ชมภาพอันน่าขนลุกภายในเมืองที่ถูกทิ้งร้างกลางทะเลทรายที่ นามีเบีย

ชมภาพอันน่าขนลุกภายในเมืองร้างกลางทะเลทรายที่นามีเบีย

ทะเลทรายนามิบในสภาพที่แห้งแล้งยังคงรักษาการตกแต่งของเมืองในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เอาไว้ได้ แต่กองทรายที่ถาโถมเข้ามาในเมืองได้กลืนกินสิ่งต่างๆ ที่หลงเหลืออยู่


ที่ประเทศ นามีเบีย ในเมืองโคลมานสค็อพ (Kolmanskop) ทรายที่ปกคลุมตึกรามบ้านช่องที่เคยเป็นเหมืองเพชรเก่าดึงดูดนักท่องเที่ยวนับพัน

วอลเปปอร์สีสันสดใสหลุดร่อนออกจากผนัง กองทรายไหลท่วมบรรดาซากบ้านเรือนที่ปรักหักพัง นี่คือภาพของเมืองโคลมานสค็อพ เมืองร้างกลางทะเลทรายนามิบในบริเวณแอฟริกาตอนใต้ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “เขตต้องห้าม” ในประเทศ นามีเบีย โดยสาเหตุที่ทำให้โคลมานสค็อพมีสภาพเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดเช่นเดียวกับสภาพของเมืองในปัจจุบัน

เรื่องราวของเมืองที่แสนเจ็บปวดและน่าประหลาด

เย็นวันหนึ่งในปี 1908 ในขณะที่คนงานการรถไฟชาว นามีเบีย นาม Zacherias Lewala กำลังขุดดินเพื่อปรับเส้นทางรางรถไฟและเกลี่ยเนินทราย เขาได้พบก้อนหินจำนวนหนึ่งเปล่งประกายในยามที่แสงธรรมชาติรอบตัวของเขามืดสลัว นายจ้างชาวเยอรมันของ Lewala บอกว่านี่คือเพชร อัญมณีที่มีมูลค่า แต่ Lewala ก็ไม่ได้รับรางวัลใดๆ จากการบอกข่าวดีนี้ให้กับเจ้านายของเขา

เวลาต่อมา บรรดาผู้สำรวจแร่ได้แห่กันเข้ามาที่เมืองนี้ ในปี 1912 เมืองนี้ก็เจริญขึ้น และสามารถผลิตเพชรได้นับล้านกะรัตต่อปี ซึ่งเป็นอัตราส่วนร้อยละ 11.7 ของการผลิตเพชรทั้งหมดบนโลกในเวลานั้น

โคลมานสค็อพกลายเป็นเมืองหรูหรากลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ภายในเมืองมีทั้งร้านขายเนื้อ ร้านขายขนมอบ ที่ทำการไปรษณีย์ และโรงน้ำแข็งที่ผลิตจากน้ำสะอาดที่ขนส่งมาทางรถไฟ คนยุโรปมากมายย้ายเข้ามาทำงานในเมืองนี้และบริโภคพลังงานไฟฟ้าอย่างบ้าคลั่ง นอกจากนี้มีเรื่องเล่าว่า ครอบครัวหนึ่งได้เลี้ยงนกกระจอกเทศเพื่อข่มขวัญชาวเมือง และใช้มันลากรถลากเลื่อนบนหิมะในคืนวันคริสต์มาส

แต่ความเจริญของเมืองนั้นไม่ยั่งยืน ในช่วงทศวรรษ 1930 การทำเหมืองที่มากเกินไปส่งผลให้เมืองนี้ไม่มีแร่เพชรเหลือ และในปี 1928 ชะตากรรมของเมืองก็ถูกปิดตายเมื่อมีการค้นพบแหล่งแร่เพชรที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในบริเวณชายหาดทางตอนใต้ บรรดาชาวเมืองพากันย้ายออกโดยละทิ้งบ้านเรือนและทรัพย์สินไว้

เมื่อปี 1956 โคลมานสค็อพถูกทิ้งร้างโดยสมบูรณ์ เนินทรายที่ครั้งหนึ่งเคยปกคลุมรางรถไฟ บัดนี้ได้บุกเข้าไปยังประตูบ้านและชานระเบียง บรรดาห้องหับกลับเต็มไปด้วยกองทรายขนาดใหญ่ในเมืองร้างแห่งนี้นับตั้งแต่นั้น

ชีวิตเกิดใหม่ของโคลมานสค็อพ

ในปี 2002 บริษัทท่องเที่ยวท้องถิ่นชื่อว่า Ghost Town Tours ได้รับสัมปทานในการทำให้เมืองโคลมานสค็อพกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว บรรดานักท่องเที่ยวได้พากันมาเยือน “เขตต้องห้าม” แห่งนี้เพื่อสำรวจและถ่ายภาพซากเมืองที่ปลุกคลุมไปด้วยกองทราย ทุกวันนี้ นักท่องเที่ยวราว 35,000 คนเข้ามาเยี่ยมเยือนเมืองนี้ทุกปีและนำพาเม็ดเงินมายังเมืองชายฝั่งที่ชื่อว่า Lüderitz ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน

นับตั้งแต่นั้น ซากปรักหักพังของเมืองได้ย้ำเตือนเราถึงพลังของสังคมมนุษย์ที่สามารถสร้างสิ่งต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างสิ่งของไร้ประโยชน์เหลือทิ้งไว้ได้เช่นกัน อันเป็นผลมาจากความสามารถของมนุษย์ที่ทำให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ ในทุกวันนี้ การมาเยือนของนักท่องเที่ยวเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของลัทธิล่าอาณานิคม และเป็นอนุสาวรีย์แห่งความเศร้าโศกให้กับประวัติศาสตร์ของโคลมานสค็อพที่ฝังอยู่ภายใต้กองทราย

นามีเบีย, ทะเลทรายนามีเบีย, Kolmanskop
เมืองนี้อยู่ในสภาพที่ตกต่ำนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1930 หลังจากรุ่งเรืองอย่างขีดสุดเป็นเวลาราวสองทศวรรษ และในปี 1956 ก็ถูกทิ้งร้างโดยสมบูรณ์
นามีเบีย, ทะเลทรายนามีเบีย, Kolmanskop
ชื่อเมืองโคลมานสค็อพ (Kolmanskop) มีความหมายที่สื่อถึงชะตากรรมของมัน ชะตากรรมที่คนงานคนหนึ่งได้ละทิ้งเกวียนเทียมวัวระหว่างมีพายุทะเลทราย อันเป็นเหตุการณ์ก่อนที่เมืองจะถูกสร้างขึ้น
นามีเบีย, ทะเลทรายนามีเบีย, Kolmanskop
แม้ที่ตั้งของเมืองจะตั้งอยู่ใจกลางทะเลทราย โคลมานสค็อพก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่หรูหราราวสองสามอย่าง ซึ่งรวมไปถึงโรงพยาบาลที่มีแพทย์ชาวเยอรมันประจำการอยู่สองคน ร้านเหล้า โรงน้ำแข็ง และอาคารแสดงดนตรีรองรับทั้งนักยิมนาสติก นักแสดงละคร เช่นเดียวกับวงโอเปร่าของชาวยุโรป
นามีเบีย, ทะเลทรายนามีเบีย, Kolmanskop
บรรดาชาวเมืองใช้ชีวิตอย่างหรูหราสวนทางกับสภาพชีวิตของคนงานที่เป็นผู้สร้างความร่ำรวยให้ชาวเมือง บ้านของชนเผ่าพื้นเมืองถูกแทนที่ด้วยพื้นที่เหมืองต้องห้าม และพวกเขาต้องกลายมาเป็นคนงานเมืองที่ถูกบังคับให้อยู่อย่างแออัดราวกับค่ายทหารนานนับเดือน
นามีเบีย, ทะเลทรายนามีเบีย, Namibia
ทุกวันนี้ เมืองโคลมานสค็อพได้มีการครอบครองและดูแลรักษาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดยบริษัทเอกชน ซึ่งนักท่องเที่ยวที่จะเยี่ยมชมต้องได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่โดยคนนำทางที่พูดภาษาเยอรมันหรือภาษาอังกฤษ
นามีเบีย, ทะเลทรายนามีเบีย, Namibia
แหล่งน้ำถูกส่งเข้ามาทางรถไฟเพื่อรดน้ำสนามหญ้าหรือสวนในเมืองโคลมานสค็อพ ในตอนนี้กลายเป็นเมืองที่ถูกทิ้งร้างและถูกยึดคลองโดยทะเลทราย
นาบีเบีย, ทะเลทรายนาบีเบีย, โคลมานสค็อพ
ระหว่างช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองสั้นๆ ชาวเยอรมันนับพันคนได้เข้าครอบครองพื้นที่ของครอบครัวชนเผ่า ที่ต่อมากลายมาเป็นคนงานเหมืองเพชรในเมืองโคลมานสค็อพ
นามีเบีย, ทะเลทรายนามีเบีย, Kolmanskop
ช่วงเวลาที่งดงามในอดีต การทำลาย และความหายนะของโคลมานสค็อพได้หายไปในทะเลทรายไปเสียแล้ว

