ประวัติของ อาวุธนิวเคลียร์ ยุทโธปกรณ์ที่เปลี่ยนโลกจนทุกวันนี้

ประวัติของ อาวุธนิวเคลียร์ ยุทโธปกรณ์ที่เปลี่ยนโลกจนทุกวันนี้

การกำเนิดของ อาวุธนิวเคลียร์ ได้เปลี่ยนกระแสประวัติศาสตร์โลกไปทั้งใบ ในภายหลังนักวิทยาศาสตร์หลายคนได้แสดงความเสียใจที่พวกเขามีบทบาทในการสร้างอาวุธที่สามารถลบล้างทุกสิ่งและมนุษย์ทุกคนในรัศมีใกล้เคียงได้ในเวลาไม่กี่วินาที

เวลา 05:30 น. วันที่ 16 กรกฎาคม 1945 ลำแสงที่แผดแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นเหนือรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา มันคือลูกไฟที่ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณใกล้เคียง และผลิตเมฆรูปเห็ดที่พุ่งขึ้นสูงมากกว่า 11 กิโลเมตร

หลังจากนั้น บรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ได้สร้างการระเบิดนี้ขึ้นมาต่างหัวเราะและสัมผัสมือในระหว่างการดื่มฉลองความสำเร็จ พวกเขาเพิ่งสร้างการระเบิดนิวเคลียร์ครั้งเป็นแรกของโลก

การทดสอบที่มีชื่อว่า ‘ทรินีตี’ (Trinity) นั้นถือเป็นชัยชนะและเป็นการพิสูจน์ว่านักวิทยาศาสตร์สามารถควบคุมพลังจากการแตกตัวของพลูโตเนียม ทำให้โลกเข้าสู่ยุคอะตอม (atomic age) ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าของการสงครามและความสัมพันธ์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ไปตลอดกาล และไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากนั้น สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์สองลูกที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันสามารถลบล้างทุกสิ่งทุกอย่างบนผืนดินและคร่าชีวิตผู้คนมหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

ระเบิดนิวเคลียร์, เมฆรูปเห็ด, ฮิโรชิมา
เมฆรูปเห็ดพุ่งขึ้นปกคลุมเหนือเมืองฮิโรชิมะ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 อันเป็นระเบิดปรมาณูลูกแรกที่ใช้ในสงคราม ภาพถ่ายโดย ARCHIVO GBB/CONTRASTO/REDUX

นักวิทยาศาสตร์พยายามไขคำตอบในเรื่องวิธีการผลิตการแตกตัวของนิวเคลียร์ (Nuclear Fission) หรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่ออะตอมของนิวเคลียร์แตกตัวจนผลิตพลังได้อย่างมหาศาล ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีการค้นพบมาในช่วงทศวรรษ 1930 โดยพรรคนาซีของเยอรมนีพยายามทดลองทำอาวุธจากพลังงานชนิดนี้ก่อน และข้อมูลของความพยายามนี้ได้มีการรั่วไหลไปยังนอกประเทศพร้อมกับความไม่ลงรอยทางการเมืองและนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกเนรเทศจากเยอรมนี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยิว

ในปี 1941 นักวิทยาศาสตร์ชาวยิวที่อพยพมาจากเยอรมนีอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ส่งคำเตือนไปยัง แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่าในขณะนั้นเยอรมนีอาจพยายามทดลองการพัฒนาระเบิดปรมาณู (fission bomb) ทำให้สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมการแข่งขันพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรก มีการเริ่มโครงการวิจัยด้านอะตอมแบบลับๆ ภายใต้รหัสที่ชื่อว่า โครงการแมนฮัตตัน ซึ่งนำเอานักฟิสิกส์ระดับแนวหน้าของประเทศรวมไปถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกพรรคนาซีขับไล่มาจากเยอรมนีและประเทศอื่นๆ มาทำงานร่วมกัน

โครงการนี้ ดำเนินไปในหลายสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นเมืองลอสอาลามอส รัฐนิวเม็กซิโก ไปจนถึงเมืองโอคริดจ์ รัฐเทนเนสซี แม้ว่าโครงการพัฒนานี้จะมีคนราว 600,000 คนที่ทำงานอยู่ แต่ก็เป็นโครงการลับจนหลายที่ทำงานอยู่ไม่รู้ว่าบทบาทหน้าที่ของตัวเองที่ทำอยู่สอดรับกับจุดประสงค์อันยิ่งใหญ่แค่ไหน โดยบรรดานักวิจัยต่างทำงานในสองสิ่งที่เกี่ยวกับการคิดค้นอาวุธนิวเคลียร์ ได้แก่ งานที่เกี่ยวข้องกับแร่ยูเรเนียม และอีกสิ่งคืองานซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่า นั่นคืองานที่เกี่ยวข้องกับแร่พลูโตเนียม

อาวุธนิวเคลียร์, สงครามโลกครั้งที่สอง, ฮิโรชิมา
เมื่อเดือนสิงหาคม 1945 สหรัฐอเมริกาตัดสินใจทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ที่เพิ่งผลิตขึ้นใหม่ใส่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ อันเป็นความพยายามที่จะยุติสงครามโลกครั้งที่สอง ในภาพนี้ ชายไม่ทราบชื่อยืนอยู่หน้าปล่แงไฟที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านที่ตั้งอยู่ที่ฮิโรชิมา ในวันที่ 7 กันยายน 1945 ภาพถ่ายโดย STANLEY TROUTMAN, AP

หลังจากทำการวิจัยมานานนับปี โครงการแมนฮัตตันก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ในปี 1945 เมื่อการผลิต ‘อุปกรณ์’ (the gadget) หรือหนึ่งในสามของระเบิดพลูโตเนียมที่ผลิตขึ้นก่อนการสิ้นสุดของสงครามประสบความสำเร็จ สหรัฐอเมริกาได้พัฒนาระเบิดยูเรเนียมที่ไม่ได้มีการทดสอบ

แม้ว่าจะมีศักยภาพที่ชัดเจนที่อาวุธเหล่านี้จะสามารถยุติเส้นทางของสงครามโลกครั้งที่สองที่กำลังดำเนินอยู่ นักวิทยาศาสตร์หลายคนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาระเบิดชนิดนี้ได้ปฏิเสธการใช้งานในสงคราม Leo Szilard นักฟิสิกส์ที่ค้นพบปฏิกิริยานิวเคลียร์ลูกโซ่ (Nuclear chain reaction) ได้ร้องขออำนาจสั่งการจากประธานาธิบดีแฮรรี เอส. ทรูแมน (ที่รับตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีโรสเวลต์) ว่าไม่ให้ใช้มันในสงคราม แต่คำร้องขอของเขาที่มีการยื่นพร้อมลายเซ็นจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ในโครงการแมนฮัตตันนั้นไม่ถูกรับฟังแต่อย่างใด

วันที่ 6 สิงหาคม 1945 เครื่องบิน บี-29 ได้ทิ้งระเบิดยูเรเนียมที่เมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่นอันเป็นความพยายามให้ญี่ปุ่นยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข และ 3 วันต่อมา สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดพลูโตเนียม ซึ่งเป็นระเบิดเช่นเดียวกับที่ใช้ในการทดสอบทรินิตี ลงที่เมืองนางาซากิ การโจมตีทั้งสองเมืองนี้ทำให้มีพลเมืองบาดเจ็บและล้มตายไปกว่า 200,000 คน

ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ในวันที่ 15 สิงหาคม นักประวัติศาสตร์บางคนเสนอว่าการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ครั้งนี้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่ นั่นคือเพื่อข่มขวัญสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเย็น

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้นำโซเวียตอย่าง โจเซฟ สตาลิน ได้ให้ไฟเขียวโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตั้งแต่ปี 1943 และหนึ่งปีครึ่งหลังจากเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่น โซเวียตประสบความสำเร็จในการทดลองปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์เป็นครั้งแรก และในปี 1949 โซเวียตได้ทดสอบการใช้งานอุปกรณ์นิวเคลียร์ (Nuclear Device) เป็นครั้งแรกในปี 1949

ที่เมืองฮิโรชิมา รถรางยังคงให้บริการ ชาวเมืองจำนวนหนึ่งเดินไปตามซากปรักหักพังของเมือง

อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นเรื่องตลกร้ายที่บรรดาผู้นำทางการเมืองในสหรัฐฯ กลับมองว่าการสร้างระเบิดนิวเคลียร์จะเป็นเครื่องมือในการยับยั้งและช่วยปกป้องโลกไม่ให้พบกับสงครามโลกครั้งที่สามโดยการแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีศักยภาพในการบดขยี้สหภาพโซเวียต แต่ในปี 1961 โซเวียตก็ได้ทดลอง Tsar Bomba อาวุธร้ายแรงที่สามารถก่อให้เกิดพลังระเบิดเทียบเท่าระเบิด TNT ขนาด 50 เมกะตันและผลิตเมฆรูปเห็ดที่มีความสูงเท่าภูเขาเอเวอเรสต์

“แม้ว่าพวกเขาจะมีระเบิดมากเท่าใดหรือการระเบิดจะรุนแรงมากแค่ไหน พวกก็ต้องการระเบิดที่รุนแรงมากกว่าเดิมอยู่ดี” Craig Nelson นักประวัติศาสตร์กล่าวและเสริมว่า “มันไม่มีคำว่าพอหรอกครับ”

เนื่องจากมีประเทศอื่นๆ ได้พัฒนาความสามารถในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองและคลื่นสงครามเย็นได้แผ่ขยายไปในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ไปต้นถึงต้นทศวรรษ 1960 ขบวนการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ก็ได้เติบโตขึ้นเพื่อตอบโต้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากอาวุธนิวเคลียร์และการทดสอบอาวุธที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์

นักวิทยาศาสตร์และสาธารณชนได้เริ่มการห้ามการทดสอบอาวุธไปจนถึงขอให้มีการปลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยไอน์สไตน์ ผู้ที่เริ่มเตือนประธานาธิบดีโรสเวลต์ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ที่ดำเนินการต่อต้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และในปี 1955 ได้มีแถลงการณ์โดยกลุ่มนักฟิสิกส์และปัญญาชนร้องขอให้โลกยุติการใช้อาวุธนิวเคลียร์ “เราจะผลักให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ไปสู่จุดจบ หรืออยากให้มนุษยชาติละทิ้งการทำสงคราม”

นางาซากิ : เด็กน้อยผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมณูร้องไห้ขณะกำลังทำแผล ภายในโรงเรียนประถม Shin Kozen ที่ถูกเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลชั่วคราว ระเบิดปรมณูลูกแรกที่ทิ้งลงยังเมืองนางาซากิคร่าชีวิตชาวเมืองไป 40,000 คน

อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีคำตอบให้กับประเด็นนี้ จากนั้นในปี 1962 มีรายงานว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ของโซเวียตอยู่ในประเทศคิวบาซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา (Cuban Missle Crisis) อันเป็นความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ซึ่งอาจทำให้เกิดหายนะทางนิวเคลียร์ได้

เพื่อตอบสนองสิ่งที่นักรณรงค์ต่างกังวล ทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต (ซึ่งต่อมาคือรัสเซีย) ได้ลงนามข้อตกลงในสนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์บางส่วน (a partial test ban treaty) ในปี 1963 ตามมาด้วยสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Non-Proliferation of Nuclear Weapons) ในปี 1968 และข้อตกลงอื่นๆ ที่ตามมาเพื่อจำกัดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์

แต่ในต้นปี 2020 มีการประมาณการว่ามีจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ 13,410 ลูกบนโลก ซึ่งลดลงจากจำนวนที่มากที่สุดคือ 70,300 ลูกในปี 1986 ตามข้อมูลจากสหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน (FAS) โดย FAS รายงานว่าร้อยละ 91 ของหัวรบนิวเคลียร์ที่มีอยู่บนโลกถูกครอบครองโดยสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นๆ เช่นฝรั่งเศส จีน สหราชอาณาจักร อิสราเอล ปากีสถาน อินเดีย และเกาหลีเหนือ และอิหร่านที่ต้องสงสัยว่าพยายามสร้างอาวุธนิวเคลียร์เป็นของตัวเอง

แม้ว่าจะมีภัยอันตรายจากการแพร่หลายของอาวุธนิวเคลียร์ และมีระเบิดนิวเคลียร์เพียงสองลูกที่ถูกใช้งานจริงระหว่างสงครามในเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ แต่ก็มีข้อเขียนจากสำนักงานสหประชาชาติเพื่อการลดอาวุธ (United Nations Office for Disarmament Affairs) ว่า ‘อันตรายจากอาวุธชนิดนี้ยังเพิ่มขึ้นเนื่องจากการมีอยู่ของมัน’

75 ปีหลังจากการทดสอบทรินิตี มนุษยชาติได้รอดพ้นจากยุคนิวเคลียร์ แต่ในโลกที่มีอาวุธนิวเคลียร์นับหมื่น พันธมิตรทางการเมืองโลกที่เปลี่ยนหน้ากันอยู่ตลอดเวลา และการต่อสู้ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ ความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากนักวิทยาศาสตร์ที่ให้กำเนิดเทคโนโลยีที่สามารถทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป

เรื่อง ERIN BLAKEMORE


อ่านเพิ่มเติม วันที่ฟ้าถล่ม: เหตุการณ์ระเบิดปรมาณูแห่งฮิโรชิมะ

ฮิโรชิมะ, ระเบิดนิวเคลียร์, ระเบิดปรมาณู, สงครามโลกครั้งที่สอง

เรื่องแนะนำ

ชมนวัตกรรมอุโมงค์ส่งน้ำโบราณในอิหร่าน ที่ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน

เรื่อง เรเชล บราวน์ มองจากด้านบนพื้นผิวทะเลทรายอันแห้งแล้งล้วนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่หารู้ไม่ว่าลึกลงไปใต้ผืนดินอีก 100 ฟุต มี อุโมงค์ส่งน้ำโบราณ ที่นำพาความชุ่มชื้น และหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในอิหร่านไว้ ระบบชลประทานใต้ดินนี้มีชื่อเรียกว่า “คานัต” (Qanats) นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าอัศจรรย์ในยุคโบราณ ซึ่งถึงจะมีอายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี แต่คานัตยังคงถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน อุโมงค์น้ำเหล่านี้จะทอดยาวจากแหล่งต้นน้ำในหุบเขา หรือแม้แต่ทะเลสาบในถ้ำลึก ด้วยพื้นผิวที่ลาดเอียงในองศาที่พอเหมาะ เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงไปยังสถานที่ที่ต้องการในปลายอุโมงค์ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้องศาของความลาดเอียงนั้นมากเกินไป มิฉะนั้นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงอาจไหลบ่าแรงเกินไปจนทำลายอุโมงค์ได้ ตลอดเส้นทางของอุโมงค์ บนพื้นดินจะมีหลุมตั้งอยู่เป็นระยะๆ หลุมเหล่านี้ช่วยให้อากาศภายในถ่ายเทแก่บรรดาคนงานที่ทำหน้าที่ขุดอุโมงค์ด้วยมือในอดีต นอกจากนั้นในตอนที่อุโมงค์ถูกขุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลุมเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย กระบวนการสร้างอุโมงค์คานัตนี้เป็นงานที่หนักหนาเอาการ อย่างไรก็ตามผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่า เทคโนโลยีโบราณนี้ช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ในทะเลทรายที่แห้งผากให้เบ่งบานมาแล้ว รวมทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคตั้งแต่เส้นทางสายไหม ยาวไปจนถึงหลายประเทศในตะวันออกกลาง หรือแม้กระทั่งในสเปน และโมร็อกโกก็มีการค้นพบคานัตเช่นเดียวกัน Gholamreza Nabipour ชายชาวอิหร่านวัย 102 ปี เป็นหนึ่งในคนขุดอุโมงค์ไม่กี่คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ หรือที่เรียกกันว่า “มิรับ” (Mirab) ตัวเขาพยายามถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ไปยังชาวอิหร่านรุ่นใหม่ ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงลูกชายของเขาเองด้วย ผู้ใช้คานัตในการลำเลียงน้ำมายังฟาร์มถั่วพิสตาชิโอของเขา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกสมัยใหม่ ในช่วงค.ศ. 1960 – 1970 การจัดสรรปันส่วนที่ดินส่งผลให้คานัตหลายแห่งถูกทิ้งร้าง […]

100 ปีของการตามล่าอุปราคา (eclipse) เผยให้เห็นในภาพถ่ายแปลกประหลาด

เรื่อง เรเชล บราวน์ ความมืดกลืนกินกลางวัน ทันใดนั้นอากาศก็หนาวเย็น ดวงอาทิตย์หายไปจากท้องฟ้า ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บรรพบุรุษของเราจะต้องตื่นตระหนกต่อปรากฏการณ์สุริยุปราคา หลายวัฒนธรรมเชื่อว่า สุริยุปราคาและจันทรุปราคาเกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ถูกพลังเหนือธรรมชาติกลืนกิน เช่น สุนัขเพลิงของวัฒนธรรมเกาหลี หมาป่าแห่งท้องฟ้าของชาวไวกิ้ง หรือพระราหูที่มีแต่ร่างกายท่อนบน ทว่าในที่สุดนักดาราศาสตร์ก็ได้คำตอบว่า สุริยุปราคาเกิดจากดวงจันทร์โคจรผ่านมาอยู่ในแนวเดียวกันระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ และจันทรุปราคาเกิดจากโลกโคจรผ่านระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ จากการสังเกตการณ์อย่างละเอียด นักดาราศาสตร์ยุคแรกๆจึงเรียนรู้ที่จะทำนายวันเวลาในการเกิดอุปราคา ชาวแคลเดียในเมืองบาบิโลนบันทึกการเกิดวัฏจักรซารอส (Saros cycle) หรือช่วงเวลา 18 ปี 11.3 วัน ที่จะเกิดอุปราคาซ้ำ เป็นครั้งแรกในสมัยศตวรรษที่เจ็ดก่อนคริสตกาล อย่างไรก็ตาม เราต้องใช้เวลาอีกนานมากกว่าจะคิดหาวิธีปกป้องลูกตาของเราจากการมองดูอุปราคาได้อย่างแท้จริง ในปี 1896 นักดาราศาสตร์อาชีพและมือสมัครเล่นจากทั่วโลก 165 คนลงเรือเดินทางนานหนึ่งเดือนไปยังเมือง Vadsø ประเทศนอร์เวย์ เพื่อเฝ้าสังเกตสุริยุปราคาเต็มดวงที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 9 สิงหาคม ที่นี่ โจเซฟ ลันต์ จาก British Astronomical Association ปรับเปลี่ยนกล้องถ่ายภาพที่ออกแบบเป็นพิเศษซึ่งต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานสี่คน Photograph by ALINARY, GETTY IMAGES สมาชิกของ […]

ภาพถ่ายยุคแรกของไทย : มุมมองในประวัติศาสตร์ภาพถ่ายของโลก

ภาพถ่ายยุคแรกของไทย : มุมมองในประวัติศาสตร์ภาพถ่ายของโลก ค.ศ. 1839 (หรือเมื่อ 182 ปีก่อน) นับเป็นหมุดหมายที่สำคัญในประวัติศาสตร์การถ่ายภาพของโลก เพราะเป็นปีที่มนุษย์คิดค้นวิธีการถ่ายภาพได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในเวลาไล่เลี่ยกันถึง 2 วิธี คือ กระบวนการดาแกโรไทพ์ (daguerreotype) และกระบวนการคาโลไทพ์ (calotype) ทั้งสองวิธีใช้หลักการเดียวกันคือ สร้างภาพขึ้นมาในกล้องที่เป็นกล่องทึบแสง โดยให้แสงลอดเข้ามาผ่านรูรับแสง ตามกลไกของ “คาเมรา ออบสกูรา” (camera obscura) ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยศิลปินในการร่างภาพเหมือนมานานหลายร้อยปี เมื่อแสงตกกระทบและทำปฏิกิริยากับแผ่นรับแสงที่เคลือบสารไวแสงไว้ เกิดเป็นภาพที่สามารถคงอยู่ได้ถาวร นับเป็นครั้งแรกที่มนุษย์สามารถบันทึกภาพช่วงเวลาที่เกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่ง ให้คงอยู่ไปตลอดกาล **************** กระบวนการถ่ายภาพทั้งสองแบบแพร่หลายอย่างรวดเร็วในทวีปยุโรป โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นกลาง กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน ในขณะเดียวกัน การถ่ายภาพก็ได้เดินทางไปยังดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลกพร้อมกับนักเดินทาง พ่อค้า และมิชชันนารีชาวยุโรป มีการตั้งสตูดิโอถ่ายภาพ โดยเฉพาะในเมืองท่าและเมืองที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการเมืองและการค้าสำหรับชาติมหาอำนาจยุโรป สยามเป็นหนึ่งในชาติอันดับแรกๆ ของทวีปเอเชียที่รู้จักเทคนิคการถ่ายภาพ เพียง 6 ปีหลังการถ่ายภาพถือกำเนิดขึ้น กล้องถ่ายรูปแบบดาแกโรไทพ์ก็ได้เดินทางมาถึงแผ่นดินสยามเมื่อ ค.ศ. 1845 ในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) โดยบาทหลวงลาร์นอดี (Larnaudie) […]