พลังบำบัดของธรรมชาติ - National Geographic Thailand

พลังบำบัดของธรรมชาติ

ธรรมชาติบำบัด: ธรรมชาติส่งผลต่อร่างกายและสมองของเราอย่างไร

เมื่อเราพาตัวเข้าใกล้ธรรมชาติขึ้นอีกอีกนิด ไม่วาจะเป็นผืนป่าบริสุทธิ์ หรือต้นไม้ในสวนหลังบ้าน เรากำลังช่วยให้สมองที่ตึงเครียดได้ผ่อนคลาย

“เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าการดื่มด่ำกับทิวทัศน์ทางธรรมชาติอันตระการตาเป็นครั้งคราว…ส่งผลดีต่อสุขภาพและกำลังวังชาของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสุขภาพและกำลังของสติปัญญา” เฟรเดอริก ลอว์ โอล์มสเตด ภูมิสถาปนิก เรียกร้องให้สภานิติบัญญัติแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียปกป้องป่าในหุบเขาโยเซมิทีจากการโหมพัฒนาเมื่อปี 1865  ตลอดเวลาที่ผ่านมา การศึกษามากมายที่ชี้ชัดว่าคำพูดของโอล์มสนั้น เป็นจริง

  • เดวิด เสตรเยอร์ นักจิตวิทยากลุ่มการรู้คิด มหาวิทยาลัยยูทาห์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสนใจของมนุษย์เป็นพิเศษ และเป็นนักท่องไพร ไม่คุยโทรศัพท์หรือส่งข้อความขณะขับรถเพราะเขารู้ว่าสมองมีแนวโน้มจะทำผิดพลาดเมื่อทำหลายอย่างพร้อมกัน  เขาวิจับพบว่าการใช้โทรศัพท์มือถือทำให้คนส่วนใหญ่ขับรถแย่ลงไม่ต่างจากการดื่มแอลกอฮอล์  เขารู้ว่าชีวิตสมัยใหม่ส่งผลกระทบกับผู้คนอย่างไร และรู้ด้วยว่ายาถอนพิษที่ได้ผลชะงัดคือ “ธรรมชาติ”
  • สมองมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรกลหนัก 1.4 กิโลกรัมที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  สมองเหนื่อยง่ายมาก  เมื่อคนเราใช้ชีวิตช้าลง  วางมือจากงานอันยุ่งเหยิงและดื่มด่ำกับธรรมชาติงดงามรอบตัว ไม่เพียงแต่ร่างกายที่ฟื้นตัว แต่สมองก็สดชื่นด้วย  เสตรเยอร์พบว่านักศึกษาที่ออกตั้งแคมป์ท่องป่านานสามวัน แก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ได้ดีขึ้นร้อยละ 50  สามวันในป่าจึงเป็นการทำความสะอาดสมองลักษณะหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราอยู่กับธรรมชาตินานพอ  “ในวันที่สาม ประสาทสัมผัสของผมปรับตัวดีขึ้น ผมได้ยินเสียงและได้กลิ่นที่ไม่เคยสัมผัสได้มาก่อน  ผมรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติมากขึ้น”

    ในอุทยานแห่งชาติบูคันซันซึ่งอยู่ไม่ไกลจากย่านกลางเมืองของกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้และศูนย์กลางชีวิตทันสมัยอันตึงเครียด ฮงซุงอวิน พนักงานขาย ล้มตัวลงนอนพักหลังเดินป่า อุทยานแห่งนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวปีละประมาณห้าล้านคน
  • ปัญหาสาธารณสุขระดับมหัพภาค เช่น โรคอ้วน ภาวะซึมเศร้า และสายตาสั้นที่เป็นกันอย่างแพร่หลายล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการใช้เวลาในร่มอย่างชัดเจน ผลักดันให้สเตรเยอร์และนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆกลับมาให้ความสนใจกันอีกครั้งว่า ธรรมชาติส่งผลต่อร่างกายและสมองของเราอย่างไร ความก้าวหน้าทางประสาทวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาทำให้พวกเขาเริ่มตรวจวัดสิ่งที่เคยเป็นปริศนามืดมนได้ และผลการตรวจวัดสิ่งต่างๆ ตั้งแต่ฮอร์โมนเครียด อัตราการเต้นของหัวใจ คลื่นสมอง ไปจนถึงเครื่องหมายโปรตีน ก็บ่งชี้ว่า ยามที่เราใช้เวลาอยู่ในพื้นที่สีเขียว “มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้นในตัวเรา” ตามที่สเตรเยอร์อธิบายไว้

