เรื่องลับของนักบินสหรัฐฯ ชำระแค้นญี่ปุ่นให้เพิร์ลฮาร์เบอร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2

เรื่องลับของนักบินสหรัฐฯ ชำระแค้นญี่ปุ่นให้เพิร์ลฮาร์เบอร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 1942 จิมมี่ ดูลิทเทิล คือผู้นำฝูงบินของสหรัฐฯ ในหนึ่งในภารกิจที่ท้ามรณะที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง

ในสัปดาห์แรกๆ ของปี 1942 สหรัฐฯ ทั้งโกรธแค้น อับอาย และเสียขวัญ เนื่องจากเรือรบประจำกองเรือแปซิฟิกของพวกเขาจมอยู่ใต้เพิร์ลฮาร์เบอร์หลังตกเป็นเหยื่อการโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวโดยฝ่ายญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941

ในเดือนต่อๆ มา ทั้งประเทศนี้และเหล่าพันธมิตรทำได้เพียงแค่มองดูกองทัพญี่ปุ่นโหมถล่มรุกรานไปทั่วทั้งมหาสมุทรแปซิฟิก และบดขยี้ที่มั่นของสหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐฯ ที่ขวางทาง

หลังการโจมตีในเดือนธันวาคม ประธานาธิบดีแฟรงกลิน รูสเวลต์ ออกคำสั่งกดดันอย่างเดือดดาลต่อผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ ให้พวกเขาหาทางโจมตีโต้ตอบแผ่นดินใหญ่ของญี่ปุ่น กระนั้น ไม่มีไครทราบว่าจะเอาชนะอุปสรรคทางการขนส่งได้อย่างไร

เครื่องบินรบซึ่งประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบินนั้นเล็กเกินกว่าที่จะสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ได้ และยังมีน้ำมันไม่เพียงพอสำหรับการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วง ส่วนเครื่องบินทิ้งระเบิดซึ่งสามารถโปรยห่าฝนแห่งการทำล้างได้ก็ถูกมองว่ามีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะบินขึ้นและลงจากเรือบรรทุกเครื่องบิน

และแล้ว ในวันหนาวเหน็บวันหนึ่งในเดือนมกราคม ใครคนหนึ่งผุดความคิดว่าเครื่องบินบี-25 “มิตเชลล์” เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดกลางสองเครื่องยนต์ซึ่งเพิ่งเข้าประจำการไม่นานนักอาจขึ้นบินจากดาดฟ้าลานบินของเรือบรรทุกเครื่องบินได้ และแม้เครื่องบินเหล่านี้ไม่สามารถกลับมาลงจอดบนเรือ น้ำมันที่เหลือหลังภารกิจทิ้งระเบิดแผ่นดินญี่ปุ่นเสร็จสิ้นจะช่วยประคองพวกมันไปลงจอดบนลานบินของฝ่ายพันธมิตรในจีน

นายพลเฮนรี “เฮพ” แอร์โนลด์ ผู้บัญชาการกองทัพอากาศทัพบกสหรัฐฯ (Army Air Corps) เลือกพันโทเจมส์ “จิมมี” ดูลิทเทิล หนึ่งในนักบินผู้โด่งดังที่สุดในยุคนั้นและเป็นบุรุษที่แอร์โนล์ดทราบว่าเป็น“ผู้กล้าหาญอย่างที่สุด”

ในปี 1922 เจมส์ “จิมมี่” ดูลิทเทิล กลายเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่บินจากชายฝั่งด้านหนึ่งของสหรัฐฯ ไปสู้อีกด้านโดยการเติมน้ำมันเพียงครั้งเดียว PHOTOGRAPH COURTESY SMITHSONIAN INSTITUTION

นักบินกลุ่มเดียวซึ่งผ่านการฝึกฝนจนสามารถขับบี-25 ในการรบได้คือสมาชิกของกองทิ้งระเบิดที่ 17 ซึ่งประจำการที่ฟอร์ตเพนเดิลตัน มลรัฐโอเรกอน ดูลิทเทิลสั่งให้นายทหารและพลทหารกว่า 100 คนจากหน่วยดังกล่าวและบอกว่าเขาต้องการอาสาสมัครสำหรับ “ภารกิจที่อันตรายยิ่ง” ทหารทุกนายต่างพร้อมใจกันอาสา

