เยรูซาเลม :  โบราณคดีเดือดใต้แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์  - National Geographic Thailand

เยรูซาเลม :  โบราณคดีเดือดใต้แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ 

เยรูซาเลม :  โบราณคดีเดือดใต้แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ 

การขุดค้นที่เป็นกรณีพิพาทใต้นคร เยรูซาเลม อันศักดิ์สิทธิ์กำลังเผยให้เห็นขุมทรัพย์ทางศาสนาและวัฒนธรรมอายุหลายพันปี และโหมกระพือความตึงเครียดเก่าแก่ให้ลุกโชนอีกครั้ง

‘ก้มต่ำไว้’ เป็นคำพูดติดปากของโจ อูเซียล ผมพยายามเดินตามนักโบราณคดีชาวอิสราเอลคนนี้ให้ทัน  ทางเดินคับแคบนี้อยู่ใต้ทิวเขาขรุขระซึ่งดันตัวขึ้นทางใต้ของเมืองเก่าในเยรูซาเลม  แนวสันเขาแคบๆ อันเป็นที่ตั้งเมืองเก่าเยรูซาเลมยุคต้นและปัจจุบันคลาคล่ำไปด้วยบ้านเรือนที่มีผู้อาศัยเป็นชาวปาเลสไตน์ส่วนใหญ่ ซ่อนเร้นเขาวงกตใต้ดินของถ้ำธรรมชาติ ทางส่งน้ำของชาวคานาอัน อุโมงค์ของชาวยูดาย และเหมืองหินของชาวโรมันเอาไว้เบื้องล่าง

เรากำลังยืนอยู่ในโบสถ์สมัยศตวรรษที่ห้าที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ตรงบริเวณที่ว่ากันว่าพระเยซูทรงรักษาคนตาบอด ใกล้สระสิโลอัม  สักการสถานแห่งนี้ถูกทอดทิ้ง หลังคาพังลงมา และอาคารโบราณหลังนี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกใต้พิภพอันกว้างใหญ่ไพศาลของเยรูซาเลม

โบสถ์แห่งนี้คือความยุ่งยากซับซ้อนล่าสุดในโครงการโบราณคดีราคาแพงที่สุดและมีความขัดแย้งมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก  ภารกิจของเขาคือการขุดค้นถนนอายุ 2,000 ปี ยาว 600 เมตร ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นเส้นทางสัญจรที่นำเหล่าผู้จาริกแสวงบุญ พ่อค้าวาณิช และผู้มาเยือนคนอื่นๆ มายังสถานที่มหัศจรรย์แห่งหนึ่งของปาเลสไตน์ยุคโบราณ นั่นคือวิหารยิว (Jewish Temple) เส้นทางสายยิ่งใหญ่นี้เคยถูกเศษซากทับถมระหว่างที่กองทัพโรมันเผาทำลายเมืองเมื่อปี ค.ศ. 70 จนหายไปจากสายตา

เยรูซาเลม
ผนังภาพถ่ายใช้เป็นฉากกั้นสถานที่ที่เคยเป็นลานจอดรถ ที่ซึ่งนักโบราณคดีขุดพบตราประทับดินเผามีลวดลายที่เชื่อมโยงถึงกษัตริย์โยสิยาห์ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ แต่บางคนบอกว่า เป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่ช่วยตอกย้ำถึงรากเหง้าอันเก่าแก่ของชาวยิวในเยรูซาเลม  ชาวปาเลสไตน์บางคนกล่าวหาว่า โบราณคดีถูกใช้เป็นอาวุธในการยึดครองเขตแดน
เยรูซาเลม
ใต้โบสถ์พระคูหาศักดิ์สิทธิ์ในเขตชาวคริสต์ของเยรูซาเลม คุณพ่อแซมมวล อโกยาน มองดูเหมืองหินที่เคยใช้เป็นสุสานยิวในช่วงที่พระเยซูยังทรงพระชนม์ชีพ หินโผล่ใกล้ๆกันได้รับการเคารพบูชาในฐานะกลโกธา เนินเขาที่เป็นจุดตรึงกางเขนพระเยซู

