ชมความอลังการของ ถ้ำคริสทัล ที่ต้องเสี่ยงด้วยชีวิต - National Geographic

อลังการถ้ำคริสทัล

อลังการถ้ำคริสทัล

ในร้านเหล้าที่แทบจะร้างผู้คนในเมืองทะเลทรายอันมืดมิด ชายขี้เมาร่างเตี้ยกำลังกล่อมลูกค้าให้ควักกระเป๋าซื้อสินค้า บนโต๊ะบิลเลียดข้างๆ เขา มีก้อนหินขนาดไล่เลี่ยกับถาดใบโตวางอยู่ คริสทัลสีม่วงและสีขาวที่ดูบอบบางราวกับเศษแก้วสิบกว่าแท่งโผล่ขึ้นมาจากหินก้อนนั้น ชายขี้เมาป่าวร้องว่า “300 เหรียญเอาไปเลย ไม่สนเหรอ งั้นร้อยเดียวขาดตัว ถูกเหมือนได้เปล่าเลยนะเพ่”

พื้นที่ห่างไกลทางตอนเหนือของเม็กซิโก ซึ่งอยู่ทางใต้ของเมืองชิวาวาราวหนึ่งชั่วโมงทางรถยนต์แห่งนี้ ขึ้นชื่อในเรื่องคริสทัล อีกทั้งค่าแรงน้อยนิดที่ชาวบ้านครึ่งค่อนเมืองได้รับจากเหมืองตะกั่วและเหมืองเงินในท้องถิ่นก็เป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดตลาดมืดขึ้น “สามสิบสนไหมเพ่” เขายื่นหน้ามาใกล้ๆ “งั้นสิบเหรียญเอ้า” ผมนึกถึงภาษิตที่ว่า อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา ขึ้นมาตงิดๆ หลายชั่วโมงก่อนหน้านี้ ผมยังคืบคลานอยู่ในถ้ำที่อยู่ลึกลงไปใต้ร้านเหล้า ท่ามกลางดงคริสทัลที่พูดได้ว่าใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีทั้งแท่งที่ใหญ่และหนา บางแท่งยาวกว่า 10 เมตรและมีอายุเก่าแก่ร่วมครึ่งล้านปี อีกทั้งใสแจ๋วและเรืองรองจนดูเหมือนมาจากนอกโลก พวกมันทำให้แท่งคริสทัลบนโต๊ะบิลเลียดกลายเป็นที่ทับกระดาษที่ดูดาดๆ ไปเลย

ถ้ำคริสทัล
นักสำรวจถ้ำในเม็กซิโกต้องเผชิญสภาพการณ์อันเลวร้าย กว่าจะได้ยลความยาวอันตระการตาของถ้ำคริสทัล

คงไม่มีอะไรเทียบได้กับคริสทัลขนาดมหึมาที่พบในถ้ำกูเอบาเดโลสกริสตาเลส หรือถ้ำแห่งคริสทัล (Cave of Crystals) อีกแล้ว ถ้ำหินปูนและคริสทัลที่ทอประกายระยิบระยับแห่งนี้ถูกค้นพบเมื่อปี 2000 โดยพี่น้องคู่หนึ่งที่ขุดเจาะลึกลงไปใต้ดินเกือบ 300 เมตรในเหมืองไนย์กาที่จัดว่ารุ่มรวยที่สุดแห่งหนึ่งของเม็กซิโก แต่ละปีที่นี่ผลิตแร่ตะกั่วและเงินได้เป็นตันๆ ทั้งคู่ประหลาดใจกับสิ่งที่ค้นพบ แต่ก็ใช่ว่าเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกระบวนการทางธรณีวิทยาที่สร้างตะกั่วและเงินก็สรรค์สร้างคริสทัลได้เช่นกัน และที่เหมืองไนย์กานี้คนงานเคยขุดพบโพรงถ้ำคริสทัลอันน่าตื่นตามาแล้วหลายแห่ง แม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่าถ้ำแห่งคริสทัลมากก็ตาม เมื่อข่าวการค้นพบคริสทัลยักษ์แพร่สะพัดออกไป นักวิทยาศาสตร์พากันตั้งคำถามว่า พวกมันมีขนาดใหญ่โตถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

