รำลึกเหตุการณ์ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ - National Geographic Thailand

รำลึกเหตุการณ์ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์

รำลึกเหตุการณ์ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์

“รายงานพิเศษจากอดีต” เสนอภาพถ่ายหลายแง่มุมของอาคาร เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งรวบรวมจากที่เคยตีพิมพ์ประกอบบทความในเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เรื่อง “Manhattan-Images of the City” โดย เจย์ เมเซล ฉบับกันยายน 1981 เรื่อง “Skyscrapers” โดย เนธัน เบนน์ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 1989 และเรื่อง “Broadway, Street of Dreams” โดย โจดี คอบบ์ ฉบับกันยายน 1990

อาคาร เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เป็นสัญลักษณ์หนึ่งคู่กับนครนิวยอร์ก สารคดีแทบทุกเรื่องที่บรรยายเกี่ยวกับตึกระฟ้าหรือนครนิวยอร์ก มักมีภาพอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์อยู่ด้วยเสมอ แม้กระทั่งภาพหน้า 76 ถึง 77 ในเรื่อง “อานุภาพของแสง” ในเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนตุลาคม ปี 2544 ซึ่งโจ แมคนัลลีถ่ายภาพการเปลี่ยนหลอดไฟบนยอดตึกเอ็มไพร์สเตท เราก็ไม่วายเห็นตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ลิบๆ อยู่ในสายหมอกยามอรุณ ส่วนภาพถ่ายฝีมือเจย์ เมเซลซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับกันยายน 1981 บรรยายถึงเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ไว้ดังนี้ “สองราชาแห่งขอบฟ้านาคร พาสำนักงานหรูหราของบริษัทชั้นนำจากนานาชาติขึ้นสู่ที่สูอันสมควรแก่จะใช้บังคับการ อาคารแฝดแห่งนี้เป็นตึกสูงที่สุดในโลกอยู่ไม่กี่ปีก็ถูกตึกเซียส์แซงหน้าไป แต่ยังไม่มีผู้ใดโค่นตำแหน่งเจ้าแห่งการพาณิชย์ของแมนฮัตตันได้”

อัครมุนี วรรณประไพ นักแปลและนักเขียนซึ่งเคยอยู่ในนิวยอร์กระหว่างปี 1995 – 1999 บอกว่า “เมื่ออยู่ในนิวยอร์ก เราสามารถมองเห็นตึกระฟ้าทั้งสองได้จากแทบทุกที่ เรียกได้ว่าอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของแมนฮัตตัน” เมื่อแรกถึงนิวยอร์กอัครมุนีก็เหมือนคนทั่วไปที่ขึ้นไปเที่ยวบนดาดฟ้าชมวิวที่ยอดอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แต่วันที่เธอไปไม่มีวิวให้ชมเพราะหมอกลงจัด เธอตั้งใจไว้ว่าวันหลังจะกลับขึ้นไปชมใหม่ให้ได้

กล่องระฟ้า ลักษณะเรียบง่ายของอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์กลายเป็นประเด็นที่สถาปนิกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอยู่เสมอ ซีซาร์ เพลลิ ผู้ออกแบบอาคารเวิลด์ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์ บอกว่าตึกของตนช่วยลดความกระด้างของตึกระฟ้าแฝดคู่นี้

อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ในย่านการเงินและการค้าของสหรัฐฯ คือตอนล่างของเกาะแมนฮัตตันซึ่งเป็นหัวใจของนครนิวยอร์ก ตัวอาคารห่างจากตลาดหลักทรัพย์ที่วอลสตรีทเพียง 3 ช่วงตึก หรือชั่วเดินเร็วๆ เพียงห้านาทีสิบนาทีก็ถึง