ตอนที่นักขุดค้นชาวอังกฤษเจาะโพรงเข้าไปยังโบสถ์แห่งนั้น การขุดอุโมงค์ยังเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันอยู่ ทว่าปัจจุบัน การทำเช่นนี้ถือว่าเป็นอันตรายและไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เว้นเสียแต่จะอยู่ในสถานการณ์พิเศษเท่านั้น  อย่างไรก็ดี การขุดค้นจากพื้นผิวลงสู่ใต้ดินไม่อาจทำได้จริงที่นี่ เพราะมีคนอาศัยอยู่บนพื้นดินสูงขึ้นไปไม่กี่เมตรเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้ กองทัพวิศวกรและคนงานก่อสร้างจึงขุดเจาะปล่องไปตามแนวสันเขา  ขณะที่งานดำเนินไป อูเซียลกับทีมงานเคลื่อนย้ายเครื่องปั้นดินเผา เหรียญเงิน และศิลปวัตถุอื่นๆออกมา  คนงานขุดอุโมงค์ต้องสู้กับดินร่วนซุยที่ทำให้เกิดดินถล่ม ในขณะที่ผู้อยู่อาศัยด้านบนพากันบ่นถึงความเสียหายของบ้านเรือน  โครงการที่หวังไว้สูงซึ่งได้รับเงินสนับสนุนส่วนใหญ่จากองค์กรช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยของชาวยิว ตั้งอยู่ ณ จุดอ่อนไหวเป็นพิเศษในเยรูซาเลมตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่เมืองส่วนที่อิสราเอลผนวกเป็นของตนเองเมื่อปี 1967 และประเทศส่วนใหญ่ในโลกมองว่าเป็นอาณาเขตที่ถูกยึดครอง (การขุดสำรวจในพื้นที่เช่นนี้ถือว่าผิดกฎหมายระหว่างประเทศ) ชาวปาเลสไตน์เรียกที่นี่ว่า วาดีฮิลเวห์ (Wadi Hilweh) ส่วนชาวยิวเรียกว่า นครแห่งดาวิด (City of David) หรือสถานที่ที่กษัตริย์ดาวิดทรงสร้างเมืองหลวงแห่งแรกของอิสราเอลขึ้น

เยรูซาเลม
แฟนเพลงสนุกกับคอนเสิร์ตในถ้ำเศเดคียาห์  เหมืองหินที่เป็นแหล่งหินปูนของอาคารด้านบนมาหลายพันปี ตำนานกล่าวว่า กษัตริย์เศเดคียาห์ของชาวยิวทรงใช้ถ้ำนี้เป็นเส้นทางหลบหนีในศตวรรษที่หกก่อนคริสตกาล และกษัตริย์โซโลมอนอาจทรงใช้หินจากที่นี่ในการสร้างวิหารยิวแห่งแรก

“ความสัตย์จริงจะพุ่งขึ้นจากแผ่นดินโลก” หนังสือสดุดี (Psalms) ว่าไว้ แต่ความสัตย์จริงนั้นจะเป็นของใคร นั่นคือคำถามที่เฝ้าหลอกหลอนเยรูซาเลม ในเมืองศูนย์กลางของศาสนาหลักสามศาสนาที่นับถือพระเจ้าหนึ่งเดียวแห่งนี้ การกระแทกพลั่วลงในดินอาจก่อให้เกิดผลพวงชนิดฉับพลันและกว้างขวาง  มีสถานที่เพียงไม่กี่แห่งบนโลกนี้ที่เมื่อนักโบราณคดีลงมือขุดค้น  แล้วจะก่อให้เกิดการจลาจล  จุดชนวนสงครามในภูมิภาค หรือทำให้โลกทั้งใบตึงเครียดได้อย่างที่นี่

