ฟาโรห์ตุตันคามุน หนึ่งในกษัตริย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอียิปต์โบราณ

ฟาโรห์ตุตันคามุน หนึ่งในกษัตริย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอียิปต์โบราณ

ฟาโรห์ตุตันคามุน หนึ่งในกษัตริย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอียิปต์โบราณ

กษัตริย์ตุตันตามุน (Tutankhamun) หนึ่งในผู้ปกครองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดจากการค้นพบหลุมฝังศพของพระองค์ในปี 1922 ในหุบเขาของกษัตริย์อียิปต์ การค้นพบนี้กระตุ้นจินตนาการของผู้คนนับล้านที่หลงใหลมัมมี่สวมหน้ากากทองคำของพระราชา และสร้างความรู้มากมายให้กับนักโบราณคดี แต่ตอนนี้เรารู้อะไรเกี่ยวกับท่านแล้วบ้าง?

แม้ว่ารายละเอียดมากมายในรัชสมัยของพระองค์จะสูญหายไปบ้างตามกาลเวลา แต่นักประวัติศาสตร์ได้ใช้เวลาหลายปีรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตและมรดกของพระองค์ นี่คือสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ และคำถามที่ใหญ่ที่สุดยังคงอยู่

ฟาโรห์ตุตันคามุนประสูติในสมัยราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์โบราณซึ่งอยู่ในช่วง 1550 ปีถึง 1295 ปีก่อนคริสตกาล เริ่มต้นชีวิตด้วยชื่อ “ตุตันคาเตน (Tutankhaten)” 

ก่อนที่พระองค์จะขึ้นครองราชย์ อียิปต์ในตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนครั้งใหญ่ คือการที่พระเจ้าอเมนโฮเทปที่ 4 (King Amenhotep IV) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพระบิดาของตุตันคาเตนนั้นได้หันหลังให้กับเทพเจ้ามากมายในวัฒนธรรมความเชื่อโบราณ เพื่อบูชาให้กับเทพเจ้าองค์ใหม่แห่งดวงอาทิตย์ที่เรียกกันว่า “เอเทน (Aten)”

หน้ากากทองคำของฟาโรห์ตุตันคามุน น้ำหนัก 22 ปอนด์ หนึ่งในวัตถุโบราณที่โดดเด่นและน่าดึงดูดที่สุดเมื่อสุสานของพระองค์ถูกเปิดในปี 1923 และต้องใช้เวลาอีก 2 ปีต่อมากว่าหน้ากากชิ้นนี้จะถูกค้นพบในโลงศพของพระองค์

กษัตริย์อเมนโฮเทปที่ 4 ยังได้เปลี่ยนชื่อของพระองค์เป็น “อเคนาเตน (Akhenaten)” และตั้งชื่อลูกชายของพระองค์ว่า “ตุตันคาเตน” ซึ่งมีความหมายว่า “รูปจำลองชีวิตของอเทน” กระนั้นเมื่อราว 1336 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าอเคนาเตนก็สิ้นพระชนม์หลังจากครองบัลลังก์มา 17 ปี และ ‘ตุต’ เจ้าชายวัย 9 ขวบก็ขึ้นสู่อำนาจ กษัตริย์น้อยได้ฟื้นฟูวิถีทางเก่าของอาณาจักรนั่นคือการนำเทพเจ้ามากมายกลับมา และสร้างวิหารใหม่

อีกทั้งยังได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ตุตันคามุน” (ชื่อปัจจุบัน) โดยหมายถึง “รูปเคารพที่มีชีวิตของอามุน” (Amun, เทพเจ้าแห่งอากาศของอียิปต์โบราณ) นอกจากนี้พระองค์ยังใช้ชื่อบัลลังก์ว่า “เนบเคเปอรูเร (Nebkheperure)” ซึ่งเป็นการก้มหัวให้กับพระเจ้าแห่งดวงอาทิตย์องค์เก่า (เทพเจ้ารา)  และได้สมรสกับ “เอนเคเซนามุน (Ankhesenamun)” ลูกสาวของกษัตริย์อเคนาเตนกับราชินีเนเฟอร์ติติ (Queen Nefertitt) นักโบราณคดีพบมัมมี่สองร่างในหลุมฝังศพของฟาโรห์ตุตที่คาดว่าน่าจะเป็นลูกสาวที่คลอดก่อนกำหนด

