ฟาโรห์ แฮตเชปซุต จอมกษัตรีแห่งอียิปต์โบราณ - National Geographic Thailand

ฟาโรห์แฮตเชปซุต จอมกษัตรีแห่งอียิปต์

ตุตันคามุน  ฟาโรห์แฮตเชปซุต จอมกษัตรีแห่งอียิปต์

อะไรคือแรงจูงใจให้แฮตเชปซุตปกครองอียิปต์โบราณเยี่ยงบุรุษ ขณะที่พระราชบุตรเลี้ยงต้องอยู่ใต้เงื้อมเงาพระราชอำนาจของพระนาง บัดนี้ มัมมี่และความจริงเกี่ยวกับขัตติยนารีพระองค์นี้ได้รับการเปิดเผยแล้ว

ฟาโรห์แฮตเชปซุต
หลังเป็นปริศนามายาวนาน ในที่สุดนักโบราณคดีก็สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดแล้วว่า มัมมี่ร่างนี้คือฟาโรห์แฮตเชปซุด หญิงเหล็กจอมกษัตริย์แห่งอียิปต์โบราณ

แฮตเชปซุต (Hatshepsut)  หรือ ฮัตเชปซุต คือฟาโรห์สตรีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของอียิปต์โบราณ ทรงปกครองบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองเป็นระยะเวลายาวนานกว่าฟาโรห์หญิงองค์อื่นใดในประวัติศาสตร์ ทว่านักประวัติศาสตร์ให้แฮตเชปซุตรับบทพระราชมารดาเลี้ยงใจร้ายของฟาโรห์ทุตโมสที่สาม เนื่องจากเชื่อว่าเมื่อทุตโมสที่สามได้ครองราชบัลลังก์ก็ทรงล้างแค้นพระราชมารดาเลี้ยง โดยมีพระบัญชาให้ทุบทำลายอนุสาวรีย์ของพระนาง และสกัดพระนามของแฮตเชปซุตในฐานะฟาโรห์ออกจากอนุสรณ์สถานต่างๆ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าทุตโมสที่สามอาจปลงพระชนม์แฮตเชปซุตอีกด้วย

เชื่อกันว่าพระอัยกา (ตา) ของแฮตเชปซุตคือฟาโรห์อาห์โมสผู้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ที่สิบแปด ส่วนพระบิดาคือฟาโรห์ทุตโมสนั้นเป็นนายทหารที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นเชื้อพระวงศ์ แฮตเชปซุตเป็นพระธิดาองค์โตของฟาโรห์ทุตโมสกับราชินีอาห์โมส พระมเหสีเอก ฟาโรห์ทุตโมสยังมีพระโอรสกับราชินีอีกองค์หนึ่ง นั่นคือทุตโมสที่สอง ซึ่งต่อมาได้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระบิดา ทุตโมสที่สองทรงอภิเษกสมรสกับแฮตเชปซุต ผู้เป็นพระเชษฐภคินีต่างพระมารดา และมีพระธิดาด้วยกันเพียงองค์เดียว ขณะที่พระชายาองค์รองพระนามว่าไอซิส มีพระโอรสคือทุตโมสที่สาม ซึ่งต่อมาได้สืบราชสมบัติต่อจากทุตโมสที่สอง

ฟาโรห์แฮตเชปซุต
วิหารประกอบพิธีศพของแฮตเชปซุตตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าผาหินกลางทะเลทรายที่เดียร์เอลบาห์รี ราวกับสะท้อนถึงพระราชอำนาจอันเกรียงไกร ภาพสลักภายในระเบียงเสาบันทึกความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในรัชสมัยอันยาวนาน 21 ปีของพระนางไว้

ทุตโมสที่สามขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ยังเยาว์พระชันษา แฮตเชปซุตจึงทรงทำหน้าที่เป็นราชินีผู้สำเร็จราชการแทนยุวกษัตริย์ ในตอนแรกแฮตเชปซุตทรงทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของพระราชบุตรเลี้ยง แต่ผ่านไปไม่กี่ปี แฮตเชปซุตก็ทรงแสดงบทบาทเป็น “ฟาโรห์” ผู้ครองพระราชอำนาจสูงสุด ขณะที่พระราชบุตรเลี้ยงซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นอาจเจริญพระชันษาแล้ว กลับถูกลิดรอนพระราชอำนาจให้เป็นที่สองรองจากพระองค์ แฮตเชปซุตทรงปกครองบ้านเมืองต่อมารวมระยะเวลาทั้งสิ้น 21 ปี