เรานั่งรถตู้ลงไปตามทางที่คดเคี้ยวของปล่องเหมืองเป็นเวลา 20 นาทีจึงถึงทางเข้าถ้ำ อุณหภูมิภายในถ้ำและเหมืองส่วนใหญ่มักเย็นเยียบและคงที่ แต่ที่เหมืองไนย์กายิ่งลึกกลับยิ่งร้อน เนื่องจากที่นี่ตั้งอยู่เหนือบริเวณที่มีการแทรกซอนของหินหนืด (magma) ซึ่งอยู่ลึกลงไปจากผิวดินราว 1.5 กิโลเมตร อุณหภูมิภายในถ้ำสูงถึง 44 องศาเซลเซียส ขณะที่ความชื้นอยู่ที่ร้อยละ 90 ถึง 100 ร้อนพอที่จะทำให้เป็นลมได้ทุกครั้งไป ครั้นพอถึงปากทางเข้าถ้ำ เนื้อตัวพวกเราก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ การเตรียมตัวเข้าถ้ำช่างเหมือนกับการเตรียมตัวออกไปเดินในอวกาศไม่มีผิด ผมสวมเสื้อกั๊กที่มีแผ่นประคบเย็นขนาดเท่าฝ่ามือสิบกว่าแผ่นเย็บติดไว้ในกระเป๋าเสื้อทั่วทั้งหน้าอกและแผ่นหลัง แล้วสวมเสื้อกั๊กทับอีกตัวเพื่อเป็นฉนวนกันความร้อนให้แผ่นประคบเย็น ก่อนจะทับด้วยชุดสำรวจถ้ำสีส้มแปร๊ดไว้บนสุด นอกจากนี้ ยังมีหมวกนิรภัย ไฟฉายคาดศีรษะ หน้ากากกันก๊าซพิษที่จะเป่าลมเย็นจากน้ำแข็งเข้ามา ตามด้วยถุงมือและ
รองเท้าบู๊ต

ถ้ำคริสทัล
เต็นท์ติดเครื่องปรับอากาศที่อยู่ถัดจากสถานีของโจวีเนช่วยบรรเทาความร้อนให้นักสำรวจได้
ถ้ำคริสทัล
ทีมสำรวจลาเวนตาของอิตาลี ตรวจวัดสัญญาณชีพของทีมงานหลังเสร็จสิ้นภารกิจ ซึ่งส่วนใหญ่กินเวลาไม่เกิน 20 นาทีในแต่ละเที่ยว

แม้นักสำรวจถ้ำจะห่อหุ้มร่างกายด้วยเครื่องป้องกันทั้งหมดที่ว่ามา แต่ความร้อนก็อาจทำให้ถึงกับหมดเรี่ยวหมดแรงและเป็นอันตรายได้ ส่วนใหญ่แล้วการสำรวจถ้ำแต่ละครั้งจะกินเวลาไม่เกิน 20 นาที ในครั้งนี้เรามีโจวันนี บาดีโน นักฟิสิกส์จากทีมสำรวจลาเวนตา (La Venta) ของอิตาลี เป็นผู้นำทางแท่งคริสทัลเรืองแสงเหล่านี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร บางแท่งหนาถึงหนึ่งเมตร บนพื้นและผนังถ้ำมีกลุ่มคริสทัลขนาดย่อมลงมาที่คมเหมือนใบมีดและโปร่งใสไร้ที่ติ บาดีโนเดินอย่างระมัดระวังเพราะกลัวจะไปทำความเสียหายแก่คริสทัล ซึ่งเกิดจากเซเลไนต์ (selenite) หรือแร่ยิปซัมรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะโปร่งใสและอ่อนนุ่ม ขูดขีดเป็นรอยได้ง่ายหากโดนส้นรองเท้าหรือแม้แต่เล็บมือ

โครงสร้างของคริสทัลมีความเป็นระเบียบมาก โมเลกุลเหล่านี้เรียงตัวกันเป็นชั้นๆตามกฎเหล็กของธรรมชาติ แต่คริสทัลก็สะท้อนสภาพแวดล้อมของพวกมันด้วย ควนมานูเอล การ์เซีย-รูอิซ นักผลิกศาสตร์ (crystallographer) ชาวสเปน เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญคนแรกๆที่ศึกษาคริสทัลที่ไนย์กามาตั้งแต่ปี 2001 การ์เซียและเพื่อนร่วมงานปะติดปะต่อเรื่องราวการเติบโตของคริสทัลจากการตรวจสอบฟองของเหลวที่เก็บกักอยู่ในผลึก จนได้ข้อสรุปว่าน้ำบาดาลที่เจือแคลเซียมซัลเฟตซึมผ่านถ้ำหลายแห่งที่ไนย์กาเป็นเวลาหลายแสนปี โดยได้รับความร้อนจากหินหนืดที่อยู่ข้างใต้ เมื่อหินหนืดเย็นตัวลง อุณหภูมิของน้ำภายในถ้ำค่อยๆลดลงจนคงที่อยู่ที่ประมาณ 58 องศาเซลเซียส ที่อุณหภูมิระดับนี้แร่ธาตุในน้ำจะเริ่มแปรสภาพเป็นเซเลไนต์ โดยโมเลกุลจะเรียงตัวกันเหมือนอิฐก้อนเล็กๆก่อร่างขึ้นเป็นคริสทัล

