ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิด้วยรูป ดอกซากุระ ที่บานสะพรั่งจากทั่วทุกมุมโลก

ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิด้วยรูปดอกซากุระที่บานสะพรั่งจากทั่วทุกมุมโลก

ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิด้วยรูป ดอกซากุระ ที่บานสะพรั่งจากทั่วทุกมุมโลก

ดอกซากุระ สัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้มาชื่นชมความงาม ณ ดินแดนพระอาทิตย์อัสดงอย่างประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ความงามของดอกซากุระยังได้สะท้อนถึงชีวิตมนุษย์ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย คือสวยงาม แต่ไม่ยั่งยืน..

ฮานามิ หรือเทศกาลชมดอกซากุระบาน เริ่มขึ้นครั้งแรกราวศตวรรษที่ 9 ในตอนที่จักรพรรดิญี่ปุ่นจัดงานฉลองดอกซากุระและดอกพลัมที่จะผลิดอกในช่วงต้นของฤดูใบไม้ผลิ ทำให้นับแต่นั้นมาความรักทั่วโลกที่มีต่อดอกซากุระก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแต่อย่างใด

รูปทั้งหมดต่อไปนี้ถูกถ่ายไว้โดยสมาชิกของชุมชนการถ่ายภาพ Your Shot ที่จัดขึ้นโดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในแต่ละรูปจะสามารถสัมผัสได้ถึงความสวยงามที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความมหัศจรรย์ และทางทีมงานเชื่อว่าภาพเหล่านี้จะนำมาซึ่งความสุขให้แก่ผู้อ่านเป็นแน่แท้

