ฮ่องกง : ย้อนรอยประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ - National Geographic Thailand

ฮ่องกง : ย้อนรอยประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้

ฮ่องกง : ย้อนรอยประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้

การประท้วงใน ฮ่องกง ย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 13 ล่าสุดมีรายงานว่า แกนนำคนสำคัญอย่างโจชัว หว่อง และคนอื่นๆ ถูกทางการจับกุม (ได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา) การประท้วงรุนแรงขึ้นจนเกิดเหตุปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจ ท่ามกลางความวิตกกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและความเป็นไปได้ที่ทางการจีนจะเข้าแทรกแซง

การประท้วงครั้งล่าสุดที่มีชนวนจากความพยายามออกกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน (extradition bill) ที่ชาวฮ่องกงจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวเกรงว่าจะกระทบสิทธิขั้นพื้นฐาน แม้ต่อมาทางผู้บริหารฮ่องกงจะยอมถอยด้วยการประกาศว่า “ร่างกฎหมายฉบับนี้ตายแล้ว” (‘The bill is dead’) ก็ตาม แต่การประท้วงก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะยุติลงโดยง่าย

การประท้วงระลอกล่าสุดนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้ ชาวฮ่องกงเคยออกมาเดินขบวนเรียกร้องแล้วหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการต่อต้านการครอบงำของรัฐบาลจีนภายใต้นโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” (One Country, Two systems) เรามาย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ทางการเมืองและสังคมของฮ่องกง เพื่อเข้าใจถึงรากเหง้าและความเป็นมาของฮ่องกงในสารคดีที่ถ่ายทอดผ่านรูปประกอบเรื่องนี้กัน

“สถานะพิเศษ” ของมหานครอันทรงพลังแห่งนี้เป็นผลจากการเจริญเติบโต ความระส่ำระสาย และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงสองร้อยปี

เรื่อง  ERIN BLAKEMORE

รูปประกอบโดย ADOLFO ARRANZ, NATIONAL GEOGRAPHIC

ฮ่องกงก่อนศตวรรษที่ 19

ฮ่องกงเป็นเกาะเล็กๆ และชุมชนประมงที่ล้าหลังปกครองโดยจีน พ่อค้าชาวอังกฤษค้าฝิ่นผิดกฎหมายที่ลักลอบนำเข้ามาจากอินเดียเพื่อแลกกับสินค้าจีนอย่างใบชา ผ้าไหม และเครื่องกระเบื้อง เป็นการปูทางไปสู่ข้อพิพาททางการค้าอ้นเลวร้ายในเวลาต่อมา การเสพติดฝิ่นกลายเป็นปัญหาน่าวิตกของจีน  พอถึงปี 1839 จีนมีผู้สูบฝิ่นถึง 10 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้เสพติดถึงสองล้านคน

ฮ่องกงกันยายน ค.ศ. 1839-1842

จีนพยายามปราบปรามการค้าฝิ่นของอังกฤษด้วยการทำลายฝิ่นของกลางที่จับกุมได้และลงโทษผู้ค้า อังกฤษยื่นคำขาดเป็นการตอบโต้ สงครามฝิ่น (Opium War) ครั้งแรกที่ตามมาเป็นเหตุให้ทหารฝ่ายอังกฤษบาดเจ็บล้มตาย 520 คน ขณะที่ตัวเลขฝ่ายจีนสูงถึง 20,000 คน นับเป็นความพ่ายแพ้หมดรูปของจีน

ฮ่องกง1 มกราคม ค.ศ. 1842

สนธิสัญญานานจิง (Treaty of Nanjing) ที่ลงนามโดยจีนและอังกฤษ ยกเกาะฮ่องกงให้ฝ่ายอังกฤษอย่างถาวร นับเป็นหนึ่งในสาม “สนธิสัญญาไม่เป็นธรรม” ที่จีนลงนามกับอังกฤษ ในช่วง 56 ปีต่อมา จีนจะสูญเสียการควบคุมสามภูมิภาคหลักของฮ่องกง