นครนิวยอร์กมีแผนจะสร้างศูนย์การพาณิชย์ของโลกมาตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง แต่แผนดังกล่าวเพิ่งมาเป็นรูปเป็นร่างเมื่อปลายทศวรรษที่ 50 ย่างเข้าทศวรรษที่ 60 การท่ารัฐนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีกำหนดให้สร้างศูนย์ดังกล่าวในเนื้อที่ราว 40 ไร่ โดยมีจุดประสงค์ให้เป็นสถานที่รวมกิจกรรมทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการค้าของโลก และยังต้องการให้เป็นหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ดูแลอุโมงค์ลอดแม่น้ำ ซึ่งเชื่อมนิวยอร์กกับนิวเจอร์ซีย์ และเป็นที่ตั้งต้นสายรถไฟใต้ดินบางสายของนิวยอร์กเองด้วย

เมื่อเริ่มเสนอโครงการก็มีกระแสคัดค้านจากบรรดาเจ้าของอาคารสำนักงานในบริเวณนั้นพร้อมด้วย “…เสียงต่อต้านนายเนลสัน ร็อกกีเฟลเลอร์ (ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กขณะนั้น) โดยโจมตีว่าศูนย์การพาณิชย์โลกเป็นโครงการใหญ่เกินความจำเป็น ดีแต่เป็นอนุสรณ์ไว้เสริมบารมีท่านผู้ว่าฯ” ไรน์ฮาร์ต วูล์ฟ ช่างภาพผู้เขียนหนังสือชื่อ “นิวยอร์ก” บันทึกไว้เช่นนั้น

โครงการเดินหน้าต่อไปท่ามกลางเสียงคัดค้าน ทีมสถาปนิกคัดเลือดแบบจากกว่า 100 แบบ จนเป็นที่ถูกใจเจ้าของโครงการผู้ต้องการเนื้อที่ใช้สอยกลางเมือง 900,000 ตารางเมตร โดยมีงบประมาณไม่ถึง 500 ล้านเหรียญ บริเวณรอบๆ หมู่อาคาร สถาปนิกออกแบบให้มีพลาซ่าเปิดพื้นที่เน้นให้เห็นความสง่าของอาคารสูง ซึ่งเป็นที่ข้อหนึ่งที่ทำให้อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ได้เปรียบตึกเอ็มไพร์สเตท ตึกระฟ้าอีกแห่งในนิวยอร์กที่ตั้งอยู่ริมถนนติดกับทางเท้าไม่มีบริเวณสำหรับเปิดพื้นที่หน้าอาคารให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้เห็นความสูงสง่าของสิ่งก่อสร้างในระยะใกล้ นอกจากเหตุผลด้านความงามแล้ว พลาซ่าแห่งนี้ยังมีประโยชน์ช่วยกันลมหนาวจากแม่น้ำใกล้ๆ และเป็นหมู่อาคารที่มีประโยชน์ใช้สอยเสริมกับตึกระฟ้า พอล เฮเยอร์ เขียนอธิบายไว้ในหนังสือ “สถาปนิกมองสถาปัตยกรรม ทิศทางใหม่ในสหรัฐฯ” (Architects on Architecture: New Directions in America) ว่า “มิโนรุ ยามาซากิ (สถาปนิก) กำหนดให้พลาซ่าประกอบด้วยหมู่อาคารใช้เป็นที่ตั้งร้านค้า ห้องแสดงนิทรรศการ และโรงแรมขนาด 250 ห้อง”

ดังนั้นนอกจากตึกระฟ้าทั้งสองที่เรารู้จักแล้ว (เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์หนึ่ง หรืออาคารเหนือ และเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์สอง หรืออาคารใต้) ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานขนาดยักษ์ แต่ละชั้นมีพื้นที่ใช้สอย 3,600 ตารางเมตร มีคนทำงานอยู่ในทั้งสองตึกวันละอย่างน้อย 50,000 คน อาคารสองมีดาดฟ้าชมวิวทั้งภายในและภายนอกอาคาร

