความพร้อมให้พวกมันออกไปใช้ชีวิตได้ตามธรรมชาติว่ายากแล้ว แต่การทำงานร่วมกับชาวบ้านเจ้าของที่นาในปัจจุบันนั้นยากยิ่งกว่า เพราะความสำเร็จของภารกิจนี้คือ นกต้องอยู่รอดได้ด้วยตัวเองในธรรมชาติ ดังนั้นชาวบ้านในชุมชนจึงต้องเข้าใจและเต็มใจทำมาหากิน ไปพร้อมกับนกกระเรียนที่มาหากินและอยู่อาศัยในพื้นที่นาของตัวเอง จากจุดเริ่มต้นโครงการ ใน พ.ศ. […]

วัตถุที่มนุษย์สร้างมีน้ำหนักเท่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกแล้ว

น้ำหนักของคอนกรีต ยางมะตอย เหล็ก และพลาสติกบนโลกกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปีนี้อาจจะเป็นจุดที่ วัตถุที่มนุษย์สร้าง กำลังมีน้ำหนักมากกว่าสิ่งมีชีวิต ในขณะที่มวลของสิ่งชีวิตบนโลกอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านเมตริกตัน และไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่เรียกว่ามวลที่เกิดจากมนุษย์ (anthropogenic mass) หรือ วัตถุที่มนุษย์สร้าง กำลังเติบโตอย่างพุ่งทะยาน มวลที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง ไม่ว่าจะเป็นทางเท้าคอนกรีต ตึกสูงที่เต็มไปด้วยเหล็กและกระจก รวมไปถึงขวดพลาสติก เสื้อผ้า คอมพิวเตอร์ ตอนนี้มีจำนวนเท่ากับน้ำหนักของสิ่งมีชีวิตบนโลก และอาจมีน้ำหนักมากกว่าในปีนี้ ตามงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Nature ผลการสำรวจได้สนับสนุนข้อเสนอที่ว่า โลกได้เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Anthropocene หรือจุดช่วงเวลาทางธรณีวิทยาที่มนุษย์เป็นฝ่ายสร้างแรงที่ครอบงำการก่อตัวของโลก Ron Milo นักวิจัยอาวุโสผู้เขียนบทความ แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์ Weizmann Institute of Science ประเทศอิสราเอล กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านทางวัตถุ (material transition) ที่ “ไมเพียงแค่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเรา แต่เป็นในยุคสมัย (era) ของเราเลย” การระเบิดของมวลที่มนุษย์สร้างขึ้น Milo และทีมงานของเขาได้รวบรวมข้อมูลที่ได้รับการเผยแพร่เกี่ยวกับจำนวนของวัสดุสังเคราะห์และสิ่งมีชีวิตว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรนับตั้งแต่ปี 1900 มาจนถึงปัจจุบัน โดยข้อมูลในรอบ […]

พายุฝุ่นที่เกิดขึ้นในอินเดีย เหตุใดจึงส่งผลถึงตาย?

รายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากพายุฝุ่นที่เกิดขึ้นนี้มากกว่า 100 คนแล้ว และถือเป็นหนึ่งในพายุฝุ่นที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้านนักอุตุนิยมวิทยาเตือนฝุ่นบดบังทัศนวิสัยและก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น

วูลเวอรีน : ชีวิตที่ต้องดิ้นรนเพื่ออยู่รอด

รู้จักกับวูลเวอรีน (wolverine) สัตว์กินเนื้อและนักล่าผู้ดุร้ายแห่งแดนเหนืออันห่างไกล แม้พวกมันจะขึ้นชื่อเรื่องความเก่งกาจและความทรหดเป็นเลิศ ทว่าทุกวันนี้ วูลเวอรีนกำลังต่อสู้กับภัยคุกคามใหม่ๆ เพราะภูมิอากาศที่อบอุ่นขึ้นกำลังทำให้อาณาเขตของพวกมันหดหายไป