อ่านเพิ่มเติม เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะซิซิลี

เรื่องแนะนำ

ชมสุดยอดภาพถ่ายสัตว์แห่งปีที่คุณต้องหันมาสนใจ

เรื่อง เอไลนา ซาชอส มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเงียบงันในเวลากลางคืน กลุ่มลักลอบล่าสัตว์ป่าท้องถิ่นแอบเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า Hluhluwe Imfolozi ของแอฟริกาใต้ พวกเขายิงแรดดำสายพันธุ์หายากตัวหนึ่งด้วยปืนเก็บเสียง ตัดนอทั้งสองของมันออกไปก่อนที่จะเร้นกายหายไปกับความมืด พวกลักลอบเหล่านี้มักขายนอแรดในฐานะสินค้าหนีภาษีแก่ลูกค้าชาวจีนและเวียดนาม เส้นขนอันแน่นที่ถูกสร้างจากเคราตินเหล่านีเจะถูกนำไปสกัดเป็นยาสร้างความกระตุ้นทางเพศหรือยาแผนโบราณ ไม่นานหลังจากที่พวกลักลอบล่าสัตว์หนีไป Brent Stirton ช่างภาพเดินทางถึงที่เกิดเหตุและถ่ายภาพเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเอาไว้ ส่วนหนึ่งของโปรเจคสำรวจการลักลอบล่าแรดผิดกฏหมายในแอฟริกาใต้ ปัจจุบันมีแรดดำเหลืออยู่บนโลกเพียง 5,000 ตัวเท่านั้น และตัวเลขนี้กำลังถูกคุกคาม ด้านพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติมอบรางวัลภาพถ่ายสัตว์ป่าแห่งปีให้แก่ช่างภาพจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกคนนี้สำหรับภาพถ่ายอันสะเทือนในที่แสดงให้เห็นว่าบรรดาพวกลักลอบล่าสัตว์ป่าทิ้งอะไรไว้เบื้องหลัง “เพื่อให้ฉากของโศกนาฏกรรมดังกล่าวกระจายไปให้ถึงขีดสุด ภาพถ่ายนี้สมควรได้รับรางวัลสูงสุดเช่นกัน” คำกล่าวจาก Roz Kidman Cox กรรมการผู้ตัดสิน “มันเป็นภาพถ่ายที่ดิบ รุนแรง และสง่างามของยักษ์ใหญ่ ในขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงหนึ่งในสิ่งที่ไร้ค่าที่สุด นั่นคืออาชญากรรมอันโหดร้ายและไม่ควรต้องเกิดขึ้นเลยกับธรรมชาติ ภาพถ่ายนี้จะกระตุ้นให้เกิดเสียงต่อต้านขึ้นในประชาชน” “สิ่งที่ดีที่สุดก็คืองานของคุณจะช่วยเหลือชีวิตได้อีกมากมาย” Stirton เจ้าของภาพกล่าว “ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จะยังต้องต่อสู้ไปอีกยาว”   อ่านเพิ่มเติม : มหัศจรรย์แห่งชีวิตใต้ทะเล, สรรพสัตว์ในสวนสัตว์ซีเรียเอาตัวรอดจากเมืองที่ล่มสลายอย่างไร 

ภาพถ่ายบุคคลแห่งความหวังและการฟื้นตัวหลังจากเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์