ฮ่องกงค.ศ. 1856-1860

สงครามฝิ่นครั้งที่สองระหว่างสหราชอาณาจักร จักรวรรดิฝรั่งเศส และจีน ปะทุขึ้นและยุติลงด้วยอนุสัญญาปักกิ่ง (Convention of Peking) ซึ่งยกคาบสมุทรเกาลูนและเกาะสโตนคัตเตอร์ให้อังกฤษ ในช่วงท้ายของสงคราม กองทหารอังกฤษและฝรั่งเศสสร้างความเสียหายย่อยยับให้แก่พระราชวังฤดูร้อนในปักกิ่ง ทหารจีนบาดเจ็บล้มตายถึง 30,000 คน ขณะที่ตัวเลขฝ่ายอังกฤษและฝรั่งเศสมีเพียง 2,900 คน

ฮ่องกงค.ศ. 1898

อังกฤษได้สิทธิเช่าดินแดนนิวเทร์ริทอรีส์ (หนึ่งในสามภูมิภาคหลักของฮ่องกงซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด นอกเหนือจากคาบสมุทรเกาลูน และเกาะฮ่องกง) เป็นเวลา 99 ปี โดยไม่ต้องเสียค่าเช่า คลื่นผู้อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่หลั่งไหลสู่ฮ่องกง เช่นเดียวกับการค้ากับนานาชาติ โรงเรียนแบบตะวันตก ธนาคาร และธุรกิจต่างๆ ฮ่องกงกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าในภูมิภาค

ฮ่องกงค.ศ. 1937

ขณะที่กองทหารญี่ปุ่นรุกคืบเข้าใกล้ฮ่องกง หลังสงครามระหว่างจีนและญี่ปุ่นปะทุขึ้น ชาวจีนแผ่นดินใหญ่หลายพันคนพากันหนีตายมายังฮ่องกง แม้ญี่ปุ่นจะทิ้งระเบิดใส่ดินแดนของฮ่องกง แต่ด้วยสถานะอาณานิคมของอังกฤษ ฮ่องกงจึงได้รับการปกป้องจากสงครามเต็มรูปแบบ

ฮ่องกงค.ศ. 1941-1945

ญี่ปุ่นรุกรานและยึดครองฮ่องกง ในช่วงเวลานั้น ประชากรฮ่องกงลดลงจาก 1.6 ล้านคน เหลือหกแสนคน

ฮ่องกงค.ศ. 1946

อังกฤษกลับมามีอำนาจเหนือฮ่องกงอีกครั้ง

ฮ่องกงค.ศ. 1949

ในประเทศจีน การปฏิวัติโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตงประสบชัยชนะ สงครามกลางเมืองที่เกิดตามมาผลักดันผู้คนหลายแสนคนให้อพยพไปยังฮ่องกง ก่อให้เกิดชุมชนตั้งถิ่นฐานขนาดใหญ่ ในแต่ละเดือน มีผู้เข้ามาใหม่มากถึง 100,000 คน พร้อมกับนำภาษาถิ่น และขนบธรรมเนียมต่างๆ มาด้วย ประชากรฮ่องกงพุ่งสูงขึ้นจากหกแสนคนในปี 1945 เป็น 2.5 ล้านคนเมื่อถึงปี 1956

ฮ่องกงทศวรรษ 1950

เศรษฐกิจของฮ่องกงพุ่งทะยานในฐานะศูนย์กลางการผลิตและคุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นตามไปด้วย แต่ความไม่สงบก็ก่อตัวขึ้นเนื่องจากความเท่าเทียมของรายได้ และสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ในหมู่ประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น

ฮ่องกงทศวรรษ 1960

ทศวรรษอันสับสนวุ่นวายนี้มีทั้งการจลาจล เหตุการณ์ไม่สงบ และความตึงเครียดทางสังคม ซ้ำเติมด้วยภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างภัยแล้งและพายุไต้ฝุ่น ผลที่ตามมาคือรัฐบาลพยายามเดินหน้านโยบายอันทะเยอทะยาน      เพื่อปฏิรูปทางสังคม จัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่นในภาครัฐ และเพิ่มโอกาสทางการศึกษา เหตุการณ์ความไม่สงบนำไปสู่การตระหนักถึงความปรองดองในสังคมที่มีลักษณะพหุวัฒนธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ

ฮ่องกงทศวรรษ 1970

ฮ่องกงผงาดในฐานะ “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย” ด้วยการเป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างปรเทศ เติ้งเสี่ยวผิงที่ขึ้นมามีอำนาจแทนเหมาเจ๋อตง ดำเนินนโยบาย “เปิดกว้างและปฏิรูป”