ดอกซากุระ
ภาพของหนึ่งในภูเขาไฟที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นอย่างภูเขาไฟฟูจิ ที่ล้อมรอบไปด้วยต้นซากุระและทะเลสาบคาวากุจิโกะ (ภาพถ่ายโดย Danny Dungo, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT)
ดอกซากุระ
เงาสะท้อนของดอกซากุระที่เบ่งบานอย่างเต็มที่บนหน้าต่างรถไฟ แทนที่จะเป็นใบหน้าของผู้คนในขบวน (ภาพถ่ายโดย Janvika Shan, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT)
ดอกซากุระ
ดอกซากุระเป็นสัญลักษณ์แห่งการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ นอกจากนี้มันยังเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลง ความหวังและความไม่จีรังของชีวิตอีกด้วย ถ่ายในบริเวณปราสาทมัตสึมาเอะ ในจังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น (ภาพถ่ายโดย Aya Uwasaki, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT)
ดอกซากุระ
ทุ่งนาอันเขียวขจีและยอดต้นซากุระสีชมพูรวมกันทำให้เกิดเป็นฉากหลังที่แปลกประหลาดในมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน (ภาพถ่ายโดย John Nie, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT)
ดอกซากุระ
ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงความเงียบสงัดของฤดูใบไม้ผลิ โดยหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการชมดอกซากุระบานในเมืองเกียวโตคือที่ Kinkaku-Ji หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Golden Pavilion (ภาพถ่ายโดย S. Ohtani, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT)
ดอกซากุระ
จุดชมดอกซากุระแห่งนี้มีต้นซากุระกว่า 800 ต้นบานสะพรั่งบริเวณแม่น้ำ Meguro สำหรับช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมดอกซากุระบานคือช่วงหลังฤดูท่องเที่ยวเพราะกลีบดอกซากุระมากมายจะหล่นอยู่บริเวณแม่น้ำ (ภาพถ่ายโดย Yuichi Yokata, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT)
ดอกซากุระ
ตำนานของประเทศญี่ปุ่นที่มีการเล่าขานกันต่อๆ กันมากล่าวว่า ภายใต้ต้นซากุระแห่งนี้เคยเป็นสถานที่พักผ่อนของ Goto Masato อดีตนักรบ Sengoku ที่ต่อมาได้บวชเป็นพระ (ภาพถ่ายโดย Yoshiyuki Kaneko, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT)
ดอกซากุระ
ในปี 1912 ญี่ปุ่นได้มอบต้นไม้มากกว่า 3,000 ต้นให้กับกรุงวอชิงตัน ดีซี เมืองหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อเป็นของขวัญการแสดงมิตรภาพระหว่างสองประเทศ (ภาพถ่ายโดย Edie Purdie, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT)
ดอกซากุระ
ลูกพี่ลูกน้องของดอกซากุระอย่างดอกพลัมเคยเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศญี่ปุ่นสมัยก่อนที่ดอกซากุระจะดังเป็นพลุแตกเฉกเช่นทุกวันนี้ (ภาพถ่ายโดย Masayuki Yamashita, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT)
ดอกซากุระ
ระหว่างที่ Dungo กำลังเดินผ่านสวนสาธารณะ เขาก็ได้พบกับชายคนหนึ่งที่มาชมดอกซากุระบานเหมือนกันในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่กรุงโตเกียว (ภาพถ่ายโดย Danny Dungo, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT)
ดอกซากุระ
ภาพถ่ายมุมสูงของสวนสาธารณะ Inokashira แสดงให้เห็นถึงการรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมเก่าๆ ของชาวญี่ปุ่นอย่าง เทศกาลฮานามิหรือเทศกาลชมดอกซากุระบาน (ภาพถ่ายโดย Takaki Watanabe, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT)
ดอกซากุระ
คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างพาไปชมต้นซากุระที่สวนอุเอโนะ โดยในตอนกลางคืนช่างภาพเล่าว่าเขาได้พบเห็นผู้คนแถวนั้นแบ่งปันเครื่องดื่มและอาหารกันด้วย (ภาพถ่ายโดย George Attard, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT)
ดอกซากุระ
ต้นซากุระที่เรียงรายไปริมแม่น้ำอิวากิ ทำให้การผจญภัยพายเรือมีความน่าตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น ช่างภาพอธิบายว่าฮิโรซากิในช่วงดอกซากุระบานเป็น “สถานที่ที่คุณต้องไปเยียบให้ได้สักครั้งในชีวิต” (ภาพถ่ายโดย Ryan Wh, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT)
ดอกซากุระ
ประเดี๋ยวประด๋าวมาแปปเดียวเดี๋ยวก็ไป ดอกซากุระจะมีช่วงเวลาออกดอกที่สั้นมากๆ เพียงแค่ประมาณสองสัปดาห์เท่านั้น และถึงแม้ว่าจะแค่ในระยะเวลาที่สั้น แต่ดอกไม้สีชมพูชนิดนี้ก็เป็นสัญลักษณ์ที่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้ง (ภาพถ่ายโดย Hiroki Kondo, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT)
ดอกซากุระ
ช่างภาพเล่าว่าผู้คนมักจะมารวมตัวกันที่สวนสาธารณะอุเอโนะเพื่อปิกนิกใต้ต้นซากุระ โดยมีแสงยามเย็นสาดส่องจากโคมไฟโบราณ ในฤดูใบไม้ผลิของทุกปี (ภาพถ่ายโดย Aurora Simionescu, NATIONAL GEOGRAPHIC YOUR SHOT)

