ผลตรวจ DNA ชี้โครงกระดูกของ นักรบไวกิง ผู้โด่งดังเป็นผู้หญิง

ผลตรวจ DNA ชี้โครงกระดูกของนักรบไวกิงผู้โด่งดัง เป็นผู้หญิง

การต่อสู้ด้วยหอกและดาบ ไวกิงและชาวสลาฟเผชิญหน้ากันในเทศกาลจำลองการรบในอดีต ที่จัดขึ้นที่เมือง Wolin ในโปแลนด์ จากกองทัพเล็กๆ ในยุคเริ่มแรกในที่สุดไวกิงขยายกองกำลังของพวกเขาจนสามารถยึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่ในยุโรปได้

ผลตรวจ DNA ชี้โครงกระดูกของ นักรบไวกิง ผู้โด่งดัง เป็นผู้หญิง

เป็นเวลามากกว่า 1 พันปีแล้ว ที่พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสวีเดน ถูกกำหนดให้เป็นสุสานฝังศพของ นักรบไวกิง ผู้มั่งคั่ง ภายในนั้นเต็มไปด้วยอาวุธดาบ หัวลูกศร และม้าอีก 2 ตัวสำหรับการบูชายัญ สุสานแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงอุดมคติของบทบาทนักรบชายในวิถีชีวิตของชาวไวกิง หรืออย่างน้อยก็ตามที่บรรดานักโบราณคดีเชื่อ

และผลการศึกษา DNA จากกระดูกล่าสุดออกมายืนยันแล้วว่า เจ้าของร่างที่นอนอยู่ในสุสานนั้นหาใช่บรุษแต่เป็นสตรี

รายงานการศึกษาครั้งใหม่นี้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Physical Anthropology ของอเมริกัน สร้างความประหลาดใจแก่นักโบราณคดีสำหรับความเข้าใจที่พวกเขามีต่อชาวไวกิง นักเดินเรือผู้เก่งกาจที่ครอบครองอาณาจักรของพวกเขาในยุโรปมานานหลายร้อยปี

Davide Zori นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเบเลอร์ ผู้ไม่ได้มีส่วนร่วมเกี่ยวกับการวิจัยกล่าวว่า “ผลการศึกษาครั้งใหม่นี้มุ่งไปที่หัวใจหลักของการตีความทางโบราณคดี นั่นคือเรามักตีความไปก่อนล่วงหน้าว่าบทบาททางเพศจะเป็นอย่างไร”

ตำนานของชาวไวกิงนั้นมีประวัติมาอย่างยาวนานว่านักรบไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชายเสมอไป เมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 10 บันทึกของชาวไอริชกล่าวถึง Inghen Ruaidh (สตรีแดง) นักรบหญิงที่นำทัพเรือของชาวไวกิงเดินทางไปยังไอร์แลนด์ และ Zori เองก็อ้างอิงถึงตำนานอื่นๆ เช่น ในศตวรรษที่ 13 นิทาน Saga of the Volsung เล่าถึงนักรบหญิงชาวไวกิงต่อสู้เคียงข้างกับบรรดานักรบชาย

อย่างไรก็ตามนักโบราณคดีพิจารณาว่า เรื่องราวของนักรบหญิงเหล่านี้เป็นเพียงแค่เรื่องแต่งเท่านั้น เพื่อเพิ่มบทบาทในสังคมให้แก่ผู้หญิงในปัจจุบัน

 

ข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้ชาย

นับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1880 นักโบราณคดีทำงานของพวกเขา ประกอบกับการศึกษา “Birka Warrior” หนังสือที่รวมเอาหลุมศพของนักรบชายเอาไว้ และเมื่อมีการค้นพบหลุมศพของชาวไวกิง พร้อมกับอาวุธและม้าสองตัวสำหรับพิธีบูชายัญ นักโบราณคดีจึงตีความเอาว่าน่าจะเป็นหลุมศพของนักรบไวกิง และแน่นอนพวกเขาต้องเป็นผู้ชาย

ด้านนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกเองเคยตีพิมพ์สารคดีเกี่ยวกับไวกิงไว้ เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2017 อย่างไรก็ตามข้อมูลหลายด้านจำต้องเปลี่ยนแปลงไป เมื่อ Anna Kjellstrom นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยสต็อกโฮล์มตัดสินใจตรวจสอบกระดูกเชิงกรานและขากรรไกรของนักรบในสุสานเป็นครั้งแรก ซึ่งขนาดของกระดูกมีความใกล้เคียงกับขนาดของกระดูกมนุษย์เพศหญิงทั่วไป