อังกฤษซึ่งเริ่มมองไปข้างหน้าถึงการสิ้นสุดสัญญาเช่า 99 ปีในดินแดนนิวเทร์ริทอรีส์ เริ่มเจรจากับเติ้งเสี่ยวผิงถึงความเป็นไปได้ที่ขอจะบริหารฮ่องกงต่อไป เติ้งเปิดทางเลือกที่จีนจะกลับไปมีอำนาจอธิปไตยเหนือฮ่องกงอีกครั้ง แต่ก็ยอมรับว่า ฮ่องกงมี “สถานะพิเศษ” เบื้องหลังฉาก อังกฤษเริ่มวางแผนการถอนตัวจากฮ่องกง

ฮ่องกงค.ศ. 1984

มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และจ้าวจื่อหยาง นายกรัฐมนตรีจีน ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอนาคตของฮ่องกง ซึ่งระบุว่าจีนจะรับมอบสิทธิการบริหารฮ่องกงคืนจากอังกฤษในวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 19997

จีนสัญญาจะให้ฮ่องกงมี “อำนาจปกครองตนเองค่อนข้างสูง” และฮ่องกงจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งโดยตรงเมื่อถึงปี 2007 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเริ่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับเล็กเพื่อปกครองฮ่องกงโดยสะท้อนนโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ของจีน พลเมืองฮ่องกงเริ่มรู้สึกถึงความไม่แน่นอน และแสดงความประหลาดใจที่พวกเขาไม่มีส่วนร่วมในการเจรจาต่างๆ

ฮ่องกงค.ศ. 1989

ในฮ่องกง ผู้คนมากกว่าหนึ่งล้านคนออกมาประท้วงเหตุการณ์สังหารหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งเพิ่มความกังวลให้ชาวฮ่องกงที่วิตกว่า จีนจะปกครองฮ่องกงอย่างไร และกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์ก็รุนแรงขึ้น

ฮ่องกงค.ศ. 1992

คริส แพตเทน ผู้ว่าการฮ่องกงคนสุดท้ายของอังกฤษ ประกาศแผนปฏิรูปประชาธิปไตยสำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่นในปี 1994 และสภานิติบัญญัติในปี 1995 โดยไม่ปรึกษาฝ่ายจีน ปักกิ่งแสดงความเกรี้ยวกราด ส่งผลให้การเจรจาต่างๆ ยุติลง ฮ่องกงเดินหน้าไปสู่การปฏิรูป แต่จีนยืนกรานจะยกเลิกทันทีที่ได้รับมอบฮ่องกงคืน

ฮ่องกง1 กรกฎาคม ค.ศ. 1997

ฮ่องกงกลับคืนสู่การปกครองของจีนอย่างเป็นทางการหลังอยู่ในการควบคุมดูแลของอังกฤษมากว่า 150 ปี ต่งเจี้ยนหัว นักธุรกิจที่เกิดในเซี่ยงไฮ้ได้รับเลือกจากทางการจีนให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong Special Administrative Region) เขาตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการจัดการวิกฤติเศรษฐกิจในเอเชียและการเชื่อฟังทางการจีน

ฮ่องกงพฤษภาคม ค.ศ. 1998

ฮ่องกงจัดการเลือกตั้งครั้งแรกโดยมีผู้ออกมาใช้สิทธิมากเป็นประวัติการณ์ แม้ฝนจะตกหนัก ผลคือชัยชนะแบบถล่มทลายของผู้สมัครฝ่ายประชาธิปไตยที่ได้รับคะแนนเสียงมากกว่าร้อยละ 65 แต่เนื่องจากกฎหมายการเลือกตั้งและโครงสร้างใหม่ภายใต้การปกครองของจีน ผู้สมัครฝ่ายประชาธิปไตยไม่สามารถครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติได้

ฮ่องกงฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 2003

จีนและฮ่องกงเผชิญวิกฤติการระบาดของโรคซาร์ส (SARS) ไวรัสทางเดินหายใจที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลก 8,096 คน และเสียชีวิต 774 คน ในช่วงที่การระบาดเลวร้ายที่สุด ชาวฮ่องกงหลีกเลี่ยงการออกมายังแหล่งชุมนุมผู้คน และรัฐบาลฮ่องกงก็ถูกโจมตีจากการตอบสนองอย่างล้าช้า