    ในสิงคโปร์ซึ่งหมายจะเป็น “นครกลางสวน” สีเขียวของหมู่ไม้ที่หลั่นลดเป็นช่อชั้นลงมาจากโรงแรมหรูแห่งหนึ่งสร้างความผ่อนคลายให้แขกผู้แหวกว่ายอยู่ในสระว่ายน้ำและผู้คนบนท้องถนนเบื้องล่าง “ป่าคอนกรีตทำลายจิตวิญญาณมนุษย์” ลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรี เคยกล่าวไว้
  • ไม่นานมานี้ นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอกซิเตอร์ สหราชอาณาจักร วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพวะของชาวเมือง 10,000 คน และใช้แผนที่ความละเอียดสูงบันทึกที่อยู่ของผู้ให้ข้อมูลในช่วงเวลากว่า 18 ปี พบว่า ผู้อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่สีเขียวมากกว่ามีความทุกข์ทรมานทางจิตใจน้อยกว่า  แม้จะตัดตัวแปรเรื่องรายได้ การศึกษา และการจ้างงาน (ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์กับสุขภาพ) ออกแล้วก็ตาม
  • ปี 2009 ทีมนักวิจัยชาวดัตช์พบว่า ผู้อาศัยอยู่ในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรรอบพื้นที่สีเขียวมีอัตราการเกิดโรค 15 โรคต่ำลง เช่น ภาวะซึมเศร้า อาการวิตกกังวล โรคหัวใจ เบาหวาน หืด และไมเกรน
  • ทีมนักวิจัยนานาชาติสำรวจสุขภาพของชาวโทรอนโตกว่า 31,000 คน พบว่า ผู้อาศัยในบริเวณที่มีต้นไม้มากกว่า มีอัตราการเต้นของหัวใจและระบบย่อยอาหารดีพอๆ กับผู้มีรายได้สูงกว่า 20,000 เหรียญสหรัฐ และอัตราการเสียชีวิตและปริมาณฮอร์โมนเครียดในระบบไหลเวียนโลหิตที่ต่ำลงก็สัมพันธ์กับการอาศัยอยู่ใกล้พื้นที่สีเขียวเช่นกัน
  • ริชาร์ด มิตเชลล์ นักวิทยาการระบาดจากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ สกอตแลนด์ พบว่าผู้อาศัยใกล้สวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวอื่นๆ มีอัตราการเสียชีวิตและเจ็บไข้ได้ป่วยต่ำกว่า แม้จะไม่เคยเข้าไปใช้พื้นที่เหล่านั้นเลย

    ธรรมชาติเสมือนช่วยบำบัดได้ มาทิลดา ฟัน เดน บอช นักวิจัยชาวสวีเดนทำให้อาสาสมัครเครียดโดยให้ทำข้อมสอบคณิตศาสตร์และจำลองการสัมภาษณ์งาน แต่เมื่อให้นั่งพักในห้องซึ่งจำลองสภาพให้เหมือนป่าที่มีเสียงนกร้อง ไม่นานอัตราการเต้นของหัวใจอาสาสมัครก็คืนสู่ภาวะปกติ
  • แพทย์หญิงมาทิลดา ฟัน เดน บอช พบว่าหลังการคำนวณทางคณิตศาสตร์อันเคร่งเครียด คนที่ได้นักพังอู่ท่ามกลางฉากธรรมชาติและเสียงนกร้อง ในห้องจำลองเสมือจริงสามมิติเป็นเวลา 15 นาที ความหลากหลายในอัตราการเต้นของหัวใจซึ่งลดต่ำลงเพราะความเครียด กลับมาเป็นปกติได้เร็วกว่า คนที่นั่งพักในห้องโล่งๆ
  • ที่ทัณฑสถานสเนกริเวอร์ ทางตะวันออกของรัฐออริกอน นักโทษขังเดี่ยวมีพฤติกรรมสงบขึ้นเมื่อได้ออกกำลังกายวันละ 40 นาที สัปดาห์ละหลายวันในห้องสีฟ้าที่เปิดวิดีทัศน์ธรรมชาติไว้ เมื่อเทียบกับนักโทษในห้องออกกำลังกายซึ่งไม่มีวิดีทัศน์