ถ้ำคริสทัล
แท่งเซเลไนต์ขนาดมหึมาทำให้นักสำรวจที่อยู่ภายในถ้ำแห่งคริสทัลในเม็กซิโกซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ทะเลทรายชิวาวัง ดูเล็กจ้อยราวกับคนแคระ คริสทัลเหล่านี้ใช้เวลาก่อร่างสร้างตัวหลายพันปี และจัดอยู่ในกลุ่มคริสทัลขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยค้นพบ

ส่วนในถ้ำใต้ภูเขาแห่งอื่นๆ การที่อุณหภูมิแปรปรวนขึ้นๆลงๆ หรือสภาพแวดล้อมถูกรบกวน ส่งผลให้รูปแบบการก่อตัวของคริสทัลแตกต่างออกไปและมีขนาดเล็กกว่า ทว่าสภาวะต่างๆภายในถ้ำแห่งคริสทัลนี้ไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอดช่วงเวลานับพันๆปี คริสทัลจึงเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆภายใต้การโอบอุ้มของความเงียบสงัดและเกือบนิ่งสนิท กระทั่งราวปี 1985 นี้เองที่กระบวนการเติบโตหยุดชะงักลงหลังคนงานเหมืองใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่สูบน้ำ ทำให้ระดับน้ำใต้ดินภายในถ้ำลดลงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขณะนี้ทีมนักสำรวจและนักวิทยาศาสตร์กำลังทำการวิจัยและถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีอยู่ในถ้ำ สไตน์-เอริกเลาริตเซน อาจารย์ด้านธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยเบอร์เกนในนอร์เวย์ กำลังเก็บตัวอย่างคริสทัลเพื่อนำมาหาอายุโดยหาปริมาณยูเรเนียมต่อตะกั่ว (uranium thorium dating) ในผลการวิจัยเบื้องต้นเขาสันนิษฐานว่าแท่งคริสทัลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีอายุราว 600,000 ปี ส่วนเพเนโลปี บอสตัน รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ทางถ้ำและคาสต์ [karst คือพื้นที่หินปูนที่น้ำชะหินออกไปมากจนเป็นตะปุ่มตะป่ำ] ที่มหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโกเทคได้ตรวจหาจุลินทรีย์ที่อาจอาศัยอยู่ท่ามกลางคริสทัล

คริสทัลบางแท่งมีฟองของเหลวเล็กจิ๋วซึ่งเป็นสิ่งที่การ์เซียศึกษา ส่องประกายแวววาวเมื่อกระทบแสงไฟ ฟองเหล่านี้คือไทม์แคปซูลขนาดจิ๋ว ทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีนำโดยอันนา มาเรีย แมร์กูรี ได้สกัดละอองเรณูที่อาจถูกกักเก็บไว้ในมลทิน (inclusion) หรือสิ่งแปลกปลอมในแร่ออกมา ละอองเรณูพวกนี้ดูเหมือนมีอายุ 30,000 ปีและแสดงให้เห็นว่าพื้นที่แถบนี้ของเม็กซิโกเคยปกคลุมด้วยผืนป่า ไม่ใช่ทะเลทรายอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ คริสทัลเรียวยาวแท่งหนึ่งมีรอยแผลลึกจากการที่มีคนพยายามตัดมันออกมา นักสะสมอาจยอมควักกระเป๋าหลายหมื่นเหรียญสหรัฐเพื่อแลกกับคริสทัลจากถ้ำแห่งนี้ ต่อมาเจ้าของเหมืองจึงติดตั้งประตูเหล็กหนักอึ้งเพื่อป้องกันขโมย แม้เท่าที่ผ่านมาวิธีนี้ดูเหมือนจะได้ผล แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าจะอีกนานเท่าไร เพราะคนงานเหมืองล้วนเข้าถึงเครื่องมือขุดเจาะและวัตถุระเบิด และแม้ว่าเราจะสามารถหยุดยั้งการทำเหมืองและโครงการก่อสร้างต่างๆเพื่ออนุรักษ์แหล่งโบราณคดีได้ แต่ในเม็กซิโก แร่ธาตุซึ่งรวมทั้งคริสทัล ไม่อยู่ในข่ายที่ได้รับการปกป้องเช่นนั้น