ในพลาซ่านี้ยังมีอาคารอื่นๆ ซึ่งนับเป็นตึกไม่สูง ได้แก่ โรงแรมนิวยอร์ก แมริออทเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ สูง 22 ชั้น (เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์สาม) อาคารสำนักงานสูง 9 ชั้น 2 หลัง (เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์สี่และห้า) สำนักงานศุลกากรสหรัฐฯ สูง 8 ชั้น กงานศุลกากรสหรัฐฯ สูง าึ่งนับเป็นตึกไม่สูง ได้แก่ โรงแรมนิวยอร์ก แมริออทเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ สูง ไม่มีบริเวณสำหรับเปิดพื้นที (เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เจ็ด)

ยามราตรี อาคารสูงส่วนหนึ่งของเกาะแมนฮัตตันกระจุกตัวกันอยู่ในย่านการเงินและการพาณิชย์ของนครนิวยอร์ก ยามราตรีอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์สูงเด่นกว่าตึกระฟ้าอื่นๆ ถัดไปทางขวาคือตึกเอ็มไพร์สเตท พื้นที่มืดตอนล่างคือสวนสาธารณะตอนใต้สุดของเกาะแมนฮัตตัน

การตัดสินใจสร้างตึกแฝดมีประโยชน์ใช้สอยเป็นปัจจัยตัดสิน เนื่องจากตึกระฟ้าหลังเดียวไม่มีเนื้อที่พอแก่ความต้องการ และการสร้างตึกสูงเป็นหมู่จะทำให้โครงการมีหน้าตาคล้ายแฟลตที่อยู่อาศัย  การสร้างตึกระฟ้า 2 หลังคู่กันจึงเป็นทางออกที่ลงตัวในแง่ของการใช้งาน นอกจากนั้นผู้ที่อยู่ในอาคารยังสามารถชมทัศนียภาพจากความสูงกว่า 400 เมตรด้วย

ก่อนที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์จึงแก่อวสาน แต่ละวันมีผู้มาเยือนโดยเฉลี่ย 70,000 คน ขึ้นไปชมวิวบนดาดฟ้าของอาคารสอง ทั้งดาดฟ้าห้องกระจกบนชั้น 107 และดาดฟ้าชมวิวภายนอกบนชั้น 100 ซึ่งบรรดาผู้มาเยือนเหล่านี้สามารถชมทิวทัศน์ของนครนิวยอร์ก ตึกระฟ้าอื่นๆ และอ่าวนิวยอร์ก รวมทั้งเทพเสรีภาพด้วย ในวันฟ้าสดใส ทัศนวิสัยบนดาดฟ้าชมวิวจะดีมากจนมองไปได้ไกลถึง 72 กิโลเมตร (ไกลกว่ากรุงเทพฯไปอยุธยาเล็กน้อย) “บนยอดตึกนั้นสูงมากจนเห็นได้ทั่วนิวยอร์ก ไม่ว่าจะเป็นแมนฮัตตัน เขตบรุกลิน เดอะบรองซ์ ควีนส์และสเตตันไอแลนด์” เป็นคำพูดของวรรธนะ ชลายนเดชะ นักกายภาพบำบัดผู้เคยเรียนและทำงานที่นครนิวยอร์ก ระหว่างปี 1991 ถึง 1998

แบบแปลนเดิมของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์กำหนดความสูงของตึกระฟ้าไว้เพียง 80 ถึง 90 ชั้น แต่ความสูงของตึกเพิ่มขึ้นภายหลังตามข้อเสนอแนะของฝ่ายประชาสัมพันธ์ของการท่าฯ เจ้าของโครงการจึงตัดสินใจสร้างอาคารใหม่นี้ให้เป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก แทนตึกเอ็มไพร์สเตทซึ่งครองตำแหน่งอย่างเหนียวแน่นเป็นอมตะอยู่เกือบ 40 ปีนับแต่ ค.ศ. 1931 (ครั้งหนึ่งตึกเอ็มไพร์สเตทเคยประสบอุบัติเหตุเมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิดบี 25 ของสหรัฐฯ พุ่งชนบริเวณชั้น 79 ในเช้าวันที่หมอกลงจัดของปี 1945 มีผู้เสียชีวิต 14 คน แต่ตึกคงอยู่มาได้จนทุกวันนี้)

บรรดาผู้เช่าทยอยเข้ามาทำงานนาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ตั้งแต่ปี 1970 หรือ 3 ปีก่อนเปิดตึกอย่างเป็นทางการ อาคารนี้ได้ชื่อว่าเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกอยู่ไม่นาน ก็ถูกตึกเซียส์ในนครชิคาโกเฉือนตำแหน่งไปเมื่อตึกนั้นสร้างเสร็จไนปี 1974

อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ใช้ทุนก่อสร้างประมาณ 350 ล้านเหรียญ “เหตุผลที่ค่าใช้จ่ายในการสร้างตึกระฟ้าทั้งสองไม่สิ้นเปลือง ไม่ใช่เพราะเราเลือกใช้วัสดุเรียบง่าย แต่เป็นเพราะใช้เทคโนโลยีก้าวหน้ามาช่วยประหยัด ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากและท้าทายมาก” ยามาซากิกล่าว รูปทรงเรียบง่ายของตึกบ่งบอกถึงความทันสมัยและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและวิศวกรรม “เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ควรจะเป็นตัวแทนความเชื่อในสติปัญญาความสามารถของมนุษย์ ในความภาคภูมิของปัจเจกชน ความสมานฉันท์ระหว่างบุคคลซึ่งร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานอันยิ่งใหญ่นี้” สถาปนิกผู้ออกแบบกล่าวเสริม

โครงสร้างของตึกออกแบบตามแนวคิดใหม่ ใช้ผนังตึกเป็นโครงสร้างเหมือนเป็นปล่อง ไม่ต้องใช้เสารองรับน้ำหนักภายใน จึงเพิ่มเนื้อที่ใช้สอย เวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์เป็นตึกระฟ้ารุ่นแรกๆ ที่ไม่มีการก่ออิฐ ผนังภายนอกเป็นผนังสำเร็จรูป ประกอบด้วยโครงเสาวางห่างกัน 24 เซ็นติเมตร แล้วหุ้มด้ยโลหะผสมอะลูมิเนียมสีเงิน ดูไกลๆ แล้วรู้สึกเหมือนตึกนี้ไม่มีหน้าต่าง ตึกสูงติดอันดับขนาดนี้ต้องใช้ลิฟต์ความเร็วสูง สถาปนิกเลือกใช้วิธีแบ่งช่องลิฟต์เป็น “ลิฟต์ด่วน” และ “ลิฟต์ธรรมดา” จัดให้ผู้โดยสารเปลี่ยนลิฟต์ไปชั้นที่ต้องการที่สกายล็อบบี้ ชั้น 44 และ 78 “สมมติว่าอยากไปชั้น 51 ให้ขึ้นลิฟต์ด่วนตรงไปชั้น 44 แล้วไปต่อลิฟต์ธรรมดาที่สกายล็อบบี้ ลิฟต์เร็วและสะดวกมาก ขึ้นลงด้วยความเร็วสูงจนเรารู้สึกได้ถึงแรงฉุด” ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ รองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ผู้เคยอยู่ในนิวยอร์กในช่วงทศวรรษที่ 80 เล่า การจัดเป็นสกายล็อบบี้เช่นนี้ยังทำให้ไม่เปลืองเนื้อที่ช่องลิฟต์ในอาคาร ช่วยเพิ่มเนื้อที่ใช้สอยภายในได้มาก

ตีกระฟ้า ถือกำเนิดในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 อาคารสูงในอเมริกามักกระจุกกันอยู่ในนิวยอร์กกับชิคาโก ความก้าวหน้าที่หนุนเนื่องให้ตึกระฟ้าถือกำเนิดได้แก่ ลิฟต์ โครงอาคารเหล็กกล้าและเครื่องปรับอากาศซึ่งควบคุมสภาพภายในอาคารโดยสมบูรณ์