Kjellstrom รายงานสรุปผลการศึกษาของเธอในปี 2014 และตีพิมพ์รายงานดังกล่าวในปี 2016 อย่างไรก็ตามข้อมูลใหม่นี้กลับไม่ถูกเปิดเผยไปสู่วงกว้างมากนัก ในขณะเดียวกันนักโบราณคดีบางคนเองกล่าวโจมตีการศึกษาของเธอเนื่องจากการขุดค้นหลุมศพของชาวไวกิงมีขึ้นตั้งแต่ร้อยปีก่อน พวกเขาตั้งข้อสังเกตว่ามีความเป็นไปได้ว่าโครงกระดูกในนั้นอาจถูกเข้าใจผิด หรืออาจเป็นโครงกระดูกจากหลุมใกล้เคียงที่บังเอิญตกลงมา

ในการตอบโต้กับข้อสงสัย ทีมนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยอุปซอลา ในสวีเดน นำโดย Charlotte Hedenstierna-Jonson ตรวจสอบโครงกระดูกดังกล่าวอีกครั้ง และสกัดดีเอ็นเอออกมาเป็น 2 ประเภท เพื่อหาคำตอบว่าโครงกระดูกนี้เป็นโครงกระดูกของบุคคลคนเดียวหรือไม่ และเขาเป็นเพศอะไรกันแน่

ผลการทดลองสร้างความกระจ่างชัดแจ้ง เมื่อทีมสำรวจไม่พบโครโมโซม Y ในกระดูก รวมทั้งดีเอ็นเอจากกระดูกส่วนอื่นๆ นั้นสามารถเข้ากันได้หมด นั่นหมายความว่าโครงกระดูกนี้เป็นของคนๆ เดียว และบุคคลดังกล่าวเป็นผู้หญิง

Hedenstierna-Jonson และทีมงานของเธอระบุว่า หญิงสาวผู้นี้น่าจะเป็นนักรบ และน่าจะได้รับความเคารพในฐานะนักวางกลยุทธ์ “บนหน้าตักของเธอมีหมากอยู่จำนวนหนึ่ง” เธอกล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์ “นั่นสนับสนุนข้อสันนิษฐานว่าเธอต้องเป็นคนสำคัญในฐานะนักวางแผนการรบและอาจจะเป็นผู้นำด้วยซ้ำ”

ภาพประกอบโดย Evald Hansen วาดขึ้นจากหลุมศพดั้งเดิมที่ถูกขุดค้นโดย Hjalmar Stolpe ตีพิมพ์เมื่อปี 1889

 

ชีวิตของชาวไวกิง

Zori ยังหลงใหลสิ่งที่เขาค้นพบเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Birka หมู่บ้านของชาวไวกิงที่ใช้เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนสินค้าและสถานที่ฝังร่างของสตรีชาวไวกิง หนึ่งในสถานที่อันโด่งดังได้แก่ Viking burial grounds ศูนย์กลางการค้าขนาดใหญ่ของชาวไวกิงในอดีต และยังเป็นสถานที่ขนสัตว์และทาสลงเรือล่องไปยังแม่น้ำ Dnieper และ Volga

เมื่อผู้คนและสินค้ามากมายหลั่งไหลมายังสถานที่แห่งนี้ ศูนย์กลางดังกล่าวก็กลายเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น “Birka เชื่อมชาวไวกิงเข้าไว้ด้วยกัน มันเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยน และการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างผู้คน ไม่ใช่แค่การรบราฆ่าฟัน” เขากล่าว

Zori เสริมว่า มีความเป็นไปได้ แม้จะเป็นไปได้น้อย ว่าบรรดาญาติๆ ของหญิงสาวคนดังกล่าวตัดสินใจฝังเธอพร้อมกับอาวุธที่ใช้ในการสู้รบ แม้ว่าสิ่งของเหล่านั้นจะไม่ได้มีบทบาทในชีวิตของเธอเลยก็ตาม อย่างไรก็ตามจากหลักฐานที่มีอยู่ขณะนี้ตัวเขาค่อนข้างมั่นใจกับผลการศึกษาที่ออกมา

“มันเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมาก จากเดิมที่เรื่องราวของนักรบหญิงเหล่านี้เป็นเพียงแค่จารึกหรือตำนานเท่านั้นแต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยี เราสามารถนำตำนานและโบราณคดีเข้ามาใกล้กันได้” เขากล่าว

 

