ฮ่องกง : ย้อนรอยประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ - National Geographic Thailand

ฮ่องกง : ย้อนรอยประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้

ฮ่องกง : ย้อนรอยประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้

การประท้วงใน ฮ่องกง ย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 13 ล่าสุดมีรายงานว่า แกนนำคนสำคัญอย่างโจชัว หว่อง และคนอื่นๆ ถูกทางการจับกุม (ได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา) การประท้วงรุนแรงขึ้นจนเกิดเหตุปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจ ท่ามกลางความวิตกกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและความเป็นไปได้ที่ทางการจีนจะเข้าแทรกแซง

การประท้วงครั้งล่าสุดที่มีชนวนจากความพยายามออกกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน (extradition bill) ที่ชาวฮ่องกงจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวเกรงว่าจะกระทบสิทธิขั้นพื้นฐาน แม้ต่อมาทางผู้บริหารฮ่องกงจะยอมถอยด้วยการประกาศว่า “ร่างกฎหมายฉบับนี้ตายแล้ว” (‘The bill is dead’) ก็ตาม แต่การประท้วงก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะยุติลงโดยง่าย

การประท้วงระลอกล่าสุดนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้ ชาวฮ่องกงเคยออกมาเดินขบวนเรียกร้องแล้วหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการต่อต้านการครอบงำของรัฐบาลจีนภายใต้นโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” (One Country, Two systems) เรามาย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ทางการเมืองและสังคมของฮ่องกง เพื่อเข้าใจถึงรากเหง้าและความเป็นมาของฮ่องกงในสารคดีที่ถ่ายทอดผ่านรูปประกอบเรื่องนี้กัน

“สถานะพิเศษ” ของมหานครอันทรงพลังแห่งนี้เป็นผลจากการเจริญเติบโต ความระส่ำระสาย และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงสองร้อยปี

เรื่อง  ERIN BLAKEMORE

รูปประกอบโดย ADOLFO ARRANZ, NATIONAL GEOGRAPHIC

ฮ่องกงก่อนศตวรรษที่ 19

ฮ่องกงเป็นเกาะเล็กๆ และชุมชนประมงที่ล้าหลังปกครองโดยจีน พ่อค้าชาวอังกฤษค้าฝิ่นผิดกฎหมายที่ลักลอบนำเข้ามาจากอินเดียเพื่อแลกกับสินค้าจีนอย่างใบชา ผ้าไหม และเครื่องกระเบื้อง เป็นการปูทางไปสู่ข้อพิพาททางการค้าอ้นเลวร้ายในเวลาต่อมา การเสพติดฝิ่นกลายเป็นปัญหาน่าวิตกของจีน  พอถึงปี 1839 จีนมีผู้สูบฝิ่นถึง 10 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้เสพติดถึงสองล้านคน

ฮ่องกงกันยายน ค.ศ. 1839-1842

จีนพยายามปราบปรามการค้าฝิ่นของอังกฤษด้วยการทำลายฝิ่นของกลางที่จับกุมได้และลงโทษผู้ค้า อังกฤษยื่นคำขาดเป็นการตอบโต้ สงครามฝิ่น (Opium War) ครั้งแรกที่ตามมาเป็นเหตุให้ทหารฝ่ายอังกฤษบาดเจ็บล้มตาย 520 คน ขณะที่ตัวเลขฝ่ายจีนสูงถึง 20,000 คน นับเป็นความพ่ายแพ้หมดรูปของจีน

ฮ่องกง1 มกราคม ค.ศ. 1842

สนธิสัญญานานจิง (Treaty of Nanjing) ที่ลงนามโดยจีนและอังกฤษ ยกเกาะฮ่องกงให้ฝ่ายอังกฤษอย่างถาวร นับเป็นหนึ่งในสาม “สนธิสัญญาไม่เป็นธรรม” ที่จีนลงนามกับอังกฤษ ในช่วง 56 ปีต่อมา จีนจะสูญเสียการควบคุมสามภูมิภาคหลักของฮ่องกง

ฮ่องกงค.ศ. 1856-1860

สงครามฝิ่นครั้งที่สองระหว่างสหราชอาณาจักร จักรวรรดิฝรั่งเศส และจีน ปะทุขึ้นและยุติลงด้วยอนุสัญญาปักกิ่ง (Convention of Peking) ซึ่งยกคาบสมุทรเกาลูนและเกาะสโตนคัตเตอร์ให้อังกฤษ ในช่วงท้ายของสงคราม กองทหารอังกฤษและฝรั่งเศสสร้างความเสียหายย่อยยับให้แก่พระราชวังฤดูร้อนในปักกิ่ง ทหารจีนบาดเจ็บล้มตายถึง 30,000 คน ขณะที่ตัวเลขฝ่ายอังกฤษและฝรั่งเศสมีเพียง 2,900 คน