ในช่วงแรก นักวิจารณ์สถาปัตยกรรมโจมตีอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ไว้ค่อนข้างรุนแรงว่ารูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมเป็นคู่ดูแล้วจำเจ เทียบกันไม่ได้เลยกับตึกระฟ้ารุ่นคลาสสิค อย่างตึกเอ็มไพร์สเตทหรือตึกไครส์เลอร์ พอล โกลด์เบิร์ก เขียนใน “แนะนำสถาปัตยกรรมของแมนฮัตตัน” (A Guide of the Architectures of Manhattan) ว่า “เมื่อนครนิวยอร์กมีโอกาสจะรังสรรค์งานชิ้นใหญ่ นครนี้กลับเลี่ยงไปสร้างความสามัญ”

แต่ต่อมาอาคารนี้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของนครนิวยอร์ก และเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจทางการเงินของสหรัฐฯ ชาวนิวยอร์กพูดเป็นเสียงเดียวว่า มองไปทางไหนก็แทบจะหนีเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ไม่พ้น เพราะเป็นอาคารสูงเด่นเหลือเกิน

ในช่วง 5 ปีที่นิวยอร์ก ยามว่างอัครมุนี วรรณประไพ ชอบไปนั่งชมทิวทัศน์ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่สวนสาธารณะในอาคารครอบแก้วของเวิลด์ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์ หมู่ตึกสูงใกล้ๆ กันที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำฮัดสัน ในวันฟ้าใส เส้นตรงสีเงินของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์สูงตระหง่านทอประกายตัดกับฟ้าสีคราม “จุดนี้เป็นตำแหน่งซึ่งมองเห็นตึกสวยที่สุด” อัครมุนีย้อนความหลัง เธอชื่นชมรูปทรงเรียบง่ายของอาคารที่ทาบตัดกับท้องฟ้า และเคยนึกว่า ถ้ามีโอกาสจะพามารดาจากประเทศไทยมาชมทิวทัศน์ตรงที่เดียวกันนี้

แต่หลังจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 กันยายน ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป “เมื่อตึกถล่มก็เหมือนอดีตกับอนาคตถูกทำลายไปด้วย ดิฉันคิดว่าอดีตคือความเก่งกาจของมนุษย์ที่สร้างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ขึ้นมา เมื่อตึกถล่ม อดีตก็ล่มตาม ขณะเดียวกันโอกาสที่เราจะได้ชมทิวทัศน์เดิม หรือได้พาคนที่เรารักมาชมทัศนียภาพเดียวกันนี้ ก็คงไม่มีอีกแล้ว”

 

อ่านเพิ่มเติม

โฉมหน้าของผู้อพยพในอเมริกาเมื่อปี 1917

เรื่องแนะนำ

พบเทวรูปโบราณอายุ 800 ปี ใกล้นครวัด

พบเทวรูปโบราณอายุ 800 ปี ใกล้ นครวัด เมื่อทีมนักโบราณคดีเริ่มต้นขุดเจาะพื้นที่ทางตอนเหนือของปราสาทนครธม ในอาณาจักร นครวัด แหล่งโบราณคดีที่สำคัญของกัมพูชา พวกเขาคาดหวังว่าน่าจะพบเศษเครื่องปั้นดินเผาในสมัยโบราณ แต่สิ่งที่พวกเขาพบนั้นไปไกลยิ่งกว่า เพราะคือเทวรูปโบราณที่คาดว่าน่าจะมีความสูงถึง 1.80 เมตร น้ำหนักราว 200 กิโลกรัมและน่าจะมีอายุเก่าแก่ไม่น้อยกว่า 800 ปี การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 2 ในภารกิจจำนวน 12 วันของการสำรวจคลองโบราณที่เชื่อมอโรคยาศาล (สถานพยาบาลในยุคโบราณ) เข้าด้วยกัน ในศตวรรษที่ 12 จากบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่ลงในหนังสือพิมพ์ The Cambodian Daily นักโบราณคดีจากองค์กรอัปสรา องค์กรรัฐบาลที่ทำหน้าที่ดูแลบริหารนครวัดโดยเฉพาะบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “เป็นอะไรที่เหมือนกับในภาพยนตร์เลยทีเดียว” คำแถลงโดยองค์กรอัปสราระบุว่า เทวรูปโบราณนี้ฝังอยู่ใต้ดินที่ความลึก 40 เซนติเมตร สภาพสมบูรณ์จนมองเห็นลวดลายการแกะสลักตกแต่งได้ชัดเจน อย่างไรก็ตามท่อนล่างของเทวรูปสูญหายไป   พิทักษ์รักษา เทวรูปองค์นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่พิทักษ์รักษาสถานที่แห่งนี้ เนื่องจากห่างจากจุดที่พบเทวรูป มีซากปรักหักพังของอโรคยาศาล ซึ่งนักวิจัยเชื่ว่า ณ จุดที่พบเทวรูปน่าจะเป็นทางเข้า ทางทิศเหนือของอาณาจักรนครธม รายงานจากองค์กรอัปสรา ในช่วงศตวรรษที่ […]

