เหตุเกิด ณ อ่าวพร้าว - ย้อนรอยเหตุการณ์ น้ำมันรั่ว 50,000 ลิตร เกาะเสม็ด ปี 2556

เหตุเกิด ณ อ่าวพร้าว – ย้อนรอยเหตุการณ์ น้ำมันรั่ว 50,000 ลิตร เกาะเสม็ด ปี 2556

ภารกิจขจัดคราบน้ำมัน จากเหตุการณ์ น้ำมันรั่ว ปี 2556 ผ่านไปอย่างรวดเร็วราวสายลมทะเล ทว่าเบื้องหลังน้ำใสๆ นั้นอาจเป็นเพียงภาพลวงตา

“อย่างแรกที่ผมมองหาคือสิ่งมีชีวิตที่น่าจะได้รับผลกระทบจาก นํ้ามันรั่ว จนมาเจอปลาขนาดประมาณกระดาษ A4  สองตัวนอนตายอยู่บนหาด  มีคราบนํ้ามันบางๆ เกาะบนปากกับเหงือกเหมือนสำลักนํ้ามันมา”  นี่คือสิ่งที่เริงฤทธิ์  คงเมือง พบเห็นเป็นสิ่งแรกๆ หลังเดินทางถึงอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด  ในคํ่าคืนที่สังคมกำลังฮือฮากับสโมสรฟุตบอลจากอังกฤษ  ข่าวอดีตพระเครื่องบินเจ็ตผู้ยังหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ  และกรณีนํ้ามันดิบรั่วนอกชายฝั่งจังหวัดระยองยังเป็น เพียงข่าวเล็กๆในโลกออนไลน์

“ทะเลกับหาดทรายเป็นสีดำไปหมด  คลื่นทะเลเหนียวๆข้นๆ เหมือนช็อกโกแลต เสียงคลื่นแตกฟองดังบุ๋งๆ อย่างกับหินภูเขาไฟ  แต่ที่สุดคงเป็นกลิ่นนํ้ามันที่ฉุนแรงเกินทนครับ”  เขาเล่าถึงคํ่าคืนแรกๆ ที่คลื่นลมและสายนํ้าพัดพามวลนํ้ามันดิบมาเกยฝั่ง  ช่างภาพผู้เคยผ่านงานด้านสิ่งแวดล้อมมาแล้วหลายสนามรายนี้ค่อนข้างตกใจกับวิธีการขจัดคราบนํ้ามันปริมาณมหาศาลบนชายหาดอ่าวพร้าว ซึ่งชาวประมงท้องถิ่นทราบดีว่าเป็นภูมิศาสตร์อ่าวที่กระแสนํ้ามักพัดพาขยะทะเลมาเกยฝั่งมากที่สุด “คืนนั้นมีเจ้าหน้าที่ 7-8 คน  ผลัดเวรกันเฝ้าเครื่องสูบนํ้าที่มีแค่เครื่องเดียว”

อ่าวพร้าว, น้ำมันรั่ว, เกาะเสม็ด
หลังนํ้ามันดิบรั่วไหลกลางทะเลห่างจากชายฝั่งราว 10 ไมล์ทะเล ในเวลาเพียงไม่ถึงสองวัน กระแสนํ้าก็พัดพาคราบนํ้ามัน มาถึงชายหาดอ่าวพร้าวเกาะเสม็ด วิกฤตินี้ใช้เวลาขจัดคราบเกือบ 10 วัน ท่ามกลางความกังวลว่าสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ตัวเลขที่เผยแพร่บอกว่า นํ้ามันรั่ว ไหลคราวนี้มีปริมาณราว 50,000 ลิตร  อยู่ห่างจากเกาะเสม็ดไปประมาณ 10 ไมล์ทะเล (ราว 18 กิโลเมตร)  ต้นเหตุ มาจากท่อขนถ่ายนํ้ามันกลางทะเลชำรุดระหว่างการขนถ่ายนํ้ามันดิบจากเรือบรรทุกขึ้นฝั่งไปยังโรงกลั่นนํ้ามันในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด  เจ้าหน้าที่พยายามล้อมกรอบนํ้ามันด้วยทุ่นดักคราบนํ้ามันแล้วในเบื้องต้นเพื่อสูบออกจากน่านนํ้า  ทว่าคลื่นลมแรงทำให้นํ้ามันหลุดรอดออกไปเช่นเดียวกับการฉีดพ่นสารสลายคราบนํ้ามันซึ่งไม่เพียงพอต่อการสลายคราบนํ้ามันปริมาณมหาศาลในเวลาอันสั้น