    ใน “โรงเรียนอนุบาลป่า” ที่ลังเนาอัมอัลบิส ชานเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เด็กๆใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันเรียนในป่า ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไรก็ตาม พวกเขาหัดผิวปาก ก่อไฟ และสร้างที่เล่นซ่อนแอบ พวกเขารู้จักสำรวจสิ่งต่างๆ ผู้สนับสนุนแนวคิดนี้บอกว่า โรงเรียนลักษณะนี้ช่วยบ่มเพาะความมั่นใจในตนเองและจิตวิญญาณเสรีให้เด็กๆ
  • การเดินป่า 15 นาที ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาอย่างเห็นได้ชัด  ทีมนักวิจัยญี่ปุ่นที่นำโดย โยชิฟุมิ มิยะซะกิ มหาวิทยาลัยชิบะ ส่งอาสาสมัคร 84 คนไปเดินเล่นในป่าเจ็ดแห่ง ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งจำนวนเท่ากัน เดินอยู่ตามย่านกลางใจเมือง ปรากฏว่ากลุ่มที่เข้าป่ามีฮอร์โมนเครียดหรือคอร์ติซอลลดลงร้อยละ 16  ความดันโลหิตลดลงร้อยละ 2 และอัตราการเต้นของหัวใจลดลงร้อยละ 4
  • มิยะซะกิเชื่อว่าร่างกายมนุษย์ผ่อนคลายเมื่ออยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอันรื่นรมย์ เพราะเรามีวิวัฒนาการขึ้นมาในธรรมชาติ เขาบอกว่าประสาทสัมผัสของเราผ่านการปรับตัวมาเพื่อตีความข้อมูลเกี่ยวกับต้นไม้และสายน้ำ ไม่ใช่การจราจรหรือตึกระฟ้า
  • แพทย์หญิงนูชิน ราซานี แห่งโรงพยาบาลเด็กเบนีออฟฟ์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตแซนแฟรนซิสโก ฝึกกุมารแพทย์ประจำคิลนิกผู้ป่วยนอกให้เขียนใบสั่งยาให้ผู้ป่วยเด็กและครอบครัวไปเยือนพื้นที่สีเขียวใกล้บ้าน
  • ศาสตราจารย์ลีซา ตือร์ไวเนน และทีมงานจากสถาบันทรัพยการธรรมชาติของฟินแลนด์ แนะนำให้ประชาชนออกไปสัมผัสธรรมชาติเดือนละห้าชั่วโมง โดยแบ่งเป็นการเยือนชั่วระยะสั้นๆ สัปดาห์ละหลายครั้งเพื่อขจัดความหดหู่