เมื่อปี 1996 หลังรัฐบาลอิสราเอลเปิดทางออกใหม่จากทางเดินใต้ดินตามแนวกำแพงตะวันตก (Western Wall) ในเขตมุสลิมของย่านเมืองเก่า ผู้คนราว 120 คนในภูมิภาคต้องจบชีวิตลงระหว่างการประท้วงรุนแรงหลายครั้ง ข้อพิพาทที่ตามมาว่าด้วยเรื่องใครควรควบคุมดูแลสิ่งที่อยู่ใต้ผืนดินศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งชาวยิวเรียกว่า ฮาร์ฮาบายิต (Temple Mount – เทมเพิลเมานต์ หรือเนินพระวิหาร) และชาวอาหรับเรียกว่า ฮารัมอัลชารีฟ (the Noble Sanctuary) ทำให้ข้อตกลงตามกระบวนการสันติภาพออสโลล้มเหลว แม้แต่การก่อสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งขันติธรรมในเยรูซาเลม  เมื่อไม่นานมานี้ยังตกเป็นเป้าของการประท้วงต่อต้านกรณีทำลายสุสานชาวมุสลิม

“โบราณคดีในเยรูซาเลมเป็นเรื่องอ่อนไหวมากเสียจนส่งผลกระทบไม่เพียงแต่ในแวดวงนักวิจัย แต่ยังรวมถึงนักการเมืองและสาธารณชนทั่วไปด้วยครับ” ยูวาล บารูค จากสำนักงานโบราณคดีแห่งอิสราเอล หรือไอเอเอ (Israel Antiquties Authority: IAA) บอก เขาเป็นหัวหน้าสำนักงานไอเอเอประจำเยรูซาเลม  ภายใต้การกำกับดูแลของเขา เมืองนี้กลายเป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยมีการขุดค้นร่วมร้อยโครงการในแต่ละปี

เยรูซาเลม
ครอบครัวเฟรเกอร์จากแคนาดาประกอบพิธีบัตมิตซวาห์ หรือพิธีเข้าสู่สภาวะผู้ใหญ่ให้กับลูกสาวชื่ออะเดซัน ในห้องโถงใต้ดินใกล้กำแพงตะวันตกในเยรูซาเลม หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนายูดาห์ คูหาทรงโค้งที่สร้างโดยชาวมุสลิมในศตวรรษที่สิบสี่เพื่อให้เป็นที่พักสำหรับคณะคาราวานนี้ ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่จัดงานสำหรับชาวยิวและเชื่อมกับระบบโครงข่ายอุโมงค์ของกำแพงตะวันตก

มาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ แสดงความวิตกว่า การขุดค้นอยู่เนืองๆ เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เพื่อทำลายมรดกอายุ 1,400 ปีของชาวมุสลิมด้วยศิลปวัตถุของชาวยิว  “โบราณคดีที่นี่ไม่ได้เป็นแค่เรื่องความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรอกนะครับ แต่เป็นเรื่องรัฐศาสตร์ด้วย” ยูซูฟ นัตเชห์ ผู้อำนวยการโบราณคดีอิสลามเพื่อเยรูซาเลมอิสลามวะกัฟ (Jerusalem Islamic Waqf) ซึ่งเป็นกองทุนที่ดูแลศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมในเยรูซาเลม

บารูคปฏิเสธเสียงแข็งว่า การขุดค้นไม่มีการเลือกข้างใดๆ และย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นสมัยคานาอันหรือครูเสด  แต่ละยุคล้วนมีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์อย่างเท่าเทียมกัน  ไม่ต้องสงสัยว่านักโบราณคดีชาวอิสราเอลเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เก่งที่สุดในโลก และไม่ต้องสงสัยเช่นกันว่า โบราณคดีตกเป็นอาวุธทางการเมืองท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างชาวอาหรับกับชาวอิสราเอล  โดยฝ่ายหลังได้เปรียบเพราะเป็นผู้ควบคุมการออกใบอนุญาตการขุดค้นทั้งหมดภายในและรอบๆ เยรูซาเลม

เยรูซาเลม
โดมแห่งศิลา (Dome of the Rock) อันเปล่งประกาย ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาอิสลาม สร้างขึ้นในศตวรรษที่เจ็ด เป็นหมุดหมายที่พลาดไม่ได้ เมื่อมองจากมุมสูงเหนือจัตุรัสกำแพงตะวันตก ทว่าแว่นวีอาร์หรือความจริงเสมือน ลบภาพวิหารนี้และชั้นอื่นๆ ของเมืองออก และพาผู้มาเยือนหวนกลับไปยังเยรูซาเลมของชาวยิวในศตวรรษที่หนึ่ง
เยรูซาเลม
น้ำที่สาดกระเซ็นและเสียงหัวเราะปิดท้ายการเดินท่องอุโมงค์เฮเซคียาห์ ซึ่งลำเลียงน้ำจากน้ำพุกีฮอน แหล่งน้ำหลักในเยรูซาเลมยุคโบราณที่อยู่ห่างออกไป 533 เมตร มายังสระนี้ พระคริสตธรรมคัมภีร์ระบุว่า กษัตริย์เฮเซคียาห์ทรงสร้างอุโมงค์นี้เพื่อปกป้องแหล่งน้ำของเมืองจากผู้รุกราน

สิ่งที่อยู่ลึกลงไปเบื้องล่างของเยรูซาเลมเผยให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์ของเมืองรุ่มรวยและซับซ้อนเกินกว่าจะจับใส่ลงในท้องเรื่องเพียงเรื่องเดียวได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชาวยิว คริสต์ หรือมุสลิม  ไม่ว่าใครจะมีอำนาจเหนือสถานที่ที่ต้องต่อสู้ช่วงชิงกันอย่างหนักหนาสาหัสแห่งนี้  หลักฐานจากอดีตย่อมต้องผุดขึ้นสู่ผิวดินอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และท้าทายเรื่องราวที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อรองรับวาระทางการเมืองและศาสนาอันคับแคบ

เรื่อง แอนดรูว์ ลอว์เลอร์

ภาพถ่าย ไซมอน นอร์โฟล์ก

***อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ใน นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนธันวาคม 2562

 


สารคดีแนะนำ

หลุมศพที่ไร้การแตะต้องอายุ 4,400 ปี ในอียิปต์

เรื่องแนะนำ

หายนะแห่งสงครามซีเรีย

วันที่ 15 มีนาคมนี้ถือเป็นวันครบรอบ 8 ปีของ สงครามซีเรีย แม้ว่าความรุนแรงในสงครามจะลดน้อยลง ทว่าผู้ลี้ภัยก็ยังมีจำนวนมหาศาล