เหล่านักบินเข้ารับการฝึกอันทรหดในพื้นที่ลับแห่งหนึ่งบนชายฝั่งของมลรัฐฟลอริดา พวกเขาซึ่งเคยชินกับทางวิ่งความยาวกว่า 1.6 กิโลเมตรเหล่านี้เรียนรู้ยุทธวิธีอันน่าหวาดผวาสำหรับการนำเครื่องบินขึ้นจากดาดฟ้าบินสั้นๆ ของเรือบรรทุกเครื่องบิน ในขณะเดียวกัน เครื่องบี-25 ราว 20 ลำสำหรับการปฏิบัติภารกิจ ได้รับการติดตั้งถังน้ำมันเพิ่มเติมพร้อมทั้งนำน้ำหนักที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด

มุ่งหน้าสู่โตเกียว

วันที่ 2 เมษายน ปี 1942 เรือบรรทุกเครื่องบินยู.เอส.เอส. ฮอร์เน็ต เคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบออกจากอ่าวซานฟรานซิสโกพร้อมเครื่องบิน 16 ลำบนดาดฟ้าบิน และมีเรือลาดตระเวนและเรือพิฆาตตามมาสมทบกำลังในทะเล จากนั้น ผู้บังคับการหน่วยเรือเฉพาะกิจได้ส่งข้อความถึงเรือทุกลำในหน่วยว่า “กองกำลังของเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่โตเกียว” กะลาสีกว่าห้าพันนายจึงพร้อมใจกันส่งเสียงเฮลั่นไปถึงฟากฟ้าที่กำลังมืดลงเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก

ทีมลูกเรือเตรียมเครื่องบินทิ้งระเบิด B-25 ในการทำภารกิจซึ่งถือเป็นภารกิจลับชนิดที่ว่าประธานาธิบดี แฟรงกลิน รูสเวลต์ ไม่ได้รับแจ้งในตอนแรก PHOTOGRAPH BY UNDERWOOD ARCHIVES, GETTY IMAGES
เครื่องบินทิ้งระเบิดบี-25 ของสหรัฐฯ ซึ่งมีความเร็วแทบไม่เพียงพอสำหรับการขึ้นบิน ออกตัวจากดาดฟ้าทางวิ่งของเรือบรรทุกเครื่องบินยู.เอส.เอส ฮอร์เน็ต เมื่อวันที่ 18 เมษายน 1942 ภาพถ่ายโดย GETTY IMAGES

กองกำลังเฉพาะกิจนัดพบกับเรือบรรทุกเครื่องบินเอ็นเทอร์ไพรซ์ที่กลางทะเลก่อนจะล่องต่อไปทางตะวันตกสู่ญี่ปุ่น บนเรือฮอร์เน็ต เหล่านักบินซึ่งในเวลาต่อมาจะถูกขนานนามว่านักบินจู่โจมของดูลิทเทิล (Doolittle’s Raiders) ถูกบอกให้จดจำและหัดพูดประโยคภาษาจีนซึ่งมีความหมายว่า “lusha hoo metwa fugi – ผมเป็นคนอเมริกัน”

นอกจากนี้ พวกเขายังต้องเรียนรู้วิธีแยกแยะชาวจีนซึ่งอยู่ฝ่ายเดียวกันและชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นศัตรู เนื่องเพราะในขณะนั้น กองทัพญี่ปุ่นยังคงครอบครองพื้นที่หลายส่วนบนแผ่นดินจีน เหล่านักบินศึกษาแผนที่ เล่นพนัน ดูภาพยนตร์และใคร่ครวญถึงชะตากรรมของตน ดูลิทเทิลคาดคำนวนว่าโอกาสที่พวกเขาจะรอดชีวิตกลับมานั้นมีน้อยกว่าครึ่ง

พันโทดูลิทเทิล (คนที่สี่จากขวา) และนักบินผู้ร่วมปฏิบัติการอีกสี่นายถ่ายภาพร่วมกับพันธมิตรชาวจีนที่ช่วยให้พวกเขาสามารถรอดจากการเป็นเชลย ภาพถ่ายโดย UNDERWOOD ARCHIVES, GETTY IMAGES