ถ้ำคริสทัล
คนงานขุดเจาะถ้ำเพื่อวางสายเคเบิลและท่อในเหมืองไนย์กา การขุดค้นเมื่อปี 2000 นำไปสู่การค้นพบถ้ำคริสทัลยักษ์เข้าโดยบังเอิญ นอกจากนี้ยังมีการค้นพบโพรงถ้ำที่มีคริสทัลขนาดเล็กกว่าอีกหลายแห่งในเหมืองที่ผลิตตะกั่วได้มากที่สุดของเม็กซิโกแห่งนี้

นอกจากนี้ คริสทัลยังอาจถูกคุกคามจากภาวะขาดแคลนน้ำ ตอนที่ถ้ำยังมีน้ำหล่อเลี้ยง น้ำได้ช่วยพยุงและรักษาสภาพแท่งคริสทัลเอาไว้ ทว่าปัจจุบันถ้ำกลับแห้งผาก และอากาศก็เข้ามาแทนที่ คริสทัลจึงอาจค่อยๆ โค้งงอหรือแตกร้าวเพราะน้ำหนักของตัวมันเอง ซ้ำร้ายยังอาจขุ่นมัวเพราะมีก๊าซอย่างเช่นคาร์บอนไดออกไซด์ไหลเข้าสู่ถ้ำ ผู้บริหารเหมืองบอกผมว่า บริษัทเปโญเลสของ เขายอมทุ่มเทเพื่ออนุรักษ์คริสทัลเหล่านี้ไว้ แต่เป้าหมายหลักของทางบริษัทไม่ใช่คริสทัล หากเป็นการทำเหมืองแร่เงินและตะกั่ว บาดีโนและคนอื่นๆ หวังจะโน้มน้าวให้บริษัทปกป้องคริสทัลมากขึ้น (เช่น มีการพูดถึงการรณรงค์ให้องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนที่นี่เป็นมรดกโลก) แต่ทุกวันนี้อนาคตของแท่งคริสทัลยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย โดยอาจเป็นที่รู้จักนอกเม็กซิโกมากกว่าในประเทศเสียอีก

เราหยุดพักกันครู่หนึ่ง ทุกอย่างรอบตัวเปล่งประกายระยับ ราวกับว่าเรากำลังยืนอยู่ข้างในดวงดาวสุกสกาวบาดีโนหันกลับมา ถอดหน้ากากออกแล้วพูดทั้งรอยยิ้มว่า “เอาเถอะครับ แค่ได้มาเห็นที่นี่ก็นอนตายตาหลับแล้วละ”

มหาวิหาร ดวงดาว หลุมฝังศพ คือคำอุปมาที่เราเฟ้นหามาอธิบายความงามอันน่าพิศวงที่ปรากฏแก่สายตาเราออกจากถ้ำหลังเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง เนื้อตัวชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เลือดลมสูบฉีดแรง ผู้สร้างหนังสารคดีที่แวะมาเยี่ยมถามผมว่า ถ้ำแห่งคริสทัลหน้าตาเป็นอย่างไรผมจนใจอธิบายไม่ถูก เขาได้แต่พยักหน้าอย่างเข้าใจ “เอสโกโมอุงซูเอโญเดนีโญ” เขาว่า “เหมือนกับความฝันในวัยเยาว์ใช่ไหมครับ”

เรื่อง นีล ชี

ภาพถ่าย คาร์สเทน ปีเตอร์

ถ้ำคริสทัล
คริสทัลที่เปล่งประกายเหล่านี้ยังดูสมบูรณ์อยู่ก็จริง แต่พวกมันก็กำลังเผชิญกับภัยคุกคามนานัปการจากน้ำมือมนุษย์ แม้เจ้าของเหมืองจะจำกัดการเข้าชมถ้ำ แต่นักวิจัยคาดหวังให้มีการออกกฎหมายคุ้มครอง

 

อ่านเพิ่มเติม

ผู้คนเหล่านี้ยังคงใช้ ชีวิตในถ้ำ ของสเปน

 

เรื่องแนะนำ

ภาพบรรยากาศแห่งกรีนแลนด์ที่ชนะการประกวดของ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สหรัฐอเมริกา

พบกับช่างภาพที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมการ ประกวดภาพถ่าย เชิงท่องเที่ยวของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และเรียนรู้แนวคิดเบื้องหลังการถ่ายภาพนี้ วันนั้นเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ลมแรงพัดเหนือยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมในเมือง Upernavik ประเทศกรีนแลนด์ คนท้องถิ่นมองว่าอุณหภูมิ – 30 องศาก็ถือว่ายังเป็นอากาศที่อบอุ่นในยามเย็นของเดือนมีนาคม ดังนั้นพวกเขาจึงออกไปจัดการกับกิจธุระของตัวเองในช่วงที่อาทิตย์กำลังตกดิน และเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ช่างภาพ เว่ยหมิน ชู (Weimin Chu) ประจำการอยู่ตรงเนินใกล้สนามบิน ที่ทำให้มองเห็นภาพของบรรดาบ้านเรือนสีสันสดใสที่อยู่เบื้องล่าง “ผมมองเห็นโครงสร้าง สี อารมณ์ของภาพที่ดีจากมุมนี้” เขาเล่าย้อนไป “โดยเฉพาะในช่วงที่แสงของดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า” ชูหวังว่าเขาจะได้ถ่ายภาพผู้คนกำลังเดินเล่นหรือภาพบรรยากาศที่เด็กๆ กำลังเล่นสนุก แต่เขากลับตื่นเต้นที่ได้เห็นครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งกำลังเดินอยู่ภายใต้ไฟริมถนนแทน แม้จะเป็นช่วงเวลาที่แสงน้อย เขาก็บันทึกภาพที่แลเห็นไว้ด้วยความแม่นยำ และได้รับรางวัลยอดเยี่ยมในการประกวดภาพถ่ายเชิงท่องเที่ยว โดย เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สหรัฐอเมริกา ประจำปี 2019 ความเป็นพื้นที่ห่างไกลของเมือง Upernavik นั้นทำให้ชูประทับใจเป็นอย่างยิ่ง “ผมสามารถมองเห็นพื้นดินสีขาวโพลนที่ปกคลุมได้ด้วยน้ำแข็งและหิมะระหว่างที่กำลังนั่งเครื่องบิน แต่ทันใดนั้นผมก็เห็นจุดแสงอบอุ่นขนาดใหญ่ตรงส่วนที่ไกลออกไป มันคือเมือง Upernavik หมู่บ้านอันสวยงามในบรรยากาศที่เงียบสงบแห่งนี้มันเหนือจินตนาการของผม มันเป็นช่วงเวลาที่ ‘ว้าว’ สำหรับผม” เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ชูมายังเกาะแห่งนี้เพื่อคอยจับภาพทิวทัศน์อันเรียบง่าย และในปี 2019 เขาเริ่มบันทึกเรื่องราวของผู้คนและชุมชนในเกาะกรีนแลนด์ เริ่มจากการไปที่เมือง […]

68,000 ภาพ ใน 6 เดือนที่เดินตามโป๊ป

ช่างภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ใช้เวลา 6 เดือนบันทึกชีวิตสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสและวาติกัน ซึ่งเขาบอกว่า “เกินจินตนาการ” ที่วาติกัน ช่างภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เดฟ โยเดอร์ มีโอกาสเข้าใกล้สมเด็จพระสันตะปาปานานหกเดือน  นับเป็นประสบการณ์ที่เขาคาดว่าเมื่อมองย้อนกลับไปวันหนึ่งจะเป็นเรื่อง “เหนือจริง”  บางพื้นที่ในวาติกัน โยเดอร์ต้องใช้เวลาสองสัปดาห์เพื่อขอนุญาตถ่ายภาพ แต่เขาก็มุ่งมั่นอดทน  เขากลายเป็นเพื่อนกับช่างภาพส่วนตัวของโป๊ป ซึ่งในที่สุดก็ยอมอนุญาตให้เขาติดตามโป๊ปได้เหมือนเงา “เมื่อเขารู้จักและเชื่อใจผมแล้ว ผมก็สามารถทำอะไรๆ ซึ่งถึงตอนนี้แล้วก็ยังนับว่า ‘เกินจินตนาการ’” โยเดอร์กล่าว สำหรับโยเดอร์ งานถ่ายภาพครั้งนี้ทั้งยากทั้งเครียด และไม่ได้เป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณใดๆ เลย  แต่เขากล่าวว่าการได้อยู่ใกล้พระสันตะปาปาสร้างแรงบันดาลใจให้เขา โดยเฉพาะตอนที่โป๊ปพบกับบรรดาผู้แสวงบุญที่จตุรัสเซนต์ปีเตอร์  “ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะมีผู้นำคนไหนที่ได้รับการทักทาย โอบกอด และได้รับการปฏิบัติเหมือนคุณลุงที่ไม่ได้เจอกันนานอย่างนี้” โยเดอร์ถ่ายภาพไปเกือบ 68,000 ภาพแล้วในตอนนั้นยังกังวลเรื่องภาพปกสำหรับ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  หลังจากที่พระสันตะปาปาปราศรัยวันคริสตมาสเสร็จแล้ว จู่ๆ ท่านเดินไปยังวัดน้อยซีสทีนเพื่อหยุดดูภาพ “คำพิพากษาครั้งสุดท้าย” ของมีเกลันเจโลราว 3-4 วินาที  โยเดอร์ที่ตามติดท่านอยู่จึงได้ถ่ายภาพนั้นเอาไว้และปรากฏเป็นภาพปกนิตยสารในเดือนสิงหาคม 2015  “ผมคิดว่านั่นเป็นของขวัญคริสตมาสจากท่านแหละครับ” โยเดอร์บอก *อ่าน “พระสันตะปาปาพระองค์ใหม่จะทรงเปลี่ยนแปลงวาติกัน หรือวาติกันจะเปลี่ยนแปลงสมเด็จพระสันตะปาปากันแน่” […]

ความรัก ความตาย และชีวิตใหม่

เรื่องและภาพ มนูญ พงศ์พันธุ์พัฒน์ (รางวัลชมเชยโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) เทศกาลของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก นอกจากวันคริสต์มาสที่คนทั่วโลกรู้จักกันดีอยู่แล้ว ยังมีอีกเทศกาลที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ “สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์” ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน ของทุกปี  เทศกาลดังกล่าวเป็นการระลึกถึงการรับทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพของพระเยซู เพื่อระลึกถึงความรักขั้นสูงสุดของพระองค์ในการเสียสละชีวิตตนเองเพื่อผู้อื่น รักและอภัยให้ศัตรูที่จับพระองค์ไปตรึงกางเขน  คริสตชนจะเตรียมตัวก่อนถึงสัปดาห์นี้ด้วยการถือศีล อดออม และอดอาหารเป็นเวลา 40 วัน เงินที่ได้จากการอดออมและอดอาหารจะนำไปบริจาค สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์เริ่มต้นจาก “วันอาทิตย์แห่ใบลาน” พิธีกรรมซึ่งจำลองเหตุการณ์สมัยคริสตกาลที่ชาวยิวนำใบลาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับกษัตริย์ มาแห่ต้อนรับเมื่อพระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม  สามวันถัดมาเป็น “วันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์” มีพิธีรื้อฟื้นคำสัญญาแห่งการเป็นสงฆ์ของบาทหลวง พิธีเสกน้ำมันศักดิ์สิทธิ์เพื่อไว้ใช้ในพิธีต่าง ๆ พิธีระลึกถึงความรักของพระเยซูในคืนที่พระองค์ถูกจับไปทรมาน  และ“วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์” อันเป็นวันถือศีล อดออม และอดอาหารวันสุดท้าย  ส่วนวันสำคัญที่สุดคือ “วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์” เพราะเป็นวันที่พระเยซูกลับคืนชีพจากความตาย จะเริ่มด้วยพิธีเสกไฟและเทียนปัสกา สัญลักษณ์ของการกลับคืนชีพและหมายถึงพระเยซูผู้เป็นแสงสว่างในชีวิต  หลังจากนั้นจะเป็นพิธีเสกน้ำล้างบาป เพื่อใช้ในพิธีล้างบาปให้กับคริสตชนใหม่ และวันสุดท้าย “วันอาทิตย์ปัสกา” (Easter) เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลอง มีการนำไข่ต้ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงการฟื้นคืนชีพของพระเยซูและการเกิดใหม่ในพระเจ้าของมนุษย์ทุกคน มาตกแต่งทาสีและมอบให้กัน […]