ภาพถ่ายดาวเทียมจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เผยให้เห็น คราบนํ้ามันดิบแผ่กว้างบนผิวทะเลกินอาณาบริเวณพอๆ กับพื้นที่เกาะเสม็ดและค่อยๆ เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  ทางการประกาศให้อ่าวพร้าวเป็นเขตประสบภัยพิบัติทางทะเล พร้อมๆ กับข่าวลือที่แพร่สะพัดออกไปว่าคราบนํ้ามันเดินทางไปถึงชายฝั่งบ้านเพ  จังหวัดระยอง  ท่ามกลางความพรั่นพรึงของบรรดาชาวประมงเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าชายฝั่ง

ภาพจากอ่าวพร้าวแพร่สะพัดอย่างรวดเร็วราวไฟได้ลม กระแสสังคมเกาะติดภารกิจขจัดคราบนํ้ามัน  และด้วยความพยายามอย่างหนัก  เพียงสัปดาห์เดียวท้องนํ้าย่านอ่าวพร้าวก็กลับมาใสด้วยตามอง  หาดทรายคืนสีดังเดิมหอมลมทะเลพัดโบก  มีการจัดงานทำความสะอาดครั้งใหญ่และแสดงดนตรี  ขณะที่ข่าวการชุมนุมทางการเมืองในกรุงเทพฯ และความรักของดาราสาวกับพ่อม่ายลูกชายนักการเมืองใหญ่ค่อยๆ กลบเสียงจากอ่าวพร้าว

ทิ้งให้นํ้าใสๆ อาจกลายเป็นเพียงภาพลวงตา

ปะการัง, ปะการังฟอกขาว, โขดหินปะการัง
แม้จะต้องศึกษาอย่างชัดเจนต่อไป แต่นักอนุรักษ์บางคนสันนิษฐานเบื้องต้นว่าปะการัง โขดฟอกขาวที่พบหลายจุดใกล้แนวรั่วไหลน่าจะเกี่ยวข้องกับการปนเปื้อนจากคราบนํ้ามัน

ระบบนิเวศทางทะเลซับซ้อนและบอบบางกว่าที่เราคิด ใต้นํ้าใสสะท้อนฟ้าคราม คือแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตสารพัดนับล้านๆ  ตั้งแต่แพลงก์ตอนพืชและสัตว์  ปะการัง สัตว์เปลือกแข็งไร้กระดูกสันหลังไปจนถึงปลาน้อยใหญ่  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  และนกทะเลทุกชีวิตในสิ่งแวดล้อมทางทะเลอันแตกต่าง  เช่น  แนว ปะการัง  พื้นทะเล  ชายหาด  ปากแม่นํ้า  และป่าชายเลน  ล้วนเกี่ยวข้องพึ่งพากันในห่วงโซ่อาหาร

เมื่อนํ้ามันดิบเคลื่อนไปตามกระแสนํ้าและลม  เบื้องต้นคือชั้นนํ้ามันที่แผ่ปกคลุมเหนือนํ้าทะเลเหมือนฟิล์มบางๆ ด้วยแรงตึงผิวและความหนาแน่นที่น้อยกว่านํ้าทะเล คราบเหลือบรุ้งยามสะท้อนแสงแดดและบางทีดูเหมือนใสสะอาดนี้คือหายนะของสัตว์ทะเล  พวกแรกที่ได้รับผลกระทบคือ  แพลงก์ตอนพืช  สาหร่าย  และพืชนํ้า เนื่องจากคราบนํ้ามันจะปิดกั้นแสงอาทิตย์ซึ่งจำเป็นต่อกระบวนการสังเคราะห์แสง  ทั้งยังทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลง  แม้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะฟื้นคืนสภาพได้เร็วและน่าห่วงน้อยกว่า  ทว่าสิ่งมีชีวิตที่เรามักไม่ค่อยแยแสเหล่านี้คือผู้ผลิตลำดับแรกๆ ในห่วงโซ่อาหาร

ขณะที่หาดทรายอ่าวพร้าวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบนํ้ามันดิบ  โขดหินและผืนทรายอันเป็นบ้านแสนสุขของบรรดาหอยนางรม  และสัตว์เล็กๆ จำพวกปู  ซึ่งเชื่องช้าเกินกว่าจะรู้ทันภัยก็อาบไปด้วยคราบนํ้ามันกลิ่นแรง นี่คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมกังวลที่สุดเกี่ยวกับคราบนํ้ามัน  ดร.ธรณ์  ธำรงนาวาสวัสดิ์  รองคณบดีคณะประมง  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายว่า  หลักสากลของการขจัดคราบนํ้ามันในทะเลคือกติกาที่ว่า “อย่าให้โดนฝั่ง  อย่าให้โดนพื้น”  นั่นหมายถึงว่า  ควรเลี่ยงทุกวิถีทางที่คราบนํ้ามันจะสัมผัสกับพื้นชั้นตะกอน  เนื่องจากการขจัดคราบนํ้ามันในชั้นตะกอนหรือพื้นทรายยากกว่าบนผิวนํ้าหลายสิบเท่า  แม้ว่าโดยปกติแล้ว  แบคทีเรียตามธรรมชาติจะช่วยย่อยสลายคราบนํ้ามันได้ส่วนหนึ่ง  แต่การที่คราบนํ้ามันฝังตัวลงในชั้นตะกอนหรือพื้นทราย  จะทำให้กระบวนการย่อยสลายขาดออกซิเจน  ส่งผลให้การสลายคราบนํ้ามันด้วยวิธีการตามธรรมชาติเป็นไปได้ยาก

น้ำมันรั่ว, น้ำมันดิบ,
เจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพเรือเร่งมือขจัดคราบนํ้ามันดิบ บริเวณชายหาดอ่าวพร้าว แม้เพียงไม่ถึงสองสัปดาห์ต่อมานํ้าทะเลจะกลับมาใสดังเดิม ทว่าผลกระทบที่อาจซ่อนเร้นอยู่ในระบบนิเวศชายหาด ท้องทะเล และแนวปะการัง อาจต้องใช้เวลาติดตามผลกระทบและฟื้นฟูไม่น้อยกว่า 3 ปี

“ที่เรากังวลคือสารเคมีขจัดคราบจะดึงนํ้ามันให้จมตํ่า ลงไปประมาณ 10 เมตร  แต่ถ้าพื้นที่ตรงนั้นตื้นกว่า 10 เมตรล่ะครับ  คราบนํ้ามันก็อาจปนไปในตะกอนหรือแนวปะการังได้”  เขาบอก  “พื้นทะเลเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทางทะเล  มีสิ่งมีชีวิตเต็มไปหมด  ชาวประมงก็วางอวนปู  อวนกุ้งที่นี่  และเป็นแหล่งประมงที่สำคัญครับ” นํ้ามันดิบเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนในรูปของเหลวอันซับซ้อน  ประกอบขึ้นจากธาตุหลากหลายชนิดในสัดส่วนแตกต่างกันไปตามแต่ละแหล่งกำเนิด  ทั้ง คาร์บอน  ไฮโดรเจน  กำมะถัน  ไนโตรเจน  ออกซิเจน เหล็ก  นิกเกิล  และโลหะหนัก กรณีนํ้ามันดิบรั่วไหล จึงเท่ากับเป็นการแพร่กระจายของสารเคมีเหล่านี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้สารบางชนิดจะย่อยสลายได้เองตามกระบวนการในธรรมชาติ  แต่การรั่วไหลครั้งนี้ยังคลุมเครือ  ข้อมูลล่าสุดจากกรมควบคุมมลพิษชี้ว่า  พบปรอทซึ่งเป็นหนึ่งในโลหะหนักอันตรายต่อสุขภาพถึง 2.9 ไมโครกรัมต่อลิตรในนํ้าทะเลที่อ่าวพร้าว  และ 0.25 ไมโครกรัมต่อลิตรที่อ่าวทับทิม  พร้อมแนะนำว่าอย่าเพิ่งลงสนุกกับนํ้าใส  เพราะค่ามาตรฐานของปรอทในธรรมชาติควรอยู่ที่ 0.1 ไมโครกรัมต่อลิตรเท่านั้น  ส่วนพอลิไซคลิกแอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน  หรือ PAHs อีกหนึ่งสารก่อมะเร็ง  ยังอยู่ระหว่างรอผลตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ

ขณะที่การใช้สารเคมีขจัดคราบนํ้ามันปริมาณกว่า 37,000 ลิตรซึ่งทำให้นํ้ามันแตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ และจมลง  ยังคงเป็นปริศนาว่าจะนำพาสารอื่นใด เข้าสู่ระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารในระยะยาวอีกบ้าง แต่ที่แน่ๆ หลังเกิดเหตุ  ชาวประมงชายฝั่งที่สูญเสียลอบปูม้าจากคราบนํ้ามัน  พบว่า  หลังเก็บกู้อวนขึ้นมา พวกเขาพบปูม้าตายมากถึงเจ็ดในสิบตัวจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่องัดกระดองออกมาก็พบว่าบริเวณเหงือก (ลักษณะคล้ายๆแผงฟองนํ้า)  หรือที่ชาวประมงเรียกว่า “นมปู” เป็นคราบสีดำราวกับคนสูบบุหรี่มานับสิบปี  แม้จะยังไม่มีข้อมูลทางวิชาการรองรับว่าปูเหล่านั้นตายจากพิษคราบนํ้ามันแต่ชาวประมงท้องถิ่นที่นั่นไม่ลังเลเลยที่จะกล่าวโทษว่าคราบนํ้ามันคือจำเลยของเรื่องนี้

ชาวประมง, น้ำมันรั่ว
โกสิทธิ์ สังข์คำ และเพื่อนชาวประมงท้องถิ่นคือผู้ได้รับผลกระทบรายแรกๆ พวกเขาต้องแล่นเรือเล็กออกไปไกลกว่าเดิมถึงสองเท่าเพื่อหลีกเลี่ยงคราบนํ้ามันรั่วไหล

ระหว่างความกังวลของคนเมืองที่มีต่ออาหารทะเลจากภาคตะวันออก  ว่ากันว่ายอดขายอาหารทะเลบางร้านในจังหวัดระยองตกลงกว่าร้อยละ 70  แรงกระเพื่อมเดียวกันยังไปไกลถึงจังหวัดอื่น  มีรายงานว่าผู้บริโภคอาหารทะเลในจังหวัดพิษณุโลกงดอาหารทะเลชั่วคราว แม่ค้าในตลาดที่นั่นถึงกับโอดครวญว่า  อาหารทะเลของตนรับมาจากมหาชัย  และไม่เกี่ยวข้องกับน่านนํ้าฉาบคราบนํ้ามันแต่อย่างใด  ความสับสนในโลกออนไลน์พลอยทำให้ผู้บริโภคหวาดหวั่นและสับสนระหว่างอาหารทะเลจากแหล่งต่างๆ  พวกเขาจึงเรียกร้องอะไรที่มากกว่าการแสดงรับประทานปูนึ่งต่อหน้าผู้สื่อข่าว

แน่นอนว่าสารเคมีบางชนิดสามารถแทรกเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหารจากการบริโภคของผู้ผลิตชั้นต้นๆอย่างแพลงก์ตอนหรือสัตว์ขนาดเล็ก  เมื่อผู้ล่ากินสิ่งมีชีวิต เหล่านี้เป็นอาหาร  การสะสมของสารเคมีจะยิ่งเพิ่มขึ้นในร่างกายของผู้ล่าลำดับสูงขึ้นไปในห่วงโซ่อาหาร  และเมื่อถึงจุดหนึ่ง  สารเหล่านี้อาจแสดงความเป็นพิษออกมาทั้งแบบเฉียบพลันหรือสะสมไว้ก่อนแสดงอาการ  และเมื่อมนุษย์บริโภคสัตว์นํ้าเหล่านี้อีกทอดหนึ่ง  จึงเท่ากับชักนำสารเคมีเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายของเราโดยตรง

หลังเกิดเหตุไม่นาน  กรมประมงแถลงข่าวว่า  พวกเขาร่วมกับนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  สุ่มตัวอย่างสัตว์ทะเล 24 ชนิดมาตรวจวิเคราะห์ปริมาณปิโตรเลียม ไฮโดรคาร์บอน  ทั้งจากพื้นที่ประสบเหตุ  แหล่งเพาะเลี้ยง  ปากคลอง  และพื้นที่ที่คาดว่าคราบนํ้ามันอาจเดินทางไปถึง  ผลการทดสอบชี้ว่า  สัตว์ทะเลตัวอย่าง มีปริมาณปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนในเนื้อเยื่อใกล้เคียงกับบริเวณที่ไม่เกิดเหตุนํ้ามันรั่วไหล  ทว่านี่ยังเป็นผลการวิเคราะห์เบื้องต้น  เพราะรายงานนั้นระบุด้วยว่า  ควรใช้เวลาติดตามผลกระทบระยะยาวอีก 1-2 เดือน

ไม่มีใครรู้ว่า  ผลกระทบจากสารเคมีเหล่านั้นจะแสดงความเป็นพิษอย่างไร  ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์  นักอนุรักษ์พยายามเทียบเคียงผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์ แท่นขุดเจาะ “ดีปวอเทอร์ฮอไรซัน” ระเบิดที่อ่าวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปีพ.ศ. 2553  จนคราบนํ้ามันปริมาณมหาศาลเคลื่อนที่ไปไกลจนถึงสามเหลี่ยมปากแม่นํ้ามิสซิสซิปปี  และเกาะติดทุกอย่าง  ตั้งแต่กอหญ้า  พงอ้อ  หาดทราย  สัตว์ทะเล  และขนนกนํ้า หลังวิกฤติการณ์คราวนั้น มีรายงานว่าปลาบางชนิดกลายพันธุ์จนเหงือกผิดปกติและกุ้งไม่มีลูกตา  กระนั้นก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นผลจากการรั่วไหลของคราบนํ้ามัน

น้ำมันรั่ว
เจ้าหน้าที่ขจัดคราบนํ้ามันกำลังสับเปลี่ยนเวรเพื่อตรวจสอบเครื่องสูบ แม้ภารกิจขจัดคราบนํ้ามันครั้งนี้จะใช้เวลาไม่นานนัก ทว่านักอนุรักษ์หลายคน ชี้ตรงกันว่า วิกฤติการณ์ครั้งนี้ควรเป็นบทเรียนสำคัญด้านความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และการคำนึงถึงระบบนิเวศทางทะเลอันเปราะบาง ภาพถ่ายโดย อรุณ ร้อยศรี

ขณะที่ระบบนิเวศอันเปราะบางยังต้องเฝ้ารอการวิเคราะห์และติดตามผลตามหลักวิชาการ  หลังคราบนํ้ามัน (ที่มองเห็นได้) จางลง  นักดำนํ้าและทีมสำรวจจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งรายงานว่า  ปะการังและสัตว์ทะเลแถวอ่าวพร้าวซึ่งประกอบไปด้วยปะการังโขด  หอยมือเสือ  เม่นทะเล  และฟองนํ้าครก เป็นส่วนใหญ่ยังไม่พบผลกระทบในเบื้องต้น  ทว่าในเวลาต่อมาสื่อมวลชนบางสำนักที่ดำนํ้าลงไปกับมัคคุเทศก์ท้องถิ่นชี้ว่า  ปะการังแถบนั้นส่วนหนึ่งเริ่มแสดงอาการจุดสีขาวอันเป็นสัญญาณของการฟอกขาว  แม้จะไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่า  เกิดจากเหตุนํ้ามันรั่วไหลคราวนี้ก็ตาม

กระทั่งบัดนี้  ก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องผลกระทบระยะยาว  นักวิชาการยังต้องใช้เวลาเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ผลอีกนานนับปี  ดร.ธรณ์บอกว่า “ในอนาคตเราคงมีข้อมูลมากกว่านี้แน่นอน  เพราะนี่เป็นเรื่องที่เราไม่เคยประสบมาก่อน  วิทยาศาสตร์กำลังหาคำตอบให้อยู่ครับ”

ขณะที่เริงฤทธิ์  ช่างภาพผู้สนใจประเด็นสิ่งแวดล้อม ทิ้งท้ายว่า “ที่ครั้งนี้เราสนใจกันมาก คงเป็นเพราะมองเห็นผลกระทบได้อย่างชัดเจนด้วยสายตา  ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนให้เราคิดต่อไปว่า  ยังมีของเสียหรือสารพิษถูกปล่อยลงสู่ทะเลอีกไม่รู้เท่าไร  และเราก็ไม่เคยรับรู้มาก่อนครับ”  เขาเชื่อว่าคงจะดีกว่าไม่น้อยหากบทเรียนครั้งนี้จะยังคงติดแน่นในสังคม  เฉกเช่นคราบนํ้ามันที่ไม่สามารถขจัดออกไปจากระบบนิเวศได้ง่ายๆ

เรื่อง ราชศักดิ์ นิลศิริ
ภาพถ่าย หนุมานโฟโต้ส์และกรีนพีช

เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกันยายน 2556


อ่านเพิ่มเติม น้ำมันดีเซล กว่า 20,000 ตันรั่วปนเปื้อนในอาร์กติก

เรื่องแนะนำ

สร้างบ้านปลาแล้วดีไหม หาคำตอบไปกับทริป Seiko Save The Ocean

หลังจากปิดการท่องเที่ยวไปนาน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะพีพีก็เปิดรับนักท่องเที่ยวเมื่อปลายปีที่แล้ว ภายใต้การควบคุมดูแล ไม่เพียงด้านสาธารณสุข แต่รวมถึงการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างธุรกิจและอนุรักษ์ธรรมชาติ พวกเราร่วมทริปมากับโครงการ Seiko Save The Ocean โครงการเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ท้องทะเลไทย ซึ่งเป็นโครงการที่ทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยบริษัท ไซโก (ประเทศไทย) โดยเราได้รับเชิญเพื่อเดินทางสู่ทะเลอันดามัน ปักหมุดที่จังหวัดภูเก็ต เรียนรู้การทำบ้านปลากับหมู่บ้านประมงแถบชุมชนแหลมตุ๊กแก ก่อนล่องเรือไปยังอ่าวเปลวในหมู่เกาะพีพี เพื่อร่วมปล่อยปะการังเทียม ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งในการอนุรักษ์แบบยั่งยืนให้กับทั้งชุมชนและสิ่งแวดล้อม มากกว่ากองน้อยใหญ่ใต้น้ำ คือแหล่งพักพิงของฝูงปลา  เพราะใต้น้ำคือแหล่งทำมาหากินของชาวประมง เมื่อก่อนเพียงแค่วางลอบวางไซตามแนวหิน หรือดักทางน้ำ ก็ได้ปลามาไม่น้อย แต่ในระยะหลัง ชาวบ้านจับปลาได้น้อยลง แม้จะมีเพียงลอบเปล่าๆ ก็ต้องกู้ขึ้นมา ชาวประมงจึงเรียนรู้ที่จะอยู่คู่กับธรรมชาติ พวกเขาเปลี่ยนลอบให้กลายเป็นบ้านปลา เพื่อปกป้องปลาเล็กปลาน้อยให้เติบโตหล่อเลี้ยงชีวิตและระบบนิเวศ การเพิ่มทรัพยากรทางทะเลทำกันหลายวิธี วิธีที่ใกล้ตัวของชาวประมงในพื้นที่บ้านแหลมตุ๊กแก จ.ภูเก็ต ก็คือการสร้างบ้านปลา ซึ่งทำกันมาแต่ไหนแต่ไร ชาวประมงรู้ว่าปลาจะมาว่ายวนอาศัยอยู่กับกองอะไรก็ตามใต้ท้องทะเล ธรรมชาติมีก้อนหินและปะการังมาให้ หรือซากใดๆ ที่จมลงใต้สมุทร ที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นบ้านปลา ถึงขั้นเป็นอาณาจักรหากมีกว้างใหญ่มากพอ พี่แตน – ศรีสุดา ทิพย์จิตรดี ผู้นำชุมชนบ้านแหลมตุ๊กแก จังหวัดภูเก็ต บอกว่า “เมื่อก่อนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ […]