หลังการเดินเรือเป็นเวลาสองสัปดาห์ เมื่อกองเรือขยับเข้าใกล้อาณาเขตของศัตรู สภาพอากาศกลับเลวร้ายลง ทะเลมีคลื่นสูงขนาดเทียบเท่าอาคารสามชั้น และเมื่อตีสามของวันที่ 18 เมษายน เรดาห์ของกองเรือตรวจพบเรือตรวจการณ์ของญี่ปุ่นก่อนเรือลาดตระเวนลำหนึ่งจะจมมันลง แต่ก่อนจม ลูกเรือก็ได้ส่งสัญญานเตือนภัยออกไปเสียแล้ว

ตามแผนที่วางไว้ ฝูงบินของดูลิทเทิลต้องขึ้นบินเมื่ออยู่ในระยะราว 483 กิโลเมตรจากแผ่นดินญี่ปุ่น แต่เมื่อถูกตรวจพบ กองเรือของสหรัฐฯ ยังอยู่ห่างออกไปนอกฝั่งกว่า 1127 กิโลเมตร กระนั้น เขาก็ได้รับไฟเขียวให้ดำเนินการได้หลังการหารือสั้นๆ กับเหล่าผู้บังคับการเรือ ในทันใด เสียงแตรบนเรือก็ดันขึ้นดังขึ้น และผู้บังคับการของฮอร์เน็ตจึงออกคำสั่งให้ “นักบินทัพบก ประจำการเครื่องบินของพวกคุณ”

เรือฮอร์เน็ตม้วนและสั่นอย่างบ้าคลั่งเมื่อพันโทดูลิทเทิลเป็นคนแรกที่พยายามนำเครื่องขึ้นสู่อากาศ เจ้าหน้าที่ควบคุมการบินประจำเรือจับจังหวะการขยับขึ้นลงของหัวเรือเพื่อให้เครื่องบินของเขาสามารถใช้ข้อได้เปรียบจากดาดฟ้าบินที่ชันขึ้น “มันเหมือนการเล่นม้านั่งเลยครับ” ดูลิทเทิลกล่าว

เมื่อได้รับสัญญาน ดูลิทเทิลเร่งเครื่องยนต์จนลูกเรือกลัวว่าเขาจะทำให้พวกมันเสียหาย และเริ่มแล่นเครื่องอย่างอุ้ยอ้ายไปบนลานบิน “พวกเราต่างสงสัยครับว่ากระแสลมจะส่งผลอย่างไรกับเขา” เท็ด ลอว์สัน นักบินประจำเครื่องบินนามรัพเจอร์ ดั๊ก (Ruptured Duck) ซึ่งเป็นเครื่องลำดับที่สี่ในขบวน “ทุกคนรู้ว่าถ้าเขานำเครื่องขึ้นไม่ได้ เราทุกก็ทำไม่ได้เช่นกัน”

ข่าวของการโจมตีอย่างกล้าหาญตูกตีพิมพ์ลงบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ต่างๆ และช่วยฟื้นฟูขวัญกำลังใจของฝ่ายสหรัฐฯ ให้กลับมาหลังการโจมตีที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ผ่านไปเพียงไม่ถึงห้าเดือน ภาพถ่ายโดย BETTMAN-CORBIS, GETTY IMAGES

ในขณะเดียวกันกับที่เรือถูกคลื่นยกนั่นเอง เครื่องบินของเขาก็ขึ้นสู่อากาศอย่างเฉียดฉิวไปเพียงไม่กี่เมตร “เขาบังคับเครื่องบินให้ตั้งจนเกือบตรง” ลอว์สันกล่าว ทำให้ทุกคนเห็นส่วนด้านบนทั้งหมดของเครื่อง “แล้วเขาก็ไต่ระดับครับ”

เครื่องบินทั้ง 16 ลำขึ้นบินได้สำเร็จ แต่ก่อนหน้านั้น ลูกเรือคนหนึ่งของกองทัพเรือลื่นล้มบนดาดฟ้าบินที่เปียกโชกจนแขนข้างหนึ่งไปถูกเข้ากับใบพัดทีกำลังหมุนอย่างรวดเร็วของเครื่องบินลำสุดท้ายในขบวน

“เราอัดเรือบรรทุกเครื่องบินได้ลำหนึ่ง!”

