ก่อนหมดสิ้น... สับขาลาย - National Geographic Thailand

ก่อนหมดสิ้น… สับขาลาย

ก่อนหมดสิ้น… สับขาลาย

“หากไม่เปิดเปลือยจะไม่รู้ว่ามีความงามใดซ่อนอยู่ หากไม่สังเกต อาจหลงเข้าใจว่า บุรุษนุ่งเตี่ยวยืนกลางลำธารใสเย็น”

ผมเดินทางมาที่อมก๋อย อำเภอริมสุดทางใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ด้วยความเชื่อ จากพื้นราบผ่านเส้นทางคดโค้งหลายสิบยอดดอย หลายสิบหย่อมชุมชนของชาวกะเหรี่ยง 2 กลุ่มใหญ่ที่ตั้งถิ่นฐานมายาวนาน เพื่อหวังทำความเข้าใจในคติความเชื่อและรากทางความคิดต่อศิลปะเฉพาะที่กำลังจะสาบสูญในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า

ในอดีตทุกชุมชนในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เมื่อบุรุษย่างเข้าสู่วัยฉกรรจ์ ทุกคนล้วนอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดลวดลายโบราณที่มีแบบแผนจากรุ่นสู่รุ่น แต่ต้องแลกมาด้วยความอดทนซึ่งอาจหมายถึงชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในทุกสิบคนจะมีคนเสียชีวิตสองถึงสามคนเสมอ ถือว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงสำหรับชาวกะเหรี่ยง เป็นความภาคภูมิใจที่จะปรากฏอยู่บนเรือนร่างและคงอยู่ตราบลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

สิ่งนี้คือความงามและรูปแบบเฉพาะ ถือเป็นตัวแทนของศิลปะบนเรือนร่างของชายชาวกะเหรี่ยง พวกเขาเรียกสิ่งนี้ว่า หมึกขาลายหรือการสับขาลาย คือการสักบริเวณใต้หัวเข่าขึ้นมาจนถึงบริเวณเอวเหนือสะดือ ขาทั้งสองข้างมีกรอบสี่เหลี่ยมหรือกรอบวงกลมเว้นช่องว่างให้เห็นเนื้อหนังบางส่วน ภายในเป็นลวดลายภาพสัตว์ต่าง ๆ หมึกสีดำที่ใช้มีส่วนผสมจากน้ำดีของสัตว์หลายชนิดร่วมกับว่าน

ปัจจุบันความภาคภูมิใจเหล่านี้กลายเป็นเพียงสิ่งตกค้างจากวันเวลา ชาวกะเหรี่ยงอายุน้อยกว่า 50 ปีในพื้นที่อำเภออมก๋อย คิดเป็นประชากรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 แทบไม่ปรากฏการสับขาลายอีกเลย

เรื่องและภาพถ่าย ชาญพิชิต พงศ์ทองสำราญ

รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง จากโครงการประกวดสารคดีภาพ “10 ภาพเล่าเรื่อง” ปี 2016 โดยนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

สับขาลาย
บางท้องถิ่น ชาวกระเหรี่ยงเชื่อว่าตนคือลูกหลานของพญานาคจึงสักหน้าและหลังเอวเป็นลายเกล็ดเพื่อคุ้มครองตน
กะเหรี่ยง
ลวดลายบนเรือนร่างของชายชราอายุร่วมร้อยปีท่านนี้อาจเป็นเพียงอดีต หากไม่ได้รับการบันทึกภาพไว้
สับขาลาย
เพียงหนึ่งวันก่อนการ “สับขา” เพื่อนวัยเดียวกันในหมู่บ้านเสียชีวิตเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว คือคำบอกเล่าของชายผู้นี้
สับขาลาย, กะเหรี่ยง
หากไม่ถอดผ้านุ่งจะไม่มีวันรู้ว่าใครมีลายสับที่ขาบ้าง เพราะแม้แต่คนในครอบครัวก็แทบไม่เคยเห็นลวดลายในร่มผ้า

อ่านเพิ่มเติม รอยสักไทย เส้นสายลายลักษณ์แห่งศรัทธา

เรื่องแนะนำ

ผู้ป่วย ที่ไม่มีเลข 13 หลัก

ผู้ป่วย ที่ไม่มีเลข 13 หลัก เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสัจธรรมของชีวิตที่เกิดขึ้นกับคนทุกคน ไม่ว่าจะมีเลข 13 หลักหรือไม่ก็ตาม และไม่มีใครหนีพ้นวัฏสงสารไปได้ “ผู้ป่วยที่ไม่มีเลข 13 หลัก” เป็นภาพถ่ายสารคดีที่นำเสนอการดำรงชีวิตในวังวนแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของคนที่ไม่มีบัตรประชาชนหรือที่เรียกกันติดปากว่า “คนต่างด้าว” พวกเขาเดินทางข้ามพรมแดนจากแผ่นดินบ้านเกิดเพื่อมารักษาตัวในประเทศไทยที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก บางคนหลบหนีเข้าเมือง บางคนเดินทางเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่การรักษาพยาบาลของประเทศไทยมีข้อจำกัดบางประการที่กำหนดสิทธิของผู้คนเหล่านี้ พวกเขามีทางเลือกน้อยมากทั้งในด้านการดำเนินชีวิต จนถูกทำให้กลายเป็นคนชายขอบกลุ่มน้อยกว่า 50 ครอบครัว ที่อาศัยกิน-อยู่-หลับ-นอน ไปจนถึงเจ็บและตายกลางกองขยะบนพื้นที่ 40 ไร่ ด้วยลมหายใจที่อ่อนล้าท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษ แต่สำหรับพวกเขา ขยะมูลฝอยวันละ 70 ตันคือขุมทรัพย์ได้เปล่าที่ใช้เลี้ยงชีพ เช่นเดียวกับการรักษาพยาบาลที่ไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเช่นกัน เรื่องและภาพ สายสุนีย์ ผิวอ่อนดี รางวัลชมเชย จากโครงการประกวดสารคดีภาพ “10 ภาพเล่าเรื่อง” ปี 2015 โดยนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย    […]

ช้างป่า ละอู : เมื่อป่าที่เคยเป็นบ้านหดหาย

ช้างป่า คือดัชนีทางชีวภาพของความสมบูรณ์ของผืนป่า ย้อนกลับไปเมื่อสี่สิบปีก่อน พรานป่าเล่าว่า การจะได้เจอ ช้างป่า สักตัวต้องเดินเข้าป่าลึกสามถึงสี่วัน แต่อดีตนายตำรวจพลร่มท่านหนึ่งในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้พื้นที่เกษตรกรรมที่ขยายตัวจนรุกล้ำพื้นที่ป่า เป็นหนึ่งแรงผลักดันให้ช้างออกจากป่ามาปรากฏตัวบ่อยครั้งขึ้น ป่าคือแหล่งที่อยู่อาศัย และแหล่งอาหารของช้างป่า แต่เมื่อพื้นที่ป่าที่เคยเป็นบ้านหายไป หรือถูกรุกล้ำจากการคมนาคม ช้างป่า จึงจำเป็นต้องหาแหล่งอาหารใหม่ หรือออกมาหากินในพื้นที่เกษตรกรรมใกล้ชายป่า ตามธรรมชาติ ช้างป่าจะหากินเป็นโขลงอยู่ในป่าชั้นใน มีเพียงช้างโทนเท่านั้นที่จะออกมาหากินบริเวณชายขอบ (เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ: ช้างเศร้าสลดเมื่อเห็นเพื่อนร่วมสายพันธุ์จากไป) ในปี 2558 หลายพื้นที่ในประเทศไทยต้องประสบปัญหาภัยแล้ง รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมได้รับผลกระทบอย่างหนัก ชาวไร่ชาวสวนจึงจำเป็นต้องสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่ออุปโภคบริโภค นอกจากนี้ แหล่งน้ำตามธรรมชาติในป่าก็เหือดแห้ง และไม่เพียงพอต่อประชากรช้างในป่า จึงเป็นแรงผลักให้ช้างป่าออกมาหากินยังพื้นที่เกษตรกรรม และแหล่งน้ำรอบๆ ชุมชน จนเกิดเป็นข้อพิพาทระหว่างคนกับช้าง เดือนกันยายน ปี 2559 ปริมาณน้ำฝนที่ลดลงเป็นสัญญาณว่า ภัยแล้งยังคงดำเนินต่อไป ดูเหมือนปัญหาความขัดแย้งเรื่องน้ำระหว่างคนกับช้างคงไม่จบสิ้นลงในเร็ววัน ตั้งแต่ปี 2555 – 2559 ผมลงพื้นที่และทราบข้อมูลว่า ช้างป่าทำให้คนเสียชีวิตสามราย พอมีคนตาย ช้างก็ตาย ปัญหาเกิดจากผู้คนที่สัญจรไปมาบนถนนให้อาหารช้างป่า จนเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนพฤติกรรม ทุกครั้งที่ช้างเห็นรถชะลอความเร็วแล้วไม่ได้รับอาหาร จึงเกิดความหงุดหงิดและเข้าปะทะกับคนในที่สุด ผมนึกถึงพระราชเสาวนีย์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ […]