พระองค์มีเวลาปกครองเพียง 9 ปี เป็นฟาโรห์ที่รู้จักกันไม่มากในสมัยนั้น นักวิชาการบางคนตั้งทฤษฎีว่า ที่ปรึกษาและนักบวชของราชวงศ์อาจใช้พระองค์เป็นหุ่นเชิดเพื่อสร้างอำนาจให้ตนเอง แต่ข้อดีของการไม่เป็นที่รู้จักนั้นทำให้สุสานส่วนใหญ่ของตุตันคามุนในหุบเขาแห่งกษัตริย์ยังคงไม่ถูกทำลายจากการปล้น จนอยู่รอดมาถึงปัจจุบัน และถูกเปิดเผยในที่สุด กลายเป็นแรงบันดาลใจให้มีการค้นหาความจริงเรื่องชีวิตของพระองค์

คำสาปฟาโรห์, ตุตันคามุน, อียิปต์
ร่างมัมมี่ของฟาโรห์ตุตันคามุนในภาพ ถือเป็นสิ่งที่ทำให้แนวคิดคำสาปฟาโรห์เผยแพร่ไปอย่างแพร่หลาย แต่แท้จริงแล้วที่มาของคำสาปกลับเริ่มต้นมาจากการแสดงในลอนดอนก่อนที่จะมีการค้นพบร่างของยุวกษัตริย์องค์นี้เมื่อปี 1922 มานับร้อยปี ภาพถ่ายโดย KENNETH GARRETT

แต่ปริศนาข้อใหญ่ยังคงอยู่ เรื่องที่นักประวัติศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ต้องการหาคำตอบมากที่สุดคือ”การสิ้นพระชนม์ของพระองค์” มีทฤษฎีต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ (Howard Carter) นักโบราณคดีชาวอังกฤษได้ค้นพบหลุมฝังศพของตุตันคามุนในปี 1922 บางคนคิดว่าพระองค์อาจถูกปลงพระชนม์หรือเสียชีวิตจากโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่นมาลาเรีย ขณะที่คนอื่น ๆ ตั้งสมมุติฐานจากกระดูกซี่โครงและกระดูกที่หายไปของพระองค์ว่า อาจถูกทับด้วยอุบัติเหตุหรือการตกจากม้าของพระองค์ 

ยังมีอีกหลายคนแย้งว่าพระองค์น่าจะเสียชีวิตจากการเป็นคนทุพพลภาพ โดยชี้ไปที่หลักฐานของการเป็นโรคเท้าปุก (Clubfoot, อาการเท้าผิดรูป) และไม้เท้าที่พระองค์อาจใช้ แต่สิ่งหนึ่งที่นักวิชาการเห็นตรงกันคือกษัตริย์ตุตันคามุนนั้นสิ้นพระชนน์ตอนพระองค์ยังอยู่ในวัยเยาว์ถึงวัยรุ่น และความตายนั้นเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด โดยที่พำนักแห่งสุดท้ายของพระองค์นั้นแสดงให้เห็นไว้ว่าสุสานนั้นถูกจัดเตรียมอย่างเร่งรีบ 

ยังไม่แน่ชัดว่าเราจะเข้าชีวิตของกษัตริย์น้อยอย่างถ่องแท้หรือไม่ แต่ความทรงจำของพระองค์ที่ถ่ายทอดผ่านหลุมฝังศพนั้นสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั้งโลกนานหลายศตวรรษหลังจากการขึ้นครองราชย์อันแสนสั้นของพระองค์

ที่มา

King Tutankhamun, facts and information (nationalgeographic.com)

เรื่องแนะนำ

เจาะประวัติศาสตร์ เกมแย่งชิงอำนาจแห่งจักรวรรดิลี้ลับ ราชันอสรพิษของชาวมายา

ด้วยความฮึกเหิมทะเยอทะยาน  เหล่าราชันอสรพิษอาศัยแสนยานุภาพและการทูต สร้างพันธมิตรที่ทรงอำนาจที่สุดขึ้นในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของชาวมายา นครโบราณออลมุล (Holmul) หาใช่ซากปรักที่งดงามน่าชม  เมื่อมองเผินๆ เป็นเพียงหมู่เนินเขาสูงชัน ปกคลุมด้วยผืนป่า อยู่ท่ามกลาง ป่ารกชัฏทางตอนเหนือของประเทศกัวเตมาลา  ใกล้ชายแดนเม็กซิโก ป่าในแอ่งเปเตนแห่งนี้มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น  ร้อน แต่แห้งแล้งกว่าที่คุณคิด ทั่วทั้งป่าเงียบสงบ จะมีก็แต่เสียงจักจั่นและเสียงกู่ร้องของลิงเฮาเลอร์ดังมาเป็นครั้งคราว แต่เมื่อพินิจพิจารณาดีๆ  คุณอาจสังเกตเห็นว่า  เนินเขาเหล่านี้ส่วนใหญ่เรียงตัวเป็นวงแหวนขนาดใหญ่  และถ้ามองให้ถี่ถ้วนยิ่งขึ้นจะเห็นว่า  บางส่วนของเนินเหล่านี้สร้างด้วยหินสกัด  เนินบางลูกยังมีอุโมงค์ที่เจาะเข้าไปตรงด้านข้าง  ซึ่งจริงๆแล้วนี่ไม่ใช่เนินเขา  หากเป็นพีระมิดโบราณที่ถูกทิ้งร้างหลังการล่มสลายของอารยธรรมมายาเมื่อหนึ่งพันปีมาแล้ว แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เคยรุ่งเรืองในยุคคลาสสิกของชาวมายา [Classic Maya Period ระหว่าง ค.ศ. 250-900] ซึ่งเป็นช่วงที่การเขียนและวัฒนธรรมเฟื่องฟูไปทั่วบริเวณ ซึ่งปัจจุบันคืออเมริกากลางและตอนใต้ของเม็กซิโก  แต่ก็เป็นช่วงที่มีความวุ่นวายทางการเมืองด้วย  เพราะนครรัฐกระหายสงครามสองแห่งสู้รบแย่งชิงความเป็นใหญ่กันไม่ว่างเว้น  มีช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงหนึ่งที่นครรัฐหนึ่งในสองแห่งนี้ได้ชัยและกลายเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับคำว่าจักรวรรดิมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวมายา  นครนี้ปกครองโดยเหล่าราชันอสรพิษ (Snake King) แห่งราชวงศ์คานุล  ซึ่งเมื่อไม่กี่ทศวรรษก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครทราบแม้กระทั่งว่าเคยมีอยู่จริง  แต่จากแหล่งโบราณคดีรอบๆ นครรัฐแห่งนี้ รวมทั้งที่ออลมุลด้วย  ทำให้ขณะนี้นักโบราณคดีสามารถ ปะติดปะต่อเรื่องราวของเหล่าราชันอสรพิษได้ ออลมุลไม่ใช่แหล่งโบราณคดีขนาดใหญ่และเป็นที่รู้จักดีเหมือนติกาล (Tikal) ที่อยู่ใกล้เคียง  และยังถูกมองข้ามจากนักโบราณคดีส่วนใหญ่จนกระทั่งปี2000  เมื่อฟรันซิสโก เอสตราดา-เบยีมาถึง  ชายผู้นี้ไม่ได้มุ่งหวังอะไรเลิศลอยอย่างแผ่นจารึกยุคคลาสสิกหรือหลุมศพประดับประดาหรูหรา  […]

ชมกระบวนการทำกระดาษแบบโบราณ

ชมกระบวนการ ทำกระดาษแบบโบราณ Gangolf Ulbricht คือช่างทำกระดาษด้วยมือคนสุดท้ายในยุโรป ที่ยังคงสร้างสรรค์กระดาษด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ โดยตัวเขาใช้วัตถุดิบอย่าง เศษผ้าฝ้าย, ผ้าป่าน หรือใยป่านสับปะรด ในการผลิตกระดาษ มาชมกระบวนการผลิตกระดาษในสตูดิโอของเขาที่เบอร์ลิน ผ่านภาพยนตร์สั้นเรื่อง Kings & Kongs กัน ทั้งนี้ประวัติศาสตร์ของกระดาษมีมาอย่างยาวนาน เชื่อกันว่าจุดเริ่มต้นมาจากชาวอียิปต์ และชาวจีน โดยกระดาษของชาวอียิปต์โบราณนั้นถูกผลิตจากหญ้าปาปิรุส โดยสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการจารึกบทสวด และคำสาบานต่างๆ เพื่อเก็บไว้ในพีรามิด ด้านชาวจีนเอง กระดาษในยุคเริ่มต้นของพวกเขานั้นถูกผลิตจากเปลือกไม้นำมาต้มจนได้เยื่อกระดาษ และมาเกลี่ยบนตระแกรง และปล่อยให้แห้ง จากนั้นภูมิปัญญาการประดิษฐ์กระดาษก็แพร่หลายเข้าสู่โลกมุสลิม โดยชาวมุสลิมนำนวัตกรรมดังกล่าวมาปรับใช้ด้วยการนำเศษผ้าลินินมาต้ม และใช้ค้อนตอกให้เป็นเยื่อกระดาษแผ่นๆ ในส่วนของไทยเอง ประวัติศาสตร์ของกระดาษมีหลักฐานผ่าน “สมุดไทย” ซึ่งผลิตจากเยื่อไม้ทุบละเอียด ต้มจนเปื่อย และใส่แป้งเพื่อให้เนื้อเหนียวขึ้น และนำไปกรองไว้จนแห้ง จากนั้นจึงลอกออกมาเป็นแผ่น ใช้ในการบันทึก จดข้อความ หรือเขียนเรื่องไตรภูมิในศาสนาพุทธ   อ่านเพิ่มเติม ภาพวาดอันน่าทึ่งจากศิลปินออทิสติก

บันทึกประวัติศาสตร์ “โชคดีที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9”

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง หลังมีประกาศให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 สามารถเข้าพื้นที่รอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวงได้ตั้งแต่เวลา 05.00น. ของวันที่ 25 ตุลาคม สิ่งที่ฉันเห็นผ่านภาพข่าวและจากการตระเวนสำรวจรอบพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม คือภาพประชาชนทุกเพศทุกวัยจากทั่วทุกสารทิศหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จำเป็นเข้ามาจับจองพื้นที่ใกล้เคียงจุดคัดกรองทั้งเก้าจุดเพื่อหวังจะมีโอกาสเข้าไปกราบถวายสักการะเป็นครั้งสุดท้าย บางคนตั้งใจมารอตั้งแต่ช่วงดึกของวันที่ 22 ก็มี ไม่นานนัก ตลอดแนวบาทวิถีและหน้าอาคารพาณิชย์บริเวณนั้นก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในชุดสีดำ…ที่มีหัวใจดวงเดียวกัน นอกจากต้องลดขั้นตอนการใช้ชีวิตให้ง่ายที่สุด กินน้อย นอนน้อย เข้าห้องน้ำน้อยแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับบททดสอบจากธรรมชาติมากมาย ตั้งแต่อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดที่แผดเผาจนผิวแทบไหม้และสายฝนที่กระหน่ำเป็นระยะๆไปจนถึงอาการอ่อนเพลียลมแดด และไข้หวัดที่เริ่มเล่นงานหลายคน แต่ทุกคนก็ยัง “ยิ้มสู้” และยืนหยัดรอต่อไป ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันคิดในใจว่าจะต้องใช้ความรักมากแค่ไหนกันกว่าที่คนคนหนึ่งจะยอมเสียสละตัวเองได้ถึงเพียงนี้แต่คำถามเดียวกันนี้ก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะความรักที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและประชาชนของพระองค์นั่นเอง จุดเริ่มต้นของการมีทุกอย่างทีดีในวันนี้คือการต่อสู้กับความยากจนอันเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนไทยเมื่อหลายทศวรรษก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารต่างๆตั้งแต่ดอยสูงเสียดฟ้าจรดชายเลนปากทะเลเพื่อทรงรับฟังปัญหาตรวจตราพื้นที่ และเก็บข้อมูลด้วยพระองค์เอง แม้ข้าราชบริพารหลายคนจะเคยกราบทูลว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องลำบากพระวรกายเช่นนั้น แต่ก็ทรงทำเพราะต้องการให้ประชาชนได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ  จนมีคำกล่าวในเวลาต่อมาว่า “ไม่มีที่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จฯไปไม่ถึง” เช้ามืดวันแห่งประวัติศาสตร์  26 ตุลาคม 2560 […]