ถ้วยอนามัย ทางเลือกที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการจัดการประจำเดือน

ถ้วยอนามัย ทางเลือกที่ยั่งยืนกว่าในการจัดการประจำเดือนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ตลอดชีวิตผู้หญิงหนึ่งคน ใช้ผ้าอนามัยแล้วทิ้งเป็นขยะที่รีไซเคิลไม่ได้ ต้องอยู่บนโลกไปอีกหลายร้อยปี มากกว่า 5,000 แผ่น ‘ถ้วยอนามัย’ คือทางเลือกยั่งยืนที่สาว ๆ ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนมาใช้จัดการวันนั้นของเดือน

ฉันใช้ ‘ถ้วยอนามัย’ หรือ Menstrual Cup มา 6 เดือนแล้ว เริ่มจากการอ่านรีวิวของเพื่อน ๆ หลายคนที่ทยอยเปลี่ยนมาใช้ถ้วยรองประจำเดือนจัดการกับวันนั้นของเดือนแทน ‘ผ้าอนามัย’ และอยากทดลองเองบ้าง

ผลลัพธ์คือ ฉันรักเจ้าถ้วยซิลิโคนเล็ก ๆ แต่ประสิทธิภาพเยี่ยมนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

แต่ละคนมีเหตุผลของตัวเอง เพื่อนที่เปลี่ยนมาใช้ถ้วยอนามัยส่วนใหญ่บอกว่ารู้สึกแย่ทุกครั้ง เวลาเห็นผ้าอนามัยใช้แล้วของตัวเอง เพราะมันคือขยะปนเปื้อนที่รีไซเคิลไม่ได้ และจะต้องไปนอนรอย่อยสลายในหลุมฝังกลบ ด้วยสภาพเลือดแห้งกรังแบบนั้นไปอีกหลายร้อยปี

และนี่คือ 5 เหตุผลที่ทำให้ฉันเปลี่ยนมาใช้ถ้วยรองประจำเดือน และไม่คิดจะกลับไปใช้ผ้าอนามัย (แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง) อีก นอกจากในอนาคตจะมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ทำให้ผู้หญิงอย่างเราจัดการประจำเดือนได้ง่ายและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้มากกว่านี้

01 ฉันเพิ่งตระหนักว่า ที่ผ่านมาเป็นเหยื่อการตลาด

ฉันไปค้นประวัติการรับมือกับเลือดประจำเดือนของผู้หญิงในประวัติศาสตร์ พบว่าในอดีต ก่อนศตวรรษที่ 20 ผู้หญิงใช้วัสดุหลากหลายที่มีคุณสมบัติดูดซับได้ ตั้งแต่เศษผ้าไปจนถึงแถบเปลือกไม้เนื้ออ่อน แต่มันก็แสนจะไม่สะดวกสบายและน่าอับอายเมื่อต้องนำเลือดที่แข็งตัวไปล้าง

“ทัศนคติว่าประจำเดือนเป็นเลือกพิษที่ทั้งสกปรกและน่าอับอาย มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ จนถึงช่วงกลาง ค.ศ. 1800” Chris Bobel ผู้เชี่ยวชาญด้านการมีประจำเดือน จากมหาวิทยาลัย Massachusetts เมือง Boston ให้ข้อมูล

จนกระทั่ง ค.ศ. 1921 ผ้าอนามัยแผ่น (Sanitary Pads) ออกวางจำหน่ายครั้งแรกในร้านขายยาประเทศสหรัฐอเมริกา ผลิตด้วย Cellucotton วัสดุอินทรีย์ที่ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อเป็นผ้าพันแผลทางการแพทย์ และนับเป็นจุดเริ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ซึมซับประจำเดือนแบบใช้แล้วทิ้ง ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของสตรีทั่วโลก

ค.ศ. 1930 ผ้าอนามัยแบบสอด (Tampon) ก็ถูกนำเข้าสู่ท้องตลาด ส่วนใหญ่ผลิตจากผ้าฝ้ายเนื้อหนาหรือวัสดุคล้ายกระดาษ พร้อมติดเชือกสำหรับดึงออกจากช่องคลอด ผ้าอนามัยแบบสอดไม่เป็นที่นิยมในเมืองไทยเท่าแบบแผ่น ฉันคิดว่าคงเพราะค่านิยมและประเพณี ที่เราถูกปลูกฝังมาอย่างเข้มแข็งเรื่องของสงวนที่ห้ามแตะต้อง

ผ้าอนามัยแบบสอด จากจุดเริ่มต้นที่ผลิตด้วยวัสดุย่อยสลายง่าย สู่รูปแบบที่ประกอบไปด้วยพลาสติกในทุกส่วน

ผ้าอนามัยแพร่กระจายไปทั่วโลก พร้อมแคมเปญการตลาด ‘ใช้ครั้งเดียวทิ้ง’ เพื่ออิสรภาพของสตรียุคใหม่ ที่แม้แต่ประจำเดือนก็ไม่อาจขวางกั้นการใช้ชีวิตเสรีของเราได้

ผลลัพธ์คือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยอดขายผลิตภัณฑ์ประจำเดือนใช้แล้วทิ้งพุ่งสูงขึ้นลิบลิ่วทั่วโลก มาจนถึงทุกวันนี้

02 ฉันเพิ่งตระหนักว่า ผ้าอนามัยไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืนที่สุดในการจัดการประจำเดือน

ค.ศ. 1960 นักเคมีประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาพลาสติกที่มีความซับซ้อนและสารสังเคราะห์อื่น ๆ มากมาย แน่นอนว่าเหล่าผู้ผลิตต้องการเพิ่มตลาดในการขายวัสดุเหล่านั้น และตลาดผลิตภัณฑ์ประจำเดือนก็เป็นเป้าหมายของพวกเขา

นักพัฒนาสินค้านำ Polypropylene หรือ Polyethylene มาเป็นส่วนประกอบหลักของแผ่นรองที่ให้คุณสมบัติกันซึมเปื้อน นอกจากนี้ยังพัฒนากาวเหนียวที่ทำให้ผ้าอนามัยสามารถยึดเกาะกับกางเกงชั้นในได้เลย ไม่ต้องสวมพร้อมเข็มขัดอีกต่อไป

และในค .ศ. 1970 ผ้าอนามัยแบบมีปีกออกวางจำหน่ายพร้อม ๆ กับการพัฒนาเส้นใย Polyester ให้บางลงแต่ซับซ้อนขึ้น ทำให้การดูดซึมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปอีก แต่อย่างไรก็ตามยิ่งซับซ้อน ก็ยิ่งมีส่วนผสมของพลาสติกมาก

ทุกวันนี้ผ้าอนามัยทั้งแบบแผ่นและแบบสอด ทุกรูปแบบ ทุกยี่ห้อมีส่วนผสมของพลาสติก สัดส่วนมากน้อยแล้วแต่ยี่ห้อผลิตภัณฑ์ ไม่เฉพาะส่วนซึมซับเท่านั้น แต่แพคเกจล้วนเป็นพลาสติกทั้งสิ้น ตั้งแต่ห่อชั้นนอก ห่อชั้นใน แผ่นกาว ไปจนถึง Applicator ช่วยสอดใส่และเชือกดึง ในกรณีของผ้าอนามัยแบบสอด

และการจัดการกับปริมาณขยะพลาสติกที่มาจากผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับประจำเดือนนั้นเป็นเรื่องยากมาก

ขยะ Applicators จำนวนมหาศาลถูกพบบนชายหาดของประเทศสหรัฐอเมริกาในแต่ละปี

โดยเฉลี่ยผู้หญิงจะมีประจำเดือนทั้งสิ้น 40 ปีตลอดอายุขับ สมมติว่าแต่ละเดือนประจำเดือนมา 5 วัน แต่ละวันเปลี่ยนอย่างน้อย 2 ครั้ง เท่ากับว่าผู้หญิงหนึ่งคน จะใช้ผ้าอนามัย 5,000 ถึง 15,000 แผ่น เฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ละปีมีผู้ซื้อผ้าอนามัยแบบสอดถึง 5.9 พันล้านแท่ง และหลังการใช้พวกมันแทบทั้งหมดจะไปลงเอยในหลุมฝังกลบ

ผ้าอนามัย 1 แผ่น อาจใช้เวลาย่อยสลายถึง 500 ปี และตลอดชีวิตเราต้องใช้มันหลายพันแผ่น

ผู้หญิงอย่างเรามีทางเลือกในการจัดการกับร่างกายตัวเอง โดยไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมอย่างใจร้ายเกินไปนัก

03 ถ้วยอนามัย ทำให้ฉันได้รู้จักสรีระของตัวเองมากขึ้น

จากการสำรวจความเห็นโลกโซเชียลมีเดีย ผู้หญิงไทยจำนวนไม่น้อยและฉันเองอยากลองใช้ถ้วยอนามัย แต่ไม่กล้า ทั้งกังวลเรื่องสุขอนามัย ถ้าต้องล้างในห้องน้ำสาธารณะ มันจะสะอาดไหม ตอนดึงออกมาล่ะเจ็บไหม เลือดจะหกออกมาจากถ้วยหรือเปล่า สารพัดคำถามเต็มไปหมด

ฉันเองหัดใช้ถ้วยอนามัยครั้งแรกตอนล็อกดาวน์ ทำงานจากที่บ้านเมื่อปีที่แล้ว และคิดว่าน่าจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการทดลอง ดังนั้นช่วงนี้ที่เรากลับมาทำงานจากที่บ้านกันอีกครั้ง ใครที่สนใจอยากเปลี่ยนมาใช้ ฉันขอแนะนำให้เริ่มทดลองเลย!

บรรจุภัณฑ์ของแบรนด์ถ้วยอนามัย OrganiCup จากประเทศเดนมาร์ก ผลิตด้วยวัสดุอินทรีย์ทั้งหมด ภาพโดย OrganiCup

ครั้งแรกที่ทดลองใส่ ฉันค้นพบว่าตัวเองแทบไม่รู้จักสรีระภายในของตัวเองเลย แม้จะเคยใส่ผ้าอนามัยแบบสอดมาแล้ว แต่ถ้วยอนามัยนั้นมีขนาดใหญ่กว่ามาก มันจึงเป็นเรื่องทางใจเสียครึ่งหนึ่งในการรวบรวมความกล้า และต้องใช้เวลาอีก 1-2 ครั้งของการทดลองใส่ถ้วยอนามัย ในการเรียนรู้ตำแหน่งช่องคลอดและปากมดลูก

โชคดีที่สวมใส่ที่บ้าน จึงมีพื้นที่ให้นั่ง ๆ ยืน ๆ ทดลองคลำหาตำแหน่งในการใส่ที่เข้ากับสรีระของตัวเองที่สุด

ลักษณะของถ้วยอนามัยในท้องตลาดตอนนี้ มีทั้งแบบนุ่มนิ่ม แรงยึดเกาะผนังมดลูกไม่แน่นมาก จนถึงรุ่นแข็งแรงกระชับ ที่ยึดเกาะเหนียวแน่นสำหรับคนที่เล่นกีฬา ในขณะเดียวกันความยาวถ้วยเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ต้องประเมินสรีระของตัวเอง ถ้วยขนาดเล็กเหมาะกับผู้ที่มีปากมดลูกต่ำ ในขณะที่ถ้วยขนาดใหญ่เหมาะกับผู้ที่มีปากมดลูกสูงและประจำเดือนมามาก

ผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็สามารถใส่ถ้วยอนามัยได้ไม่มีปัญหา เพื่อนฉันหลายคนประสบความสำเร็จมาแล้ว ถ้าคุณยังกังวล ถ้วยอนามัยบางยี่ห้อมีรุ่นเฉพาะเจาะจง สำหรับผู้ที่ยังไม่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หรือยังไม่เคยคลอดลูกด้วยนะ เลือกแบบที่เหมาะกับเราที่สุด จะช่วยให้การสวมใส่ง่ายขึ้นผู้

ถ้วยอนามัยถูกออกแบบมาด้วยหลายขนาด ที่แตกต่างตามสรีระของผู้หญิงที่แตกต่างกัน ภาพโดย OrganiCup

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีภาวะ Pelvic Organ Prolapse อวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว หากต้องการใช้ถ้วยอนามัย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทดลองใช้

ถ้วยอนามัยคือหนึ่งในทางเลือกเท่านั้น เป้าหมายคือการเลิกใช้ผ้าอนามัยแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ดังนั้นสาว ๆ ที่ไม่สะดวกใจจะต้องสอดถ้วยอนามัยเข้าไปในช่องคลอด ก็สามารถเลือกทางเลือกอื่น ๆ ได้ อย่างตอนนี้ในไทยมีผ้าอนามัยแบบซักได้หลายยี่ห้อให้ไปเลือกสรรค์ หรือใครอยากลองเย็บเอง ใน Youtube ก็มี Tutorial มากมายให้ทดลองทำตาม

04 พอใส่ถ้วยอนามัยเป็นแล้ว ฉันลืมไปเลยว่ากำลังมีประจำเดือน

ถ้วยอนามัยที่ได้มาตรฐานผลิตจาก ซิลิโคนเกรดการแพทย์ (Medical Grade Silicone) สีที่ใช้ผสมต้องเป็น Food Grade เท่านั้น จึงไม่ต้องกังวลไปก่อนว่าเมื่อสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดแล้วจะเกิดอาการแพ้ ขอแค่ระมัดระวังเรื่องความสะอาด

ก่อนใช้งานครั้งแรก ตั้มถ้วยอนามัยในน้ำเดือดประมาณ 5 นาที ที่สำคัญต้องต้องตัดเล็บสั้น ล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง จากนั้นพับปากถ้วยให้เล็กพอที่จะสอดเข้าช่องคลอดไปได้ มันจะมีความเสียดทานเกิดขึ้น เนื่องจากถ้วยใหญ่กว่าปากประมาณหนึ่ง ไม่ต้องกลัวเพราะช่องคลอดและปากช่องคลอดสามารถขยายตัวได้กว้างกว่าที่เราคิด

เทคนิคการพับมีหลายแบบ ส่วนตัวฉันบางครั้งใช้ 7-Fold บางครั้งใช้ Punch-Down อย่างที่บอกไปข้างต้น ถ้าเราสำรวจและทำความรู้จักสรียะภายในตัวเองแล้ว เราจะสามารถเลือกการพับที่เหมาะกับตัวเราที่สุดได้ บางคนนั่งใส่ บางคนยืนใส่ บางคนต้องทำท่าสควอชจึงจะใส่ถ้วยอนามัยได้

เทคนิคการพับปากถ้วยอนามัยแบบ Punch-Down เหมาะกับผู้หญิงที่ปากมดลูกแคบ ภาพโดย DivaCup แบรนด์ถ้วยอนามัยจากประเทศแคนาดา

เมื่อสอดถ้วยเข้าไปจนลึกพอ ปากถ้วยที่พับอยู่จะดีดตัวเปิดออกแนบสนิทไปกับผนังมดลูก วิธีสังเกตง่าย ๆ ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายตัว หน่วง ๆ ที่ปากมดลูก แสดงว่ายังสอดถ้วยอนามัยเข้าไปในช่องคลอดไม่ลึกพอ หรือถ้วยยังไม่คลายตัวออกเรียบร้อย เลือดประจำเดือนอาจซึมออกมาได้ อาจต้องลองขยับตัวและใช้นิ้วหมุนฐานถ้วยช้า ๆ อย่างนุ่มนวลดู

เวลาเอาออก เราต้องควานนิ้วเข้าไปในช่องคลอด เพื่อหาก้านหรือห่วง (แล้วแต่ยี่ห้องผลิตภัณฑ์) ค่อย ๆ คลำหาจนพบ จากนั้นดึงพร้อมบิดถ้วยออกมาจากช่องคลอดช้า ๆ จนถ้วยอนามัยหลุดออกมาจากปากช่องคลอด เทเลือดทิ้งในโถชักโครก ล้างด้วยน้ำและสบู่อ่อนโยนเบา ๆ จนคราบเลือดหายไปจนหมด จากนั้นใส่ต่อได้เลย

6 เดือนที่ผ่านมา ฉันไม่เคยมีปัญหาในการใส่-ถอด หรือทำเลือดประจำเดือดกระฉอกหกเลยแม้แต่ครั้ง

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจส่ายหน้าและถอดใจไปแล้ว ‘ผ้าอนามัยแบบเดิมก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องพิชิตความกลัว’ ฉันยังอยากชวนทุกคนได้ทดลองดูก่อน เพราะเรามีสิทธิ์ที่จะมองหาทางเลือกใหม่ ๆ ให้ตัวเอง ลองแล้วชอบหรือไม่ชอบค่อยตัดสินใจอีกที

สำหรับฉัน เหตุผลเรื่องสิ่งแวดล้อมครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งคือเหตุผลเรื่องความสะดวกสบาย มันดูเป็นเรื่องใหญ่ น่ากังวลและน่าตื่นเต้นแค่ครั้งแรก ๆ ที่คุณลองใส่ถ้วยอนามัยเท่านั้นแหละ เหมือนตอนคุณอายุ 12 ปี และเรียนรู้ที่จะแปะผ้าอนามัยบนกางเกงชั้นในครั้งแรก พอใส่จนคล่องมือแล้ว มันง่ายมาก

Happi Menstrual Cup แบรนด์ถ้วยอนามัยแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศโดยคนไทย ภาพโดย Happi Menstrual Cup

ถ้วยอนามัยสามารถรองรับประจำเดือนได้นานถึง 12 ชั่วโมง สำหรับคนที่ประจำเดือนมาปกติ ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ไม่อึดอัด ไม่ไหลรั่วซึมเลอะเทอะ แบบผ้าอนามัยแบบแผ่นและแบบสอด ที่สำคัญคือคล่องตัวสุด ๆ ฉันใส่ถ้วยอนามัยไปปีนผาและดำน้ำมาแล้ว พบว่าแทบลืมไปเลยว่าเป็นวันนั้นของเดือน

ขอแค่อย่าใส่ถ้วยค้างไปนานข้ามวันข้ามคืนเท่านั้น เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากสารพิษของแบคทีเรียจนเกิดอาการท็อกซิกช็อก (Toxic Shock Syndrome) ซึ่งอย่าลืมว่าเวลาใส่ผ้าอนามัย เราก็ไม่ควรใส่ค้างไว้นานเกิดไปอยู่แล้ว ด้วยเหตุผลเดียวกัน

เลือดประจำเดือนไม่ใช่เลือดพิษน่ารังเกียจอย่างทัศนคติสมัยกรีกโบราณ ดังนั้นไม่ต้องอายที่จะสัมผัสสรีระภายใน และเห็นสิ่งที่ขับออกมาจากร่างกายตัวเอง

05 ฉันประหยัดเงินระยะยาวได้หลายหมื่นบาท และสร้างภาระให้โลกน้อยลง

เหตุผลสุดท้ายเป็นเรื่องการเงินที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม

ถ้วยอนามัยแต่ละถ้วย มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 10 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพและวัสดุของแต่ละยี่ห้อ บางยี่ห้อราคาแพงเกิน 1,000 บาทเนื่องจากผลิตภายใต้มาตรฐานการแพทย์และนำเข้ามาจากต่างประเทศ บางยี่ห้อราคาย่อมเยาว์ลงมาหน่อย แต่ไม่ค่อยน่าไว้ใจในเรื่องมาตรฐานวัสดุและการผลิต ดังนั้นเลือกซื้อยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ แม้ราคาแพงขึ้นหน่อย น่าจะดีที่สุด

เมื่อต้องจ่ายเงิน 1,000 บาท ความคิดแรกคือแพงจัง แต่พอคิดดี ๆ ผ้าอนามัยที่ซื้อกันอยู่ทุกวันนี้ ราคาตกอยู่ที่ชิ้นละประมาณ 5 บาท (มากหรือน้อยกว่า แล้วแต่ยี่ห้อ) ฉันเปลี่ยนวันละ 3 แผ่น เท่ากับทั้งชีวิตนี้ฉันต้องจ่ายค่าผ้าอนามัย 36,000 บาท และสร้างภาระให้โลกไปอีกหลายร้อยปี

ปัจจุบัน ถ้วยอนามัยกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้หญิงทั่วโลก 60 เปอร์เซ็นต์เริ่มตระหนักและมองหาทางเลือกที่ยั่งยืนกว่าในการจัดการประจำเดือน ในขณะที่ 20 เปอร์เซ็นต์เลิกการใช้ผ้าอนามัยแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งแล้ว ภาพโดย Monika Kozub UNSPLASH

ถ้วยอนามัยมีอายุการใช้งาน 10 ปี เท่ากับทั้งชีวิตต้องเปลี่ยนถ้วยอนามัยแค่อย่างน้อย 4 ครั้ง เพราะล้างทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ใหม่ได้นับร้อยครั้ง ปริมาณขยะน้อยลงอย่างเทียบกันไม่ได้

ตัวฉันวิน โลกก็วิน แล้วทำไมจะไม่เปลี่ยนมาใช้ล่ะ จริงไหม

เรื่อง มิ่งขวัญ รัตนคช

ข้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : ผู้หญิงเสียเปรียบเรื่องสุขภาพอย่างไรบ้าง

สุขภาพผู้หญิง

 

เรื่องแนะนำ

เป็ปซี่บนก้ามกุ้งล็อบสเตอร์สะท้อนปัญหาขยะทะเล

เป็ปซี่บนก้ามกุ้งล็อบสเตอร์สะท้อนปัญหา ขยะทะเล เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบ็นส์ และเป็นอีกครั้งที่ย้ำเตือนให้เรารับรู้ว่า ขณะนี้มหาสมุทรกำลังเต็มไปด้วยขยะ กุ้งล็อบสเตอร์ที่ถูกจับได้จากอ่าว New Brunswick ในแคนาดา มีบางสิ่งบางอย่างที่น่าประหลาดใจบนก้ามของมัน…ลวดลายจากกระป๋องเป็ปซี่ สีสันจากกระป๋องน้ำอัดลมยี่ห้อดังปรากฏอยู่บนก้ามของมัน ท่ามกลางความสงสัยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากอะไร ภาพถ่ายดังกล่าวนี้ถูกเผยแพร่โดยสำนักข่าว CBC ในแคนาดา และกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ ในฐานะสัญลักษณ์ที่ย้ำเตือนให้เราพึงระลึกไว้เสมอว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างกับมหาสมุทรในปัจจุบัน จากรายงานข่าว กุ้งล็อบสเตอร์ตัวนี้ถูกจับขึ้นมาโดย Karissa Lindstrand ผู้ระบุว่าเธอจดจำยี่ห้อของน้ำอัดลมนี้ได้อย่างแม่นยำ เพราะดื่มทุกวัน และตลอด 4 ปีของการตกปลาในบริเวณนี้ เธอไม่เคยพบกับเหตุการณ์ทำนองนี้มาก่อน อย่างไรก็ตามสำหรับปัญหาขยะ เป็นปัญหาใหญ่ในพื้นที่ เพราะที่ New Brunswick สามารถพบขยะได้ตั้งแต่ผิวน้ำไปจนถึงก้นทะเล เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ภาพถ่ายของม้าน้ำตัวหนึ่งที่กำลังเอาหางเกี่ยวไม้ปั่นหูเอาไว้ เพิ่งจะกลายเป็นไวรัลย้ำเตือนถึง ปัญหาขยะทะเล ในปัจจุบัน ข้อมูลจากปี 2015 รายงานมีขยะราว 5.25 ล้านล้านตันล่องลอยอยู่ในมหาสมุทร ขยะเหล่านี้เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์ทะเลเพราะพวกมันเข้าใจผิดว่าเป็นอาหาร   อ่านเพิ่มเติม : ความรู้ประจำวัน : การเดินทางของไมโครพลาสติก, ความรู้ประจำวัน : กรุงไคโร เมืองแห่งขยะ

สัตว์มหัศจรรย์เหล่านี้สูญพันธุ์เพราะมนุษย์

รายนามต่อไปนี้คือชีวิตมหัศจรรย์ที่ "ไม่มีตัวตน" สถานะของมันช่างคล้ายคลึงกับสัตว์ในโลกเวทมนต์ของภาพยนตร์ Fantastic Beasts จะต่างกันก็ตรงที่เมื่อครั้งหนึ่งโลกเคยมีพวกมัน

รถยนต์ไฟฟ้าจะครองถนนในปี 2040 นี้

ภายในปี 2040 นี้รถยนต์ส่วนตัวกว่า 90% ในสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ยุโรปและในประเทศที่ร่ำรวยอื่นๆ จะกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหมด รถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงจากน้ำมันจะหมดความนิยมลง ดังปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับรถม้ามาแล้วเมื่อร้อยปีก่อน

กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง เกาะลิบง การรวมตัวของคนชุมชนเพื่อภารกิจฟื้นฟูท้องทะเล

อาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง เกาะลิบง เมื่องานอนุรักษ์เริ่มต้นจากคนในชุมชน สู่การทำงานกับวิจัยและนักอนุรักษ์ เพื่อคืนทรัพยากรบ้านเกิดให้กลับคืนมา พี่ฉัตร-ทิพย์อุสา แสงสว่าง เป็นชาวเกาะลิบง จังหวัดตรัง มาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ภาพจำในวัยเด็กที่เด่นชัดมาจนถึงปัจจุบัน คือความเหนียวแน่นของชุมชนมุสลิมบนเกาะ ที่อยู่กันแบบพี่น้องถ้อยทีถ้อยอาศัยมาช้านาน และความอุดสมบูรณ์ของบ้านเกิดกลางทะเลอันดามันแห่งนี้ “ตอนเด็ก ๆ ทั้งเกาะมีเรือยนต์เล็ก ๆ อยู่ลำเดียวที่วิ่งไปกลับระหว่างเกาะลิบงกับท่าเรือกันตัง ที่ฝั่งแผ่นดินใหญ่ ใครจะขนน้ำแข็ง หยูกยาหรืออาหารอะไรจากในเมืองมาที่เกาะ ต้องไปให้ทันเรือขนาดยี่สิบที่นั่งลำนี้ที่วิ่งรอบเดียวเท่านั้น ถ้าตกเรือแล้วก็พลาดเลย ต้องรอวันต่อไป “ท้องทะเลรอบเกาะอุดมสมบูรณ์มาก มีแนวหญ้าทะเลเขียวชอุ่มสุดสายตาเต็มไปหมด เดินลุยน้ำไปตอนเช้า ๆ จะพบสัตว์ทะเลตัวเล็กหลายสิบชนิดบ้างแหวกว่าย บ้างซ่อนตัวอยู่ในแนวหญ้า ส่วนสัตว์ใหญ่อย่างพะยูน คิดว่าน่าจะมีเกินสามร้อยตัว เห็นแทบทุกวัน แต่ด้วยความที่ตอนนั้นมันไม่ใช่สัตว์ทะเลหายากอย่างทุกวันนี้ เราเลยไม่ได้ตื่นเต้นอะไร” พี่ฉัตรบอกว่า สำหรับคนวัย 40 ขึ้นไป ภาพความทรงจำของท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์นั้นยังตราตรึงอยู่ในใจ เพราะเกิดทันได้เห็นความมหัศจรรย์ที่เด็กรุ่นใหม่ ๆ อาจนึกภาพไม่ออก เพราะเกิดมาพร้อมกับทรัพยากรที่เสื่อมโทรมลงและสัตว์ทะเลที่ลดปริมาณลงเรื่อย ๆ จุดชมวิวบนเขาบาตู ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเกาะลิบงต่างพากันขึ้นไปสอดส่อง เพราะเป็นจุดเดียวที่จะชื่นชมวิถีชีวิตของฝูงพะยูนในช่วงน้ำขึ้นได้จากยอดเขา พี่ฉัตรและเพื่อน ๆ เคยปีนป่ายเล่นกันตั้งแต่เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ตอนนั้นไม่มีบันได […]