7 โบราณสถาน ที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยเอเลี่ยน - National Geographic Thailand

7 โบราณสถานที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยเอเลี่ยน

7 โบราณสถาน ที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยเอเลี่ยน

โลกของเราเป็นบ้านของหลากหลายสถานที่อันงดงามจากหลายยุคหลายสมัยในอดีต บางครั้งสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ดูล้ำยุคเกินกว่าที่เทคโนโลยีในสมัยนั้นจะสร้างได้ นั่นเป็นเพราะสิ่งก่อสร้างบางแห่งก็ใหญ่โตเกินไป หนักเกินไป หรือซับซ้อนเกินไปจึงทำให้เกิดความเชื่อที่ว่า โบราณสถาน อย่างพีรามิดในอียิปต์, ลายเส้นนัซกา รวมไปถึงสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกมากมาย น่าจะเป็นฝีมือของบางสิ่งบางอย่างที่มาจากนอกโลก

แม้จะยังไม่อาจพิสูจน์ได้ แต่ก็น่าสนุกดีที่จะจินตนาการว่าในอดีตครั้งหนึ่งมนุษย์ต่างดาวเคยเดินทางมาเยี่ยมโลกของเรา เช่นเดียวกันกับที่ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางอวกาศของเรากำลังเติบโตและดาวอังคารเองก็อยู่ในเป้าหมายของเราเช่นกัน อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงก็คือ ไม่มีหลักฐานใดสนุบสนุนว่าเอเลี่ยนเคยมายังสถานที่นั้นๆ และการเรียกร้องหาคำอธิบายเหนือธรรมชาตินี้กำลังเป็นการมองข้ามอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ในประวัติศาสตร์และความสามารถของพวกเขาในการสร้างสิ่งก่อสร้างอันน่าทึ่งเหล่านี้ ที่มอบให้เป็นของขวัญแก่โลก

 

กำแพงหินซัคเซย์ฮัวมัว (SACSAYHUAMÁN)

อาคารสมัยใหม่ของเมืองคุสโคสว่างไสวอยู่หลังป้อมปราการซัคเซย์ฮัวมัว

ที่ด้านนอกของเมืองคุสโค ศูนย์กลางของอาณาจักรอินคา มีป้อมกำแพงที่สร้างตามแนวเทือกเขาแอนดีส ของเปรู กำแพงเหล่านี้สร้างจากก้อนหินขนาดมหึมาที่ได้รับการแกะสลักและวางเข้าด้วยกันในรูปแบบตัวต่อจิ๊กซอว์ ซึ่งเชื่อกันว่าหลักฐานจากอารยธรรมโบราณเหล่านี้ น่าจะได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนที่มาจากนอกโลก

ปราการอายุ 1,000 ปีที่เชื่อมต่อกันนี้สร้างจากก้อนหินหลายก้อนรวมกันมีน้ำหนักมากถึง 360 ตัน เรียงรายเป็นแนวกำแพงยาวมากกว่า 20 ไมล์ ก่อนที่จะยกตัวขึ้นเข้าพอดีกับภูมิประเทศ ราวกับถูกตัดด้วยแสงเลเซอร์

วิศวกรในยุคโบราณสร้างสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร เป็นปริศนาน่าสนุกที่คู่ควรแก่การหาคำตอบ มองลงไปที่อารยธรรมนี้จะเห็นว่าชาวอินคาเป็นชนชาติที่มีความเก่งกาจในการก่อสร้าง รวมไปถึงการทำเรื่องซับซ้อนอย่างสังเกตท้องฟ้าและสร้างปฏิฑินสำหรับพวกเขาขึ้นมา ในความเป็นจริง กำแพงหินซัคเซย์ฮัวมัวไม่ใช่ตัวอย่างเดียวของการวางอิฐที่ซับซ้อน กำแพงในรูปแบบเดียวกันนี้ถูกพบทั่วอาณาจักรอินคา รวมไปถึงในเมืองคุสโคเอง ที่ก้อนหินจำนวน 12 ก้อนถูกวางเข้ามุมกันอย่างพอดิบพอดี

นอกจากนั้นนักโบราณคดียังค้นพบเชือกและระบบคันโยกที่ชาวอินคาใช้ในการขนย้ายหิน ระบบดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงและความเฉลียวฉลาดของชาวอินคา แทนที่จะเป็นฝีมือของสถาปนิกจากต่างดาว

 

ลายเส้นนัซกา

ตัวอย่างลายเส้นนัซกาบนผืนทะเลทรายเปรู

บนที่ราบสูงอันแห้งแล้งที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลิมา ลายเส้นสีขาวกว่า 400 ลายกระจัดกระจายทั่วผืนทะเลทรายของเปรู งานศิลป์จากอารยธรรมโบราณเหล่านี้ถูกวาดอย่างกระจัดกระจาย ประกอบด้วยรูปเรขาคณิต 300 รูป และรูปสัตว์อีก 70 รูป ในจำนวนนี้มีทั้งแมงมุม, ลิง, และนกฮัมมิ่งเบิร์ด

ลายเส้นที่ยาวที่สุดมีความยาวเป็นไมล์เลยทีเดียว สำหรับรูปวาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีความยาวถึง 1,200 ฟุต ซึ่งต้องมองจากบนท้องฟ้าจึงจะสามารถเห็นได้ว่ามันคือรูปอะไร นักวิทยาศาสตร์คาดเดาว่าภาพวาดโดยชาวนัซกาเหล่านี้มีอายุเก่าแก่ถึงเกือบ 2,000 ปี และด้วยความที่มันเป็นศิลปะเก่าแก่, ขนาดอันใหญ่โต และต้องมอกจากมุมสูงเท่านั้น จึงทำให้ใครหลายคนเชื่อว่า ลายเส้นนัซกานี่คือหนึ่งในผลงานของมนุษย์ต่างดาว ในขณะเดียวกันก็เป็นการยากที่จะจินตนาการว่าอารยธรรมโบราณสามารถสร้างสรรค์ผลงานขนาดใหญ่โตมโหฬารนี้ท่ามกลางผืนทะเลทรายได้ยังไง ในเมื่อพวกเขาบินไม่ได้ รวมไปถึงคำถามที่ว่าพวกเขาสร้างงานเหล่านี้ทำไม?

ลายเส้นเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า “จีโอกลิฟ” (Geoglyphs) ถูกสร้างขึ้นด้วยการขุดผิวหน้าดินออก จนถึงดินอีกชั้นที่อยู่ข้างใต้ จากนั้นนำก้อนหินมาเรียงเป็นกำแพงข้างๆ คูที่ขุดขึ้น ก็จะได้ลายเส้นสีขาวที่ตัดกับสีของภูมิประเทศรอบๆ

สำหรับเหตุผลของการสร้างลายเส้นเหล่านี้ การศึกษาในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เชื่อว่าภาพเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการโคจรและการปรากฏของดวงดาวบนท้องฟ้า แต่ในการศึกษาครั้งต่อๆ มา พบว่าลายเส้นเหล่านี้ชี้จุดไปยังแหล่งน้ำ และเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมในการบูชาเทพเจ้า หากคุณผู้อ่านต้องการจะไปชมสิ่งมหัศจรรย์นี้ นอกเหนือจากการชมผ่านเครื่องบินแล้ว ยังสามารถชมได้ผ่านเชิงเขารอบๆ อีกด้วย

 

พีรามิดในอียิปต์

พระอาทิตย์ตกหลังพีรามิดในเมืองกีซา

นอกกรุงไคโร ในเมืองกีซา พีรามิดที่มีชื่อเสียงที่สุดของอียิปต์ตั้งตระหง่านอยู่เหนือผืนทราย สิ่งก่อสร้างอันน่าทึ่งนี้มีอายุเก่าแก่ถึง 4,500 ปี ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานแก่ฟาโรห์และราชินีเมื่อพวกเขาสวรรคต