ฟาโรห์แฮตเชปซุต
แฮตเชปซุตทรงกุมอำนาจไว้อย่างเบ็ดเสร็จมั่นคง พร้อมกับทรงลดบทบาทของทุตโมสที่สาม ผู้เป็นพระราชบุตรเลี้ยง (บนซ้าย) ภาพสลักบนผนังโบสถ์แดงที่คาร์นัก (บนขวา) ให้เบาะแสเกี่ยวกับการเตรียมการของพระนาง เช่น ในภาพหนึ่งที่แสดงการเลี้ยงฉลอง (ภาพล่าง) แฮตเชปซุตทรงยืนอยู่หน้าทุตโมสที่สาม โดยทั้งสองพระองค์อยู่ในฉลองพระองค์เยี่ยงฟาโรห์

ฟาโรห์แฮตเชปซุต

นักประวัติศาสตร์ไม่รู้ว่าแรงจูงใจในการสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นฟาโรห์คืออะไร อาจเป็นเพราะแฮตเชปซุตทรงมีสายเลือดขัตติยะอย่างแท้จริง เพราะทรงเป็นพระนัดดาของฟาโรห์อาห์โมส ขณะที่พระสวามีคือพระโอรสของฟาโรห์ผู้เคยเป็นสามัญชน  ชาวอียิปต์เชื่อว่า ฟาโรห์คือสมมุติเทพ ดังนั้นจึงมีเพียงแฮตเชปซุตเท่านั้นที่ทรงมีความสัมพันธ์ทางสายพระโลหิตกับเหล่าเทวราชา

 

เรื่องแนะนำ

“ลารุงการ์” มหาวิทยาลัยสงฆ์ของพุทธศาสนาวัชรยานที่ใหญ่ที่สุด

เมื่อช่างภาพบันทึกภาพของเมืองมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนทางการจีนสั่งรื้อทำลายบางส่วน และปิดไม่ให้ "คนนอก" เข้าไปเยือนอีกต่อไป

ชาติจิ๋วแต่แจ๋ว เลี้ยงคนทั้งโลก

ในไร่มันฝรั่งแห่งหนึ่งใกล้ชายแดนระหว่างเนเธอร์แลนด์กับเบลเยียม ชาวไร่สัญชาติดัตช์ ยาคอบ ฟาน เดน บอร์นนั่งอยู่ใน “ห้องขับ” ของรถเก็บเกี่ยวคันมหึมา ตรงหน้ามีแผงควบคุมอุปกรณ์ที่ดูราวกับถอดแบบออกมาจากยานอวกาศ จากที่นั่งของเขาเหนือพื้นดิน 3 เมตร ฟาน เดน บอร์นกำลังติดตามการทำงานของโดรนสองเครื่อง ซึ่งจะให้ข้อมูลการอ่านค่าเคมีของดิน ปริมาณน้ำ สารอาหาร และการเจริญเติบโตของพืชอย่างละเอียด โดยวัดพัฒนาการของพืชเป็นรายต้นลงไปจนถึงมันฝรั่งแต่ละหัว ปริมาณผลิตผลของฟาน เดน บอร์นคือประจักษ์พยานถึงพลังของ “ระบบการเกษตรความแม่นยำสูง” (precision farming) ผลผลิตโดยเฉลี่ยของมันฝรั่งรวมทั่วโลกอยู่ที่ราว 20 ตันต่อไร่ ทว่าไร่ของฟาน เดน บอร์นผลิตได้มากกว่า 47 ตันต่อไร่ ปริมาณผลผลิตมหาศาลดังกล่าวยิ่งดูน่าทึ่งมากขึ้น นั่นคือ ทรัพยากรหรือปัจจัยการผลิต (input) ที่ใส่เข้าไป ย้อนหลังไปเกือบ 20 ปีก่อน ชาวดัตช์ทั่วประเทศเห็นพ้องต้องกันที่จะยึดวิถีเกษตรยั่งยืน ภายใต้คำขวัญรณรงค์ว่า “ผลิตอาหารให้ได้เพิ่มขึ้นสองเท่า โดยใช้ทรัพยากรเพียงครึ่งเดียว” นับจากปี 2000 เป็นต้นมา ฟาน เดน บอร์น กับเกษตรกรร่วมอาชีพอีกจำนวนมาก ลดการพึ่งพาน้ำในการปลูกพืชไร่สำคัญหลายชนิดลงได้มากถึงร้อยละ 90 […]

เมื่อขนบธรรมเนียมปล่อยสัตว์กลายเป็นเรื่องไม่ชวนพิสมัย

ชาวพุทธเชื่อว่าการปล่อยสัตว์ที่ถูกกักขัง เพื่อแสดงความเมตตาจะนำมาซึ่งกรรมดี ทว่าในจีนกิจกรรมเชิงพานิชย์เหล่านี้กำลังทำร้ายสัตว์ เพราะส่วนมากพวกมันถูกจับมาจากแหล่งธรรมชาติแบบผิดกฎหมาย และต้องทนอาศัยในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ก่อนที่จะถูกนำไปปล่อย และถูกจับซ้ำอีกครั้ง

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.