เยรูซาเลม :  โบราณคดีเดือดใต้แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์  - National Geographic Thailand

เยรูซาเลม :  โบราณคดีเดือดใต้แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ 

เยรูซาเลม :  โบราณคดีเดือดใต้แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ 

การขุดค้นที่เป็นกรณีพิพาทใต้นคร เยรูซาเลม อันศักดิ์สิทธิ์กำลังเผยให้เห็นขุมทรัพย์ทางศาสนาและวัฒนธรรมอายุหลายพันปี และโหมกระพือความตึงเครียดเก่าแก่ให้ลุกโชนอีกครั้ง

‘ก้มต่ำไว้’ เป็นคำพูดติดปากของโจ อูเซียล ผมพยายามเดินตามนักโบราณคดีชาวอิสราเอลคนนี้ให้ทัน  ทางเดินคับแคบนี้อยู่ใต้ทิวเขาขรุขระซึ่งดันตัวขึ้นทางใต้ของเมืองเก่าในเยรูซาเลม  แนวสันเขาแคบๆ อันเป็นที่ตั้งเมืองเก่าเยรูซาเลมยุคต้นและปัจจุบันคลาคล่ำไปด้วยบ้านเรือนที่มีผู้อาศัยเป็นชาวปาเลสไตน์ส่วนใหญ่ ซ่อนเร้นเขาวงกตใต้ดินของถ้ำธรรมชาติ ทางส่งน้ำของชาวคานาอัน อุโมงค์ของชาวยูดาย และเหมืองหินของชาวโรมันเอาไว้เบื้องล่าง

เรากำลังยืนอยู่ในโบสถ์สมัยศตวรรษที่ห้าที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ตรงบริเวณที่ว่ากันว่าพระเยซูทรงรักษาคนตาบอด ใกล้สระสิโลอัม  สักการสถานแห่งนี้ถูกทอดทิ้ง หลังคาพังลงมา และอาคารโบราณหลังนี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกใต้พิภพอันกว้างใหญ่ไพศาลของเยรูซาเลม

โบสถ์แห่งนี้คือความยุ่งยากซับซ้อนล่าสุดในโครงการโบราณคดีราคาแพงที่สุดและมีความขัดแย้งมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก  ภารกิจของเขาคือการขุดค้นถนนอายุ 2,000 ปี ยาว 600 เมตร ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นเส้นทางสัญจรที่นำเหล่าผู้จาริกแสวงบุญ พ่อค้าวาณิช และผู้มาเยือนคนอื่นๆ มายังสถานที่มหัศจรรย์แห่งหนึ่งของปาเลสไตน์ยุคโบราณ นั่นคือวิหารยิว (Jewish Temple) เส้นทางสายยิ่งใหญ่นี้เคยถูกเศษซากทับถมระหว่างที่กองทัพโรมันเผาทำลายเมืองเมื่อปี ค.ศ. 70 จนหายไปจากสายตา

เยรูซาเลม
ผนังภาพถ่ายใช้เป็นฉากกั้นสถานที่ที่เคยเป็นลานจอดรถ ที่ซึ่งนักโบราณคดีขุดพบตราประทับดินเผามีลวดลายที่เชื่อมโยงถึงกษัตริย์โยสิยาห์ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ แต่บางคนบอกว่า เป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่ช่วยตอกย้ำถึงรากเหง้าอันเก่าแก่ของชาวยิวในเยรูซาเลม  ชาวปาเลสไตน์บางคนกล่าวหาว่า โบราณคดีถูกใช้เป็นอาวุธในการยึดครองเขตแดน
เยรูซาเลม
ใต้โบสถ์พระคูหาศักดิ์สิทธิ์ในเขตชาวคริสต์ของเยรูซาเลม คุณพ่อแซมมวล อโกยาน มองดูเหมืองหินที่เคยใช้เป็นสุสานยิวในช่วงที่พระเยซูยังทรงพระชนม์ชีพ หินโผล่ใกล้ๆกันได้รับการเคารพบูชาในฐานะกลโกธา เนินเขาที่เป็นจุดตรึงกางเขนพระเยซู

ตอนที่นักขุดค้นชาวอังกฤษเจาะโพรงเข้าไปยังโบสถ์แห่งนั้น การขุดอุโมงค์ยังเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันอยู่ ทว่าปัจจุบัน การทำเช่นนี้ถือว่าเป็นอันตรายและไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เว้นเสียแต่จะอยู่ในสถานการณ์พิเศษเท่านั้น  อย่างไรก็ดี การขุดค้นจากพื้นผิวลงสู่ใต้ดินไม่อาจทำได้จริงที่นี่ เพราะมีคนอาศัยอยู่บนพื้นดินสูงขึ้นไปไม่กี่เมตรเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้ กองทัพวิศวกรและคนงานก่อสร้างจึงขุดเจาะปล่องไปตามแนวสันเขา  ขณะที่งานดำเนินไป อูเซียลกับทีมงานเคลื่อนย้ายเครื่องปั้นดินเผา เหรียญเงิน และศิลปวัตถุอื่นๆออกมา  คนงานขุดอุโมงค์ต้องสู้กับดินร่วนซุยที่ทำให้เกิดดินถล่ม ในขณะที่ผู้อยู่อาศัยด้านบนพากันบ่นถึงความเสียหายของบ้านเรือน  โครงการที่หวังไว้สูงซึ่งได้รับเงินสนับสนุนส่วนใหญ่จากองค์กรช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยของชาวยิว ตั้งอยู่ ณ จุดอ่อนไหวเป็นพิเศษในเยรูซาเลมตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่เมืองส่วนที่อิสราเอลผนวกเป็นของตนเองเมื่อปี 1967 และประเทศส่วนใหญ่ในโลกมองว่าเป็นอาณาเขตที่ถูกยึดครอง (การขุดสำรวจในพื้นที่เช่นนี้ถือว่าผิดกฎหมายระหว่างประเทศ) ชาวปาเลสไตน์เรียกที่นี่ว่า วาดีฮิลเวห์ (Wadi Hilweh) ส่วนชาวยิวเรียกว่า นครแห่งดาวิด (City of David) หรือสถานที่ที่กษัตริย์ดาวิดทรงสร้างเมืองหลวงแห่งแรกของอิสราเอลขึ้น

เยรูซาเลม
แฟนเพลงสนุกกับคอนเสิร์ตในถ้ำเศเดคียาห์  เหมืองหินที่เป็นแหล่งหินปูนของอาคารด้านบนมาหลายพันปี ตำนานกล่าวว่า กษัตริย์เศเดคียาห์ของชาวยิวทรงใช้ถ้ำนี้เป็นเส้นทางหลบหนีในศตวรรษที่หกก่อนคริสตกาล และกษัตริย์โซโลมอนอาจทรงใช้หินจากที่นี่ในการสร้างวิหารยิวแห่งแรก

“ความสัตย์จริงจะพุ่งขึ้นจากแผ่นดินโลก” หนังสือสดุดี (Psalms) ว่าไว้ แต่ความสัตย์จริงนั้นจะเป็นของใคร นั่นคือคำถามที่เฝ้าหลอกหลอนเยรูซาเลม ในเมืองศูนย์กลางของศาสนาหลักสามศาสนาที่นับถือพระเจ้าหนึ่งเดียวแห่งนี้ การกระแทกพลั่วลงในดินอาจก่อให้เกิดผลพวงชนิดฉับพลันและกว้างขวาง  มีสถานที่เพียงไม่กี่แห่งบนโลกนี้ที่เมื่อนักโบราณคดีลงมือขุดค้น  แล้วจะก่อให้เกิดการจลาจล  จุดชนวนสงครามในภูมิภาค หรือทำให้โลกทั้งใบตึงเครียดได้อย่างที่นี่

เมื่อปี 1996 หลังรัฐบาลอิสราเอลเปิดทางออกใหม่จากทางเดินใต้ดินตามแนวกำแพงตะวันตก (Western Wall) ในเขตมุสลิมของย่านเมืองเก่า ผู้คนราว 120 คนในภูมิภาคต้องจบชีวิตลงระหว่างการประท้วงรุนแรงหลายครั้ง ข้อพิพาทที่ตามมาว่าด้วยเรื่องใครควรควบคุมดูแลสิ่งที่อยู่ใต้ผืนดินศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งชาวยิวเรียกว่า ฮาร์ฮาบายิต (Temple Mount – เทมเพิลเมานต์ หรือเนินพระวิหาร) และชาวอาหรับเรียกว่า ฮารัมอัลชารีฟ (the Noble Sanctuary) ทำให้ข้อตกลงตามกระบวนการสันติภาพออสโลล้มเหลว แม้แต่การก่อสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งขันติธรรมในเยรูซาเลม  เมื่อไม่นานมานี้ยังตกเป็นเป้าของการประท้วงต่อต้านกรณีทำลายสุสานชาวมุสลิม

“โบราณคดีในเยรูซาเลมเป็นเรื่องอ่อนไหวมากเสียจนส่งผลกระทบไม่เพียงแต่ในแวดวงนักวิจัย แต่ยังรวมถึงนักการเมืองและสาธารณชนทั่วไปด้วยครับ” ยูวาล บารูค จากสำนักงานโบราณคดีแห่งอิสราเอล หรือไอเอเอ (Israel Antiquties Authority: IAA) บอก เขาเป็นหัวหน้าสำนักงานไอเอเอประจำเยรูซาเลม  ภายใต้การกำกับดูแลของเขา เมืองนี้กลายเป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยมีการขุดค้นร่วมร้อยโครงการในแต่ละปี

เยรูซาเลม
ครอบครัวเฟรเกอร์จากแคนาดาประกอบพิธีบัตมิตซวาห์ หรือพิธีเข้าสู่สภาวะผู้ใหญ่ให้กับลูกสาวชื่ออะเดซัน ในห้องโถงใต้ดินใกล้กำแพงตะวันตกในเยรูซาเลม หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนายูดาห์ คูหาทรงโค้งที่สร้างโดยชาวมุสลิมในศตวรรษที่สิบสี่เพื่อให้เป็นที่พักสำหรับคณะคาราวานนี้ ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่จัดงานสำหรับชาวยิวและเชื่อมกับระบบโครงข่ายอุโมงค์ของกำแพงตะวันตก

มาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ แสดงความวิตกว่า การขุดค้นอยู่เนืองๆ เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เพื่อทำลายมรดกอายุ 1,400 ปีของชาวมุสลิมด้วยศิลปวัตถุของชาวยิว  “โบราณคดีที่นี่ไม่ได้เป็นแค่เรื่องความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรอกนะครับ แต่เป็นเรื่องรัฐศาสตร์ด้วย” ยูซูฟ นัตเชห์ ผู้อำนวยการโบราณคดีอิสลามเพื่อเยรูซาเลมอิสลามวะกัฟ (Jerusalem Islamic Waqf) ซึ่งเป็นกองทุนที่ดูแลศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมในเยรูซาเลม

บารูคปฏิเสธเสียงแข็งว่า การขุดค้นไม่มีการเลือกข้างใดๆ และย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นสมัยคานาอันหรือครูเสด  แต่ละยุคล้วนมีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์อย่างเท่าเทียมกัน  ไม่ต้องสงสัยว่านักโบราณคดีชาวอิสราเอลเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เก่งที่สุดในโลก และไม่ต้องสงสัยเช่นกันว่า โบราณคดีตกเป็นอาวุธทางการเมืองท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างชาวอาหรับกับชาวอิสราเอล  โดยฝ่ายหลังได้เปรียบเพราะเป็นผู้ควบคุมการออกใบอนุญาตการขุดค้นทั้งหมดภายในและรอบๆ เยรูซาเลม

เยรูซาเลม
โดมแห่งศิลา (Dome of the Rock) อันเปล่งประกาย ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาอิสลาม สร้างขึ้นในศตวรรษที่เจ็ด เป็นหมุดหมายที่พลาดไม่ได้ เมื่อมองจากมุมสูงเหนือจัตุรัสกำแพงตะวันตก ทว่าแว่นวีอาร์หรือความจริงเสมือน ลบภาพวิหารนี้และชั้นอื่นๆ ของเมืองออก และพาผู้มาเยือนหวนกลับไปยังเยรูซาเลมของชาวยิวในศตวรรษที่หนึ่ง
เยรูซาเลม
น้ำที่สาดกระเซ็นและเสียงหัวเราะปิดท้ายการเดินท่องอุโมงค์เฮเซคียาห์ ซึ่งลำเลียงน้ำจากน้ำพุกีฮอน แหล่งน้ำหลักในเยรูซาเลมยุคโบราณที่อยู่ห่างออกไป 533 เมตร มายังสระนี้ พระคริสตธรรมคัมภีร์ระบุว่า กษัตริย์เฮเซคียาห์ทรงสร้างอุโมงค์นี้เพื่อปกป้องแหล่งน้ำของเมืองจากผู้รุกราน

สิ่งที่อยู่ลึกลงไปเบื้องล่างของเยรูซาเลมเผยให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์ของเมืองรุ่มรวยและซับซ้อนเกินกว่าจะจับใส่ลงในท้องเรื่องเพียงเรื่องเดียวได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชาวยิว คริสต์ หรือมุสลิม  ไม่ว่าใครจะมีอำนาจเหนือสถานที่ที่ต้องต่อสู้ช่วงชิงกันอย่างหนักหนาสาหัสแห่งนี้  หลักฐานจากอดีตย่อมต้องผุดขึ้นสู่ผิวดินอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และท้าทายเรื่องราวที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อรองรับวาระทางการเมืองและศาสนาอันคับแคบ

เรื่อง แอนดรูว์ ลอว์เลอร์

ภาพถ่าย ไซมอน นอร์โฟล์ก

***อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ใน นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนธันวาคม 2562

 


สารคดีแนะนำ

หลุมศพที่ไร้การแตะต้องอายุ 4,400 ปี ในอียิปต์

เรื่องแนะนำ

ดื่มวอดก้าแบบคนรัสเซีย

ดื่มวอดก้าแบบคนรัสเซีย ที่อเมริกามีคอฟฟี่ช็อป และคาเฟ่ให้ผู้คนได้นั่งดื่มหรือพบปะสังสรรค์ ที่รัสเซียเอง พวกเขาก็ชอบการดื่ม และพูดคุยไม่แพ้กัน เพียงแต่ว่าเครื่องดื่มที่พวกเขาโปรดปรานคือวอดก้า สุราสีใสนี้มีที่มาจากภาษาสลาวิก ซึ่งแปลว่า น้ำ จุดเด่นของมันคือเป็นเหล้าที่ไม่มีรส และกลิ่น ซึ่งนอกจากจะดื่มเพียวๆ แล้ว ยังนิยมใช้ผสมกับค็อกเทลสำหรับเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ อีกมากมาย ทว่าวิธีการดื่มแบบรัสเซียจริงๆ นั้นเขาทำกันอย่างไร Sergey Gordeev นักข่าวจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกจะพาคุณผู้อ่านไปเรียนรู้กัน กฏง่ายๆ และมีเพียงแค่สองข้อเท่านั้นในการดื่มวอดก้าของคนรัสเซีย นั่นคือก่อนดื่มคุณต้องหายใจออก ยกแก้วกระดก จากนั้นค่อยหายใจเข้า แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อย… ข้อมูลเพิ่มเติม ชายชาวรัสเซียกว่า 25% เสียชีวิตก่อนอายุ 55 ปี เหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ฉะนั้นแล้วคุณผู้อ่านดื่มวอดก้าแบบวัฒนธรรมรัสเซียได้ แต่พึงระวังอย่าดื่มมากเช่นคนรัสเซีย เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง   อ่านเพิ่มเติม มัมมี่ช่วยนักฟุตบอลคนหนึ่งให้ไปแข่งฟุตบอลโลกได้อย่างไร?

เมืองในอนาคต : คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อเมือง

“เมืองในอนาคตจะมีลักษณะเป็นหย่อมเล็กๆ หนาแน่น แยกเป็นบล็อกหรือช่วงตึกที่เดินถึงกันได้และตั้งอยู่รอบโครงข่ายขนส่งมวลชนความเร็วสูง เมืองในอนาคตเหล่านี้จะนำสิ่งต่างๆ มาอยู่รวมกันอีกครั้ง" วิสัยทัศน์นี้จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อเราลดการพึ่งพาการใช้รถยนต์อย่างจริงจังเท่านั้น

อินเดียจะรณรงค์ให้ประชาชนล้างมือสู้ภัยไวรัสโคโรนา ท่ามกลางการขาดแคลนน้ำได้อย่างไร

ภาพผู้หญิงคนหนึ่งอาบน้ำที่เมือง Bhubaneshwar ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของรัฐโอดิชา แม้กระทั่งในพื้นเมือง หลายครัวเรือนก็ไม่มีน้ำประปา ส่วนในพื้นที่ชนบทที่ไม่มีน้ำประปามีมากถึงร้อยละ 82 ภาพถ่ายโดย ANDREA BRUCE, NAT GEO IMAGE COLLECTION มีเพียง 1 ใน 5 ของครัวเรือนจากประชากร 1.3 ล้านคนที่มีท่อประปา สิ่งนี้ทำให้การล้างมือของชาวบ้านถือเป็นเรื่องท้าทาย เดลี, อินเดีย – ในหมู่บ้านไกธิ เมืองบุนเดลขัณฑ์ (Bundelkhand) ที่ตั้งอยู่ในตอนเหนือของภาคกลางในอินเดีย จะมีก๊อกน้ำสาธารณะ 1 ก๊อก ในทุก 5 ครัวเรือน เมืองบุนเดลขัณฑ์ต้องพบกับทุกข์ทนเนื่องจากภัยแล้งมาแล้วใน 2 ทศวรรษให้หลัง การขาดแคลนน้ำถือเป็นวิถีชีวิตของที่นี่ เนื่องการระบาดอย่างรวดเร็วของไวรัส COVID-19 ชาวบ้านมีตัวเลือกชวนกระอักกระอ่วนใจในการป้องกันตัวเพียง 2 ตัวเลือก คือล้างมือ ไม่ก็ทำระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เพราะเป็นเรื่องยากที่จะทำทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน “เราไม่ได้รับอนุญาตให้มีคนมากๆ รวมตัวกันรอบก๊อกน้ำ และพยายามล้างมือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” มันกัล ซิงค์ ชาวบ้านในหมู่บ้านไกธิ […]

ซานตาคลอสเดินทางมาแล้วทั่วโลก

ซานตาคลอสเดินทางมาแล้วทั่วโลก ซานตาคลอส สนุกสนานเพลิดเพลินไปกับทุกพื้นที่บนแผนที่เก่านี้ ในแอฟริกา ซานตาวัดความสูงของตนกับยีราฟ ขี่ช้างเล่นในอินเดีย ล่องเรือข้ามมหาสมุทร หรือแม้กระทั่งไต่เดินเส้นศูนย์สุตรที่พาดผ่านกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเล่น แผนที่เก่าแก่นี้มีชื่อว่า “A World of Good Wishes at Christmastime” ถูกสร้างขึ้นในปี 1955 โดยบริษัท General Drafting ผู้ผลิตแผนที่สำหรับถนนหนทาง “มันเป็นอะไรที่คลาสสิกมาก” Stephen Hornsby ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเมนและผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Picturing America: The Golden Age of Pictorial Maps” กล่าว “มันสนุกสนานและเต็มไปด้วยจินตนาการ” แผนที่นี้ถูกผลิตขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกากำลังเติบโต ส่งผลให้ประเทศนี้กลายเป็นมหาอำนาจเช่นเดียวกับแผนที่อื่นๆ จำนวนมากในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ที่นำเสนอประเทศสหรัฐอเมริกาในลักษณะโดดเด่น เต็มไปด้วยความมั่นใจ ดังจะเห็นได้จากแผนที่นี้ที่สหรัฐอเมริกาอยู่ตรงกลางพอดิบพอดี “มันสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ชนชั้นกลางชาวอเมริกันมองโลกในปี 1950” ทุกประเทศในแผนที่นี้ที่ซานตาไปเยือนเต็มไปด้วยความซุกซน เขาทรงตัวบนยอดหอไอเฟลด้วยปลายนิ้ว, เตรียมกระโดดลงมาจากพีรามิดในอียิปต์, ชำเลียงเมียงมองประเทศในตยุโรปตะวันออกที่อยู่ใต้การปกครองของสหภาพโซเวียต, แทงฉมวกใส่วาฬนอกชายฝั่งของไอซ์แลนด์ ตลอดจนคลานหาเครื่องดื่มพลางจินตนาการถึงเบียร์เย็นๆ สักแก้วกลางทะเลทรายลิเบีย มองในอีกแง่มุมหนึ่ง แผนที่จากปี 1950 […]