10 เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับ ไอน์สไตน์ - National Geographic Thailand

10 เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับไอน์สไตน์

10 เรื่องที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับ ไอน์สไตน์

1.เขาละทิ้งสัญชาติเยอรมันเมื่ออายุ 16

ในช่วงวัยรุ่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ รังเกียจความเป็นชาตินิยมทุกรูปแบบ และสนใจที่จะเป็นพลเมืองของโลกเสียมากกว่า  เมื่อเขาอายุ 16 เขาละทิ้งสัญชาติ และเป็นคนไร้สัญชาติจนกระทั่งเขาได้รับสัญชาติสวิสในปีค.ศ. 1901

ไอน์สไตน์ กับ มิเลวา มาริค ภรรยาคนแรก

2.ไอน์สไตน์แต่งงานกับนักเรียนหญิงคนเดียวในคลาสวิชาฟิสิกส์ของเขา

มิเลวา มาริค เป็นเพียงนักเรียนหญิงคนเดียวในคลาสของไอน์สไตน์ ที่ซูริคโพลิเทคนิค เธอหลงใหลในคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และ ปรารถนาเจะป็นนักฟิสิกส์ด้วยตัวเอง แต่เธอก็ล้มเลิกความตั้งใจนั้นไปเมื่อเธอแต่งงาน และกลายเป็นแม่ของลูกๆไอน์สไตน์

3.แฟ้มประวัติไอน์สไตน์ของเอฟบีไอมีจำนวนถึง 1,427 หน้า

ในปี 1933 เอฟบีไอเริ่มเก็บแฟ้มประวัติของไอน์สไตน์ ไม่นานก่อนที่เขาจะเดินทางมาสหรัฐฯครั้งที่สาม แฟ้มประวัตินี้มีมากถึง 1,427 หน้า มุ่งเน้นไปยังชีวิตของไอน์สไตน์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องสันติภาพและองค์กรสังคมนิยม แม้แต่ เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ (ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งเอฟบีไอ) ยังแนะนำว่า ไอน์สไตน์ควรจะถูกห้ามเข้าอเมริกาตามพระราชบัญญัติกีดกันชาวต่างชาติ แต่เขาได้รับการปฏิเสธข้อหาเหล่านี้

4.ไอน์สไตน์มีลูกนอกสมรส

มิเลวาให้กำเนิดบุตรสาวนอกสมรสในปี 1902 ขณะที่อาศัยอยู่กับครอบครัวของเธอในเซอร์เบีย เด็กน้อยมีชื่อว่า ไลเซิล และนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเธอตายตั้งแต่ยังเป็นทารกด้วยโรคไข้อีดำอีแดง (โรคที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจซึ่งเกิดจากแบคทีเรีย) หรืออาจจะถูกรับไปเลี้ยง มีความเป็นไปได้ว่าไอน์สไตน์ไม่เคยเจอลูกสาวเลย การมีอยู่ของไลเซิลไม่เป็นที่รู้กันมากนักจนกระทั่งในปี 1987 เมื่อจดหมายของไอน์สไตน์ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ

5.เขาจ่ายเงินจากรางวัลโนเบลเป็นค่าหย่าร้างให้แก่มิเลวา

จากการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าเขาจะได้รางวัลโนเบล ไอน์สไตน์เสนอเงินที่เขาจะได้ทั้งหมดจากรางวัลให้แก่ภรรยาคนแรกของเขา มิเลวา มาริค เพื่อให้เธอตกลงหย่าขาดจากเขา เงินรางวัลนั้นมีจำนวนถึง 32,150 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,108,822 บาท) ซึ่งมากกว่าสิบเท่าของเงินรายปีที่ศาสตราจารย์จะได้รับในช่วงเวลานั้น

เอลซ่าและไอน์สไตน์

6.ไอน์สไตน์แต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องคนแรกของเขา

เอลซ่า ภรรยาคนที่สองของไอน์สไตน์ เธอเป็นลูกสาวของพี่สาวของแม่อัลเบิร์ต ทำให้เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และเนื่องจากพ่อของเอลซ่าและพ่อของอัลเบิร์ตก็เป็นญาติกัน ทำให้พวกเขามีความเกี่ยวดองกันทั้งสองฝั่ง นามสกุลเดิมของเอลซ่า ก็ยังคงเป็น ไอน์สไตน์

7.ไอน์สไตน์เคยเป็นนักกิจกรรมเพื่อสิทธิพลเมืองก่อนที่จะมีการเคลื่อนไหวทางสิทธิพลเมือง

ไอน์สไตน์เป็นผู้สนับสนุนสิทธิพลเมืองและฟรีสปีช เมื่อ ดับเบิลยู.อี.บี. ดู บอยส์ นักต่อสู้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียม ถูกฟ้องในปี 1951 หลังจากทนายของดู บอยส์ยืนยันว่า ไอน์สไตน์จะเป็นพยานให้ ศาลก็ยกฟ้องดู บอยส์

  1. ลูกชายของไอน์สไตน์อยู่ในสถานพักฟื้นตลอดช่วงชีวิตผู้ใหญ่ของเขา

ลูกชายคนที่สองของไอน์สไตน์ เอดูอาร์ด หรือชื่อที่ถูกเรียกอย่างเอ็นดูว่า เตเต้ ป่วยเป็นโรคจิตและถูกกักในสถานพักฟื้นตลอดช่วงชีวิตผู้ใหญ่ของเขา เอ็ดดูอาด ลุ่มหลงในจิตวิเคราะห์และเป็นแฟนคลับของฟรอยด์ แม้ว่าพวกเขาจะติดต่อกันทางจดหมาย แต่ไอน์สไตน์ไม่เคยได้เห็นลูกชายของเขาอีกเลยหลังจากที่เขาอพยพไปสหรัฐฯในปี 1933 เอดูอาร์ดเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 55 ปี ที่คลินิกจิตเวช

ฟริตซ์ ฮาเบอร์ หรือ “บิดาแห่งอาวุธเคมี”

9.ไอน์สไตน์มีความสัมพันธ์ที่ลุ่มๆดอนๆกับบิดาแห่งอาวุธเคมี

ฟริตซ์ ฮาเบอร์ เป็นนักเคมีชาวเยอรมันผู้ช่วยเหลือไอน์สไตน์ไปยังเบอร์ลินและกลายเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทของเขา ฮาเบอร์เป็นยิวแต่เปลี่ยนเป็นคริสเตียนและแนะนำให้ไอน์สไตน์ทำตัวให้กลมกลืนก่อนที่นาซีจะเข้ามามีอำนาจ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาผลิตก๊าซคอรีนที่ทำให้ถึงแก่ความตายซึ่งก๊าซชนิดนี้มีความหนักกว่าอากาศ ทำให้ไหลลงไปในสนามเพลาะและทำให้ทหารเกิดอาการหายใจไม่ออกโดยการเผาคอและปอดอย่างทรมาน ในบางครั้งฮาเบอร์ถูกกล่าววถึงในฐานะบิดาแห่งอาวุธเคมี

10.ไอน์สไตน์เคยมีความสัมพันธ์กับหญิงสาวผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับรัสเซีย

ในปี 1935 มาร์กอท ลูกเลี้ยงของไอน์สไตน์แนะนำ มาการิต้า โคเนนโควา ให้เขาได้รู้จัก และพวกเขากลายเป็นคู่รักกัน ในปี 1988 บริษัทประมูลของ ของอังกฤษ ซัทเทบีส์ ได้เปิดประมูลจดหมายรักเก้าฉบับซึ่งถูกเขียนขึ้นในระหว่างปี 1945 ถึง 1946 จากไอน์สไตน์ถึงโคเนนโควา รวมทั้งหนังสือซึ่งเขียนโดยหัวหน้าสายลับรัสเซีย ซึ่งบอกว่าโคเนนโควาเป็นสายลับของรัสเซียมาก่อน แต่ยังไม่มีนักประวัติศาสตร์คนไหนยืนยันถึงเรื่องนี้

เรื่องแนะนำ

ยลโฉมฟอสซิลลูกงูที่พบในอำพัน

ยลโฉมฟอสซิลลูกงูที่พบในอำพัน เหมืองบริเวณหุบเขาโอคานากัน ในรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของเมียนมา นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตแร่สำคัญแล้ว ช่วงหลายปีมานี้สถานที่ดังกล่าวยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งข้อมูลใหม่ทางบรรพชีวินวิทยาอีกด้วย มีฟอสซิลสัตว์โบราณมากมายที่ถูกค้นพบและเก็บรักษาไว้อย่างดีในก้อนอำพัน ไม่ว่าจะเป็นหมัด, แมลง, กบ ไปจนถึงหางไดโนเสาร์ และฟอสซิลของลูกงูโบราณตัวนี้คือหนึ่งในฟอสซิลชิ้นล่าสุด นับเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบฟอสซิลลูกงูในก้อนอำพัน จากการตรวจสอบลูกงูตัวนี้มีชีวิตอยู่เมื่อ 99 ล้านปีก่อน มันมีความยาวเพียงแค่ 2 นิ้วเท่านั้น มีกระดูกสันหลังรวม 97 ข้อ นักบรรพชีวินวิทยาสันนิษฐานว่ามันเป็นลูกงูที่เพิ่งฟักไม่นาน และในบริเวณไม่ไกลกันนัก ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังพบเกล็ดและผิวหนังของงูที่ถูกฝังอยู่ในอำพัน ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นของงูสายพันธุ์นี้ที่โตเต็มวัยแล้ว ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีการค้นพบอะไรใหม่ๆ จากเหมืองมหัศจรรย์นี้อีก…   อ่านเพิ่มเติม ฟอสซิลทวดกบโบราณในอำพัน

ค้นพบสถานที่สังสรรค์ของชาวเปรูโบราณ

ค้นพบสถานที่สังสรรค์ของชาวเปรูโบราณ แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เคยเป็นสถานที่สำหรับการจัดพิธีกรรมของอารยธรรมโมเช ในเปรู ในยุคสมัยที่ชาวสเปนยังไม่ได้เดินทางมาถึงยังทวีปอเมริกาใต้ จากประวัติศาสตร์ชาวโมเชอาศัยอยู่ยังบริเวณอ่าวทางตอนเหนือของประเทศเปรูในปัจจุบัน ก่อนที่อาณาจักรของพวกเขาจะล่มสลายลงและผู้คนอพยพออกไปอย่างลึกลับในคริสต์ศักราชที่ 700 นอกเหนือจากเป็นสถานที่สำหรับจัดพิธีกรรมและการบรวงสวงแล้ว สถานที่นี้ยังถูกใช้เป็นสถานที่สังสรรค์สำหรับชนชั้นสูงในอารยธรรมโมเชอีกด้วย จากการตรวจสอบตามผนังยังเหลือร่องรอยที่บ่งชี้ว่า ในอดีตผนังเต็มไปด้วยลวดลายและงานศิลปะหลากสีสันไม่ว่าจะเป็น ภาพวาดของสิงโตทะเล และปลามากมาย   อ่านเพิ่มเติม : เผยโฉมใบหน้า ราชินีอาณาจักรโบราณ, 7 โบราณสถานที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยเอเลี่ยน