ห้าชั่วโมงต่อมา ฝูงบินซึ่งบินในระดับต่ำเดินทางมาถึงชายฝั่งญี่ปุ่น ชาวประมงและชาวนามองขึ้นไปบนฟ้าและโบกมือให้ เนื่องจากคิดว่านี่คือเครื่องบินของฝ่ายตนเอง ในขณะนี้ สภาพอากาศกลับมาเป็นปกติแล้ว

เครื่องบินส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปสู่โตเกียว ซึ่งดูมหึมาและกว้างขวางเฉกเช่นกับลอสแอนเจลิส การบินต่ำระดับเดียวกับหลังคาบ้านเรือนทำให้เหล่านักจู่โจมเห็นภาพปืนต่อต้านอากาศยานนับร้อยที่ล้อมเมืองหลวงแห่งนี้อยู่

ดูลิทเทิลเห็นเป้าหมาย ซึ่งเป็นโรงงานผลิตกระสุนขนาดใหญ่ และบินใต่ขึ้นยังความสูง 366 เมตร อันเป็นพิกัดความสูงสำหรับการทิ้งระเบิด พลทิ้งระเบิดทิ้งระเบิดเพลิงลงสี่ลูก ยังผลให้โรงงานมอดไหม้ในเปลวเพลิง

ดูลิทเทิลนั่งข้างๆ ซากเครื่องบินบี-25 ของเขาหลังการลงจอดกระแทกพื้นในจีน เขาคิดว่าตนเองจะถูกนำตัวขึ้นศาลทหารเนื่องจากการสูญเสียเครื่องบินใต้การบังคับบัญชาทั้งสิบหกลำ ภาพถ่ายโดย UNDERWOOD ARCHIVE, GETTY IMAGES

นักบินอีกคนบินข้ามโตเกียวเพื่อมุ่งหน้าสู่ฐานทัพเรือขนาดใหญ่ที่โยโกฮามา ในขณะเดียวกันกับที่ประตูห้องเก็บระเบิดเปิดออก การยิงจากปืนต่อต้านอากาศยานก็ทำให้เครื่องบินสั่นสะเทือน แต่พลทิ้งระเบิดสามารถดึงคันโยกทิ้งระเบิดได้สำเร็จ และในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา เขาตะโกนด้วยความดีใจอย่างมหันต์ว่าว่า “เราอัดเรือบรรทุกเครื่องบินได้ลำหนึง”

ทหารทุกนายที่ร่วมภารกิจคาดคะเนอยู่บ้างว่าเครื่องบินขับไล่ซีโร่ของญี่ปุ่นจะรวมฝูงมารุมทึ้งพวกเขา แต่การจู่โจมเมืองต่างๆ อย่างฉาบฉวยและหนีออกมาอย่างรวดเร็วช่วยให้พวกเขาหลบรอดจากโต้กลับครั้งนี้ได้เกือบทั้งหมด

ในห้วงขณะหนึ่งระหว่างการโจมตี นายพลฮิเดกิ โทโจ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในขณะนั้นกำลังเข้าใกล้ฐานบินแห่งหนึ่ง ขณะเครื่องบินที่เขานั่งกำลังลดระดับลงบนทางวิ่ง บี-25 ของดูลิทเทิลได้บินโฉบผ่านไปโดยมิได้ยิงกระสุนแม้สักนัด ผู้ช่วยของเขารายงานว่าเครื่องบินลำดังกล่าว “ [มัน] หน้าตาพิลึก”

เรือเอ็นเทอร์ไพรซ์และฮอร์เน็ตซึ่งกำลังเร่งมุ่งหน้ากลับฐานทัพของฝ่ายตนเองเริ่มได้ยินการประกาศจากสถานีวิทยุโตเกียวเกี่ยวกับการจู่โจมฉาบฉวยครั้งนี้ กะลาสีหลายพันนายบนเรือทั้งสองต่างส่งเสียงเชียร์ดังกระหึ่ม พวกนักบินทำสำเร็จแล้ว อเมริกาได้โจมตีกลับแล้ว

น้ำมันเกลี้ยงถัง

ฝูงบินของดูลิทเทิลรวมกลุ่มกันอีกครั้งเหนือทะเลญี่ปุ่นและมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกสู่พระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน ไม่มีเครื่องบินลำใดถูกยิงตก ตอนนี้สิ่งที่พวกเขาต้องทำมีเพียงการไปให้ถึงลานบินในอาณาเขตของฝ่ายเป็นมิตรในจีน

กระนั้น ตอนนี้เหล่านักบินต้องนำเครื่องลงจอดในยามค่ำคืน ซึ่งทำให้ภารกิจของพวกเขายิ่งยุ่งยากขึ้นอย่างอักโข และสภาพอากาศที่เริ่มกลับมาเลวร้ายอีกครั้งยังทำให้สิ่งต่างๆ ยิ่งย่ำแย่ลงกว่าเดิม

สหายชาวจีนนำทางเหล่านักบินชาวอเมริกันไปสู่ที่ปลอดภัยหลังเครื่องบินของพวกเขาตกลงใกล้กับหมู่บ้านแห่งนี้ นักบินคนอื่นๆ ที่โชคไม่ดีเท่าพวกเขาถูกทหารญี่ปุ่นสังหารหรือจับเป็นเชลย ภาพถ่ายโดย BY TIME LIFE PICTURES, U.S. AIR FORCE, THE LIFE PICTURE COLLECTION, GETTY IMAGES

ชายฝั่งของจีนนั้นเต็มไปด้วยภูเขาสูงซึ่งทอดลึกเข้าไปบนแผ่นดิน ทัศนวิสัยเป็นศูนย์ และเครื่องบินกำลังน้ำมันหมด ส่วนสัญญาณนำทางซึ่งควรบอกตำแหน่งของทางวิ่งก็ไม่ปรากฏให้เห็น ดูลิทเทิลตัดสินใจว่าทางเลือกหนึ่งเดียวที่เหลือคือการบินต่อไปจนน้ำมันหมดก่อนที่เหล่านักบินจะกระโดดร่มออกสู่ราตรีมืดมิดและฝนพรำ

เมื่อเครื่องยนต์ของเครื่องบินแต่ละลำเริ่มส่งเสียงกึกกักและหยุดทำงาน เหล่านักบินและลูกเรือเริ่มกระโดดออกผ่านทางห้องเก็บระเบิดโดยไม่มีผู้ใดทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ราวปาฏิหารย์ มีผู้เสียชีวิตจากการกระโดดร่มเพียงสามนาย ส่วนอีกแปดนายถูกทหารญี่ปุ่นจับเป็นเชลย ในจำนวนนี้ สามนายถูกประหารชีวิตและอีกห้านายถูกทรมานอย่างโหดเหี้ยมและถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

ดูลิทเทิลดิ่งลงในนาข้าวแห่งหนึ่งซึ่งใช้อุจจาระเป็นปุ๋ย เขาพยายามตะโกนประโยคภาษาจีนที่ท่องจำมา แต่ไม่มีผู้ใดเข้าใจสิ่งที่เขาพูด

นักบินอีกนายตกลงบนต้นไม้และตัดสินใจสูบบุหรี่ก่อนจะตัดสายร่มชูชีพเพื่อลงพื้น แต่เมื่อเขาทิ้งก้นบุหรี่ที่ยังติดไฟอยู่ นักบินผู้นี้กลับต้องสยองเมื่อเขาเห็นก้นบุหรี่หายไปในความมืดไกลโพ้นเบื้องล่าง และรู้ตัวว่าต้นไม้ที่เขาห้อยตัวอยู่นั้นยืนต้นอยู่บนขอบหน้าผาที่สูงกว่าสามร้อยเมตร

ประธานาธิบดีรูสเวลต์มอบเหรียญกล้าหาญเมดัลออฟออร์เนอร์ให้ดูลิทเทิลสำหรับการวางแผนและการบัญชาการการโจมตีทางอากาศต่อโตเกียวของเขา ภาพถ่ายโดย BETTMAN-CORBIS, GETTY IMAGES

ทหารอีกนายที่ทั้งต้องการซ่อนตัวและหลบหนีจากความหนาวเริ่มปีนเข้าไปในกล่องไม้ยาวที่ตั้งอยู่บนม้านั่งในโรงนาแห่งหนึ่ง ก่อนค้นพบว่ากล่องใบดังกล่าวคือโลงศพของ “สุภาพบุรุษวัยชราชาวจีนคนหนึ่ง”