ภาพความกลัวจากในบ้านผีสิงเหล่านี้ ทำอดขำไม่ได้

เรื่อง เรเชล บราวน์ กล้องดักถ่ายภาพเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับบรรดานักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสัตว์ป่า พวกเขามักจะติดตั้งกล้องเหล่านี้ไว้ตามเส้นทางเดินของสัตว์ เพื่อให้ได้ภาพถ่ายตามธรรมชาติของมัน กล้องเหล่านี้ถูกควบคุมด้วยรีโมทเซ็นเซอร์ระยะไกล จึงใช้ได้ดีกับผู้ล่าอันตรายอย่างเสือจากัวร์ หรือใช้ในการติดตามพฤติกรรมโดยไม่ต้องรบกวนสัตว์ เช่นการรุมกินซากสัตว์ของฝูงอีแร้ง และเช่นเดียวกัน เทคโนโลยีนี้กำลังถูกนำมาใช้จับภาพความหวาดกลัวของผู้คน ที่บ้านผีสิง The Nightmares Fear Factory บ้านผีสิงชื่อดังในเมืองไนแอการาฟอลส์ ของแคนาดา ผู้เปิดให้บริการความขนหัวลุกมานานกว่า 30 ปี ในกลางทศวรรษที่ 20 Frank LaPenna เจ้าของกิจการได้แรงบันดาลใจจากกล้องถ่ายภาพบนรถไฟเหาะ เขาจึงตั้งใจว่าจะนำไอเดียเดียวกันนี้มาบันทึกภาพความหวาดกลัวของบรรดาลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเอาไว้ “ในตอนแรกผมยืนอยู่ในความมืด มีกล้องดิจิตอลตัวจิ๋วในมือคอยจับภาพผู้คนที่กำลังหวาดกลัว” เขาอธิบาย “จากนั้นผมจะวิ่งลงไปที่ลอบบี้ เอาเมมการ์ดออกจากกล้องเสียงเข้าคอมพิวเตอร์ และโชว์ภาพที่ถ่ายได้ขึ้นจอมอนิเตอร์ให้คนที่เพิ่งออกมาจากบ้านผีสิงได้เห็น” LaPenna ทำแบบนี้จนเมื่อเขาได้รู้จักกับเทคโนโลยีใหม่นั่นคือกล้องดักถ่ายภาพ ซึ่งจะบันทึกภาพอัตโนมัติ ด้วยเซนเซอร์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสัตว์ตัวนั้นๆ เดินผ่านอินฟาเรดที่ดักไว้ เขาออกแบบในรูปแบบที่คล้ายกันเพียงแต่ว่าเปลี่ยนจากอินฟาเรดเป็นปฏิกิริยาของผู้คนที่ตกใจเป็นสิ่งกระตุ้นให้กล้องทำงานแทน ด้วยวิธีนี้ช่วยให้เขาได้ภาพถ่ายของผู้คนกว่า 550 ภาพต่อวัน และบ้านผีสิงนี้เปิดทุกวันฉะนั้นในแต่ละปีเขาจึงมีภาพถ่ายที่รวบรวมเอาไว้หลายแสนภาพเลยทีเดียว ซึ่งในปี 2011 ภาพถ่ายเหล่านี้ถูกอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์ของบ้านผีสิง เพื่อดึงดูดผู้ที่สนใจอยากลิ้มลองความสยองขวัญให้เข้ามาใช้บริการกันมากขึ้น แม้ว่าจะแตกต่างจากกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ที่ให้ประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่คิดดูอีกที มองไปที่รูปถ่ายเหล่านี้ เราทุกคนล้วนคือสัตว์ที่เมื่ออะดรีนาลีนพลุ่งพล่านจากความกลัว ปฏิกิริยาที่แสดงออกมาผ่านภาพถ่ายจึงเป็นสัญชาตญาณล้วนๆ […]

ทำไมชอบดูนก

ทำไมชอบดูนก “ดูนก ไปทำไม” โดยทั่วไปเมื่อถามคำถามนี้กับบรรดานักดูนก  เรามักได้เหตุผลเบื้องต้นประมาณว่า  เพราะนกน่ารัก… เพราะอยากเป็นนก…  เพราะได้ไปอยู่ในป่า…  ดูนกแล้วมีสมาธิ… ชอบอิริยาบถของนก… เพราะได้ตื่นเช้า… ได้หัดสังเกต… รู้จักเฝ้ารอ… ไม่เอาแต่ใจ… ไม่เร่งรีบ… ดูแล้วมีความสุข… รู้สึกสบายใจ เรื่อยไปจนถึงคำตอบห้วนๆว่า ไม่มีเหตุผลอะไร แค่ชอบ แต่ทำไมคนเหล่านั้นถึงยอมตื่นแต่เช้ามืดไปเดินท่อมๆ เงียบๆ ทนทาก/ยุง/เห็บกัด หรือไม่ก็นั่งรอในบังไพรนานเป็นชั่วโมงๆ เพื่อให้ได้เห็นนกสักตัว  คนดูนกมักตอบคนไม่ดูอย่างกำปั้นทุบดินว่า  ต้องลองไปดูนกเอง นกเป็นสิ่งมีชีวิตล้ำเลิศที่มนุษย์เฝ้ามองมาทุกสมัย  วิวัฒนาการสองขาหน้าของนกได้ชื่อว่าเป็นวิวัฒนาการที่สร้างสรรค์ที่สุด  คนทุกยุคฝันอยากมีปีกบินได้เหมือนนก แต่บรรพบุรุษของนกกลับเป็นสัตว์เลื้อยคลานอย่างไดโนเสาร์  มีทั้งขนาดใหญ่ยักษ์วิ่งได้แต่บินไม่ได้ และขนาดเล็กจิ๋วเท่าแมลงภู่  มีทั้งสีสันฉูดฉาด  แพรวพราว ขาวปลอดและดำปลอด อายุวัต เจียรวัฒนกนก นักวาดภาพธรรมชาติอายุ 27 ปี บอกว่า  ที่ยังชอบดูนกมาถึงทุกวันนี้  เพราะยังมีสิ่งให้ค้นหาอยู่ไม่รู้จบ  “ยิ่งดู ยิ่งรู้สึกอยากเจอตัวนั้น อยากเจอตัวนี้  นกทั่วโลกมีหมื่นกว่าชนิด ในเมืองไทยพันกว่า  พอเราไปดูนก เราก็ไปอยู่ในธรรมชาติ  ช่วงที่ไม่มีนก เราก็ได้ดูอย่างอื่นด้วย ทำให้เราสังเกตต้นไม้ใบหญ้า สัตว์ประเภทอื่นๆ […]

ลมหายใจจากรุ่นสู่รุ่นของชนเผ่าบาจาว ยิปซีแห่งท้องทะเล

ชนเผ่าบาจาว ผู้อาศัยในท้องทะเลตลอดชีวิต จนเกิดลักษณะพิเศษทางกายภาพ พวกเขากำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลง ชนเผ่าบาจาว – ในมหาสมุทรแปซิฟิค มีพื้นที่พิเศษที่นักวิทยาศาสตร์ให้คำจำกัดความว่า “สามเหลี่ยมปะการัง”    เป็นทะเลที่มีอาณาเขตเชื่อมต่อระหว่างสามประเทศ ด้านบนคือฟิลิปปินส์ ทางตะวันตกเป็นเกาะบอร์เนียวของมาเลเซียจรดอินโดนีเซีย ส่วนด้านตะวันออกคลุมพื้นที่จนสุด ปาปัวนิวกินี      จากการศึกษาบริเวณนี้มีปะการังกว่า 76% ของชนิดที่พบในโลกพบในบริเวณนี้    ปริมาณและชนิดของสัตว์น้ำมีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าแหล่งอื่นๆ บนโลก และมีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 6 ล้านตารางกิโลเมตร ด้วยความหลากหลายของทรัพยากรสัตว์น้ำอันอุดมสมบูรณ์ บริเวณนั้นมีชาติพันธุ์พิเศษเร่ร่อนอยู่ในท้องทะเล หลายคนเรียกพวกเขาว่า ‘ยิปซีแห่งท้องทะเล’  หรือ ‘ ชนเผ่าบาจาว ’ นั่นเอง แต่เดิมชนเผ่าบาจาวอาศัยอยู่แต่ในเรือไม่ได้ลงหลักปักฐานสร้างบ้านอยู่แต่อย่างใด ชนเผ่าพิเศษนี้อาศัยท้องทะเลตลอดทั้งชีวิต  บรรพบุรุษของพวกเขาล้วนอาศัยอยู่ในท้องทะเล อาศัยตัวเปล่าและการกลั้นลมหายใจโดยไร้อุปกรณ์ดำน้ำจับสัตว์น้ำ  อาศัยเพียงลมหายใจเดียวในการดำน้ำ จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่า เนื่องจากชาวบาจาวใช้เวลาหลายชั่วโมงของแต่ละวันในการดำน้ำ ทำให้พวกเขามี DNA พิเศษไม่เหมือนผู้คนผู้อาศัยอยู่บนแผ่นดินใหญ่ DNA ที่ว่าส่งผลให้ม้ามของชนเผ่าบาจาวมีขนาดใหญ่กว่าผู้อาศัยบนบกในพื้นที่ใกล้เคียงกันถึง 50% ชาวบาจาวจึงสามารถดำน้ำได้นานถึง 13 นาที และลงไปได้ลึกกว่า 60 เมตรด้วยตัวเปล่า เมื่อเทียบกับคนทั่วไปที่สามารถกลั้นหายใจได้ราวหนึ่งนาทีเท่านั้น ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพนี้ อาศัยการวิวัฒนาการในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา จากการศึกษาหลักฐานของชนเผ่าบาจาวย้อนกลับไปได้ถึง 15,000 […]