ฮ่องกงค.ศ. 1898

อังกฤษได้สิทธิเช่าดินแดนนิวเทร์ริทอรีส์ (หนึ่งในสามภูมิภาคหลักของฮ่องกงซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด นอกเหนือจากคาบสมุทรเกาลูน และเกาะฮ่องกง) เป็นเวลา 99 ปี โดยไม่ต้องเสียค่าเช่า คลื่นผู้อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่หลั่งไหลสู่ฮ่องกง เช่นเดียวกับการค้ากับนานาชาติ โรงเรียนแบบตะวันตก ธนาคาร และธุรกิจต่างๆ ฮ่องกงกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าในภูมิภาค

ฮ่องกงค.ศ. 1937

ขณะที่กองทหารญี่ปุ่นรุกคืบเข้าใกล้ฮ่องกง หลังสงครามระหว่างจีนและญี่ปุ่นปะทุขึ้น ชาวจีนแผ่นดินใหญ่หลายพันคนพากันหนีตายมายังฮ่องกง แม้ญี่ปุ่นจะทิ้งระเบิดใส่ดินแดนของฮ่องกง แต่ด้วยสถานะอาณานิคมของอังกฤษ ฮ่องกงจึงได้รับการปกป้องจากสงครามเต็มรูปแบบ

ฮ่องกงค.ศ. 1941-1945

ญี่ปุ่นรุกรานและยึดครองฮ่องกง ในช่วงเวลานั้น ประชากรฮ่องกงลดลงจาก 1.6 ล้านคน เหลือหกแสนคน

ฮ่องกงค.ศ. 1946

อังกฤษกลับมามีอำนาจเหนือฮ่องกงอีกครั้ง

ฮ่องกงค.ศ. 1949

ในประเทศจีน การปฏิวัติโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตงประสบชัยชนะ สงครามกลางเมืองที่เกิดตามมาผลักดันผู้คนหลายแสนคนให้อพยพไปยังฮ่องกง ก่อให้เกิดชุมชนตั้งถิ่นฐานขนาดใหญ่ ในแต่ละเดือน มีผู้เข้ามาใหม่มากถึง 100,000 คน พร้อมกับนำภาษาถิ่น และขนบธรรมเนียมต่างๆ มาด้วย ประชากรฮ่องกงพุ่งสูงขึ้นจากหกแสนคนในปี 1945 เป็น 2.5 ล้านคนเมื่อถึงปี 1956

ฮ่องกงทศวรรษ 1950

เศรษฐกิจของฮ่องกงพุ่งทะยานในฐานะศูนย์กลางการผลิตและคุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นตามไปด้วย แต่ความไม่สงบก็ก่อตัวขึ้นเนื่องจากความเท่าเทียมของรายได้ และสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ในหมู่ประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น

ฮ่องกงทศวรรษ 1960

ทศวรรษอันสับสนวุ่นวายนี้มีทั้งการจลาจล เหตุการณ์ไม่สงบ และความตึงเครียดทางสังคม ซ้ำเติมด้วยภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างภัยแล้งและพายุไต้ฝุ่น ผลที่ตามมาคือรัฐบาลพยายามเดินหน้านโยบายอันทะเยอทะยาน      เพื่อปฏิรูปทางสังคม จัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่นในภาครัฐ และเพิ่มโอกาสทางการศึกษา เหตุการณ์ความไม่สงบนำไปสู่การตระหนักถึงความปรองดองในสังคมที่มีลักษณะพหุวัฒนธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ

ฮ่องกงทศวรรษ 1970

ฮ่องกงผงาดในฐานะ “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย” ด้วยการเป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างปรเทศ เติ้งเสี่ยวผิงที่ขึ้นมามีอำนาจแทนเหมาเจ๋อตง ดำเนินนโยบาย “เปิดกว้างและปฏิรูป”

อังกฤษซึ่งเริ่มมองไปข้างหน้าถึงการสิ้นสุดสัญญาเช่า 99 ปีในดินแดนนิวเทร์ริทอรีส์ เริ่มเจรจากับเติ้งเสี่ยวผิงถึงความเป็นไปได้ที่ขอจะบริหารฮ่องกงต่อไป เติ้งเปิดทางเลือกที่จีนจะกลับไปมีอำนาจอธิปไตยเหนือฮ่องกงอีกครั้ง แต่ก็ยอมรับว่า ฮ่องกงมี “สถานะพิเศษ” เบื้องหลังฉาก อังกฤษเริ่มวางแผนการถอนตัวจากฮ่องกง

ฮ่องกงค.ศ. 1984

มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และจ้าวจื่อหยาง นายกรัฐมนตรีจีน ลงนามในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอนาคตของฮ่องกง ซึ่งระบุว่าจีนจะรับมอบสิทธิการบริหารฮ่องกงคืนจากอังกฤษในวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 19997

จีนสัญญาจะให้ฮ่องกงมี “อำนาจปกครองตนเองค่อนข้างสูง” และฮ่องกงจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งโดยตรงเมื่อถึงปี 2007 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเริ่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับเล็กเพื่อปกครองฮ่องกงโดยสะท้อนนโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ของจีน พลเมืองฮ่องกงเริ่มรู้สึกถึงความไม่แน่นอน และแสดงความประหลาดใจที่พวกเขาไม่มีส่วนร่วมในการเจรจาต่างๆ

ฮ่องกงค.ศ. 1989

ในฮ่องกง ผู้คนมากกว่าหนึ่งล้านคนออกมาประท้วงเหตุการณ์สังหารหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งเพิ่มความกังวลให้ชาวฮ่องกงที่วิตกว่า จีนจะปกครองฮ่องกงอย่างไร และกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์ก็รุนแรงขึ้น

ฮ่องกงค.ศ. 1992

คริส แพตเทน ผู้ว่าการฮ่องกงคนสุดท้ายของอังกฤษ ประกาศแผนปฏิรูปประชาธิปไตยสำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่นในปี 1994 และสภานิติบัญญัติในปี 1995 โดยไม่ปรึกษาฝ่ายจีน ปักกิ่งแสดงความเกรี้ยวกราด ส่งผลให้การเจรจาต่างๆ ยุติลง ฮ่องกงเดินหน้าไปสู่การปฏิรูป แต่จีนยืนกรานจะยกเลิกทันทีที่ได้รับมอบฮ่องกงคืน

ฮ่องกง1 กรกฎาคม ค.ศ. 1997

ฮ่องกงกลับคืนสู่การปกครองของจีนอย่างเป็นทางการหลังอยู่ในการควบคุมดูแลของอังกฤษมากว่า 150 ปี ต่งเจี้ยนหัว นักธุรกิจที่เกิดในเซี่ยงไฮ้ได้รับเลือกจากทางการจีนให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong Special Administrative Region) เขาตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการจัดการวิกฤติเศรษฐกิจในเอเชียและการเชื่อฟังทางการจีน

ฮ่องกงพฤษภาคม ค.ศ. 1998

ฮ่องกงจัดการเลือกตั้งครั้งแรกโดยมีผู้ออกมาใช้สิทธิมากเป็นประวัติการณ์ แม้ฝนจะตกหนัก ผลคือชัยชนะแบบถล่มทลายของผู้สมัครฝ่ายประชาธิปไตยที่ได้รับคะแนนเสียงมากกว่าร้อยละ 65 แต่เนื่องจากกฎหมายการเลือกตั้งและโครงสร้างใหม่ภายใต้การปกครองของจีน ผู้สมัครฝ่ายประชาธิปไตยไม่สามารถครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติได้

ฮ่องกงฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 2003

จีนและฮ่องกงเผชิญวิกฤติการระบาดของโรคซาร์ส (SARS) ไวรัสทางเดินหายใจที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลก 8,096 คน และเสียชีวิต 774 คน ในช่วงที่การระบาดเลวร้ายที่สุด ชาวฮ่องกงหลีกเลี่ยงการออกมายังแหล่งชุมนุมผู้คน และรัฐบาลฮ่องกงก็ถูกโจมตีจากการตอบสนองอย่างล้าช้า

ฮ่องกงกรกฎาคม ค.ศ. 2003

ชาวฮ่องกงราวห้าแสนคนออกมาเดินขบวนประท้วงความพยายามออกกฎหมายที่เรียกว่า Article 23 ซึ่งเป็นกฎหมายความมั่นคงเพื่อ “ต่อต้านการบ่อนทำลาย” ผู้วิจารณ์โจมตีว่าอาจเป็นการลิดรอนสิทธิการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี ในที่สุด แม้ร่างกฎหมายจะถูกถอนออกไป แต่ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากนานาชาติ และถูกมองว่าเป็นหลักฐานหนึ่งที่สะท้อนความต้องการของจีนในการจำกัดเสรีภาพของชาวฮ่องกง

 ฮ่องกงเมษายน ค.ศ. 2004

จีนออกข้อกำหนดว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในกฎหมายเลือกตั้งของฮ่องกงต้องได้รับความเห็นชอบจากปักกิ่ง ซึ่งเท่ากับเป็นการให้สิทธิยับยั้งแก่รัฐบาลจีนในความพยายยามใดๆ ที่นำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ความไว้วางใจในพันธะสัญญาที่รัฐบาลจีนที่มีต่อประชาธิปไตยในฮ่องกงดิ่งฮวบลง และพอถึงเดือนกรกฎาคม ชาวฮ่องกงห้าแสนคนก็ออกมาประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย

ฮ่องกงกรกฎาคม ค.ศ. 2006

ชาวฮ่องกงหลายหมื่นคนออกมาเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย และกลายเป็นสิ่งที่ดำเนินการต่อมาทุกปีในเดือนกรกฎาคม เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งโดยตรงและเสรี (universal suffrage) การปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการปกครองแบบประชาธิปไตยของพลเมืองฮ่องกง

ฮ่องกง สิงหาคม ค.ศ. 2014                                                                                             

ตามกฎหมายที่ออกภายใต้การกำกับของทางการจีน การเลือกตั้งโดยตรงและเสรีแทบเป็นไม่ได้ คงมีเพียงผู้สมัครที่ได้รับการอนุมัติจากปักกิ่งเท่านั้นที่จะมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งบริหารและตำแหน่งทางการเมืองสำคัญๆ ของฮ่องกง

การประท้วงและมาตรการอารยะขัดขืนเกิดขึ้นเป็นระลอก การประท้วงของนักศึกษา การเดินขบวนรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยของพลเมืองฮ่องกงเกิดขึ้นหลายครั้ง จนนำไปสู่การยึดครองพื้นที่หลายจุดของเมืองตลอดหลายสัปดาห์เป็นที่มาของชื่อ การปฏิวัติร่มหรือขบวนการร่ม (Umbrella Movement) แม้การประท้วงจะไม่ประสบผล และแกนนำหลายคนเช่น โจชัว หว่อง ซึ่งเป็นนักศึกษาถูกจับกุม แต่ขบวนการนี้ก็ปลุกกระแสประชาธิปไตยขึ้นในหมู่คนหนุ่มสาวของฮ่องกง

ฮ่องกงกุมภาพันธ์ – มีนาคม ค.ศ. 2019

รัฐบาลฮ่องกงประกาศแผนการออกกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน (extradition bill) ซึ่งอนุญาตให้ทางการฮ่องกงส่งตัวผู้ร้ายไปดำเนินคดีในประเทศจีนเป็นครั้งแรก ผู้วิจารณ์โจมตีว่ากฎหมายนี้คุกคามอิสรภาพของฮ่องกง และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดปากผู้เห็นต่างและกำจัดผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อทางการจีน ชาวฮ่องกงหลายล้านคนลุกฮือขึ้นเดินขบวนต่อต้านกฎหมายนี้อย่างสันติ

ฮ่องกงมิถุนายน ค.ศ. 2019

การพิจารณาร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนครั้งที่สองถูกเลื่อนออกไปหลังเกิดเหตุประท้วงอย่างรุนแรง มีการชุมนุมปิดถนน และพยายามบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา ตำรวจฮ่องกงตอบโต้ด้วยแก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทย และกระสุนยาง เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ 80 คน ทางการจีนและฮ่องกงเรียกการประท้วงครั้งนี้ว่า “การก่อจลาจล” ผู้ประท้วงเริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์ด้วยการกระจายการประท้วงไปยังอาคารที่ทำการรัฐบาล สนามบิน และพื้นที่ห่างไกลอื่นๆ ในเขตนิวเทร์ริทอรีส์

ฮ่องกงสิงหาคม ค.ศ. 2019

การเดินขบวนและเหตุปะทะระหว่างผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยกับตำรวจเกิดขึ้นทั่วฮ่องกง ผู้ประท้วงยึดสนามบินและเผชิญหน้ากับตำรวจในอาคารที่ทำการของรัฐบาล รวมถึงย่านท่องเที่ยวและแหล่งช็อปปิ้ง ผู้ประท้วงหลายร้อยคนถูกจับกุม และทางการจีนแสดงท่าที่แข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ผู้ประท้วงประกาศข้อเรียกร้องสำคัญๆ เช่น รัฐบาลต้อง “ถอน” (withdraw) ร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ดำเนินการสอบสวนการกระทำรุนแรงของฝ่ายตำรวจ ยุติการกล่าวหาว่า การประท้วงคือการก่อจลาจล ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม และให้เสรีภาพมากขึ้นในระบอบประชาธิปไตย จนถึงตอนนี้ ข้อเรียกร้องต่างๆ ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้บริหารฮ่องกงและทางการจีน การประท้วงยังคงดำเนินต่อไป


สารคดีแนะนำ

ชีวิตภายในห้องพักขนาดเท่าโลง ที่ชาวฮ่องกงเรียกว่า “บ้าน”

เรื่องแนะนำ

พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์: ทหาร-นายกฯ-องคมนตรีแห่งประวัติศาสตร์ไทย

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ขอบคุณภาพจาก https://www.posttoday.com/politic/news/590212 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ คือผู้ที่ไต่เต้ามาจากสามัญชน มาสู่ประธานองคมนตรี และเป็นผู้ที่มีบทบาทและอิทธิพลในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยมาตลอดช่วงชีวิต หลังจากที่ประเทศไทยได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปเมื่อวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 ก็ได้มีข่าวสำคัญที่สร้างความสั่นสะเทือนเป็นอย่างยิ่งในประเทศไทย นั่นคือข่าวที่ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ได้ถึงแก่อสัญกรรม ในวัย 98 ปี 9 เดือน ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อเช้าวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นคนไทยในยุคสมัยใด ก็คงจะมีภาพจำของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี ที่ทำงานสนองเบื้องพระยุคคลบาท รัชกาลที่ 9 และ รัชกาลที่ 10 และได้มีบทบาทสำคัญทั้งในการทหารและการเมืองไทยมาหลายทศวรรษ จากสามัญชนจากจังหวัดสงขลา พลเอกเปรมฯ ได้กลายมาเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทยได้อย่างไร นักเรียนทหารบกจากจังหวัดสงขลา พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 26 […]

ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

แปลและเรียบเรียง กองบรรณาธิการ ภาพถ่าย คลังภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผู้คนมักพูดกันว่า ราชอาณาจักรเป็นเหมือนกับพีระมิด กล่าวคือ พระราชานั้นประทับอยู่บนสุด ส่วนประชาชนอยู่ด้านล่าง แต่ในประเทศนี้ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม [เป็นเหมือนพีระมิดกลับหัว] ด้วยเหตุนี้ บางครั้งเราจึงรู้สึกปวดแถวๆ นี้” เมื่อตรัสถึงตรงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปกติมีพระพักตร์เคร่งขรึมดูเป็นนักวิชาการ ทรงพระสรวล ขณะทรงชี้ที่พระศอและพระอังสา [บ่าหรือไหล่] ข้อความข้างต้นเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานแก่นายเดนิส เกรย์ หัวหน้าสำนักข่าวเอพีประจำกรุงเทพฯและนายบาร์ต โดเวลล์ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในขณะนั้น และเป็นส่วนหนึ่งของสารคดีเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” (Thailand’s Working Royalty) ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1982 หรือพุทธศักราช 2525 ซึ่งตรงกับวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ กองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จึงขอนำสารคดีเรื่องนี้มาตีพิมพ์อีกครั้ง ภาพถ่ายส่วนใหญ่เป็นผลงานของจอห์น เอเวอริงแฮม ช่างภาพผู้คุ้นเคยกับเมืองไทย เขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสารคดีเรื่องนี้ว่า “ผมโชคดีที่มีโอกาสตามเสด็จนานถึงสี่เดือน เดินทางไปทั่วประเทศจากนราธิวาสถึงเชียงราย ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง พระองค์ทรงสนพระทัยในคนที่ยากจนที่สุดคนที่อยู่ไกลที่สุด ในหลวงไม่เหมือนใคร มีฝรั่งหลายคนเหมือนผมที่รักพระเจ้าอยู่หัว…” ในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า “พระราชวงศ์ในประเทศนี้ไม่เคยอยู่นิ่งเลย” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงศึกษาทั้งในสาขาวิทยาศาสตร์และกฎหมายที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะเจริญพระชนมายุได้ 18 พรรษา ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่นั้นมาก็ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการอย่างไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เพื่อประโยชน์สุขของทวยราษฎร์เสมอมา สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” โดยแท้ นอกเหนือจากการเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรตามหัวเมืองน้อยใหญ่และท้องถิ่นทุรกันดาร ตลอดจนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในโอกาสต่างๆ แล้ว ยามที่ประทับอยู่ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระองค์ก็ไม่ได้ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจ กิจกรรมและความเป็นไปในเขตพระราชฐานแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนพระทัยในความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ได้เป็นอย่างดี เพราะมีตั้งแต่แปลงนาสาธิต ยุ้งฉาง บ่อเลี้ยงปลา ฟาร์มโคนม ไปจนถึงโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรต่างๆ ระหว่างพระราชทานสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชตรัสถึงเรื่องต่างๆ อาทิ ระบบชลประทาน เศรษฐกิจภายในประเทศ การทำเหมืองแร่ เรื่อยไปจนถึงงานอดิเรกของพระองค์ เช่น การถ่ายภาพ และวาดภาพ ทรงอธิบายว่า “แต่ตอนนี้เลิกวาดรูปแล้ว เพราะต้องใช้เวลามาก” ทว่าพระองค์ยังทรงดนตรีและทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง พสกนิกรชาวไทยและแม้กระทั่งชาวต่างชาติต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพเชิงดนตรีที่สะท้อนอยู่ในความไพเราะของบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พระราชกระแสรับสั่งมักวกกลับมาเข้าเรื่องที่พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศเสมอ  “คนไทยรักสงบ แต่ก็ตระหนักดีว่า ประเทศจะต้องมีความเข้มแข็งทางทหาร