ฮ่องกงกรกฎาคม ค.ศ. 2003

ชาวฮ่องกงราวห้าแสนคนออกมาเดินขบวนประท้วงความพยายามออกกฎหมายที่เรียกว่า Article 23 ซึ่งเป็นกฎหมายความมั่นคงเพื่อ “ต่อต้านการบ่อนทำลาย” ผู้วิจารณ์โจมตีว่าอาจเป็นการลิดรอนสิทธิการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี ในที่สุด แม้ร่างกฎหมายจะถูกถอนออกไป แต่ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากนานาชาติ และถูกมองว่าเป็นหลักฐานหนึ่งที่สะท้อนความต้องการของจีนในการจำกัดเสรีภาพของชาวฮ่องกง

 ฮ่องกงเมษายน ค.ศ. 2004

จีนออกข้อกำหนดว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในกฎหมายเลือกตั้งของฮ่องกงต้องได้รับความเห็นชอบจากปักกิ่ง ซึ่งเท่ากับเป็นการให้สิทธิยับยั้งแก่รัฐบาลจีนในความพยายยามใดๆ ที่นำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ความไว้วางใจในพันธะสัญญาที่รัฐบาลจีนที่มีต่อประชาธิปไตยในฮ่องกงดิ่งฮวบลง และพอถึงเดือนกรกฎาคม ชาวฮ่องกงห้าแสนคนก็ออกมาประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย

ฮ่องกงกรกฎาคม ค.ศ. 2006

ชาวฮ่องกงหลายหมื่นคนออกมาเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย และกลายเป็นสิ่งที่ดำเนินการต่อมาทุกปีในเดือนกรกฎาคม เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งโดยตรงและเสรี (universal suffrage) การปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการปกครองแบบประชาธิปไตยของพลเมืองฮ่องกง

ฮ่องกง สิงหาคม ค.ศ. 2014                                                                                             

ตามกฎหมายที่ออกภายใต้การกำกับของทางการจีน การเลือกตั้งโดยตรงและเสรีแทบเป็นไม่ได้ คงมีเพียงผู้สมัครที่ได้รับการอนุมัติจากปักกิ่งเท่านั้นที่จะมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งบริหารและตำแหน่งทางการเมืองสำคัญๆ ของฮ่องกง

การประท้วงและมาตรการอารยะขัดขืนเกิดขึ้นเป็นระลอก การประท้วงของนักศึกษา การเดินขบวนรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยของพลเมืองฮ่องกงเกิดขึ้นหลายครั้ง จนนำไปสู่การยึดครองพื้นที่หลายจุดของเมืองตลอดหลายสัปดาห์เป็นที่มาของชื่อ การปฏิวัติร่มหรือขบวนการร่ม (Umbrella Movement) แม้การประท้วงจะไม่ประสบผล และแกนนำหลายคนเช่น โจชัว หว่อง ซึ่งเป็นนักศึกษาถูกจับกุม แต่ขบวนการนี้ก็ปลุกกระแสประชาธิปไตยขึ้นในหมู่คนหนุ่มสาวของฮ่องกง

ฮ่องกงกุมภาพันธ์ – มีนาคม ค.ศ. 2019

รัฐบาลฮ่องกงประกาศแผนการออกกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน (extradition bill) ซึ่งอนุญาตให้ทางการฮ่องกงส่งตัวผู้ร้ายไปดำเนินคดีในประเทศจีนเป็นครั้งแรก ผู้วิจารณ์โจมตีว่ากฎหมายนี้คุกคามอิสรภาพของฮ่องกง และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดปากผู้เห็นต่างและกำจัดผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อทางการจีน ชาวฮ่องกงหลายล้านคนลุกฮือขึ้นเดินขบวนต่อต้านกฎหมายนี้อย่างสันติ

ฮ่องกงมิถุนายน ค.ศ. 2019

การพิจารณาร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนครั้งที่สองถูกเลื่อนออกไปหลังเกิดเหตุประท้วงอย่างรุนแรง มีการชุมนุมปิดถนน และพยายามบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา ตำรวจฮ่องกงตอบโต้ด้วยแก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทย และกระสุนยาง เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ 80 คน ทางการจีนและฮ่องกงเรียกการประท้วงครั้งนี้ว่า “การก่อจลาจล” ผู้ประท้วงเริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์ด้วยการกระจายการประท้วงไปยังอาคารที่ทำการรัฐบาล สนามบิน และพื้นที่ห่างไกลอื่นๆ ในเขตนิวเทร์ริทอรีส์

ฮ่องกงสิงหาคม ค.ศ. 2019

การเดินขบวนและเหตุปะทะระหว่างผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยกับตำรวจเกิดขึ้นทั่วฮ่องกง ผู้ประท้วงยึดสนามบินและเผชิญหน้ากับตำรวจในอาคารที่ทำการของรัฐบาล รวมถึงย่านท่องเที่ยวและแหล่งช็อปปิ้ง ผู้ประท้วงหลายร้อยคนถูกจับกุม และทางการจีนแสดงท่าที่แข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ผู้ประท้วงประกาศข้อเรียกร้องสำคัญๆ เช่น รัฐบาลต้อง “ถอน” (withdraw) ร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ดำเนินการสอบสวนการกระทำรุนแรงของฝ่ายตำรวจ ยุติการกล่าวหาว่า การประท้วงคือการก่อจลาจล ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม และให้เสรีภาพมากขึ้นในระบอบประชาธิปไตย จนถึงตอนนี้ ข้อเรียกร้องต่างๆ ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้บริหารฮ่องกงและทางการจีน การประท้วงยังคงดำเนินต่อไป


สารคดีแนะนำ

ชีวิตภายในห้องพักขนาดเท่าโลง ที่ชาวฮ่องกงเรียกว่า “บ้าน”

เรื่องแนะนำ

ชาวมายาคือใคร?

ชาวมายาคือใคร? อาณาจักรมายา คืออารยธรรมที่ถูกพิจารณาว่ารุ่งโรจน์ที่สุดในทวีปอเมริกา ก่อนการมาเยือนของชาวสเปน ย้อนกลับไปราว 1,800 ปีก่อนคริสต์กาล อารยธรรมมายาเริ่มต้นตั้งถิ่นฐานขึ้นในดินแดนที่กลายมาเป็นอเมริกากลาง และเม็กซิโกในปัจจุบัน ช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดของอารยธรรมเกิดขึ้นช่วงคริสต์ศักราชที่ 250 – 900 ในเวลานั้นอาณาจักรมายาประกอบด้วยเมืองน้อยใหญ่มากมายกว่า 40 เมือง และมีประชากรมากกว่า 50,000 คน หลักฐานความรุ่งเรืองของอาณาจักรมายายังคงพบเห็นได้ในปัจจุบันจากพีรามิด และร่องรอยของสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่ถูกสร้างขึ้นจากก้อนหิน ทว่าจุดสำคัญที่ทำให้อาณาจักรนี้ประสบความสำเร็จหาใช่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือการเกษตรที่มีประสิทธิภาพต่างหาก มันคือไร่ข้าวโพดที่เป็นอาหารหลักของผู้คนในยุคโบราณ ชาวมายาเคารพและนับถือธรรมชาติมาก พวกเขามีความเชื่อว่าตนเกิดจากเทพที่สร้างชาวมายา ตลอดจนธรรมชาติต่างๆ รอบตัว การเรียนรู้เกี่ยวกับอารยธรรมโบราณแห่งนี้ทำให้นักโบราณคดีพบว่าชาวมายามีความเก่งกาจด้านคณิตศาสตร์ และการคำนวณเป็นอย่างมาก พวกเขามีปฏิฑินเป็นของตนเอง ทั้งยังสามารถคำนวณการโคจรของดวงดาวได้อีกด้วย ทว่าหลังคริสต์ศักราชที่ 900 อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่นี้ก็ล่มสลายลง มีทฤษฎีที่เชื่อกันว่าสาเหตุที่ทำให้อารยธรรมของชาวมายาต้องถึงจุดจบอาจมาจากการระเบิดของภูเขาไฟ ไม่ก็ภัยแล้ง ทุกวันนี้ลูกหลานของชาวมายากระจัดกระจายไปตั่งถิ่นฐานตามประเทศต่างๆ ของอเมริกากลาง เชื่อกันว่าปัจจุบันน่าจะมีผู้สืบเชื้อสายจากชาวมายาราว 7 ล้านคน และพวกเขายังคงรักษาขนบธรรมเนียมความเชื่อบางอย่างไว้   อ่านเพิ่มเติม ค้นพบอาณาจักรมายาซ่อนตัวใต้ผืนป่ากัวเตมาลา

เปิดเผยใบหน้าชายผู้มีรอยยิ้มโดดเด่นในช่วงใกล้ล่มสลายของอาณาจักรโรมัน

อเดลาเซียส อีบาลชุส (Adelasius Ebalchus) ชาวโรมัน ผู้มีชีวิตอยู่ในดินแดนประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อ 1,300 ปีที่แล้ว ใบหน้าที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นของเขาไม่ได้พบเจอบ่อยนักในการค้นพบทางประวัติศาสตร์ อเดลาเซียส อีบาลชุส คือชื่อภาษาละตินของชาย ชาวโรมัน ที่อาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อราวคริสตศักราช 700 หลังจากที่จักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลายไปแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาวเจอร์แมนิกได้ย้ายเข้ามายังที่ราบสูงสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นช่วงเวลาที่ภาษาและวัฒนธรรมของโรมันที่หลงเหลืออยู่ได้เปลี่ยนเป็นชนเผ่าอลามันน์ที่พูดภาษาเยอรมัน (German-speaking Alemanni tribe) แทน ใบหน้าของหนุ่มชายผู้นี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่จากโครงกระดูกที่ถูกค้นพบในปี 2014 ในเมือง Grenchen ทางตอนเหนือของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาถูกฝังในแบบโรมัน คือหลุมศพที่มีการเรียงหินเป็นเส้น และชี้ส่วนเท้าไปยังทิศเหนือ จากการศึกษาหลักฐานที่ยังหลงเหลือของเขา นักวิจัยสรุปว่าอเดลาเซียสมีอายุระหว่าง 19 ถึง 22 ปี และมีความสูงราว 167 – 170 เซนติเมตร เขาต้องทรมานจากโรคติดเชื้อในกระดูก (osteomyelitis) และโรคขาดวิตามิน ซึ่งโรคเหล่านี้ได้นำเขาไปสู่ความตาย โดยหลุมศพของเขาได้มีสัญลักษณ์ที่แสดงถึงสถานะชั้นสูงกว่าผู้คนที่อยู่ใน Grenchen ในยุคนั้น เมื่อออสการ์ นิลส์สัน นักสร้างใบหน้าทางโบราณคดีได้รับมอบหมายให้สร้างใบหน้าของอเดลาเซียส เขาถึงกลับตะลึง เพราะไม่ใช่แต่คุณภาพของเครื่องพิมพ์สามมิติ แต่รวมไปถึงต้นแบบสภาพของฟันในประวัติศาสตร์ด้วย “ผมไม่เคยเห็นฟันที่สมบูรณ์ขนาดนี้มาก่อน” […]

พบลูกผสมมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล กับมนุษย์เดนิโซวัน

โครงกระดูกของเด็กสาวที่มีอายุเมื่อ 90,000 ปีก่อน คือหลักฐานแรกที่บ่งชี้ว่ามีการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล และมนุษย์เดนิโซวันในโลกโบราณ

ยลโฉมฟอสซิลลูกงูที่พบในอำพัน

ยลโฉมฟอสซิลลูกงูที่พบในอำพัน เหมืองบริเวณหุบเขาโอคานากัน ในรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของเมียนมา นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตแร่สำคัญแล้ว ช่วงหลายปีมานี้สถานที่ดังกล่าวยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งข้อมูลใหม่ทางบรรพชีวินวิทยาอีกด้วย มีฟอสซิลสัตว์โบราณมากมายที่ถูกค้นพบและเก็บรักษาไว้อย่างดีในก้อนอำพัน ไม่ว่าจะเป็นหมัด, แมลง, กบ ไปจนถึงหางไดโนเสาร์ และฟอสซิลของลูกงูโบราณตัวนี้คือหนึ่งในฟอสซิลชิ้นล่าสุด นับเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบฟอสซิลลูกงูในก้อนอำพัน จากการตรวจสอบลูกงูตัวนี้มีชีวิตอยู่เมื่อ 99 ล้านปีก่อน มันมีความยาวเพียงแค่ 2 นิ้วเท่านั้น มีกระดูกสันหลังรวม 97 ข้อ นักบรรพชีวินวิทยาสันนิษฐานว่ามันเป็นลูกงูที่เพิ่งฟักไม่นาน และในบริเวณไม่ไกลกันนัก ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังพบเกล็ดและผิวหนังของงูที่ถูกฝังอยู่ในอำพัน ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นของงูสายพันธุ์นี้ที่โตเต็มวัยแล้ว ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีการค้นพบอะไรใหม่ๆ จากเหมืองมหัศจรรย์นี้อีก…   อ่านเพิ่มเติม ฟอสซิลทวดกบโบราณในอำพัน