***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย 


อ่านเพิ่มเติม : อินสตาแกรม @natgeo มียอดผู้ติดตามพุ่งทะลุ 100 ล้านคน

อินสตาแกรม

เรื่องแนะนำ

ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

แปลและเรียบเรียง กองบรรณาธิการ ภาพถ่าย คลังภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผู้คนมักพูดกันว่า ราชอาณาจักรเป็นเหมือนกับพีระมิด กล่าวคือ พระราชานั้นประทับอยู่บนสุด ส่วนประชาชนอยู่ด้านล่าง แต่ในประเทศนี้ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม [เป็นเหมือนพีระมิดกลับหัว] ด้วยเหตุนี้ บางครั้งเราจึงรู้สึกปวดแถวๆ นี้” เมื่อตรัสถึงตรงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปกติมีพระพักตร์เคร่งขรึมดูเป็นนักวิชาการ ทรงพระสรวล ขณะทรงชี้ที่พระศอและพระอังสา [บ่าหรือไหล่] ข้อความข้างต้นเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานแก่นายเดนิส เกรย์ หัวหน้าสำนักข่าวเอพีประจำกรุงเทพฯและนายบาร์ต โดเวลล์ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในขณะนั้น และเป็นส่วนหนึ่งของสารคดีเรื่อง “พระราชวงศ์ผู้ทรงงานของไทย” (Thailand’s Working Royalty) ตีพิมพ์ใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1982 หรือพุทธศักราช 2525 ซึ่งตรงกับวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ กองบรรณาธิการนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จึงขอนำสารคดีเรื่องนี้มาตีพิมพ์อีกครั้ง ภาพถ่ายส่วนใหญ่เป็นผลงานของจอห์น เอเวอริงแฮม ช่างภาพผู้คุ้นเคยกับเมืองไทย เขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสารคดีเรื่องนี้ว่า “ผมโชคดีที่มีโอกาสตามเสด็จนานถึงสี่เดือน เดินทางไปทั่วประเทศจากนราธิวาสถึงเชียงราย ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง พระองค์ทรงสนพระทัยในคนที่ยากจนที่สุดคนที่อยู่ไกลที่สุด ในหลวงไม่เหมือนใคร มีฝรั่งหลายคนเหมือนผมที่รักพระเจ้าอยู่หัว…” ในช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า “พระราชวงศ์ในประเทศนี้ไม่เคยอยู่นิ่งเลย” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร เสด็จพระราชสมภพเมื่อปี พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงศึกษาทั้งในสาขาวิทยาศาสตร์และกฎหมายที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ขณะเจริญพระชนมายุได้ 18 พรรษา ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่นั้นมาก็ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการอย่างไม่ทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เพื่อประโยชน์สุขของทวยราษฎร์เสมอมา สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” โดยแท้ นอกเหนือจากการเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรตามหัวเมืองน้อยใหญ่และท้องถิ่นทุรกันดาร ตลอดจนการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในโอกาสต่างๆ แล้ว ยามที่ประทับอยู่ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระองค์ก็ไม่ได้ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจ กิจกรรมและความเป็นไปในเขตพระราชฐานแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนพระทัยในความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ได้เป็นอย่างดี เพราะมีตั้งแต่แปลงนาสาธิต ยุ้งฉาง บ่อเลี้ยงปลา ฟาร์มโคนม ไปจนถึงโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรต่างๆ ระหว่างพระราชทานสัมภาษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชตรัสถึงเรื่องต่างๆ อาทิ ระบบชลประทาน เศรษฐกิจภายในประเทศ การทำเหมืองแร่ เรื่อยไปจนถึงงานอดิเรกของพระองค์ เช่น การถ่ายภาพ และวาดภาพ ทรงอธิบายว่า “แต่ตอนนี้เลิกวาดรูปแล้ว เพราะต้องใช้เวลามาก” ทว่าพระองค์ยังทรงดนตรีและทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง พสกนิกรชาวไทยและแม้กระทั่งชาวต่างชาติต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพเชิงดนตรีที่สะท้อนอยู่ในความไพเราะของบทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม พระราชกระแสรับสั่งมักวกกลับมาเข้าเรื่องที่พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศเสมอ  “คนไทยรักสงบ แต่ก็ตระหนักดีว่า ประเทศจะต้องมีความเข้มแข็งทางทหาร เราเคยไปที่จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ แล้วมีคนเมาคนหนึ่งเข้ามาหา องครักษ์คงไม่สบายใจนัก เราเข้าใจดี ผู้ชายคนนั้นบอกว่า เคยเป็นทหาร เคยรับใช้ชาติ ลูกชายเขาก็จะเป็นทหารด้วย และถ้าไม่มีทหารประเทศเราจะไม่เป็นเอกราชอย่างนี้ เขาว่ากันว่าคนเมามักจะพูดความจริง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังตรัสถึงคนไทยอีกด้วยว่า “เราคิดว่าคนไทยรู้ซึ้งถึงคุณค่าของประเพณี ประเพณีไม่ได้แปลว่าเชย แม้แต่คนสมัยใหม่ก็มีประเพณี “เดือนที่แล้วนี่เอง เราเดินทางไปภาคใต้ ตอนเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่ามีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน แล้วถามเราว่า ชาวมุสลิมเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้หรือเปล่า เราตอบว่า ได้แน่นอน ถ้าเด็กคนนั้นเป็นคนดี แข็งแรง แล้วก็ฉลาด เขาก็สมัครเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ แล้วเราก็ถามเขาว่า ลูกชายเขาอายุเท่าไหร่ เขาบอกว่าหกเดือน” เมื่อตรัสถึงตรงนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล “เขาอยากให้ลูกชายปกป้องประเทศชาติ เขาบอกว่า ‘ชาวมุสลิมอย่างเราเป็นคนไทยแท้ ๆ’ ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเล็งเห็นการรุกรานหลากหลายรูปแบบ [เมืองไทยในขณะนั้นยังประสบปัญหาภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์และยาเสพติด โดยเฉพาะฝิ่นและเฮโรอีน — กองบรรณาธิการ] “วิธีล่าสุดคือค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาครอบงำจิตใจผู้คน เราเรียกวิธีนี้ว่าสงครามจิตวิทยารุกเข้ามาในความคิด” และเพื่อหลีกเลี่ยงการรุกรานลักษณะนี้ รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นความเข้าอกเข้าใจและความอดทน เหมือนอย่างเรื่องฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “เราไม่ปฏิเสธว่ายังมีการปลูกฝิ่นในประเทศ แต่มีอยู่น้อยมาก ปัญหาของฝิ่นคือการใช้เมืองไทยเป็นทางผ่าน คนที่ปลูกฝิ่นได้ราคาไม่ถึงหนึ่งในพันของราคาที่เอาไปขายกันด้วยซํ้า เราพยายามให้ประชาชนหันมาปลูกพืชอื่นทดแทน กว่าจะเริ่มได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ตอนแรกเรานั่งรถเข้าไป บางทีก็เดินเท้า แล้วก็นั่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไป บางครั้งลงจอดกลางไร่ฝิ่นเลย เราต้องระวังเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าการปลูกฝิ่นนั้นไม่ดีอย่างไร “ครั้งหนึ่งเราเคยเดินอยู่เป็นชั่วโมงเพื่อเข้าไปดูไร่ฝิ่น ดินดูไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไหร่ ชาวไร่เองก็บอกว่า ‘ใช่ครับ ดินเสื่อมแล้ว ไม่มีปุ๋ยจะใส่ครับ’ เราก็บอกว่าจะให้ปุ๋ย ถ้าพวกเขาเลิกปลูกฝิ่น แล้วหันมาปลูกถั่วแทน ชาวไร่ขอเวลาปรึกษากันก่อน ผ่านไปสิบห้านาทีกลับมาบอกว่า ‘ตกลงครับ’ ทีนี้ พอปีถัดมา เราก็กลับไปอีก ปรากฏว่าชาวไร่ปลูกถั่วครึ่งหนึ่ง ปลูกฝิ่นครึ่งหนึ่ง แล้วถั่วก็ได้ผลดีกว่า ชาวไร่เลยขอถั่วเพิ่มอีก ปีต่อมาก็ปลูกฝิ่นแค่ร้อยละ 25 ค่อยๆ ลดลงอย่างนี้ เราต้องอดทนถ้าเราเอาแต่ทำลายไร่ฝิ่น ชาวไร่ก็ต้องอดอยาก แล้วคงไม่เข้าใจว่า ทำไมเราถึงต้องต่อต้านพวกเขา” ในการเสด็จฯ เยือนหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเผชิญกับอันตรายจากทั้งผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดนและกองกำลังคอมมิวนิสต์ “อันตรายน่ะหรือ” ทรงยํ้า “อันตรายซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปคือภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ที่อันตรายกว่านั้นคือความละโมบของคนในประเทศเอง ถ้าเราแตกแยกกันเอง เราก็จะกลายเป็นทาสของจักรวรรดินิยมยุคใหม่ จะเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเผด็จการ หรืออะไรก็ตามแต่” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อมั่นในประชาชนชาวไทย “ชาวไทยดูสบายๆ แต่ก็เข้มแข็ง คนไทยไม่เครียด มีนํ้าใจแม้แต่กับคนแปลกหน้า และเปิดกว้างกับความคิดใหม่ๆ คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่สุภาพกล้าหาญแต่ไม่ก้าวร้าว เข้มแข็งแต่อ่อนโยน” ขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจหลากหลายด้าน นอกจากจะทรงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปยังพื้นที่ห่างไกลแล้ว ยังทรงส่งเสริมงานหัตถกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ชนบท เช่นที่จังหวัดเพชรบุรี ทรงริเริ่มโครงการผลิตกระเป๋าและรองเท้าสานจากกระจูดและหวาย ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านสตรีในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ ทรงฟื้นฟูศิลปะการทำตุ๊กตาดินเผาชาววัง และส่งผู้เชี่ยวชาญไปสอนสตรีชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทอผ้า เป็นต้น ทรงใช้โอกาสที่ได้เสด็จฯ เยือนต่างประเทศในฐานะทูตสันถวไมตรี ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมด้วยฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยซึ่งทั้งประณีตและงดงาม นอกจากนี้ ยังทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการจัดการส่งเสริมการทำงานของสภากาชาดไทย เพื่อให้ความอนุเคราะห์แก่เด็กกำพร้ายากไร้ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบและผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น หลายปีก่อน เมื่อนักข่าวกราบบังคมทูลสัมภาษณ์ถึงงานอดิเรกของพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตรัสว่า “ดูแลลูกๆ” บัดนี้ เจ้าฟ้าชายพระองค์หนึ่งและเจ้าฟ้าหญิงอีกสามพระองค์ต่างเจริญพระชันษาขึ้นแล้ว และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาราษฎร์เช่นเดียวกับพระชนกชนนี ไม่ว่าจะเป็นการตามเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่างๆ ต้อนรับคณะทูตานุทูต หรือแม้แต่ทรงทักทายและมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนผู้มารอเฝ้าฯ ชื่นชมพระบารมี นายแพทย์จินดา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา แพทย์ประจำพระองค์ในขณะนั้น กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชกิจหนักเกินไปครับ” แม้ว่าพระองค์จะทรงออกกำลังกายแทบทุกวัน แต่คุณหมอก็ยัง “อยากให้เสด็จแปรพระราชฐานเพื่อทรงพักผ่อนเป็นประจำทุกปี” ทว่าประชาชนชาวไทยทุกคนย่อมตระหนักดีว่า พระองค์คงไม่อาจทรงปล่อยวางจากพระราชกิจต่างๆ ได้ เพราะความห่วงใยในราษฎรและความตั้งพระทัยอันแน่วแน่ที่จะอุทิศพระองค์เพื่อ “ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ดังบทพระราชนิพนธ์ “เดินตามรอยเท้าพ่อ” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปยังพื้นที่ห่างไกลหลายต่อหลายแห่ง ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ฉันเดินตามรอยเท้าอันรวดเร็วของพ่อโดยไม่หยุดผ่านเข้าไปในป่าใหญ่ น่ากลัว ทึบ แผ่ไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด มืดและกว้างมีต้นไม้ใหญ่ใหญ่เหมือนหอคอยที่เข้มแข็ง พ่อจ๋า… ลูกหิวจะตายอยู่แล้วและเหนื่อยด้วย ดูซิจ๊ะ… เลือดไหลออกมาจากเท้าทั้งสองที่บาดเจ็บของลูกลูกกลัวงู เสือ และหมาป่า พ่อจ๋า… เราจะถึงจุดหมายปลายทางไหม? ลูกเอ๋ย… ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดอกที่มีความรื่นรมย์และความสบายสำหรับเจ้าทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยสวย จงไปเถิดแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่บีบคั้นหัวใจเจ้า พ่อเห็นแล้วว่า หนามตำเนื้ออ่อนอ่อนของเจ้า เลือดของเจ้าเปรียบดั่งทับทิมบนใบหญ้าใกล้นํ้า นํ้าตาของเจ้าที่ไหลต้องพุ่มไม้สีเขียว เปรียบดั่งเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่เพื่อมนุษยชาติ จงอย่าละความกล้าเมื่อเผชิญกับความทุกข์ให้อดทนและสุขุมและจงมีความสุขที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า ไปเถิด… ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ” ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้   อ่านเพิ่มเติม : รูปที่มีทุกบ้าน, ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙

วิสกี้ : ดวงดาราจากก้นแก้วสุรา

วิสกี้จะเกี่ยวข้องกับงานศิลปะได้อย่างไร... ช่างภาพเจ้าของไอเดียบรรเจิดคนหนึ่งมีคำตอบ และคุณจะต้องทึ่งเมื่อพบว่า สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในแก้ววิสกี้ที่ดื่มหมดแล้ว สามารถสร้างทัศนียภาพเหนือโลกและดวงดาราอันน่าอัศจรรย์ได้