เราเคยไปที่จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ แล้วมีคนเมาคนหนึ่งเข้ามาหา องครักษ์คงไม่สบายใจนัก เราเข้าใจดี ผู้ชายคนนั้นบอกว่า เคยเป็นทหาร เคยรับใช้ชาติ ลูกชายเขาก็จะเป็นทหารด้วย และถ้าไม่มีทหารประเทศเราจะไม่เป็นเอกราชอย่างนี้ เขาว่ากันว่าคนเมามักจะพูดความจริง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังตรัสถึงคนไทยอีกด้วยว่า “เราคิดว่าคนไทยรู้ซึ้งถึงคุณค่าของประเพณี ประเพณีไม่ได้แปลว่าเชย แม้แต่คนสมัยใหม่ก็มีประเพณี “เดือนที่แล้วนี่เอง เราเดินทางไปภาคใต้ ตอนเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่ามีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน แล้วถามเราว่า ชาวมุสลิมเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้หรือเปล่า เราตอบว่า ได้แน่นอน ถ้าเด็กคนนั้นเป็นคนดี แข็งแรง แล้วก็ฉลาด เขาก็สมัครเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ แล้วเราก็ถามเขาว่า ลูกชายเขาอายุเท่าไหร่ เขาบอกว่าหกเดือน” เมื่อตรัสถึงตรงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล “เขาอยากให้ลูกชายปกป้องประเทศชาติ เขาบอกว่า ‘ชาวมุสลิมอย่างเราเป็นคนไทยแท้ ๆ’ ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเล็งเห็นการรุกรานหลากหลายรูปแบบ [เมืองไทยในขณะนั้นยังประสบปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์และยาเสพติด โดยเฉพาะฝิ่นและเฮโรอีน — กองบรรณาธิการ] “วิธีล่าสุดคือค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาครอบงำจิตใจผู้คน เราเรียกวิธีนี้ว่าสงครามจิตวิทยารุกเข้ามาในความคิด” และเพื่อหลีกเลี่ยงการรุกรานลักษณะนี้ รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นความเข้าอกเข้าใจและความอดทน เหมือนอย่างเรื่องฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “เราไม่ปฏิเสธว่ายังมีการปลูกฝิ่นในประเทศ แต่มีอยู่น้อยมาก ปัญหาของฝิ่นคือการใช้เมืองไทยเป็นทางผ่าน คนที่ปลูกฝิ่นได้ราคาไม่ถึงหนึ่งในพันของราคาที่เอาไปขายกันด้วยซํ้า เราพยายามให้ประชาชนหันมาปลูกพืชอื่นทดแทน กว่าจะเริ่มได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ตอนแรกเรานั่งรถเข้าไป บางทีก็เดินเท้า แล้วก็นั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไป บางครั้งลงจอดกลางไร่ฝิ่นเลย เราต้องระวังเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าการปลูกฝิ่นนั้นไม่ดีอย่างไร “ครั้งหนึ่งเราเคยเดินอยู่เป็นชั่วโมงเพื่อเข้าไปดูไร่ฝิ่น ดินดูไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไหร่ ชาวไร่เองก็บอกว่า ‘ใช่ครับ ดินเสื่อมแล้ว ไม่มีปุ๋ยจะใส่ครับ’ เราก็บอกว่าจะให้ปุ๋ย ถ้าพวกเขาเลิกปลูกฝิ่น แล้วหันมาปลูกถั่วแทน ชาวไร่ขอเวลาปรึกษากันก่อน ผ่านไปสิบห้านาทีกลับมาบอกว่า ‘ตกลงครับ’ ทีนี้ พอปีถัดมา เราก็กลับไปอีก ปรากฏว่าชาวไร่ปลูกถั่วครึ่งหนึ่ง ปลูกฝิ่นครึ่งหนึ่ง แล้วถั่วก็ได้ผลดีกว่า ชาวไร่เลยขอถั่วเพิ่มอีก ปีต่อมาก็ปลูกฝิ่นแค่ร้อยละ 25 ค่อยๆ ลดลงอย่างนี้ เราต้องอดทนถ้าเราเอาแต่ทำลายไร่ฝิ่น ชาวไร่ก็ต้องอดอยาก แล้วคงไม่เข้าใจว่า ทำไมเราถึงต้องต่อต้านพวกเขา” ในการเสด็จฯ เยือนหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเผชิญกับอันตรายจากทั้งผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนและกองกำลังคอมมิวนิสต์ “อันตรายน่ะหรือ” ทรงยํ้า “อันตรายซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปคือภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ที่อันตรายกว่านั้นคือความละโมบของคนในประเทศเอง ถ้าเราแตกแยกกันเอง เราก็จะกลายเป็นทาสของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ จะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ หรืออะไรก็ตามแต่” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อมั่นในประชาชนชาวไทย “ชาวไทยดูสบายๆ แต่ก็เข้มแข็ง คนไทยไม่เครียด มีนํ้าใจแม้แต่กับคนแปลกหน้า และเปิดกว้างกับความคิดใหม่ๆ คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่สุภาพกล้าหาญแต่ไม่ก้าวร้าว