บันทึกประวัติศาสตร์ “โชคดีที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9”

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง หลังมีประกาศให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 สามารถเข้าพื้นที่รอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวงได้ตั้งแต่เวลา 05.00น. ของวันที่ 25 ตุลาคม สิ่งที่ฉันเห็นผ่านภาพข่าวและจากการตระเวนสำรวจรอบพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม คือภาพประชาชนทุกเพศทุกวัยจากทั่วทุกสารทิศหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จำเป็นเข้ามาจับจองพื้นที่ใกล้เคียงจุดคัดกรองทั้งเก้าจุดเพื่อหวังจะมีโอกาสเข้าไปกราบถวายสักการะเป็นครั้งสุดท้าย บางคนตั้งใจมารอตั้งแต่ช่วงดึกของวันที่ 22 ก็มี ไม่นานนัก ตลอดแนวบาทวิถีและหน้าอาคารพาณิชย์บริเวณนั้นก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในชุดสีดำ…ที่มีหัวใจดวงเดียวกัน นอกจากต้องลดขั้นตอนการใช้ชีวิตให้ง่ายที่สุด กินน้อย นอนน้อย เข้าห้องน้ำน้อยแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับบททดสอบจากธรรมชาติมากมาย ตั้งแต่อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดที่แผดเผาจนผิวแทบไหม้และสายฝนที่กระหน่ำเป็นระยะๆไปจนถึงอาการอ่อนเพลียลมแดด และไข้หวัดที่เริ่มเล่นงานหลายคน แต่ทุกคนก็ยัง “ยิ้มสู้” และยืนหยัดรอต่อไป ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันคิดในใจว่าจะต้องใช้ความรักมากแค่ไหนกันกว่าที่คนคนหนึ่งจะยอมเสียสละตัวเองได้ถึงเพียงนี้แต่คำถามเดียวกันนี้ก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะความรักที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและประชาชนของพระองค์นั่นเอง จุดเริ่มต้นของการมีทุกอย่างทีดีในวันนี้คือการต่อสู้กับความยากจนอันเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนไทยเมื่อหลายทศวรรษก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารต่างๆตั้งแต่ดอยสูงเสียดฟ้าจรดชายเลนปากทะเลเพื่อทรงรับฟังปัญหาตรวจตราพื้นที่ และเก็บข้อมูลด้วยพระองค์เอง แม้ข้าราชบริพารหลายคนจะเคยกราบทูลว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องลำบากพระวรกายเช่นนั้น แต่ก็ทรงทำเพราะต้องการให้ประชาชนได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ  จนมีคำกล่าวในเวลาต่อมาว่า “ไม่มีที่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จฯไปไม่ถึง” เช้ามืดวันแห่งประวัติศาสตร์  26 ตุลาคม 2560 […]

ประวัติย่อของเซ็กส์ทอย

เซ็กส์คือความรื่นรมย์ของชีวิต และอุปกรณ์เสริมเหล่านี้อยู่คู่กับเรามานานกว่าที่คิด มาร่วมสำรวจโลกแห่งเซ็กส์ทอยผ่านยุคสมัยของอดีต ปัจจุบัน และอนาคตกัน

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]