    เมื่อฤดูหนาวอันเทาทึมห่มคลุมสวีเดน การว่ายน้ำในช่องน้ำแข็งเป็นการปลดปล่อยชั้นดีสำหรับคนใจถึง โจชัวและเซซีเลียเพลิดเพลินกับการแช่น้ำเป็นเวลาสั้นๆ ในทะเลสาบแคลล์ทอร์ปสเยินใกล้กรุงสตอกโอล์มในเดือนกุมภาพันธุ์ “นี่คือวิธีใกล้ชิดธรรมชาติยามสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยครับ” โจชัวบอก
  • ธรรมชาติยังอาจทำให้เรามีน้ำจิตน้ำใจกับตัวเองมากขึ้นด้วย  เกรก แบรตแมน นักวิจัยจากสแตนฟอร์ด กับทีมงานสแกนสมองอาสาสมัคร 38 คนก่อนและหลังการเดินเป็นเวลา 90 นาที ทั้งในสวนขนาดใหญ่และถนนอันจอแจ ใจกลางเมืองแพโลแอลโต  ในกลุ่มที่เดินท่องธรรมชาติพบว่า กิจกรรมทางไฟฟ้าลดลงบริเวณสมองกลีบหน้าผากส่วนหน้า ซึ่งทำงานเกี่ยวข้องกับการคิดวกวนจนเกิดอาการซึมเศร้า  แต่กิจกรรมทางไฟฟ้าดังกล่าวไม่ลดลงในกลุ่มที่เดินกลางเมือง
  • จากคำบอกเล่าของอาสาสมัครเองพบว่า ผู้เดินท่องธรรมชาติจะคิดโทษตัวเองน้อยลง  แบรตแมนเชื่อว่า การใช้ชีวิตกลางแจ้งในสภาพแวดล้อมน่ารื่นรมย์ช่วยให้เราเลิกย้ำคิดกับปัญหา  เขาบอกว่า ธรรมชาติอาจส่งอิทธิพลต่อ “วิธีจัดการความสนใจและการเลือกว่าจะสนใจอารมณ์เชิงลบของตัวเองหรือไม่อย่างไร”
  • สตีเวน แคปแลน และทีมนักวิจัยพบว่า การเดิน 50 นาทีในสวนรุกขชาติช่วยพัฒนาทักษาะความสนใจในระดับสูง เช่น ความจำระยะสั้น  ขณะที่การเดินริมถนนในเมืองไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าว “ลองนึกภาพการบำบัดที่ไม่มีผลข้างเคียง ทำได้ทันที และยังพัฒนากระบวนการคิดของเราได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายดูสิครับ…การบำบัดเช่นนั้นมีอยู่จริง เรียกว่า ‘การมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ'”

เรื่อง ฟลอเรนซ์ วิลเลียมส์
ภาพถ่าย ลูคัส ฟอเกลีย

เรียบเรียงจากเรื่อง “พลังเยียวยาของธรรมชาติ” เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนเมษายน 2559

อ่านเพิ่มเติม

มารู้จักกับเสือดำ, ไก่ฟ้าหลังเทา และเก้ง เหยื่อของการล่า

เรื่องแนะนำ

มองนโยบายสิ่งแวดล้อมพลิกกลับของสหรัฐฯ ในยุคของโจ ไบเดน

สำหรับว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่อย่าง โจ ไบเดน มองว่า เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมคือเรื่องเดียวกัน นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ของสหรัฐอเมริกาที่จะมีผู้นำประเทศเป็นผู้ที่เชื่อในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยสหรัฐอเมริกาในยุคสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (2017-ปัจจุบัน) ซึ่งให้ความสำคัญกับนโยบาย ‘สหรัฐอเมริกาต้องมาก่อน’ (America First) มีมุมมองในเรื่องเน้นการสร้างและจัดการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของชาวอเมริกันภายในประเทศก่อน แม้ว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง เหตุการณ์ที่แสดงออกได้เด่นชัดมากที่สุดคือการที่ทรัมป์ได้นำสหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่มีเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิช่วงก่อนอุตสาหกรรม ทรัมป์มองว่าความตกลงนี้ส่งผลเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้สหรัฐ เสียเปรียบ และส่งผลให้คนสหรัฐฯ ตกงานมากขึ้น โดยเฉพาะคนในอุตสาหกรรมพลังงานถ่านหินหรือพลังงานฟอสซิล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจประเทศ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เคยออกตัวว่าเป็นผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องของภาวะโลกร้อน และมีความต้องการที่จะพาสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศอีกหลายฉบับ แต่หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ปี 2020 ได้ปิดฉากลงพร้อมบทสรุปว่า โจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ ในยุคสมัยของบารัค โอบามา และอดีตวุฒิสมาชิกสหรัฐหลายสมัย จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ และมีความยินดีจากบรรดาคณะทำงานและผู้คนที่ห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่คาดว่าจะได้เห็นภาพนโยบายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากหนึ่งในคำมั่นที่ไบเดนได้ให้ไว้ในช่วงหาเสียงคือ ‘จะดำเนินการให้สหรัฐฯ […]