ภาพถ่ายบุคคลแห่งความหวังและการฟื้นตัวหลังจาก เฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ ทุกวันนี้ ผู้คนราว 40,000 คนอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงทั่วรัฐเทกซัส ลุยเซียนา และเทนเนสซี หลังจาก เฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ พัดถล่ม วิลเลียม วิดเมอร์ ช่างภาพ เดินทางไปยังศูนย์การประชุมจอร์จ อาร์. บราวน์ ในเมืองฮิวสตัน เพื่อบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นบางส่วนให้เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก พายุลูกนี้พัดถล่มเมืองฮิวสตันและภูมิภาคโดยรอบเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรง และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 60 ราย ตอนนี้นอกจากผู้คนหลายพันคนที่อยู่ในศูนย์พักพิง คนอีกมากยังต้องการความช่วยเหลือในการสร้างที่พักอาศัยขึ้นใหม่ หน่วยงาน Federal Emergency Management Agency กล่าวว่า ผู้คนกว่า 500,000 คนลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือด้านภัยพิบัติ ซึ่งรวมถึงการซ่อมแซมและการสูญเสียทรัพย์สิน ตอนที่วิดเมอร์มาถึง น้ำลดลงจากย่านใจกลางเมืองฮิวสตันแล้ว ผู้คนนับหมื่นส่วนใหญ่ซึ่งมาหลบภัยที่ศูนย์การประชุมในช่วงที่ภัยพิบัติรุนแรงที่สุดได้เริ่มย้ายออกไปแล้ว ส่วนคนที่ยังอยู่ล้วนมีความบอบช้ำในระดับต่างๆกัน ภาพถ่ายบุคคลของวิดเมอร์คือบทพิสูจน์ของประสบการณ์แห่งความโศกเศร้า ความสูญเสีย และความอยู่รอด ที่มนุษย์แบ่งปันกัน ภาพถ่าย วิลเลียม วิดเมอร์, National Geographic อ่านเพิ่มเติม : เมื่อพายุมาทุกคนวิ่งหนี […]

วิถี ควายชน ชีวิตของคนกับควาย

วิถี ควายชน ชีวิตของคนกับควาย หลังจากจบบทสนทนากับผู้ใหญ่ท่านนึง ณ จังหวัดบ้านเกิดของข้าพเจ้า(สุราษฎร์ธานี) ” โอ้ย อย่าว่าแต่ควายชนเลยยย แค่ควายตัวเป็นๆเด็กๆสมัยใหม่ยังหาดูไม่ได้ ” ประโยคข้างต้น จึงเป็นที่มาของสารคดีภาพชุดนี้ ด้วยหลายคนอาจมองเห็นเป็นการทารุณสัตว์ ความรุนแรง การพนัน และสิ่งไม่ดีต่างๆอีกทั้งหลาย แต่อยากให้ลองมองอีกด้านนึง ซึ่งอาจจะมีอะไรแอบแฝงไว้มากกว่านั้น ทำให้การชนควายเป็นมากกว่าการพนันชนควาย เกิดขึ้นเป็น ” ประเพณีชนควาย ” เกิดขึ้นมาให้ได้ศึกษา ณ อีกด้านหนึ่งของเกาะสมุย – และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 1. ย้อนกลับไปเป็นเวลานานมาแล้ว ทั้งเกาะสมุย และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นแหล่งขึ้นชื่อของพันธ์มะพร้าว ทั่วทุกพื้นที่อุดมไปด้วยป่ามะพร้าว จึงจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานจากควาย เอามาเทียมเกวียนเป็นหลักในการออกไปเก็บเกี่ยวผลผลิต ด้วยต้องขึ้นเขา ลงห้วย เดินในที่ราบหรือบนหาดทรายตามแต่เจ้าของจะพาไป ควายที่นี่จึงตัวใหญ่และมีกล้ามเนื้อที่แตกต่างออกไปจากควายทั่วไปที่ไว้ใช้ ไถนา มะพร้าวจะมีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวประมาณ 5 – 6 ครั้งต่อปี เมื่อถึงยามว่างเว้นจากการเก็บเกี่ยวมะพร้าว ในช่วงนี้จากควายที่เคยออกกำลังอยู่เสมอ จะทำให้ควายอยู่นิ่งไม่เป็นต้องหาทางแสดงออก และจะยิ่งเป็นมากในช่วงเป็นสัด ควายจะแสดงออกโดยการขวิดคันดิน โคนมะพร้าว […]