สหรัฐฯ กับการยิงนักศึกษาประท้วงต้านสงครามจนเสียชีวิต ช่วงสงครามเวียดนาม

กองกำลังรักษาดินแดนแห่งรัฐโอไฮโอรุกคืบเข้าหาผู้ประท้วง และ ยิงนักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยเคนท์สเตทในวันที่ 4 พฤษภาคม 1970 นักศึกษา 4 คนถูกยิงเสียชีวิต และ 9 คนได้รับบาดเจ็บ ภาพถ่ายโดย AP การ ยิงนักศึกษา 4 คนเสียชีวิตโดยหน่วยติดอาวุธป้องกัน (Armed Guardsmen) ในปี 1970 คือหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่เหตุการณ์สงครามกลางเมืองเป็นต้นมา เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 1970 กองกำลังรักษาดินแดนแห่งชาติ รัฐโอไฮโอ ยิงปืนเข้าใส่บรรดานักศึกษาที่ชุมนุมต่อต้านสงครามเวียดนามในมหาวิทยาลัยเคนท์สเตท (Kent State University) ภายใน 13 วินาที นักศึกษา 4 คนเสียชีวิต และอีก 9 คนได้รับบาดเจ็บ การยิงปราบปรามในครั้งนี้ถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นการมองว่าสหรัฐฯ ได้หันหลังให้กับกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ถือว่าเป็นอนาคตของประเทศ โดย 5 วันก่อนหน้านั้น วันพฤหัสบดีที่ 30 […]

“Bastille Day” เหตุการณ์ต้านอำนาจกษัตริย์ – จุดเริ่มต้นของการ ปฏิวัติฝรั่งเศส

14 กรกฎาคม คือวันที่ฝรั่งเศสเฉลิมฉลองวันครบรอบการ ปฏิวัติฝรั่งเศส วันที่นักปฏิวัติลุกขึ้นต่อต้านกษัตริย์และยึดหนึ่งในสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่ง ชาวเมืองที่เต็มไปด้วยโทสะบุกโจมตีคุกบัสตีย์ (Bastille) ในกรุงปารีสเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 พวกเขาโจมตีหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ต้องห้ามมากที่สุดของราชาธิปไตย คุกถูกทำลายด้วยความโกรธแค้นของการปฏิวัติในอีกไม่กี่เดือนต่อมา แต่มรดกของคุกที่ถูกทำลายยังคงอยู่ นั่นคืองานเฉลิมฉลองทั่วฝรั่งเศสในวัน Bastille หรือ la Fête Nationale (วันหยุดประจำชาติ) วันครบรอบประจำปีของการ ปฏิวัติฝรั่งเศส คุกบัสตีย์สูงราวแปดหอคอย สร้างขึ้นในปี 1357 เพื่อปกป้องปารีสจากผู้รุกรานชาวอังกฤษในช่วงสงครามร้อยปี มีจุดประสงค์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับประตูด้านตะวันออกของเมือง ประตู Port Saint-Antoine Bastille ถูกรายล้อมด้วยคูน้ำและอาวุธเพื่อปกป้องเมือง เมื่อเวลาผันผ่าน จุดประสงค์ของมันก็ได้เปลี่ยนไป กลายเป็นคุกของรัฐและเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังของการเข้าถึงราชวงศ์และการปราบปรามเสรีภาพในการพูดของชาวเมือง ในยุคก่อนการ ปฏิวัติฝรั่งเศส กษัตริย์มีอำนาจในการออกหนังสือ “lettres de cachet” ซึ่งเป็นพระราชกฤษฎีกาที่ส่งไพร่พลของพระองค์เข้าคุกโดยไม่มีการพิจารณาคดี ไม่มีวันปล่อย และไม่มีการอุทธรณ์ใดๆทั้งสิ้น พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ใช้อำนาจนี้ในทางที่ผิด จดหมายได้ถูกส่งให้กับผู้ไม่เห็นด้วยทางการเมือง หรือใช้จดหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำการลามกอนาจาร คนจัดพิมพ์ข้อความเพื่อปลุกปั่นคนในเมือง และขุนนางที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ดังนั้นผู้ถูกคุมขังใน Bastille หลายคนจึงเป็นขุนนางหรือนักเขียน เช่น […]