ภารกิจหน่วย “เหยี่ยวไฟ” ที่ต้องเผชิญกับงานอันร้อนระอุ

เวลาบ่ายคล้อยช่วงต้นเดือนมีนาคม ไอร้อนจากแดดที่ลอยมากระทบผิวหน้าให้รู้สึกร้อนผ่าว บอกถึงการมาเยือนของฤดูร้อน แม้จะนั่งอยู่ใต้ชายคาบ้านที่ตั้งอยู่บนเนินเขา และเปิดพัดลมช่วยผ่อนคลายความร้อน แต่ก็ยังไม่วายรู้สึกอบอ้าว และเหนอะหนะไปทั้งตัว มองออกไปยังทิวเขาทะมึนด้านทิศตะวันตกของตัวบ้าน เห็นกลุ่มควันสีเทาลอยคละคลุ้งปกคลุมจนทัศนียภาพเลือนราง เป็นสัญญาณว่าฤดูของไฟป่าในปีนี้กำลังเริ่มต้นขึ้น ในตอนแรก ก็นึกไปว่าน่าจะเป็นหมอกของลมหนาว แต่เมื่อได้ออกมานอกตัวเรือน และสูดลมหายใจเข้าไป จึงได้รับรู้ถึงกลิ่นควัน ไฟป่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานหลายปี โดยเกิดขึ้นทั่วทุกพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทย ในปี 2564 ประเทศไทยมีพื้นที่เกิดเหตุไฟป่าทั้งหมด 100,704 ไร่ โดยเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ 84,418 ไร่ ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่เกิดไฟป่าเฉลี่ย 33,369 ไร่ ต่อปี หรือประมาณร้อยละ 39 ของพื้นที่เกิดเหตุของภาคเหนือทั้งหมด” อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องไฟป่าก็ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา และเกิดการบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน เพื่อภารกิจควบคุมไฟป่าไม่ให้ส่งผลกระทบรุนแรง อีกหนึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการควบคุมไฟป่าคือ “ชุดปฏิบัติการพิเศษเหยี่ยวไฟ” ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งหมด 17 ชุด ทำหน้าที่ทั้งลาดตระเวน สร้างแนวกันไฟ และควบคุมไฟป่าไม่ให้ลุกลาม อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมป่าไม้ และทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในภารกิจดับไฟป่า จันทร์เพ็ญ เกษตรสินธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าเชียงใหม่ หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษเหยี่ยวไฟเชียงใหม่ กล่าวว่า […]