คำถามก็คือ ชาวอียิปต์ก่อสร้างพีรามิดได้อย่างไร สิ่งก่อสร้างขนาดมหึมานี้ทำจากก้อนหินหลายก้อน แต่ละก้อนมีน้ำหนักอย่างน้อย 2 ตัน แม้กระทั่งด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน การสร้างพีรามิดด้วยเครนให้ใหญ่โตเท่ากับพีรามิดของฟาโรห์ ก็ยังถือเป็นงานยากและท้าทาย

ในขณะที่บรรดาผู้ที่มีความเชื่อกันว่าพีรามิดถูกสร้างขึ้นจากเอเลี่ยนนั้นก็ยกข้อคิดเห็นที่ว่า พีรามิด 3 แห่ง ในกีซานี้มีสภาพดีกว่าพีรามิดอื่นๆ (โดยลืมนึกถึงความจริงไปว่ามีแรงงานมากมายที่บำรุงรักษาพีรามิดอยู่นานหลายร้อยปี)

สรุปแล้วพีรามิดถูกสร้างโดยมนุษย์ต่างดาวจริงหรือไม่? คำตอบคือไม่ใช่แน่นอน แม้นักวิทยาศาสตร์จะไม่แน่ใจว่าชาวอียิปต์โบราณสร้างพีรามิดอย่างไร และสร้างด้วยวิธีไหน แต่มีหลักฐานมากพอที่จะระบุได้ว่าสุสานเหล่านี้เป็นผลงานของแรงงานนับพันที่เคยอาศัยอยู่บโลกใบนี้

 

สโตนเฮนจ์

สีสันม่วงอมชมพูของท้องฟ้าเหนือสโตนเฮนจ์

ก้อนหินขนาดใหญ่ตั้งเรียงรายเป็นวงกลม บางก้อนมีน้ำหนักมาถึง 50 ตัน โบราณสถานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ชนบทในอังกฤษ นอกเมืองซอลส์บรี เป็นที่รู้จักในนาม “สโตนเฮนจ์” อนุสาวรีย์โบราณที่เป็นแรงบันดาลใจให้  Erich von Däniken นักเขียนชาวสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งทฤษฎีว่าสถานที่แห่งนี้คือแบบจำลองของจักรวาล รวมไปถึงเป็นสถานที่ที่เชื่อมโยงกับมนุษย์ต่างดาว ว่าแต่ว่าก้อนหินเหล่านี้เดินทางมาได้อย่างไร เป็นระยะทางหลายร้อยไมล์ จากแหล่งกำเนิดภายในเหมือง?

ไม่มีใครทราบ เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครทราบความหมายของการสร้างสโตนเฮนจ์ อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมานี้เมื่อราว 5,000 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่สิ่งก่อสร้างที่เกาแก่ที่สุดในภูมิภาคดังกล่าวกำลังถูกเริ่มต้นสร้างขึ้นพอดี

ปัจจุบันเชื่อกันว่าก้อนหินเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ หรืออย่างน้อยก็เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการเชื่อมโยงกับสรวงสวรรค์ของอารยธรรมโบราณ แม้ว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้จะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากคนบนฟ้าก็ตาม

 

มหาพีรามิดเตโอติฮัวคาน (TEOTIHUACÁN)

มหาพีรามิดเตโอติฮัวคาน

เตโอติฮัวคานมีความหมายว่า “อาณาจักรของพระเจ้า” อารยธรรมโบราณของเม็กซิโก ที่เป็นที่รู้จักจากมหาพีรามิดและสถานดูดาวอันโด่งดัง สร้างขึ้นเมื่อ 2,000 ปีก่อน โดยชาวเตโอติฮัวคาน ด้วยขนาดและความซับซ้อนของสิ่งก่อสร้างนี้ดูยิ่งใหญ่ราวกับว่ามันสร้างขึ้นโดยผู้ที่มาจากนอกโลก แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือผลงานของมนุษย์

นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสมมุติฐานว่าสิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมานี้เป็นผลงานจากหลากหลายอารยธรรมที่กินเวลานานหลายร้อยปี ทั้งชาวมายา, ชาวซาโพเทค และชาวไมเทค ด้วยแรงกายของแรงงานจำนวนมากกว่า 100,000 คน  จากหลักฐานมากมายไม่ว่าจะเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนัง, เครื่องไม้เครื่องมือ และระบบรอกที่พวกเขาใช้ในการเคลื่อนย้ายหิน ไปจนถึงหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าชาวเตโอติฮัวคานมีภูมิปัญญาการทำการเกษตรที่ยอดเยี่ยม ทำให้เชื่อกันว่าพวกเขาน่าจะมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่าชาวแอซเท็ก อารยธรรมโบราณในเม็กซิโกเช่นเดียวกัน

สิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดคือมหาพีรามิดดวงอาทิตย์ หนึ่งในสิ่งก่อสร้างโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในซีกโลกตะวันตก โดยตำแหน่งของการก่อสร้างพีรามิดถูกตั้งตามปฏิฑินของพวกเขา

 

เกาะอีสเตอร์

โมไอหันหน้าออกสู่ทะเล บนเกาะอีสเตอร์ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก

“โมไอ” คือชื่อของก้อนหินขนาดใหญ่ที่ถูกแกะสลักเป็นรูปคนตั้งรายล้อมรอบเกาะอีสเตอร์ วัตถุโบราณเหล่านี้เต็มไปด้วยปริศนามากมาย เช่น ชาวเกาะสร้างสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร เมื่อ 1,000 ปีก่อน และโมไอเหล่านี้มีความหมายอะไร?

หินแกะสลักเหล่านี้มีจำนวนมากถึง 900 ชื้น เรียงรายตามแนวภูเขาไฟที่ดับแล้วของเกาะ เฉลี่ยความสูงของโมไออยู่ที่ 13 ฟุต น้ำหนัก 14 ตัน ถูกแกะสลักจากหินภูเขาไฟจากเหมือง Rano Raraku ในจำนวนนี้โมไอจำนวน 400 ชั้นยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการก่อสร้างและมีจำนวนมากที่นอนเรียงรายอยู่ตามพื้นดิน

เหตุผลของการสร้างโมไอเหล่านี้ยังเป็นปริศนา เชื่อกันว่ารูปสลักเหล่านี้มีขึ้นเพื่อเหตุผลทางศาสนาหรือพิธีกรรมบางอย่าง แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นกับชาวเกาะผู้อยู่เบื้องหลังผลงานเหล่านี้ แต่มีทฤษฎีที่เชื่อกันมากที่สุดระบุว่าการโค่นต้นไม้เพื่อสร้างอุปกรณ์ในการขนย้ายตลอดจนแกะสลักหินเหล่านี้เป็นเหตุให้ระบบนิเวศของเกาะถูกทำลาย จนเกาะไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป

 

ใบหน้าบนดาวอังคาร

ภาพถ่ายจากยานอวกาศ Viking 1 เมื่อปี 1976 แสงและเงาที่ตกกระทบบนเนินส่งผลให้ดูคล้ายกับมีใบหน้าของมนุษย์บนดาวอังคาร

หากอีลอน มัสก์ ทำได้ตามเป้าหมาย มนุษย์เราจะมีโอกาสได้ขึ้นไปเยี่ยมชม “ใบหน้าบนดาวอังคาร” ซึ่งไม่แน่ว่าอาจเกิดขึ้นจริงในศตวรรษนี้ ใบหน้านี้ถูกพบโดยยานอวกาศ Viking 1 เมื่อปี 1976 ใบหน้าที่มีความยาวเกือบ 2 ไมล์นี้ ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มีชื่อเรียกว่า Cydonia ในตอนนั้นนักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าใบหน้านี้เป็นเพียงเงาที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาสถานที่นี้ได้กลายเป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาผู้ชื่นชอบมนุษย์ต่างดาวและคิดว่าพวกเขาเดินทางท่องอวกาศกันมาแล้ว

ในปี 2001 ยานอวกาศมาร์ส โกลบอล เซอร์เวเยอร์ใช้กล้องความละเอียดสูงพิจารณาสถานที่ดังกล่าวให้ละเอียดอีกครั้งพวกเขาไม่พบใบหน้าใดๆ บนนั้น ปรากฏว่าสิ่งที่ดูเหมือนใบหน้านั้นเป็นแค่เนินลาดชันเท่านั้น…อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าดาวอังคารไม่ใช่สถานที่ที่น่าไปเยือนสักครั้ง

เรื่อง นาเดีย ดรากค์

 

อ่านเพิ่มเติม

9 สมบัติทองคำจาก อาณาจักรโบราณ

 

เรื่องแนะนำ

ฟอสซิลนิ้วอายุ 88,000 ปี รอยต่อของการอพยพในอดีต

การค้นพบครั้งใหม่จากทะเลสาบก่อนประวัติศาสตร์ ในซาอุดิอาระเบีย กำลังหักล้างความเชื่อที่ว่ามนุษย์อพยพออกจากแอฟริกาเมื่อ 60,000 ปีก่อน

การปฏิวัตินีโอลิทิค คืออะไร

ผู้หญิงกำลังใช้เคียวเก็บเกี่ยวธัญพืชใน Tras os Monte ในโปรตุเกส ภาพถ่ายโดย VOLKMAR K. WENTZEL, NAT GEO IMAGE COLLECTION การปฏิวัตินีโอลิทิคซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า การปฏิวัติเกษตรกรรม คือการเปลี่ยนจากการล่าสัตว์และหาของป่าไปสู่การทำเกษตรกรรม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติไปตลอดกาล เชื่อกันว่า การปฏิวัตินีโอลิทิค (Neolithic) หรือ การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อราว 12,000 ปีก่อน มันเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายกับการเริ่มต้นของสมัย (Epoch) ทางธรณีวิทยาที่ในยุคปัจจุบันคือโฮโลซีน (Holocene) การปฏิวัติในครั้งนี้เปลี่ยนแปลงการกินอยู่ และการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ไปตลอดกาล และได้เบิกทางสู่อารยธรรมมนุษย์สมัยใหม่ ในยุคนีโอลิทิค นักล่าหาของป่า (Hunter-Gatheres) เร่ร่อนอยู่ตามธรรมชาติเพื่อตามล่าและหาอาหาร แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น นักล่าอาหารกลายเป็นเกษตรกร และเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตนักล่าหาของป่ามาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น สาเหตุของการตั้งรกราก แม้ว่าช่วงเวลาและสาเหตุที่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยเป็นมาจะยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ โดยมีการคาดเดาว่าการเพาะปลูกของมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรกในบริเวณพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent หรือบริเวณเมโสโปเตเมีย) ในแถบตะวันออกกลาง อันเป็นบริเวณที่ผู้คนหลายกลุ่มพัฒนาการเกษตรตามแบบของตัวเอง จึงเป็นไปได้ว่า “การปฏิวัติเกษตรกรรม” เป็นการปฏิวัติที่มีการพัฒนาในตัวเองอยู่หลายครั้ง มีหลายสมมติฐานที่ให้คำตอบว่าเหตุใดมนุษย์จึงหยุดเร่ร่อนเพื่อหาอาหารและเริ่มเพาะปลูก ความกดดันทางประชากร (Population Pressure) อาจทำให้เกิดการแย่งชิงอาหารที่มากขึ้น […]

๘๙ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระบารมีแผ่ไพศาล

รอบนักษัตรที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๑๘ – ๒๕๓๐) หากนับจากปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยี่ยมราษฎรครั้งแรกที่บ้านหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  และต่อมาได้เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ โดยเริ่มจากจังหวัดในภาคกลางและภาคเหนือ ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ขึ้นบนดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เพื่อทรงใช้เป็นที่ประทับพักแรมระหว่างเสด็จฯเยี่ยมราษฎรชาวเขาและพสกนิกรในจังหวัดทางภาคเหนือ ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ขึ้นบนเขาตันหยง อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ สำหรับเป็นที่ประทับระหว่างเสด็จฯเยี่ยมราษฎรในภาคใต้ สำหรับการเสด็จฯไปทรงงานในภาคอีสานนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ขึ้นบนเทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร ในปีพ.ศ. ๒๕๑๘ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกพื้นที่ด้วยพระองค์เองด้วยมีพระราชดำริที่จะฟื้นฟูสภาพป่าในบริเวณเทือกเขาภูพานที่ถูกบุกรุกจนแห้งแล้ง ต่อมาได้ขยายพื้นที่โครงการพระราชดำริออกไปจนครอบคลุมพื้นที่ ๑,๙๕๐ ไร่ โครงการนี้ช่วยพลิกฟื้นคืนชีวิตให้แก่ป่าต้นน้ำลำธารของเทือกเขาภูพานการเสด็จฯเยี่ยมราษฎรในท้องถิ่นต่าง ๆ ทำให้ได้ทอดพระเนตรสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรและสภาพพื้นที่ที่แท้จริง เมื่อทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่าราษฎรกำลังประสบปัญหาความทุกข์ยาก ทั้งเรื่องพื้นที่ทำกินและชีวิตความเป็นอยู่ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราษฎรในพื้นที่เหล่านั้นโดยทั่วกัน พื้นที่ทางภาคเหนือซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงนั้น เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวไทยภูเขาเผ่าต่าง ๆ เดิมชนกลุ่มน้อยเหล่านี้หาเลี้ยงชีพด้วยการทำการเกษตรแบบไร่เลื่อนลอย จึงทำให้ต้องตัดไม้ทำลายป่า พืชไร่ที่เพาะปลูกก็มีทั้งพืชอาหารและพืชที่เป็นต้นทางของยาเสพติดคือฝิ่น ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงปัญหาและความจำเป็นของราษฎรเหล่านี้ จึงพระราชทานโครงการช่วยเหลือด้วยการส่งเสริมให้ชาวไทยภูเขาเปลี่ยนจากการทำไร่เลื่อนลอยมาเป็นการเพาะปลูกพืชไร่ ทั้งจำพวกพืชผักที่เป็นไม้ล้มลุกและไม้ยืนต้น มีการนำพันธุ์ผักผลไม้เมืองหนาวไปแจกและสอนวิธีเพาะปลูก เมื่อได้ผลผลิตมาก็ให้ความช่วยเหลือในการจัดจำหน่ายตามราคาที่เป็นธรรม ทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นอย่างมาก และเลิกอาชีพการทำไร่ฝิ่นอย่างเด็ดขาดในที่สุด นี่คือปฐมบทของโครงการหลวงที่ดำเนินงานสืบเนื่องมากว่าสี่ทศวรรษในปัจจุบัน พื้นที่ทางภาคอีสานนั้นมีปัญหาเรื่องความแห้งแล้ง ขาดน้ำ และคุณภาพของดินที่เป็นปัญหาในการทำเกษตรกรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานโครงการเกษตรชลประทานในรูปแบบต่าง ๆ จนปัจจุบันพื้นที่ทางภาคอีสานสามารถทำการเกษตรได้หลายรูปแบบ แม้กระทั่งสวนยางพาราคุณภาพดีที่ให้ผลผลิตสูงไม่ด้อยกว่าสวนยางพาราในภาคใต้ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยอาณาประชาราษฎร์ พสกนิกรในทุกภูมิภาคของประเทศต่างเทิดทูนพระองค์ไว้เหนือสิ่งอื่นใด และพร้อมใจกันเรียกขานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของพวกเขาว่า “พ่อหลวง”   อ่านเพิ่มเติม : ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : เสด็จฯเยี่ยมพสกนิกรทั่วหล้า, ๘๘ พรรษา มหาราชในดวงใจ : พระอัจฉริยภาพเกริกไกร