เข้มแข็งแต่อ่อนโยน” ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจหลากหลายด้าน นอกจากจะทรงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปยังพื้นที่ห่างไกลแล้ว ยังทรงส่งเสริมงานหัตถกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ชนบท เช่นที่จังหวัดเพชรบุรี ทรงริเริ่มโครงการผลิตกระเป๋าและรองเท้าสานจากกระจูดและหวาย ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านสตรีในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ ทรงฟื้นฟูศิลปะการทำตุ๊กตาดินเผาชาววัง และส่งผู้เชี่ยวชาญไปสอนสตรีชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทอผ้า เป็นต้น ทรงใช้โอกาสที่ได้เสด็จฯ เยือนต่างประเทศในฐานะทูตสันถวไมตรี ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมด้วยฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยซึ่งทั้งประณีตและงดงาม นอกจากนี้ ยังทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการจัดการส่งเสริมการทำงานของสภากาชาดไทย เพื่อให้ความอนุเคราะห์แก่เด็กกำพร้ายากไร้ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบและผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น หลายปีก่อน เมื่อนักข่าวกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ถึงงานอดิเรกของพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตรัสว่า “ดูแลลูกๆ” บัดนี้ เจ้าฟ้าชายพระองค์หนึ่งและเจ้าฟ้าหญิงอีกสามพระองค์ต่างเจริญพระชันษาขึ้นแล้ว และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาราษฎร์เช่นเดียวกับพระชนกชนนี ไม่ว่าจะเป็นการตามเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ต้อนรับคณะทูตานุทูต หรือแม้แต่ทรงทักทายและมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนผู้มารอเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมี นายแพทย์จินดา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แพทย์ประจำพระองค์ในขณะนั้น กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชกิจหนักเกินไปครับ” แม้ว่าพระองค์จะทรงออกกำลังกายแทบทุกวัน แต่คุณหมอก็ยัง “อยากให้เสด็จแปรพระราชฐานเพื่อทรงพักผ่อนเป็นประจำทุกปี” ทว่าประชาชนชาวไทยทุกคนย่อมตระหนักดีว่า พระองค์คงไม่อาจทรงปล่อยวางจากพระราชกิจต่างๆ ได้ เพราะความห่วงใยในราษฎรและความตั้งพระทัยอันแน่วแน่ที่จะอุทิศพระองค์เพื่อ “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ดังบทพระราชนิพนธ์ “เดินตามรอยเท้าพ่อ” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปยังพื้นที่ห่างไกลหลายต่อหลายแห่ง ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ฉันเดินตามรอยเท้าอันรวดเร็วของพ่อโดยไม่หยุดผ่านเข้าไปในป่าใหญ่ น่ากลัว ทึบ แผ่ไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด มืดและกว้างมีต้นไม้ใหญ่ใหญ่เหมือนหอคอยที่เข้มแข็ง พ่อจ๋า… ลูกหิวจะตายอยู่แล้วและเหนื่อยด้วย ดูซิจ๊ะ… เลือดไหลออกมาจากเท้าทั้งสองที่บาดเจ็บของลูกลูกกลัวงู เสือ และหมาป่า พ่อจ๋า… เราจะถึงจุดหมายปลายทางไหม? ลูกเอ๋ย… ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดอกที่มีความรื่นรมย์และความสบายสำหรับเจ้าทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยสวย จงไปเถิดแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่บีบคั้นหัวใจเจ้า พ่อเห็นแล้วว่า หนามตำเนื้ออ่อนอ่อนของเจ้า เลือดของเจ้าเปรียบดั่งทับทิมบนใบหญ้าใกล้นํ้า นํ้าตาของเจ้าที่ไหลต้องพุ่มไม้สีเขียว เปรียบดั่งเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่เพื่อมนุษยชาติ จงอย่าละความกล้าเมื่อเผชิญกับความทุกข์ให้อดทนและสุขุมและจงมีความสุขที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า ไปเถิด… ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ” ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : รูปที่มีทุกบ้าน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙

โสกราตีส คือใคร

โสกราตีสได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งศาสตร์ปรัชญาตะวันตก เขาได้ตรวจสอบทุกแง่มุมชีวิตของชาวกรีกโบราณ จนนำไปสู่อันตรายต่อตัวเอง หลายคนมองว่า โสกราตีส เป็นบิดาผู้ก่อตั้งศาสตร์ปรัชญาตะวันตก ซึ่งเป็นหนึ่งในศาสตร์ที่มีความซับซ้อนมากที่สุดในประวัติศาสตร์โบราณ โสกราตีสไม่ได้บันทึกความคิดใด ๆ ของเขา ดังนั้นความรู้ของนักปรัชญากรีกผู้นี้จึงส่งต่อผ่านงานเขียนของบุคคลที่อยู่ร่วมสมัยและเหล่าลูกศิษย์ โดยหนึ่งในนั้นคือเพลโต ผู้เป็นศิษย์เอกที่กลายมาเป็นนักปรัชญาที่มีชื่อเสียง บรรดานักปราชญ์ยังคงถกเถียงกันถึงเรื่อง “ปัญหาโสกราตีส” นั่นคือเราจะสามารถจำแนกแยกประวัติศาสตร์ของโสกราตีสที่ถูกพรรณาถึงโดยคนอื่นๆ และการตีความถึงตัวโสกราตีสที่มีความแตกต่างกันโดยบรรดาผู้ประพันธ์ที่อยู่ในยุคร่วมสมัยของเขาได้อย่างไร แต่ในอีกด้านหนึ่ง บรรดานักศึกษากฎหมายยังคงยืนยันว่า วิธีการซักถามของโสกราตีสที่เรียกว่า “วิธีของโสกราตีส” ยังคงปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ อันเป็นผลมาจากการที่นักคิดผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ได้ตั้งคำถามต่อทุกสิ่งและทุกคนในเอเธนส์เมื่อราวศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล ในตอนแรก โสกราตีสมีความโดดเด่นในฐานะทหารกรีกที่รบในสงครามเพโลพอนนีเซียนระหว่างเอเธนส์กับสปาร์ตา เขาได้รับความดีความชอบในเรื่องของการอดทนกับความยากลำบากทางร่างกาย และความความกล้าหาญของเขาเอง โดยเฉพาะเมื่อตอนที่เขาสามารถช่วยชีวิต Alcibiades นายพลที่น่าเคารพนับถือของชาวเอเธนส์ไว้ได้ เมื่อโสกราตีสกลับจากภารกิจสงครามสู่เมืองเอเธนส์แล้ว โสกราตีสก็สร้างชื่อเสียงขึ้นอย่างรวดเร็วในฐานะนักปรัชญา อันมีความหมายว่า “ผู้รักในความรู้” และเขายังเป็นผู้กล่าวสัจพจน์ข้อหนึ่ง ที่กลายมาเป็นคุณลักษณะประจำตัวของเขาว่า “ชีวิตที่ไม่ถูกตรวจสอบนั้นไร้ค่า” และโสกราตีสก็ได้เริ่มต้นการตรวจสอบแง่มุมชีวิตของทุกคนในกรุงเอเธนส์ คาดการณ์กันว่า The Oracle at Delphi หรือนักบวชชั้นสูงแห่งวิหารเทพเจ้าอะพอลโล ณ เมืองเดลฟี ได้กล่าวยกย่องโสกราตีสว่าเป็นบุคคลที่ฉลาดที่สุดในกรุงเอเธนส์ ด้านโสกราตีสก็เชื่อมั่นกับตัวเองว่า บุคคลที่ฉลาดนั้นจะยอมรับในความไม่รู้ของตนผ่านวิธีการตั้งคำถามอย่างต่อเนื่อง จนสามารถเกิดความเข้าใจและค้นพบความเป็นจริงได้ในที่สุด กล่าวกันว่าโสกราตีสคอยเฝ้ามองผู้คนและทำท่าหยิ่งผยองบนถนน ไล่ถามผู้คนไปว่าจะนำพาตัวเองไปสู่ความมีศีลธรรมได้อย่างไร และในระหว่างการต่อสู้กับผู้อื่นในเรื่องนี้ […]

ภาพเขียนผนังถ้ำ บันทึกประวัติศาสตร์แห่งรากกำเนิดมนุษยชาติ

สุนัข ที่มีความคล่องแคล่วว่องไวกำลังไล่ล่าแอนทิโลปซึ่งปรากฏใน ภาพเขียนผนังถ้ำ ในเทือกเขา Akakus ประเทศลิเบีย ซึ่งมีอายุราว 12,000 ปี ภาพเขียนผนังถ้ำ เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่าที่ช่วยให้มนุษย์ยุคปัจจุบันสามารถสัมผัสชีวิตในยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้ ใครเป็นผู้สร้าง และสร้างขึ้นด้วยเหตุผลอะไร และศิลปะพนังถ้ำบอกเล่าอะไรมายังมนุษย์รุ่นหลัง การเรียกร้องของเครือข่ายประชาชนปกป้องยะลาที่ออกมาประท้วงกรณีกรมศิลปากรประกาศเพิกถอนพื้นที่เขตโบราณสถานภาพเขียนสีเขายะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลาในบางส่วน เพื่อการทำเหมืองหินอุตสาหกรรมในพื้นที่ ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง โดยกลุ่มผู้เรียกร้องให้เหตุผลว่า ศิลปะผนังถ้ำแห่งนี้คือพื้นที่อันมีความสำคัญยิ่งของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและในระดับชาติ เนื่องจากมีความเก่าแก่มากถึง 3,000 ปี และยังมีสภาพที่สมบูรณ์มาก การประกาศดังกล่าวไม่มีการรับฟังความเห็นชาวบ้านในพื้นที่มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น การก่อสร้างเหมืองหินที่กำลังดำเนินอยู่ก็ทำให้ภาพเขียนสีบางส่วนเสียหายเนื่องจากการระเบิดหิน นอกจากภาพเขียนผนังถ้ำ ในบริเวณนี้ยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญชนิดอื่นๆ เช่น ชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์และสัตว์ เศษภาชนะดินเผา เครื่องมือหินกะเทาะ โกลนขวานหินขัด และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ อยู่ตามถ้ำและเพิงผาบนเขายะลาหลายแห่ง ดังนั้น ถ้าการเพิกถอนนี้ยังดำเนินไป อาจสร้างความเสียหายให้กับการศึกษาด้านประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาในไทยเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ระดับโลก ประวัติศาสตร์ของภาพเขียนสีในผนังถ้ำเชื่อว่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 65,000 ปีมาแล้วในยุคมนุษย์โบราณนีแอนเดอร์ทัล และจากการกำหนดอายุโดยการหาไอโซโทปของคาร์บอน (Radiocarbon dating) และวิธีการอื่นๆ เผยให้เห็นว่างานศิลปะผนังถ้ำที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่บนโลกมีอายุราว 40,000 ปีมาแล้ว […]