เบอร์นี เคราส์ กับสรรพเสียงธรรมชาติที่เงียบงันลงทุกที

ครั้งหน้าเมื่อออกไปในธรรมชาติ ลองหยุดนิ่ง หลับตา และเงี่ยหูฟังสิ เบอร์นี เคราส์ อยากให้เราทำอย่างนั้น ก่อนสายเกินไปที่จะฟังเสียงซิมโฟนีแห่งโลกธรรมชาติ  เคราส์เป็นนักดนตรีแจ๊สผู้โด่งดัง ระหว่างเรียนปริญญาเอกสาขา Bioacoustics เขาก่อตั้งสาขา “นิเวศวิทยาของเสียงจากสิ่งแวดล้อม” เคราส์อัดเสียงต่างๆ จากป่าดงพงไพร ทั้งบนบกและในทะเล มาตั้งแต่ พ.ศ. 2511  เขารวบรวมเสียงจากถิ่นที่อยู่ต่างๆ มากกว่า 5 พันชั่วโมง บันทึกเสียงจากสิ่งมีชีวิตอย่างน้อย 15,000 ชนิด  บางคนถือว่าห้องสมุดเสียงของเขาเป็นสมบัติของชาติ  แต่ที่น่าเศร้าคือการรบกวนของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นทุกทีกำลังทำให้เสียงธรรมชาติเหล่านั้นแผ่วลง  จากเสียงนกร้องถึงเสียงหมาป่าหอนและเสียงขยับจังหวะของแมลง และเสียงที่บันทึกจากระบบนิเวศหลายแห่งที่เคราส์เรียกว่า “biophonies”—เสียงสรรพชีวิต—ก็หยุดบรรเลงไปตลอดกาลเสียแล้ว  “ออร์เคสเตรธรรมชาติกำลังสาบสูญไป ไม่ใช่แค่เสียง แต่เป็นตัวผู้บรรเลงเองด้วย”  เคราส์ เคยให้สัมภาษณ์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ว่าทำไมเสียงของธรรมชาติจึงสำคัญ   เสียงจากสิ่งแวดล้อม (soundscape) บอกอะไรเราต่างไปจากภูมิทัศน์ (landscape) ? แน่นอน  มีตัวอย่างหนหนึ่งที่บริษัทตัดไม้เข้าไปยังเซียราเนวาดา เมื่อ พ.ศ. 2531  ผมบันทึกเสียงธรรมชาติตอนรุ่งอรุณทั้งก่อนและหลังการตัดไม้  ถ้ามองด้วยตาเปล่า ป่าดูเหมือนเดิมหลังจากต้นไม้ที่ถูกเลือกตัดบางต้นถูกขนย้ายออกไป แต่เสียงนกที่เคยร้องหายไปอย่างมากและแม้อีกทศวรรษให้หลัง เสียงนกร้องแบบที่เคยมีดั้งเดิมก็ยังไม่หวนกลับมาอีกเลย […]

แผนที่โลก ในอีก 200 ล้านปีข้างหน้า จะเป็นเช่นไร

แผนที่โลก ในอนาคต ทวีปต่างๆ เคลื่อนที่ตลอดเวลา กล่าวคือแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่เข้าชนกันและแยกออกจากกัน ก่อให้เกิดเปลือกโลกใหม่ ขณะที่เปลือกโลกเก่าถูกดึงลงไปใต้ผิว กระบวนการนี้ทำให้มหาสมุทรหดตัวและขยายตัว ดันเทือกเขาให้ยกตัวขึ้น และจัดเรียงมวลแผ่นดินใหม่อีกครั้ง ในอีกราว 250 ล้านปี พันเจียพรอกซิมา (Pangaea Proxima) มหาทวีปใหม่จะก่อตัวขึ้น แผนที่โลก โลกเปลี่ยนโฉมหน้าไปเรื่อยๆ 200 ล้านปีที่แล้ว – ไดโนเสาร์ยุคแรกเดินท่องพันเจีย (Pangaea) มหาทวีปแห่งหลังสุด ซึ่งก่อตัวขึ้นจากการชนกันของทวีปเก่าๆ 100 ล้านปีที่แล้ว – เมื่อพันเจียแบ่งออกเป็นมวลแผ่นดินที่แยกจากกันชายฝั่งของทวีปต่างๆ ในปัจจุบันก็เริ่มปรากฏขึ้น ควบคู่ไปกับมหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรอินเดีย ปัจจุบัน – ภูมิทัศน์ในทุกวันนี้เปรียบได้กับพริบตาเดียวของธรณีกาล มหาสมุทรแอตแลนติกขยายตัวกว้างขึ้นปีละ 2.5 เซนติเมตร เนื่องจากแผ่นเปลือกโลกใต้มหาสมุทรแยกจากกัน ทำให้เกิดเปลือกโลกใหม่ 100 ล้านปีในอนาคต – กิจกรรมของแผ่นเปลือกโลกทางด้านตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือจะทำให้มหาสมุทรแอตแลนติกหดตัว และทวีปต่างๆ เคลื่อนมาบรรจบกัน 200 ล้านปีในอนาคต – มีเพียงร่องรอยของมหาสมุทรแอตแลนติกที่ยังคงอยู่ เมื่อมวลแผ่นดินต่อติดเข้าด้วยกันเป็นมหาทวีปใหม่ เทือกเขาสูงแห่งใหม่ๆ บ่งบอกถึงตำแหน่งของการชนกันครั้งใหญ่ เรื่อง […]