ความรู้ประจำวัน: การเดินทางของไมโครพลาสติก

ความรู้ประจำวัน: การเดินทางของ ไมโครพลาสติก ทุกครั้งที่คุณซักเสื้อโค้ทที่มีส่วนประกอบของผ้าฟลีซ โปรดจำไว้ว่ามีพลาสติดขนาดเล็กจำนวน 2,000 ชิ้นหลุดลอกออกไปด้วย ไมโครพลาสติกเหล่านี้ยากที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พวกมันปะปนไปกับน้ำเสียก่อนจะเล็ดรอดออกสู่มหาสมุทร ทำไมพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ถึงเป็นวาระสำคัญ ก็เพราะเม็ดพลาสติกเหล่านี้จะดูดซับสารเคมีเอาไว้ สิ่งมีชีวิตในทะเลจะกินไมโครพลาสติกเป็นอาหาร เพราะเข้าใจผิดว่าพวกมันคือแพลงก์ตอน ปลาขนาดเล็กที่กินพลาสติกเหล่านี้จะถูกปลาขนาดใหญ่กินต่อ และในที่สุดแล้วพลาสติกจะมาจบลงบนจานอาหารเย็นของคุณเอง หรือแม้กระทั่งในแก้วเบียร์ ไมโครพลาสติกเหล่านี้ยังกใช้เป็นส่วนประกอบในหลายผลิตภัณฑ์ เช่นในโฟมล้างหน้าและในยาสีฟัน (เม็ดสีฟ้าขนาดเล็กที่ถูกโฆษณาว่าช่วยในการขัดผิวหนังหรือฟันทั้งหลาย) ปัจจุบันในหลายประเทศ สินค้าที่ประกอบด้วยไมโครพลาสติกเหล่านี้ถูกแบนแล้ว นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 นี้ มหาสมุทรของเราจะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา หากเราไม่ต้องการให้ลูกหลานในอนาคตต้องเผชิญกับวิกฤติดังกล่าว เริ่มต้นลดการใช้พลาสติกตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลาสติกประเภทที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่าง หลอดพลาสติก, แก้วน้ำ และช้อนส้อม   อ่านเพิ่มเติม พบถุงพลาสติกในส่วนลึกที่สุดของมหาสมุทร

ขยะทะเล ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป

ผลกระทบของขยะทะเลเกิดขึ้นอย่างชัดเจนต่อระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งมาเป็นเวลากว่าทศวรรษ จนสามารถเรียกความสนใจจากประชาคมโลกให้หันกลับมาสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง หลายๆ ประเทศเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ผู้ผลิต ไปจนถึงปลายน้ำ อย่างผู้บริโภคลำดับสุดท้าย เพราะทุกคนมีส่วนทำให้ปริมาณขยะในทะเลเกิดขึ้น ขยะทะเล คือของเสียที่เกิดจากมนุษย์ที่ถูกทิ้งลงสู่ทะเลทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งขยะดังกล่าวเป็นขยะพลาสติกมีน้ำหนักเบา และไม่สามารถย่อยสลายได้ในเวลาที่สั้นจึงถูกพัดพาไปในที่ที่ห่างไกลจากแหล่งกำเนิด โดยคลื่น ลม กระแสน้ำ และน้ำขึ้น-น้ำลง ขยะพลาสติกส่วนใหญ่ประกอบด้วยของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก ภาชนะใส่อาหารประเภทต่างๆ และวัสดุที่ใช้ในการบรรจุหีบห่อ รวมทั้งผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เช่น สายรัด แผ่นพลาสติก หมวกนิรภัย และ เครี่องมือประมง เช่น แห อวน และลอบ ขยะพลาสติกชิ้นใหญ่จะถูกย่อยสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนถึงขนาดเล็กมากเรียกว่าไมโครพลาสติก ซึ่งเป็นเม็ดพลาสติกที่มีขนาดที่เล็กกว่า 5 มิลลิเมตร นอกจากไมโครพลาสติกส่วนใหญ่มาจากการย่อยสลายของพลาสติกชิ้นใหญ่แล้ว ยังเป็นส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง (cosmetic products) และผลิตภัณฑ์สุขภาพ (health care products) เนื่องจากมีขนาดเล็กมาก ไมโครพลาสติกจึงเล็ดลอดสู่ท้องทะเลเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี รายงานขององค์การสหประชาชาติระบุว่า ทุกประมาณ 2.6 ตารางกิโลเมตรของผืนมหาสมุทรมีเม็ดพลาสติกลอยปะปนอยู่ราวๆ 13,000 เม็ด คุณสมบัติเฉพาะตัวที่ดูดซับสารพิษได้ดียังทำให้ไมโครพลาสติกสามารถสะสมพีซีบี (PCBs) […]