ต้นไม้ 5,000 ปี อายุมากสุดในโลก จะรอดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไม่

ต้นไม้ 5,000 ปี อายุมากสุดในโลก จะรอดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไม่

เหล่าสนบริสเทิลโคน (Bristlecone pines) ในภาคตะวันตกของสหรัฐมีอายุยืนยาวมาเกือบ 5,000 ปี แต่สนไซเปรสปาตาโกเนีย (Patagonian cypress) ที่เพิ่งถูกค้นพบได้ท้าทายสถิติความเก่าแก่ของมัน

อุทยานแห่งชาติเกรตเบซิน – หลายพันเมตรเหนือทะเลทรายเนวาดา ในมุมหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ได้มาเห็นบ่อยนัก เกรตเชน เบเคอร์ นักนิเวศวิทยาประจำอุทยานขึ้นไปเกือบถึงยอดของเมาต์วอชิงตันและยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมาดู ใกล้ๆ ที่ด้านล่างนั้นเอง หนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่มีอายุยาวนานที่สุดในโลกงอกขึ้นมาจากหินปูน

สาเหตุหนึ่งที่สนบริสเทิลโคนที่เกรตเบซินซึ่งมีลำต้นสีซีดและบิดเบี้ยวดั่งเชือกจากการเผชิญลมและฝนกรรโชกมานานหลายศตวรรษเหล่านี้เจริญงอกงามในบริเวณแห่งนี้ได้ คือการที่แทบไม่มีสิ่งอื่นที่ทำสิ่งเดียวกันนี้ได้ที่ระดับความสูงเกือบ 3,353 เมตรตามแนวทิวเขาสเนคอันขรุขระในมลรัฐเนวาดา ที่ตรงนี้ไม่มีหญ้า ไม่มีพุ่มไม้ มีศัตรูพืชเพียงน้อยนิด ไม่มีการแข่งขัน ไม่มีผู้คนก่อไฟป่า และไม่มีต้นไม้ใกล้ๆ มาแพร่จุลชีพก่อโรค

เมื่อไม่มีสิ่งใดมาฆ่าพวกมัน อสูรกายยุคดึกดำบรรพ์เหล่านี้จึงอยู่ตามลำพังมาเนิ่นนาน และทำในสิ่งที่ทำเรื่อยมา คือการกับเก็บน้ำในใบรูปหนามที่มีชีวิตได้นานหลายทศวรรษและเพิ่มความหนาให้ลำต้นไปทีละเล็กละน้อย ต้นไม้เหล่านี้เติบโตอย่างเชื่องช้าจนมีความหนาเกินกว่าที่ด้วงและโรคต่างๆ จะทำอันตรายได้

อีกหนึ่งกลเม็ดที่ช่วยให้สนบริสเทิลโคนมีชีวิตยืนยาวได้คือ “การลอกเปลือก (strip barking)” นั่นคือ แม้จะมีส่วนอื่นของต้นที่ตาย แต่ส่วนที่เหลือยังมีชีวิตอยู่ได้โดยแผ่นแคบๆ ของเปลือกและเนื้อเยื่อที่ยังมีชีวิตซึ่งเชื่อมรากกับกิ่งที่อยู่สูงขึ้นไป ในบางกรณี ร้อยละ 95 ของต้นไม้อาจตายไปแล้ว แต่ยังมีส่วนเล็กๆ เหล่านี้ที่ยังมีชีวิตรอดต่อไปได้

สนบริสเทิลโคนบางต้นอยู่รอดโดยวิธีดังกล่าวตั้งแต่ก่อนมีการสร้างพีรามิดที่กีซาเสียอีก นั่นรวมถึงเมธูเสลาห์ ต้นบริสเทิลโคนซึ่งเก่าแก่ที่สุดในโลกเท่าที่มีการบันทึกไว้  ในทิวเขาไวท์เมาน์เทนส์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย หากอิงจากข้อมูลของวงปี สนต้นนี้มีอายุถึง 4,853 ปี

เหล่านักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ด้วยวิธีนี้ทำให้มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอายุมากที่สุดในโลก แต่ข้อถกเถียงดังกล่าวซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นักวิจัยชาวชิลีผู้หนึ่งใช้วิธีการที่ใช้กันไม่บ่อยนักในการคำนวณอายุต้นไม้อีกสายพันธุ์หนึ่ง คือต้นไซเปรสปาตาโกเนีย (Patagonian cypress) หากการคำนวณถูกต้อง งานวิจัยของเขาจะทำให้ต้นสนจากอเมริกาใต้ต้นนี้เป็นสิ่งมีชีวิตอายุมากที่ใหม่เอี่ยมที่สุด

การประกาศครั้งนี้ทำให้เหล่านักวิจัยฮือฮาแต่ยังมีข้อสงสัย สาเหตุอย่างน้อยส่วนหนึ่งคือสนไซเปรสต้นนี้ซึ่งเติบโตในป่าไม้อบอุ่นไม่ผลัดใบ (temperate rainforest) มีวงจรชีวิตต่างจากต้นสนบริสเทิลโคนมาก อย่างไรก็ตาม แม้ต้นไม้ทั้งสองจะมีอายุยืนยาว ทั้งคู่ต่างกำลังเผชิญคำถามว่าพวกมันจะอยู่รอดในอีกหลายทศวรรษข้างหน้าหรือไม่

คู่แข่งรุ่นโบราณ

สนไซเปรสปาตาโกเนีย หรืออีกชื่อคือ Alerce มีถิ่นกำเนิดในชิลีและอาร์เจนตินา ได้รับการยอมรับว่าเป็นพันธุ์ไม้ที่อายุยืนที่สุดเป็นอันดับสองของโลกมาอย่างยาวนาน สนพันธุ์นี้เคยถูกบันทึกเป็นสถิติในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ด้วยการนับวงปีจากส่วนที่ถูกตัด โดยมันมีอายุถึงกว่า 3,600 ปี (ส่วนสนซีคัวยายักษ์ซึ่งอายุมากที่สุดที่เคยรู้จัก และเป็นไม้พันธุ์ที่อายุยืนที่สุดเป็นอันดับสาม ถูกค้นพบด้วยวิธีเดียวกันและตายเมื่ออายุ 3,266 ปี)

เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บทความโดยเกเบรียล พอพคิน ซึ่งตีพิมพ์ลงในวารสาร Science เปิดเผยว่าโจนาธาน แบริชิวิช นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และนักวิจัยซึ่งค้นพบสนไซเปรสปาตาโกเนียเก่าแก่ต้นดังกล่าวกำลังศึกษาต้นไม้อีกต้นในอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่งในชิลี เหล่านักวิจัยใช้สว่านเจาะวัดความเพิ่มพูน (increment borer) รูปตัวทีเจาะลำต้นและหาตัวอย่างจากใจกลางจากต้นไซเปรสซึ่งปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำต้นดังกล่าว ตัวสว่านเองไม่สามารถเจาะถึงแกนกลางของลำต้นซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 3.66 เมตรได้ แต่การนำตัวอย่างใจกลางไปผสมกับข้อมูลวงปีจากต้นไม้พันธุ์เดียวกันต้นอื่นๆ และจำลองแบบด้วยคอมพิวเตอร์ ทั้งสองประมาณการว่าต้นไม้ต้นดังกล่าวมีอายุราว 5,400 ปี โดยมีโอกาสร้อยละ 80 ที่มันจะมีอายุมากกว่า 5,000 ปี

ด้วยการนำตัวอย่างใจกลางจำนวนเล็กน้อยมาผสมกับแบบจำลองคอมพิวเตอร์ เหล่านักวิจัยในอเมริกาใต้เชื่อว่าพวกเขาแสดงให้เห็นได้ว่าต้นสนไซเปรสปาตาโกเนีย (หรือ Alerce) ซึ่งเติบโตสูงตระหง่านอยู่เหนือลำธารแห่งหนึ่งในชิลีนี้มีอายุอย่างน้อย 5,500 ปี ซึ่งจะทำให้มันกลายเป็นต้นไม้ที่มีอายุมากที่สุดในโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนยังคลางแคลงใจ ภาพถ่ายโดย JONATHAN BARICHIVICH

ยังไม่มีการตรวจสอบงานวิจัยนี้โดยผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น แต่แบริชิวิชได้นำผลการวิจัยไปให้ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ในงานประชุมต่างๆ เนท สตีเฟนสัน นักวิทยาศาสตร์กิตติคุณประจำหน่วยงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ ซึ่งศึกษาสนซีคัวยายักษ์มากว่าสี่สิบปีคิดว่าผลลัพธ์นี้น่าสนใจ แต่ยังคงไม่ให้คำตัดสินจนกว่าแบริชิวิชจะตีพิมพ์งานวิจัยซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทดลองของเขา กระนั้น “ผลที่จะได้มันน่าสนใจแน่นอนครับ” สตีเฟนสันกล่าวกับพอพคิน

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังขาจากผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ พอสมควร ปีเตอร์ บราวน์ ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยวงปีต้นไม้ร็อกกีเมาน์เทน (Rocky Mountain Tree Ring Research) ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบรรดาต้นไม้ที่อายุมากที่สุดในโลก กล่าวว่าวิธีการของแบริชิวิชนั้นยังแปลกใหม่เกินกว่าที่จะกล่าวอ้างอย่างมั่นใจก่อนตีพิมพ์ผลงาน “มันมีข้อสันนิษฐานอีกมากมายที่จำเป็นสำหรับการประมาณอายุต้นไม้ด้วยวิธีการดังกล่าวครับ” บราวน์กล่าว

เขาไม่สงสัยเลยว่าต้นไม้ต้นนี้มีความสำคัญยิ่ง แค่จากส่วนใจกลางในจำนวนเพียงเล็กน้อยก็ดูเหมือนว่ามันมีอายุอย่างน้อย 2,400 ปีแล้ว นั่นหมายถึงหนึ่งในสิบอันดับต้นไม้ที่แก่ที่สุดบนโลกในรายชื่อของบราวน์ กระนั้นเขาก็ยังมีเหตุผลข้ออื่นให้คลางแคลงใจ เช่น “อายุที่ประมาณใหม่นี้มันมากกว่าสนพันธุ์เดียวกันที่แก่ที่สุดเท่าที่รู้จักในปัจจุบันกว่า 1,500 ปีเลยครับ

และบราวน์ยังเห็นข้อแตกต่างใหญ่หลวงของสภาพแวดล้อมประเภทต่างๆ ซึ่งมีแนวโน้มจุนเจือเหล่าต้นไม้ที่อายุมากที่สุดและสิ่งแวดล้อมของสนไซเปรสปาตาโกเนีย ในภูมิประเทศโดดเดี่ยวและกันดาร เช่นถิ่นที่อยู่ซึ่งเต็มไปด้วยหิมะและหินของสนบริสเทิลโคนที่เจริญเติบโตอย่างเชื่องช้า เหล่าต้นไม้สามารถเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ แต่สำหรับป่าฝนซึ่งเต็มไปด้วยสาหร่าย สภาพแวดล้อมประเภทนี้นั้นเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิต และภัยคุกคาม

เหล่านักวิทยาศาสตร์ยังคงถกเถียงกันว่าเหตุใดต้นไม้บางต้นจึงสามารถมีชีวิตยืนยาวได้เพียงนั้น “ข้อถกเถียงของผมคือ ต้นไม้ไม่จำเป็นต้องตายเพราะหมดอายุขัยเหมือนสัตว์ครับ” เขากล่าว “มันต้องมีอะไรบางอย่างโผล่มาแล้วก็ฆ่าพวกมัน”

แบริชิวิชเข้าใจความคลางแคลงใจนี้ เขากล่าวว่ามีเพื่อนร่วมงานพบต้น Alerce อีกต้นซึ่งสามารถนับวงปีได้ทั้งหมด โดยประมาณจากการนับได้ว่ามันอาจมีอายุราว 4,100 ปี (ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ถูกตีพิมพ์เช่นกัน) เขายังโต้แย้งว่าข้อมูลจากวงปีบ่งชี้ว่าต้นสนพันธุ์ดังกล่าวเติบโตช้ากว่าสนบริสเทิลโคน ซึ่งหมายความว่าไม้ของพวกมันหนามากเช่นกัน

และในฐานะส่วนหนึ่งของทีมงานวิจัยที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้ซึ่งมีอายุยืนยาวที่สุดในโลกกับสภาพอากาศ เขากล่าวว่าสภาพแวดล้อมของสนทั้งสองพันธุ์นี้มีองค์ประกอบสำคัญที่เหมือนกัน ทิวเขาบนชายฝั่งของชิลีนั้นไม่มีสิ่งใดเหมือนกันภาคตะวันตกของสหรัฐฯ เขากล่าว “แต่ว่าที่นี่มันมีปัจจัยแวดล้อมที่พิเศษเช่นกันครับ”

ต้นสนโบราณของเขาเจริญเติบโตบนทางลาดชันซึ่งมีเมฆหมอกปกคลุมและหันไปทางทิศใต้ มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่อปีที่ 7.22 องศาเซลเซียส ถูกพบในลำธารและถูกปกป้องจากเปลวไฟ จนเมื่อไม่นานมานี้ แบริชิวิชกล่าวว่าคุณปู่ชาวชิลีของเขา ซึ่งทำงานเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในอุทยานแห่งนี้ค้นพบมันเมื่อต้นทศวรรษที่ 1970 และอาจเป็นคนแรกที่ได้สัมผัสมัน

สนบริสเทิลโคนอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย บ่อยครั้งที่พวกมันงอกขึ้นจากพื้นดินที่แห้งและขรุขระที่ความสูงเกิน 3,353 เมตร ซึ่งแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่ได้ ต้นไม้ซึ่งถูกกระหน่ำด้วยสายลมฉกรรจ์เหล่านี้ม้วนและงอตัวและไม่เติบโตสูงมากนัก แต่เส้นผ่านศูนย์กลางของพวกมันอาจขยายได้นับหลายศตวรรษ

ภยันตรายร่วม

ไม่ว่าต้นไม้สายพันธุ์ใดจะได้ครองตำแหน่งด้านความยืนยง เหล่าผู้ศึกษาต้นไม้ที่อายุยืนที่สุดในโลกต่างกังวลในสิ่งเดียวกัน นั่นคือต้นไม้สายพันธุ์โปรดของพวกเขาจะผ่านช่วงเวลาเลวร้ายข้างหน้าได้หรือไม่

ในช่วงเพียงสองปีที่ผ่านมา ไฟป่าที่รุนแรงมากขึ้นเนื่องจากการปล่อยเชื้อเพลิงฟอสซิลของมนุษย์ อาจทำลายล้างซีคัวยายักษ์ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียไปมากถึงร้อยละ 19

ในขณะที่ตำแหน่งของเหล่าสนบริสเทิลโคนที่เก่าที่สุดถูกเก็บเป็นความลับ สนไซเปรสซึ่งแบริชิวิชพบในชิลีกำลังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวจำนวนมากซึ่งย่ำไปรอบๆ ฐานของมันและอาจก่อความเสียหายต่อรากได้ และการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศยังส่งผลให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวแห้งลง ซึ่งอาจก่อปัญหาการดูดซึมน้ำของสนต้นดังกล่าว

เหล่าบริสเทิลโคนกำลังเผชิญโลกที่กำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน ในวันฟ้าโปร่งวันหนึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคมของปีที่แล้ว รถกระบะของเกรทเชน เบเคอร์แล่นไปบนถนนกรวดลาดชันชัน แอนนา เชิทเทิล นักนิเวศสรีรวิทยาของพืชประจำกรมป่าไม้สหรัฐฯ กระเด้งกระดอนอยู่บนเบาะหลัง พวกเธออยู่ที่นี่เพื่ออธิบายว่าสนโบราณเหล่านี้อาจต่อกรกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้อย่างไร

เหล่าสนซีคัวยาที่อายุมากที่สุดในทุกวันนี้ยังเป็นต้นกล้าเมื่อ 3,200 ปีก่อน หรือราวช่วงสงครามกรุงทรอย ในตอนนั้น เหล่าบริสเทิลโคนซึ่งมีอายุยืนยาวที่สุดที่ยังมีชีวิตถึงทุกวันนี้ได้เติบโตมากว่า 1,600 ปีแล้ว

หนึ่งในสาเหตุที่พวกมันมีสามารถมีอายุยาวนานคือความสามารถในการต่อกรกับความเครียด เมื่อการกร่อนของดินหรือการเน่าของรากและอายุที่มากขึ้นทำให้ลำต้นหรือกิ่งของบริสเทิลโคนอ่อนแอลง จะมีเพียงส่วนที่อยู่ใต้ความเครียดโดยตรงเท่านั้นที่ตาย มิใช่ต้นไม้ทั้งต้น โดยสิ่งมีชีวิตแสนยิ่งใหญ่เหล่านี้จะใช้วิธี “ลอกเปลือก (strip barking)” เพื่อให้เนื้อเยื่อส่วนที่ยังมีชีวิตภายใต้เปลือกงอตัวกลับขึ้นไปบนต้นและลำเลียงน้ำจากรากที่ยังแข็งแรง อันที่จริงแล้ว สนบริสเทิลโคนบางต้นอาจมีส่วนที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่เพียงร้อยละ 5 เท่านั้น

“คุณจะไม่ค่อยเห็นต้นไม้ที่เก่าแก่มากๆ มีเปลือกรอบลำต้นค่ะ” เบเคอร์กล่าว “มันมีแค่ส่วนที่ยังมีชีวิตเพียงแค่นิดเดียว ส่วนที่เหลือคือซากไม้ที่ดูเหมือนงานศิลปะ”

สนบริสเทิลโคนอายุ 1,400 ปีที่เมาต์วอชิงตัน ในอุทยานแห่งชาติเกรตเบซิน ในรัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกานั้นโด่งดังถึงขั้นทำให้ภาพของมันถูกประทับลงบนด้านหลังของเหรียญ 25 เซนต์บางเหรียญ เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ผู้คนคิดว่าสนบริสเทิลโคนซึ่งอาจมีชีวิตยืนยาวได้ถึง 5,000 ปีคือสิ่งมีชีวิตที่แก่ที่สุดบนโลก แต่ในขณะนี้ ต้นไม้ต้นหนึ่งในชิลีกำลังท้าทายตำแหน่งของพวกมัน

บริสเทิลโคนใช้ชีวิตในหลายระดับความสูง ตั้งแต่ราว 1,981 เมตรจนถึงกว่า 3,383 เมตร พวกมันอยู่รอดในทุกสภาวะ และโดยปกติแล้วต้นไม้เหล่านี้อยู่ห่างจากต้นอื่นมากพอที่จะไม่ทำให้เปลวเพลิงลุกลามมากนักในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้จากฟ้าผ่า ซึ่งเกิดได้เป็นครั้งคราว.

แต่เมื่อเราเลี้ยวรถในมุมหนึ่ง ภาพความจริงครั้งใหม่ของโลกกลายเป็นจุดสนใจ เราแล่นรถผ่านตอไม้ดำเกรียมไปหลายต่อหลายเมตร เพลิงซึ่งร้อนแรงกว่า ใหญ่กว่า และรุนแรงกว่าเก่าซึ่งมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้ลุกลามในไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาและเผาผลาญบริสเทิลโคนไปเป็นจำนวนมาก

อุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้ง และเปลวไฟที่เกรี้ยวกราดขึ้นคือภยันตรายครั้งใหม่ของต้นไม้โบราณเหล่านี้ แม้ส่วนใหญ่มันจะเกิดขึ้นกับต้นซึ่งอยู่ที่ด้านล่างลงไปก็ตาม บริสเทิลโคนยังเสี่ยงต่อราสนิม (blister rust) ราต่างถิ่นซึ่งฆ่าต้นสนสายพันธุ์อื่นๆ ไปนับล้านต้น รวมถึงสนเปลือกขาวในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ในปัจจุบันยังไม่มีการพบเชื้อราชนิดดังกล่าวบนบริสเทิลโคนที่เกรตเบซิน

“แน่นอนที่สุดครับว่าราสนิมคือภัยคุกคาม” สแตนลีย์ คิตเชน นักวิทยาศาสตร์วิจัยกิตติคุณประจำกรมป่าไม้ฯ กล่าว “แต่ผมไม่ทราบว่ามันเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ขนาดไหน นั่นคือคำถามใหญ่สำหรับผม”

เบเคอร์ เชิทเทล และคิตเชนกังวลว่ามีแนวโน้มที่บริสเทลโคนซึ่งเติบโตอยู่ด้านล่างลงไปจะเผชิญช่วงเวลาโหดร้ายในอีกหลายปีที่กำลังมาถึง

แต่ “ผมไม่กังวลเกี่ยวกับผลกระทบโดยตรงของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อต้นไม้ที่อยู่สูงขึ้นไป ซึ่งเป็นระดับความสูงที่พวกมันคุ้นชินครับ” คิตเชนกล่าว “ผมคิดว่ามันต้องมีการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศมากกว่าที่ทำนายกันไว้เสียอีกจึงจะทำให้พวกมันหายไปได้”

เรื่อง CRAIG WELCH

ภาพถ่าย BYKEITH LADZINSKI

แปล ภาวิต วงษ์นิมมาน


อ่านเพิ่มเติม World Update: รู้จัก ‘ไฮเปอร์เรียน’ ต้นไม้ที่สูงที่สุดในโลก

ต้นไม้ที่สูงที่สุดในโลก

เรื่องแนะนำ

ชีวิตในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก

  ชีวิตในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก จากท้องฟ้าจนถึงพื้นดินกรุงนิวเดลีเต็มไปด้วยมลพิษ เมืองหลวงของประเทศอินเดียนี้มีขนาดเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของรัฐโรดไอแลนด์ และเป็นบ้านของประชากรที่มีจำนวนมากกว่าผู้คนในมหานครนิวยอร์กถึง 2 เท่า ปกติแล้วเมื่อพูดถึงมลพิษทางอากาศ กรุงปักกิ่ง ของจีนจะถูกนึกถึงขึ้นมาเป็นอันดับแรก แต่ผลการศึกษาเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศระดับโลก เมื่อปี 2014 โดยองค์การอนามัยโลกพบว่า กรุงนิวเดลีมีปริมาณฝุ่นละอองมากกว่ากรุงปักกิ่งหลายเท่า และด้วยปริมาณของมันทำให้มหานครแห่นี้กลายเป็นเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก เพื่อจะเข้าใจว่าชาวอินเดียมีชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างไร กับมลพิษเหล่านี้ Matthieu Paley ช่างภาพ ใช้เวลา 5 วันในการเดินตะลอนไปในนิวเลี ด้วยภาพถ่ายของเขาช่วยให้เรามองเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปริมาณรถยนต์อันหนาแน่นและการเผาขยะ หมอกควันสีเหลืองหนาทึบลอยปกคลุมตัวเมือง แม้แต่แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่รอดพ้นจากปัญหานี้ แม่น้ำที่มีความสำคัญเป็นลำดับที่สองรองจากแม่น้ำคงคานี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ตัวแม่น้ำมีความยาว 1,376 กิโลเมตร ไหลผ่านหลายรัฐในอินเดียและเป็นสายธารหล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 57 ล้านคน 80% ของมลพิษในน้ำไหลผ่านนิวเดลีเป็นระยะทาง 22.5 กิโลเมตร การพังทลายของหน้าดิน, กระบวนการกำจัดของเสียและสารเคมีที่ถูกปล่อยลงน้ำส่งผลให้น้ำในแม่น้ำกลายเป็นสีดำ และเกิดแผ่นฟิล์มสีขาวลอยปกคลุมผิวน้ำ สุนิตา นาเรน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม (CSE) ซึ่งตั้งอยู่นกรุงนิวเดลี และเธอยังติดอันดับ 1 ใน 100 คนที่มีอิทธิพลต่อโลกจากการดำเนินงานนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อม ในปี 2010 ระบุว่า […]

โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าแห่งบุรีรัมย์ ที่ฟื้นคืนฝูงนกกระเรียนพันธุ์ไทยจากการสูญพันธุ์

โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่การฟื้นคืนฝูง นกกระเรียน พันธุ์ไทยจากการสูญพันธุ์ และทำให้ชาวบ้านหันมาทำนาอินทรีย์กันทั้งชุมชน โลกของเรามี นกกระเรียน 15 ชนิด ตั้งแต่นกกระเรียนพันธุ์ยุโรป นกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย นกกระเรียนพันธุ์ออสเตรเลีย นกกระเรียนกู่แห่งทวีปอเมริกา มาจนถึงนกกระเรียนพันธุ์ไทย (Eastern Sarus Crane) ที่มีขนาดใหญ่โตที่สุด เมื่อโตเต็มวัย โดยมีความสูงถึง 1.8 เมตร จึงนับเป็นนกบินได้ที่สูงที่สุดในโลก เชื่อว่าทุกคนรู้จักชื่อนกกระเรียน แล้วรู้หรือไม่ว่า นกกระเรียนพันธุ์ไทย เคยสาบสูญไปจากธรรมชาติเมืองไทยนานถึง 50 ปี แต่ตอนนี้พวกมันได้กลับมาแล้ว ซึ่งเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเหล่านักอนุรักษ์ และชาวนาแห่งอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ ใน ‘โครงการการปล่อย นกกระเรียน พันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ’ เมื่อ 50 ปีก่อน บริเวณนี้คือ พื้นที่ชุ่มน้ำ แหล่งอยู่อาศัยตามธรรมชาติอันสมบูรณ์ของเหล่านกกระเรียน มาวันนี้เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปจากหนองน้ำกลายเป็นทุ่งนา ความเป็นอยู่ของชาวบ้านถูกชี้วัดด้วยผลผลิตข้าวจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ฉะนั้นการกลับมาของฝูงนกกระเรียนจึงเป็นความท้าทายของทั้งนกและคน ความท้าทายของการเพาะพันธุ์นกกระเรียน เลี้ยงดูให้เติบโตอและเตรียมความพร้อมให้พวกมันออกไปใช้ชีวิตได้ตามธรรมชาติว่ายากแล้ว แต่การทำงานร่วมกับชาวบ้านเจ้าของที่นาในปัจจุบันนั้นยากยิ่งกว่า เพราะความสำเร็จของภารกิจนี้คือ นกต้องอยู่รอดได้ด้วยตัวเองในธรรมชาติ ดังนั้นชาวบ้านในชุมชนจึงต้องเข้าใจและเต็มใจทำมาหากิน ไปพร้อมกับนกกระเรียนที่มาหากินและอยู่อาศัยในพื้นที่นาของตัวเอง จากจุดเริ่มต้นโครงการ ใน พ.ศ. […]

เหตุผลอันน่าประหลาดใจ ว่าทำไมหมีขั้วโลกต้องพึ่งพาน้ำแข็งทะเลเพื่ออยู่รอด

งานวิจัยชิ้นใหม่สำรวจความเชื่อมโยงชิ้นสำคัญในห่วงโซ่อาหารของเหล่า หมีขั้วโลก ทุกฤดูหนาว น้ำแข็งในทะเลอาร์กติกจะขยายตัวรอบขั้วโลก กิ่งก้านเยือกแข็งของมันแผ่ขยายไปตามแนวชายฝั่งทางเหนือ ขณะนี้ น้ำแข็งทะเลเพิ่งผ่านจุดที่ขยายตัวมากที่สุดในรอบปี และจะเริ่มหดตัวเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับหมีขั้วโลก ซึ่งมีแหล่งอาหารที่เกี่ยวพันกับน้ำแข็งทะเลอย่างไม่อาจแยกขาดจากกันได้ และในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา น้ำแข็งทะเลหดตัวอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลด้านหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติ (National Snow and Ice Data Center) ระบุว่า ในปี 2019 น้ำแข็งทะเลที่ปกคลุมอาร์กติก มีขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับเจ็ด นับตั้งแต่พวกเขาเริ่มเก็บข้อมูลจากดาวเทียมเมื่อ 40 ปีก่อน ในปีนี้ “[การหดตัวของน้ำแข็งทะเล] ไม่ได้สร้างสถิติใหม่ แต่สิ่งสำคัญคือแนวโน้ม” แอนดรูว์ เดโรเชอร์ (Andrew Derocher) นักวิทยาศาสตร์ด้านหมีขั้วโลกแห่งมหาวิทยาลัยแอลเบอร์ตา กล่าว “แนวโน้มเชิงลบของน้ำแข็งทะเลตลอดทุกเดือน เป็นสิ่งที่น่ากังวล” ฤดูใบไม้ผลิที่หนาวเย็นทำให้น้ำแข็งคงตัวอยู่ได้ ซึ่งทำให้หมีขั้วโลกสามารถเข้าถึงหนึ่งในอาหารโปรดอย่างแมวน้ำได้ง่ายขึ้น แต่ฤดูใบไม้ผลิที่อุ่นขึ้นทำให้เส้นทางหาอาหารที่สำคัญของพวกมันขาดหายไป “สำหรับ หมีขั้วโลก หมีตัวที่อ้วนที่สุดคือตัวที่อยู่รอด” เดโรเชอร์กล่าว หมีที่ตัวอ้วนกว่า มีโอกาสที่จะอยู่รอดในฤดูร้อนซึ่งไม่มีน้ำแข็งและไม่มีหรือแทบไม่มีแหล่งอาหาร มากกว่าตัวที่ผอม และหมีเพศเมียที่อ้วนกว่า ต้องการพลังงานเพื่อให้กำเนิดและเลี้ยงดูลูกให้มีสุขภาพดีได้โดยสมบูรณ์ “ไม่เคยมี หมีขั้วโลก ตัวไหนที่มองตัวเองในทะเลสาบที่ละลาย แล้วคิดว่านี่ฉันอ้วนเกินไปแล้วนะ” […]

สำรวจโลก : บันทึกภาคสนาม (2)

ว่ายน้ำกับปลาโมลาโมลา เรื่อง เทียร์นีย์ ทีส เทียร์นีย์ ทีส หลงรักมหาสมุทรตั้งแต่ตอนเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นในแคลิฟอร์เนีย ปัจจุบันเรามักพบเห็นนักชีววิทยาทางทะเลผู้นี้ได้นอกชายฝั่งกาลาปาโกส ขณะศึกษาปลาโมลาโมลาหรือปลาแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามที่จะพิทักษ์สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ในภูมิภาคนี้ การสำรวจโลกใต้นํ้าของเธอเผยให้เห็นพื้นที่อ่าวที่ซึ่งปลาโมลาโมลาใช้เป็น “แหล่งพำนักตลอดปี” และ “สถานีทำความสะอาด” ที่ปลาเล็กปลาน้อยมารวมตัวกันเพื่อกินปรสิตที่ติดมากับผิวหนังของปลาโมลาโมลา ในโครงการอื่นๆ ทีสยังฝึกนักวิทยาศาสตร์หญิงชาวเอกวาดอร์ในเรื่องชีวมาตรระยะไกล (biotelemetry) โดยใช้เครื่องมืออัลตราโซนิก ตรวจจับและบันทึกการเคลื่อนที่หรือการอพยพของสัตว์ทะเล เช่น ฉลามวาฬ และเต่าทะเล ทีสให้เหตุผลที่เลือกฝึกนักวิทยาศาสตร์หญิงว่า “เราต้องการต้นแบบที่เป็นผู้หญิงมากขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ที่ ผู้หญิงสามารถเข้าถึง เราอยากให้เด็กผู้หญิงมองว่า วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องน่าสนุก มีความสำคัญ และเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้”   วิทยาศาสตร์ว่าด้วยมหาสมุทรที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เรื่อง ชาห์ เซลบี “ไม่เคยมีช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นไปกว่านี้อีกแล้วเมื่อพูดถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์” ชาห์ เซลบี กล่าว เมื่อปีที่ผ่านมา อดีตนักวิทยาศาสตร์ด้านจรวดได้ก่อตั้ง คอนเซอร์วิฟาย (Conservify) ห้องปฏิบัติการที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีโอเพ่นซอร์ซ (open-source technology) ที่เปิดกว้างให้สาธารณชนสามารถช่วยพัฒนาหรือ มีส่วนร่วม เช่น ข้อมูลดาวเทียม เซนเซอร์ โดรน และแอปพลิเคชัน ปัจจุบัน บริษัทกำลังสร้างเครื่องติดตาม […]