ส่วนใหญ่ของลูกเรือห้านายของดูลิทเทิลกลับมารวมกลุ่มกันในวันต่อมา ชาวจีนซึ่งเป็นฝ่ายพันธมิตรช่วยให้ความคุ้มครองและส่งพวกเขาด้วยรถลาก เกี้ยว ลา เกวียน และการขี่หลัง กลับสู่ความปลอดภัยในแนวรบของฝ่ายสหรัฐฯ ที่ซึ่งพวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างวีรบุรุษ

วิทยุและหนังสือพิมพ์รอบโลกต่างประโคมข่าวของการโจมตีอย่างกล้าหาญในครั้งนี้ ทำให้กองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรที่กำลังเสียขวัญกลับมีขวัญกำลังใจขึ้นมาได้ ที่สำคัญกว่านั้น การโจมตีแล้วหลบหนีในครั้งนี้ยังช่วยให้ฝ่ายวางแผนในกองทัพได้รับข้อมูลข่าวกรองที่จะช่วยเปลี่ยนกระแสของสงคราม

ก่อนการโจมตีฉาบฉวยของดูลิทเทิล ราชนาวีญี่ปุ่นรักษาวินัยการห้ามส่งวิทยุ (radio silence) อย่างเคร่งครัด ทำให้ความพยายามถอดรหัสของฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งในขณะนั้นสามารถไขรหัสลับของราชนาวีได้เพียงร้อยละสิบเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่การโจมตีทางอากาศอันหน้าตกตะลึงต่อใจกลางประเทศแห่งนี้ก่อให้เกิดการสื่อสารด้วยข้อความเข้ารหัสเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนทำให้เหล่านักเจาะรหัสของสหรัฐฯ สามารถรับทราบรหัสลับของพวกเขาได้เกือบร้อยละเก้าสิบ

ริเชิร์ด อี. โคล นักจู่โจมของดูลิทเทิลที่เสียชีวิตเป็นคนสุดท้าย เยี่ยมหลุมศพของผู้บังคับการของเขาที่สุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน พันโทโคลซึ่งมีอายุ 101 ปี เมื่อภาพนี้ถูกถ่ายในปี 2017 ทำหน้าที่นักบินผู้ช่วยของดูลิทเทิลในการปฏิบัติการเมื่อครั้งนั้น ภาพถ่ายโดย MELINA MARA, THE WASHINGTON POST, GETTY IMAGES

เพียงหนึ่งเดือนเศษต่อมา ในเดือนมิถุนายน 1942 กองทัพญี่ปุ่นได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่สี่ลำจากสำนวนหกลำซึ่งพวกเขามี เพื่อโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ บนเกาะมิดเวย์ แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าสามารถดักซุ่มโจมตีและจมเรือทั้งสี่ลำได้สำเร็จ ความสูญเสียครั้งฉกรรจ์นี้ยังผลให้กองเรือญี่ปุ่นเป็นอัมพาตและช่วยให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถช่วงชิงความได้เปรียบในสงครามมาสู่ฝ่ายตนเอง

เมื่อจิมมี่ ดูลิทเทิลกลับมาถึงศูนย์บัญชาการกองทัพอากาศแห่งกองทัพบกสหรัฐฯ ที่วอชิงตัน เขาพบว่าเฮป แอร์โนล์ด และจอร์จ มาร์แชลล์ ประธานคณะเสนาธิการกองทัพบกกำลังรอตนเองอยู่ และกล่าวว่าเขาต้องไปทำเนียบขาวเพื่อเข้าพบประธานาธิบดี

“เพื่ออะไรหรือครับ” ดูลิทเทิลถามด้วยความกังวลว่าเขาต้องขึ้นศาลทหารเนื่องจากการสูญเสียเครื่องบินทั้งฝูง

“เพราะท่านจะมอบเหรียญเมดัลออฟออร์เนอร์ [เหรียญกล้าหาญชั้นสูงสุดกองทัพสหรัฐ] ให้คุณน่ะสิ” นายพลมาร์แชลล์ กล่าว

เรื่อง WINSTON GROOM

แปล ภาวิต วงษ์นิมมาน


อ่านเพิ่มเติม เรื่องของสตรีกว่า 10,000 คนที่เป็นนักถอด รหัสลับ ให้สหรัฐฯ ชนะสงครามโลก

เรื่องแนะนำ

เหตุใด แอเรีย 51 จึงเชื่อกันว่าเป็นที่ซ่อนมนุษย์ต่างดาว

(ภาพปก) ภาพวัตถุคล้ายจานบิน บันทึกเอาไว้ที่เมืองอีทากา ในนิวยอร์ก ภาพถ่ายโดย Nadia Drake เป็นที่ร่ำลือกันมานานว่า แอเรีย 51 สนามบินและฐานทัพของกองทัพสหรัฐอเมริกาได้กุมความลับของโลกเอาไว้มากมาย ซึ่งอาจรวมไปถึงเป็นสถานที่เก็บเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาว และยูเอฟโอ ข่าวลือนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร หรือ แอเรีย 51 จะเป็นที่ซ่อนของมนุษย์ต่างดาวบนโลก? คงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าหากผู้คนบนโลกหลายคนตั้งข้อสงสัยเช่นนี้ เพราะแอเรีย 51 อันเป็นฐานทัพขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ที่ตั้งอยู่ใจกลางทะเลทรายของรัฐเนวาดา ได้รับการกล่าวถึงในสื่อภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวหลายเรื่องด้วยกัน โดยมีตัวอย่างที่โดดเด่นคือ ภาพยนตร์เรื่อง Independence Day (1996) ที่มีบทบาทให้กลุ่มตัวเอกนำมนุษย์ต่างดาวไปส่งที่แอเรีย 51 และพบว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีส่วนรู้เห็นในทฤษฎีสบคมคิดยูเอฟโอ หรือภาพยนตร์ชุด The X-file ที่มีการกล่าวถึงแอเรีย 51 ในฐานะสถานที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวเช่นกัน แม้ว่าจะมีการพูดถึงเช่นไร แอเรีย 51 ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ ท่ามกลางความสงสัยว่า มีสิ่งใดหลบซ่อนอยู่ภายใน รู้จักกับ แอเรีย 51 ฐานทัพ-สนามบินสุดลึกลับแห่งสหรัฐอเมริกา แท้จริงแล้วแอเรีย 51 เป็นชื่อที่เรียกกันอย่างลำลองของสนามบินโฮเมย์ (Homey Airport) หรือกรูมเลค […]

วันที่ท้องฟ้ามืดมิด

เรื่องและภาพถ่าย  เอกรัตน์ ปัญญะธารา “Black Day” เป็นโปรเจ็กต์ถ่ายภาพที่ใช้เวลาตลอดหนึ่งปีของเอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพและช่างภาพประจำนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559  อันเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “เป็นช่วงเวลาที่ความเงียบกลับมีเสียงดังก้อง เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกร่วมกันต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผมจึงเลือกเล่าเรื่องด้วยการบันทึกอารมณ์แทนการบันทึกเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นบันทึกหนึ่งของตัวเองและเป็นบันทึกหนึ่งของเหตุการณ์ซึ่งยาวนานตลอดหนึ่งปีเต็มของการไว้ทุกข์” เอกรัตน์กล่าว “สิ่งที่ยากที่สุดคือการถ่ายสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะเป็นอารมณ์  เป็นการถ่ายภาพที่ใช้จินตนาการมากกว่าถ่ายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า หรือการถ่ายสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่ยากมากและไม่เคยทำมาก่อน” ที่ผ่านมา การถ่ายภาพเพื่อตีพิมพ์ลงใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ใช้วิธีบอกเล่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงจากภาพถ่ายชุดหนึ่ง แต่สำหรับ “Black Day” เอกรัตน์ไม่กำหนดกฎเกณฑ์การถ่ายภาพของเขา “แต่มีเกณฑ์ในการเลือกภาพว่า ดูแล้วเกิดความเชื่อมโยงถึงความรู้สึกนั้นไหม ผมถ่ายภาพไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เรื่องที่ดี ทุกขั้นตอนเป็นการทดลอง ตั้งแต่การลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่า ภาพไหนจะใช่หรือไม่ใช่โดยกำหนดโทนสีของภาพให้เป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับอารมณ์ของคนไทยในวันที่ได้ยินข่าวสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9”   อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙, ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง