New River Gorge จากเหมืองถ่านหินทิ้งร้างสู่อุทยานแห่งชาติแห่งใหม่ของสหรัฐฯ

New River Gorge จากเหมืองถ่านหินทิ้งร้างสู่อุทยานแห่งชาติแห่งใหม่ของสหรัฐฯ

ชุบชีวิตเหมืองถ่านหินทิ้งร้างเป็น New River Gorge อุทยานแห่งชาติและเขตอนุรักษ์แห่งใหม่ของสหรัฐอเมริกา

บางครั้งการจะทำให้สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยมีคนรู้จักให้พลิกตาลปัตรกลับกลายมาเป็นสถานที่ที่น่าสนใจ ก็เพียงแค่เปลี่ยนชื่อมันซะ นั่นคือกรณีเดียวกับอุทยานแห่งชาติที่เกิดขึ้นล่าสุดของสหรัฐอเมริกา อุทยานแห่งชาติ New River George ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ที่อดีตเคยเสื่อมโทรมจากเหมืองถ่านหินที่ถูกทิ้งร้าง

การตั้งชื่อ New River ไม่ได้หมายความว่าแม่น้ำที่เกิดขึ้นใหม่แต่อย่างใด แต่กลับกันแม่น้ำสายหลักนี้ที่มีชื่อว่า Pangaea มีอายุอยู่มากกว่า 300 ล้านปีแล้วต่างหาก การกัดเซาะจากแม่น้ำที่เกิดขึ้นโดยผ่านระยะเวลาหลายล้านปีนั้นกลายเป็นงานแกะสลักอันล้ำค่า ทำให้เกิดช่องเขาลึกที่รายล้อมไปด้วยถ่านหินบิทูมินัสและหน้าผาที่สูงชันของหินทรายควอทซ์

เวลาผ่านล่วงมาเนิ่นนานจนในช่วงปลายทศวรรษที่ 1800 เป็นช่วงยุคที่เหมืองถ่านหินมากมายหลายบริษัทเกิดขึ้น ซึ่งส่วนมากจะถูกสร้างบริเวณที่มีหุบเขาพร้อมกับแม่น้ำไหลผ่านเหตุเพราะบริเวณโดยรอบๆนั้ นจะมีถ่านหินเยอะ จุดเริ่มต้นก่อนจะมาเป็นอุทยานแห่งชาตินั้นเริ่มต้นจากการเป็นเหมืองถ่านหินมาก่อน

ภาพโดย ASHLEY KNEDLER

ปัจจัยหลักที่สำคัญก็คือถ่านหินบิทูมินัสตามหุบเขา ซึ่งเป็นถ่านหินที่สีดำอ่อนสามารถติดไฟพร้อมกับควันที่น้อย จึงเป็นชั้นที่โรงงานเหมืองต้องการมากที่สุด และเนื่องจากบริเวณโดยรอบนั้นประกอบด้วยหุบเขามากมาย ทำให้มีการสร้างทางรถไฟเกิดขึ้น หลังจากนั้นเหมืองขุดหลายสิบแห่งผุดขึ้นมา

ตั้งแต่ช่วงปลายปีทศวรรษที่ 1800-1900 ได้มีการขุดเจาะถ่านหินหลายล้านตันจากผนังของช่องเขา แต่เบื้องหลังของการขุดเจาะก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างโหดร้าย ทางบริษัทได้ตอบแทนค่าขุดเจาะคิดเป็น 45 เปอร์เซ็นต่อตัน เฉลี่ยนักขุดเจาะระดับมืออาชีพนั้นได้ค่าแรงเฉลี่ยแค่วันละ 2 ดอลล่าห์เพียงเท่านั้น

เหมืองและเมืองถ่านหินทั้งหมดในช่องเขา New River George ได้ถูกทิ้งร้างในช่วงทศวรรษ 1960 ถ่านหินมากมายถูกปลกคลุมไปด้วยพืชและพันธ์ไม้นานาชนิดทำให้ภายนอกดูน่ากลัว จนมีผู้คนมาเรียกว่าเมืองผี จนกระทั่งมีผู้แสวงหาการผจญภัยมากมายได้มีแรงดึงดูดใจอะไรบางอย่างให้มาสำรวจสถานที่แห่งนี้

หุบเขาที่รายล้อมไปด้วยกำแพงหินบวกกับแม่น้ำที่ไหลอย่าง ทั้งนักปีนเขาและนักล่องแก่งได้ยกย่องสถานที่แห่งนี้ให้เป็นอัญมณีที่ถูกซ่อนไว้เลยทีเดียว แต่ในช่วงนั้นการเดินทางข้ามช่องเขาระหว่างตะวันออกไปยังตะวันตกถือว่าค่อนข้างลำบากและหวาดเสียวพอสมควร

ภาพถ่าย JAY YOUNG, ADVENTURES ON THE GORGE

จนถึงปี 1977 เมื่อสะพาน New River George ได้ถูกสร้างเสร็จสมบูรณ์ ทำให้เวลาเดินทางข้ามช่องเขาจากมากกว่า 1 ชั่วโมง เหลือน้อยเพียงแค่ไม่ถึง 10 นาที เหล็กที่แข็งแรงโค้งยาวกว่า 923 เมตร สูงกว่า 267 เมตรเหนือสะพานแห่งนี้ ทำให้เป็นหนึ่งในสะพานพาหนะที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย

วันเวลาค่อยๆ ไปผ่านจน New River George เป็นที่รู้จักและนิยมขึ้นอย่างเรื่อยๆ บุคคลระดับสูงของเวอร์จิเนียได้มีการเสนอว่าให้จัดตั้งพื้นที่ 72,186 เอเคอร์ของ New River Gorge National River ให้เป็นอุทยานแห่งชาติและเขตอนุรักษ์

ต่อมาประธานาธิบดี Jimmy Carter ลงนามในกฎหมายจัดตั้งแม่น้ำแห่งชาติ New River Gorge เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 “เพื่อจุดประสงค์ในการอนุรักษ์วัตถุทางธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นและรอบ ๆ หุบเขาแม่น้ำนิวและอนุรักษ์ไว้เป็นที่ไหลอย่างอิสระ เพื่อคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต”

ในปี 2019 มีการเปิดตัวตั๋วเงินในรัฐสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อกำหนดหน่วยใหม่เป็นอุทยานแห่งชาติและเขตอนุรักษ์ New River Gorge นั่นเอง ก่อนจะเปิดเป็นอุทยานแห่งชาติ ได้มีการฟื้นฟูธรรมชาติ จากการขุดเหมืองที่หลงเหลือร่องรอยที่ยากจะฟื้นคืน

Margaret Palmer นักนิเวศวิทยาด้านการฟื้นฟูจาก University of Maryland กล่าว “การปลูกซ้ำเป็นความหวังที่ดีที่สุดในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของลำธาร” จากการปลูกทดแทนบริเวณที่ขาดหายป่าได้มีการฟื้นตัวเพียงไม่กี่ปีจากบริเวณที่แห้งแล้งกลายเป็นต้นไม้สีเขียวขึ้นเต็มอาณาเขตอย่างรวดเร็ว

อุทยานแห่งชาติ New River George หลังจากได้เปิดเป็นอุทยานอย่างเป็นทางการแล้ว ก็มีการออกกฏหมายคุ้มครองสัตว์และพืชพันธ์ ในขณะเดียวกันกิจกรรมแบบผจญภัยก็เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ปีนเขา ปั่นจักรยานลงเขา และล่องแก่ง

ล่องแก่งถือเป็นเสน่ห์ที่ยิ่งใหญ่ของอุทยานเพราะเป็นศูนย์กลางการล่องแก่งที่สำคัญ โดยรัฐเวสต์เวอร์จิเนียนั้นถูกเรียกว่า “The Mountain State” เพราะว่าภูเขามันมันมากมายก็จะมีน้ำเชี่ยวเป็นพิเศษความท้าทายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้นักผจญภัยต้องการมาเผชิญด้วยตนเอง

แต่ถึงแม้ล่องแก่งจะถือว่าเป็นเสน่ห์ที่ยิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่ไม่เป็นรองลงมาเลยก็คือ ปีนเขาก็ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของอุทยานเช่นเดียวกัน ประกอบไปด้วยเส้นทางแบบดั้งเดิมและเส้นทางแบบสปอร์ตประมาณ 1,400 เส้นทางจะลัดเลาะไปตามหุบเขาที่เรียกว่า Endless Wall (กำแพงที่ไม่มีวันสิ้นสุด)

หน้าผาเหล่านี้สร้างขึ้นจากหินทราย Nuttall ซึ่งเป็นควอทซ์ 98 เปอร์เซ็น จึงสามารถเชื่อถือในเรื่องความแข็งแรงได้อย่างยิ่ง มีการปีนขึ้นไปในระดับความสูงตั้งแต่ 30 ถึง 120 ฟุต ซึ่งส่วนใหญ่ที่ได้ไปปีนเขา พื้นฐานก็จะเป็นนักปีนเขาที่เชี่ยวชาญในระดับนึง อีกทั้งยังมีเทศกาลปีนหน้าผาประจำปี 3 วัน 3 คืนในหุบเขาอีกด้วย

ภาพถ่าย JAY YOUNG, ADVENTURES ON THE GORGE

เส้นทางเดินป่าและปั่นจักรยานเกิดขึ้นใหม่ทุกๆ ปี มีจุดแวะพักยอดนิยมอย่างร้าน Fayetteville Water Stone Outdoors เป็นร้านขายอุปกรณ์เสือภูเขาและนำแนะเส้นทาง นักปั่นส่วนใหญ่ได้ให้ข้อมูลว่าควรเริ่มต้นการผจญภัยที่ Arrowhead Trails ในพื้นที่ Craig’s Branch ของอุทยานจะเป็นเส้นทางเกือบ 13 ไมล์หรือกว่า 20 กิโลสำหรับการปั่นจักรยานแบบระทึกใจ ได้ระดับการจัดระดับให้อยู่ระดับกลางถึงยากเลยทีเดียว

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ทางอุทยานยังมีการจัด Bridge Day ซึ่งเป็นงานประจำปีจะจัดในช่วงเดือนตุลาคม นักกระโดดร่มชูชีพจะทำการโดดลงจากสะพานและร่อนไปตามแม่น้ำเป็นระยะทางกว่า 876 ฟุตผู้คนจะหลั่งไหลกันมาเข้าร่วมกิจกรรมเรียกได้ว่าแทบจะเต็มสะพานเลยก็ว่าได้ โดยในปี 2019 ผู้คนมากกว่า 1.3 ล้านคนได้เข้ามาเปิดประสบการณ์และพลิกโฉมการท่องเที่ยวที่ครั้งหนึ่งเศรษฐกิจเคยตกต่ำ

ธรณีวิทยา นิเวศวิทยา ประวัติศาสตร์และช่องเขาแม่น้ำทุกอย่างหลอมรวมให้สถานที่แห่งนี้เปรียบดั่งอัญมณีล้ำค่าที่พึ่งจะพบเจอ เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมเก่าแก่ของคนท้องถิ่นผู้สืบเชื้อสายมาอย่างยาวนาน บางครอบครัวยังประกอบอาชีพเกี่ยวกับถ่านหินตามบรรพบุรุษและพวกเขายังคงกล่าวไว้อีกว่า “แม้ว่าผู้มาเยี่ยมเยียนอาจจะไม่ได้สังเกตเห็น แต่ประวัติศาสตร์จะคงอยู่ตลอดไป ไม่มีใครสามารถมาขุดหรือสร้างทับมันไปได้อย่างแน่นอน”

ภาพถ่าย JAY YOUNG, ADVENTURES ON THE GORGE

ภาพปก :  ALAMY

สืบค้นและเรียบเรียง : จิรภัทร จิตชื่น

(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)


ข้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : Heidelberg ทำไมเมืองในเยอรมนีแห่งนี้ จึงไม่ต้อนรับรถยนต์อีกต่อไป

เรื่องแนะนำ

รัฐมนตรี ปากีสถาน ชี้ ประเทศที่ร่ำรวยต้องชดใช้ประเทศยากจนที่ถูกภัยพิบัติ

รัฐมนตรีปากีสถานที่ถูกน้ำท่วมใหญ่ถล่ม ชี้ ประเทศที่ร่ำรวยต้องชดใช้ให้กับประเทศที่โดนภัยพิบัติจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง จากบทสัมภาษณ์ของ เชอร์รี่ เรห์มาน (Sherry Rehman) รัฐมนตรีกระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของปากีสถานกับสำนักข่าวเดอะการ์เดี้ยน (The Guardian) จากสหราชอาณาจักร เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ปากีสถาน ระบุว่าประเทศร่ำรวยที่ก่อมลพิษจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบ “ดิสโทเปีย (Dystopia – โลกที่ไม่พึงปรารถนา)” ส่งผลให้ประเทศที่กำลังพัฒนาต้องเผชิญกับภัยพิบัติอย่างรุนแรง และประเทศที่ร่ำรวยควรชดใช้ “ภาวะโลกร้อนเป็นวิกฤตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ซึ่งโลกกำลังเผชิญอยู่ และปากีสถานคือที่รองรับภัยพิบัติ แม้เราจะมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ก็น้อยกว่าร้อยละ 1 และเราทุกคนทราบดีว่าคำมั่นสัญญาที่นานาประเทศได้ให้คำมั่นไว้ (ว่าจะช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาที่ได้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ) ยังไม่บรรลุผล” เรห์มานกล่าวและเสริมว่า “มีความสูญเสียและความเสียหายมากมาย แต่มีการชดใช้เพียงเล็กน้อยให้ประเทศต่าง ๆ (ที่ได้รับผลกระทบ) ซึ่งประเทศเหล่านั้นสร้างรอยเท้าคาร์บอนให้โลกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าการต่อรองราคาระหว่างโลกทั้งสองนั้นไม่ได้ผล เราจำเป็นต้องกดดันอย่างหนักเพื่อตั้งเป้าหมายใหม่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ (ความเสียหาย) บนระดับพื้นดินนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน” ความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปากีสถานนั้นรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน ผู้คนกว่า 1,300 รายเสียชีวิต ประชาชน 1 ใน 3 อยู่ภายใต้น้ำท่วม สาเหตุนั้นเนื่องมาจากฝนที่ตกอย่างหนักหลายสัปดาห์มากกว่าปกติถึงร้อยละ 500 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ปากีสถานยังเผชิญกับภัยแล้งอยู่ พืชผลที่คอยผลิตอาหารถูกกวาดล้างไปกว่าร้อยละ 90 และตัวเลขความเสียหายนั้นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกหลังการสำรวจความเสียหาย […]

รำลึกมาเรียม ดุหยงน้อยที่นำการขับเคลื่อนและความหวังงานอนุรักษ์มาสู่พะยูนไทย

รำลึก ‘มาเรียม’ เพื่อให้มนุษย์ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ กระตุ้นให้ภาครัฐเอาจริงกับกฏหมายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก 2 ปีก่อน ลูกพะยูนกำพร้าเพศเมียที่ชื่อว่า มาเรียม ซึ่งเข้ามาเกยตื้นที่จังหวัดกระบี่ ได้ครองใจผู้คนในหน้าโซเชียลมีเดียของไทย เนื่องจากความน่ารัก และเรื่องราวของความสู้ชีวิตเพื่อเติบโตอยู่รอดของมัน โดยมาเรียมได้หลงฝูง พลัดพรากจากแม่ในท้องทะเลมาอยู่ในความดูแลของสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งช่วยกันอนุบาลมาเรียมให้สามารถเติบโตและมีชีวิตรอดในท้องทะเล เกิดเป็นเรื่องราวความผูกพันระหว่างมนุษย์และสัตว์ทะเลตัวหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้มีการส่งต่อกำลังใจจากผู้คนไปยังมาเรียมมากมาย มีอาสาสมัครขอลงพื้นที่ดูแลเจ้ามาเรียม มีการจัดโครงการเพื่อระดมทุนช่วยเหลือ สื่อมวลชนด้านสิ่งแวดล้อมพากันนำเสนอข่าวพัฒนาการอย่างมาเรียมอย่างต่อเนื่อง และผู้คนสังคมได้รับรู้แนวคิดเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะทะเลไทย ผ่านการเฝ้ามองชีวิตของมาเรียม จนกระทั่งเช้าวันที่ 17 สิงหาคม 2562 มาเรียมได้จากโลกนี้ไปอย่างกระทันหัน ผลจากการชันสูตร มาเรียมจากเราไปด้วยอาการช็อก และพบเศษพลาสติกเล็กๆ หลายชิ้นขวางลำไส้ จนมีอาการอุดตันบางส่วนและอักเสบ ทำให้มีแก๊สสะสมอยู่เต็มทางเดินอาหาร มีการติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดเป็นหนอง เราหวังว่าการเสียชีวิตของมาเรียมจะทำให้ผู้คนตระหนักว่ามนุษย์ต้องยุติวิถีชีวิตที่รบกวนสัตว์และธรรมชาติ รวมไปถึงกระตุ้นให้ภาครัฐเอาจริงเอาจังกับการออกกฏหมายด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก เนื่องในวันมหาสมุทรโลก (World Ocean Day) National Geographic Thailand ขอนำเรื่องราวของมาเรียมเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิต ที่ได้เผยแพร่ในเว็บไซต์ของเราเมื่อ 2 ปีก่อน มาเผยแพร่อีกครั้ง เพื่อเป็นการรำลึกมาเรียมและไม่ให้เรื่องราวของมันถูกลืมเลือนไป เรื่อง  เพชร […]

การทำความสะอาดชายหาดไม่อาจเก็บขยะพลาสติกจำนวนหลายล้านชิ้น

ขยะพลาสติกกองพะเนินอยู่บนชายหาดทางเหนือของเกาะไดเรกชัน ประเทศออสเตรเลีย ภาพถ่ายโดย SILKE STUCKENBROCK, COURTSEY OF SPRINGER NATURE ผลการศึกษาชิ้นใหม่เผยว่า ขยะพลาสติก ส่วนใหญ่บนชายหาดสักแห่งเป็นพลาสติกชิ้นเล็กจิ๋วที่ฝังอยู่ใต้ผืนทราย ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา การทำความสะอาดชายหาดกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก บ่อยครั้งที่อาสาสมัครมารวมตัวกันเพื่อทำงานที่ดูเหมือนไม่มีวันสำเร็จได้ นั่นคือการเก็บ ขยะพลาสติก ปัจจุบัน งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ศึกษาหมู่เกาะโคโคส (Cocos) หรือคีลิง (Keeling) ซึ่งเป็นกลุ่มเกาะห่างไกลของออสเตรเลียชี้ว่า การทำความสะอาดชายหาดอาจปิดบังความเสียหายที่แท้จริงของมลพิษจากพลาสติกอย่างไม่ตั้งใจ เนื่องจากพลาสติกส่วนใหญ่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนทราย   “น่าเศร้าที่สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดแค่บนหมู่เกาะโคโคส” เจนิเฟอร์ เลเวอร์ส (Jennifer Lavers) นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย เขียนในผลการศึกษาที่ติมพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ปี 2019  “เมื่อเรามีเกาะน้อยใหญ่กว่า 2,000 เกาะในมหาสมุทรทั่วโลก และในแต่ละวัน ข้าวของพลาสติกนับพันๆ ชิ้นถูกคลื่นลมพัดมาเกยชายหาดของเกาะห่างไกล  จึงไม่มีทางที่เราจะเก็บขยะได้ทัน หากไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีนัยสำคัญ การจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกในทะเลจะยังคงเป็นความพยายามที่ไม่มีวันสำเร็จ” นอกจากนี้ งานวิจัยดังกล่าวยังบอกเป็นนัยถึงอนาคตที่อาจเกิดขึ้นกับชายหาดในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นหากไม่มีการทำความสะอาด  จนทำให้ขยะพลาสติกสะสมมากขึ้นปีแล้วปีเล่า  กระทั่งแตกตัวกลายเป็นไมโครพลาสติกที่ไม่สามารถกำจัดได้ด้วยการเก็บขยะทั่วไป  อีกทั้งยังไม่มีไครทราบว่าขยะเหล่านี้มีจำนวนเท่าใด […]

โรคระบาด : ราคาจากการทำร้ายธรรมชาติ

การระบาดใหญ่ ของ โรคระบาด ไปทั่วโลกครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การที่เราสร้างความเสียหายต่อโลกได้บั่นทอนพลังของธรรมชาติในการปกป้องเราจากโรคภัยไข้เจ็บ จากเมืองอู่ฮั่นในจีน “ตลาดสด” ที่เนื้อสัตว์ถูกชำแหละเดี๋ยวนั้น และสัตว์ป่าเป็น ๆ ถูกขายเป็นอาหารและยา ไวรัส อาจถูกส่งต่อผ่านทางสัตว์ป่าสู่มนุษย์ในช่วงปลายปี 2019 และภายในไม่กี่เดือน โรคระบาด อย่าง โควิด-19 ก็ทำให้ โฮโม เซเปียนส์ ผู้ล่าที่เหนือกว่าใคร ๆ พากันล้มตายเป็นเรือนแสน การระบาดใหญ่ทั่วโลกครั้งนี้คือข้อพิสูจน์สำหรับบางสิ่งที่ผมเชื่อมั่นอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นคือความหลากหลายทางชีวภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพของมนุษย์ และถึงที่สุดแล้ว คือความอยู่รอดของมนุษย์นั่นเอง ผู้คนรับไวรัสและแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่าง ๆ จากการสัมผัสกับสัตว์ป่ามานานนับพัน ๆ ปี เมื่อมนุษย์รุกลํ้าเบียดเบียนถิ่นอาศัยในธรรมชาติ แย่งนํ้า อาหาร และดินแดนจากสัตว์ต่างๆ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสของการสัมผัสทางกายภาพ และนำไปสู่ความขัดแย้งมากกว่าเดิม เช่นเดียวกับการระบาด การศึกษาชิ้นหนึ่งในปี 2020 สำรวจความเกี่ยวข้องระหว่างความชุกชุม (abundance) ของชนิดพันธุ์ที่เป็นพาหะของไวรัสที่ทำให้เกิดโรครับจากสัตว์ (zoonotic disease) และความเป็นไปได้ที่จะแพร่กระจายสู่มนุษย์ นักวิจัยกลับไปค้นคว้าผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จนได้ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน 142 ชนิด และพบว่าสัตว์จำพวกหนู ไพรเมตและค้างคาว เป็นพาหะของไวรัสเหล่านี้มากกว่าชนิดพันธุ์อื่น ๆ […]