อ่านเพิ่มเติม

โครงกระดูกโบราณฉายพิธีกรรมหลังต่อสู้ของคนเถื่อน

เรื่องแนะนำ

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ยุวกษัตริย์

รอบนักษัตรที่ ๑ (พ.ศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๘๒) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระนาม ”ภูมิพลอดุลเดช” ทางโทรเลข โดยทรงกำกับตัวสะกดเป็นอักษรโรมันว่า Bhumibala Aduladeja สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงเข้าพระทัยในตอนแรกว่า พระนามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานคือ ภูมิบาล การเขียนอักษรเช่นนี้เป็นไปตามกฎเกณฑ์การเทียบอักษรโรมันกับอักษรไทยของคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีสันสกฤต (ตามพระราชนิยมในรัชกาลที่ ๖) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระอักษรพระนามพระองค์เองว่า ”ภูมิพลอดุลเดช” และ “ภูมิพลอดุลยเดช” สลับกันไป จนมาทรงนิยมใช้แบบมีตัว ”ย” สะกดตามปัจจุบัน คำว่า ภูมิพล มีความหมายว่า พลังแห่งแผ่นดิน คำว่า อดุลยเดช มีความหมายว่า ผู้มีอำนาจที่ไม่มีผู้ใดอาจเทียบได้ ขณะทรงพระเยาว์ สมเด็จพระบรมราชชนนีโปรดให้อาจารย์ที่โรงเรียนเพาะช่าง (ชื่อในสมัยนั้น) ประดิษฐ์ตัวต่อ (จิ๊กซอว์) เป็นภาพแผนที่ประเทศไทยถวาย เพื่อทรงเล่นเป็นการฝึกทักษะและเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศไทย นับเป็นประสบการณ์หนึ่งที่ส่งเสริมให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ ในเวลาต่อมา เช่น ขณะเจริญพระชนมายุเพียง ๑๐ พรรษา ทรงประดิษฐ์เครื่องรับวิทยุและทรงซ่อมจักรเย็บผ้าให้พระพี่เลี้ยง จนถึงสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นนวัตกรรมอย่างกังหันน้ำชัยพัฒนา ในปัจจุบันภาพแผนที่ประเทศไทยที่ประทับอยู่ในความทรงจำ ทำให้พระองค์ทรงนึกถึงประเทศและอาณาประชาราษฎร์ ดังตลอดเวลาหลายสิบปีที่ได้เสด็จฯเยี่ยมราษฎรในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จนเป็นที่กล่าวกันว่าไม่มีที่แห่งใดบนผืนแผ่นดินไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปไม่ถึง ขณะประทับอยู่ที่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส เมื่อทรงจบระดับมัธยมศึกษา ทรงได้รับประกาศนียบัตรด้านอักษรศาสตร์ ส่วนในมหาวิทยาลัยเบื้องแรกทรงศึกษาสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ทว่าหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ได้ทรงเปลี่ยนมาเป็นสาขาวิชานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยและพระประมุขของปวงชนชาวไทย   อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙, ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

ภาพเปลือยโมนาลิซาอาจเป็นผลงานของ ดา วินชี เอง

ภาพเปลือยโมนาลิซาอาจเป็นผลงานของ ดา วินชี เอง โดย คริสตินา นูเนช ภาพวาดด้วยดินสอที่เป็นที่รู้จักในฐานะ “ภาพเปลือยของโมนาลิซา” ถูกเชื่อกันมาอย่างยาวนานว่าเป็นผลงานของหนึ่งในลูกศิษย์ของ ลีโอนาร์โด ดา วินซี แต่ผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีสชี้ว่าผลงานชิ้นนี้อาจเป็นผลงานของดา วินชีเอง เป็นการยากที่จะมองข้ามจุดคล้ายคลึงกันของผู้หญิงที่โด่งดังที่สุดในผลงานของดา วินชี เมื่อศตวรรษที่ 16 กับผู้หญิงในภาพเขียน “โมนนา แวนนา” (Monna Vanna) ภาพสเก๊ตช์ที่ถูกเก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Condé ทางตอนเหนือของกรุงปารีส ตั้งแต่ปี 1862 รอยยิ้มไม่เต็มที่เหนือคางที่ได้รูป ตลอดจนองศาของการวางมือก็เหมือนกันพอดิบพอดี ความคล้ายคลึงดังกล่าวดึงดูดความสนใจของบรรดานักวิจัยในการหาคำตอบของผลงานชิ้นนี้ ที่มีแผนจะจัดแสดงภายในนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ Condé ในปี 2019 นี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 500 ปี นับตั้งแต่ศิลปินเอกชาวอิตาลีแห่งยุคเรเนซองส์เสียชีวิตลง ภาพเขียนถูกสร้างสรรค์ขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับ “โมนาลิซา” ในช่วงที่ดา วินชี ยังมีชีวิต และตัวกระดาษเองก็ถูกผลิตขึ้นในอิตาลี รายงานจาก Mathieu Deldicque รองผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ Condé ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 […]