ก่อนหมดสิ้น… สับขาลาย

ก่อนหมดสิ้น… สับขาลาย “หากไม่เปิดเปลือยจะไม่รู้ว่ามีความงามใดซ่อนอยู่ หากไม่สังเกต อาจหลงเข้าใจว่า บุรุษนุ่งเตี่ยวยืนกลางลำธารใสเย็น” ผมเดินทางมาที่อมก๋อย อำเภอริมสุดทางใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ด้วยความเชื่อ จากพื้นราบผ่านเส้นทางคดโค้งหลายสิบยอดดอย หลายสิบหย่อมชุมชนของชาวกะเหรี่ยง 2 กลุ่มใหญ่ที่ตั้งถิ่นฐานมายาวนาน เพื่อหวังทำความเข้าใจในคติความเชื่อและรากทางความคิดต่อศิลปะเฉพาะที่กำลังจะสาบสูญในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ในอดีตทุกชุมชนในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เมื่อบุรุษย่างเข้าสู่วัยฉกรรจ์ ทุกคนล้วนอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดลวดลายโบราณที่มีแบบแผนจากรุ่นสู่รุ่น แต่ต้องแลกมาด้วยความอดทนซึ่งอาจหมายถึงชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในทุกสิบคนจะมีคนเสียชีวิตสองถึงสามคนเสมอ ถือว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงสำหรับชาวกะเหรี่ยง เป็นความภาคภูมิใจที่จะปรากฏอยู่บนเรือนร่างและคงอยู่ตราบลมหายใจสุดท้ายของชีวิต สิ่งนี้คือความงามและรูปแบบเฉพาะ ถือเป็นตัวแทนของศิลปะบนเรือนร่างของชายชาวกะเหรี่ยง พวกเขาเรียกสิ่งนี้ว่า หมึกขาลายหรือการสับขาลาย คือการสักบริเวณใต้หัวเข่าขึ้นมาจนถึงบริเวณเอวเหนือสะดือ ขาทั้งสองข้างมีกรอบสี่เหลี่ยมหรือกรอบวงกลมเว้นช่องว่างให้เห็นเนื้อหนังบางส่วน ภายในเป็นลวดลายภาพสัตว์ต่าง ๆ หมึกสีดำที่ใช้มีส่วนผสมจากน้ำดีของสัตว์หลายชนิดร่วมกับว่าน ปัจจุบันความภาคภูมิใจเหล่านี้กลายเป็นเพียงสิ่งตกค้างจากวันเวลา ชาวกะเหรี่ยงอายุน้อยกว่า 50 ปีในพื้นที่อำเภออมก๋อย คิดเป็นประชากรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 แทบไม่ปรากฏการสับขาลายอีกเลย เรื่องและภาพถ่าย ชาญพิชิต พงศ์ทองสำราญ รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง จากโครงการประกวดสารคดีภาพ “10 ภาพเล่าเรื่อง” ปี 2016 โดยนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย อ่านเพิ่มเติม รอยสักไทย เส้นสายลายลักษณ์แห่งศรัทธา

จักรยาน … ทาง… ชีวิต

จักรยาน … ทาง… ชีวิต จักรยาน อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน ดังเช่นที่เจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) เล่าไว้เมื่อครั้งอบรมนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่สำเร็จการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2483 ว่า ”สมัยหนึ่งราว ร.ศ. 117-118 ในกรุงเทพฯ เล่นรถจักรยานกันมาก จนถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงและเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ซึ่งเป็นคนอ้วนใหญ่ก็ยังถีบรถจักรยาน การเป็นดังนี้จะไม่สนุกใหญ่อย่างไร…” จากคำกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า ในสมัยก่อนจักรยานได้รับความนิยมอย่างมาก จนเมื่อมีการนำรถจักรยานยนต์และรถยนต์เข้ามามากขึ้น และสร้างระบบขนส่งมวลชนอื่น ๆ ทำให้จักรยานมีบทบาทน้อยลงเรื่อยมา ทางเลือกของคนใช้จักรยานมีหลากหลายตามการใช้งาน ตั้งแต่การปั่นออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ถึงขนาดที่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ลงทุนสร้างสนามสุวรรณภูมิ (Suvanabhumi Cycle Track) หรือที่เรียกกันติดปากว่า ”ทางเขียว„ เพื่อให้นักปั่นจักรยานมีพื้นที่ปั่นมากขึ้น ไปจนถึงการปั่นเพื่อเดินทางในเมือง ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะปัญหานํ้ามันแพงและรถติด เมื่อมีคนปั่นเพิ่มขึ้น ทางจักรยานก็เพิ่มตามถนนหลายสายได้รับการปรับปรุงให้เหมาะกับจักรยาน โรงงานผลิตจักรยานหลายโรงเริ่มผลิตจักรยานพับได้ เพื่อตอบสนองกระแสการใช้จักรยานกับระบบขนส่งมวลชนอื่น ๆ เช่น รถไฟและรถไฟฟ้า วิถีชีวิตของคนในปัจจุบันเริ่มหวนกลับมาใช้จักรยานมากขึ้น ทุกบ้านเริ่มมีจักรยานอย่างน้อยหนึ่งคัน เราเห็นพนักงานส่งเอกสารในชุดนักปั่นตามตรอกซอกซอยในเมืองหลวง เห็นกลุ่มอาสาสมัครปั่นจักรยานช่วยผู้ประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน แม้แต่พระสงฆ์ยังใช้จักรยานในการบิณฑบาตและเผยแผ่ศาสนา ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า จักรยานให้คุณค่า มากกว่า […]