ค้นพบสถานที่สังสรรค์ของชาวเปรูโบราณ

ค้นพบสถานที่สังสรรค์ของชาวเปรูโบราณ แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เคยเป็นสถานที่สำหรับการจัดพิธีกรรมของอารยธรรมโมเช ในเปรู ในยุคสมัยที่ชาวสเปนยังไม่ได้เดินทางมาถึงยังทวีปอเมริกาใต้ จากประวัติศาสตร์ชาวโมเชอาศัยอยู่ยังบริเวณอ่าวทางตอนเหนือของประเทศเปรูในปัจจุบัน ก่อนที่อาณาจักรของพวกเขาจะล่มสลายลงและผู้คนอพยพออกไปอย่างลึกลับในคริสต์ศักราชที่ 700 นอกเหนือจากเป็นสถานที่สำหรับจัดพิธีกรรมและการบรวงสวงแล้ว สถานที่นี้ยังถูกใช้เป็นสถานที่สังสรรค์สำหรับชนชั้นสูงในอารยธรรมโมเชอีกด้วย จากการตรวจสอบตามผนังยังเหลือร่องรอยที่บ่งชี้ว่า ในอดีตผนังเต็มไปด้วยลวดลายและงานศิลปะหลากสีสันไม่ว่าจะเป็น ภาพวาดของสิงโตทะเล และปลามากมาย   อ่านเพิ่มเติม : เผยโฉมใบหน้า ราชินีอาณาจักรโบราณ, 7 โบราณสถานที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยเอเลี่ยน

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : ราชาแห่งราชัน

รอบนักษัตรที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๔๒ – ๒๕๕๔) ตลอดระยะเวลา ๖๕ ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัตินับแต่พระชนมายุ ๑๙ พรรษา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึงปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประเทศชาติและปวงชนชาวไทยอย่างมิทรงเหน็ดเหนื่อย และเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรของพระองค์ด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า พระราชกรณียกิจตลอดจนโครงการทั้งหลายทั้งปวงที่มีพระราชดำริให้จัดทำขึ้น และมีผู้นำไปสานต่อจนสัมฤทธิผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนนั้น มีมากมายสุดจะพรรณนาได้หมดในที่นี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเหล่านี้ หากจะจำแนกหมวดหมู่ออกเป็นสาขาใหญ่ ๆ ก็จะได้ดังนี้     พระราชกรณียกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร     พระราชกรณียกิจด้านเกษตรกรรมและการพัฒนาชนบท     พระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุข     พระราชกรณียกิจด้านการพระศาสนาและศิลปวัฒนธรรม     พระราชกรณียกิจด้านเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นนวัตกรรม     พระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ      นอกจากโครงการต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริอันเป็นหลักปรัชญาสำคัญที่เรียกว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหลักการดำรงชีวิตที่มีคุณค่ายิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน จึงมีผู้นำหลายชาติให้ความสนใจ และพิจารณานำไปเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนในชาติของตนประพฤติปฏิบัติตามหลักปรัชญาหรือทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เริ่มต้นจากแนวทางพออยู่พอกินก่อน ซึ่งปรากฏครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ ดังปรากฏในพระราชดำรัสพระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ความตอนหนึ่งว่า “คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกินมีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…” หลังจากนั้นก็เริ่มมีการพูดกันถึงแนวความคิด ”พออยู่พอกิน” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกันอย่างกว้างขวาง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า แนวปรัชญาพออยู่พอกินของพระองค์ท่านนั้นลึกซึ้งเพียงไร นักปรัชญาและผู้รู้ต่างก็ตีความไปต่าง ๆ กัน จนเกิดความสับสนขึ้น ในปีรุ่งขึ้นและปีต่อ ๆ มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสถึงแนวพระราชดำริพอมีพอกินหรือเศรษฐกิจพอเพียงนี้ในอีกหลายโอกาส ทรงอธิบายจนเป็นที่เข้าใจกันได้ คำว่าพอเพียงมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มีความหมายกว้างออกไปอีก ไม่ได้หมายถึงการมีพอสำหรับใช้ของเท่านั้น แต่มีความหมายว่าพอมีพอกิน… “พอมีพอกิน” นี้ก็แปลว่า ”เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นเอง พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกินมีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหรา ก็ได้ แต่ว่าพอแม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกินนี้ ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกินก็ใช้ได้  ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑   เศรษฐกิจพอเพียงนั้นเขาว่าเป็นเศรษฐกิจชุมชน หมายความว่าให้พอเพียงในหมู่บ้านหรือในท้องถิ่น… ถ้าพอมีพอกินคือพอมีพอกินของตัวเองนั้น ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจสมัยหิน สมัยหินนั้นเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน แต่ว่าค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมา –พระราชดำรัสพระราชทานในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ […]