แพลทีเฮลมินธิส หรือหนอนตัวแบน มีลักษณะสำคัญอย่างไร และมีสัตว์ชนิดใดจัดอยู่ในกลุ่มนี้

แพลทีเฮลมินธิส (Platyhelminthes)

แพลทีเฮลมินธิส (Platyhelminthes) คือ 1 ใน 9 หมวด หรือ “ไฟลัม” (Phylum) ของอาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia) ในการจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตตามอนุกรมวิธานวิทยา (Taxonomy) โดยสัตว์ในไฟลัมแพลทีเฮลมินธิสถูกเรียกรวมกันว่า “หนอนตัวแบน” (Flat Worms) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ราว 20,000 ชนิด อาศัยอยู่ทั้งบนบกและในน้ำ โดยที่ส่วนใหญ่มีการดำรงชีวิตแบบปรสิต (Parasites) หรือที่เรียกกันว่า “พยาธิ” และบางชนิดดำรงชีวิตอย่างอิสระ (Free Living) เช่น พลานาเรีย (Planarian) เป็นต้น

 [คำว่า “แพลที” (Platy) มีความหมายว่า “แบน” และ “เฮลมินธ์” (Helminth) มีความหมายว่า “หนอน” ในภาษากรีก]

ลักษณะสำคัญของสัตว์ในไฟลัม แพลทีเฮลมินธิส 

มีเนื้อเยื่อที่แท้จริง แต่ไม่มีอวัยวะหรือระบบต่างๆ ภายในร่างกายที่สมบูรณ์ :

แพลทีเฮลมินธิส

    1. เริ่มมีการรวมตัวของอวัยวะต่าง ๆ ตรงส่วนหัว (Cephalization) คือ มีปมประสาทสมอง อวัยวะรับความรู้สึก และช่องปาก ซึ่งมารวมกันอยู่ทางด้านหน้าของลำตัว 
    2. ไม่มีโพรงภายในลำตัว (Acoelomate) หรือไม่มีช่องว่างระหว่างผนังตัวด้านนอกกับผนังช่องทางเดินอาหาร 
    3. ไม่มีอวัยวะที่สมบูรณ์ ทั้งในระบบหมุนเวียนโลหิตและระบบหายใจ ซึ่งหนอนตัวแบนที่ดำรงชีวิตแบบปรสิตส่วนใหญ่จะมีระบบการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Respiration) คือ อาศัยหลักการของการแพร่ (Diffusion) ในการแลกเปลี่ยนก๊าซและปรับสมดุลของร่างกาย เช่นเดียวกับหนอนตัวแบนที่ดำรงชีวิตอย่างอิสระ ซึ่งมีระบบการหายใจแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic Respiration) ที่อาศัยการแลกเปลี่ยนก๊าซผ่านผิวหนังหรือผนังลำตัว
    4. มีระบบทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ คือ มีปากแต่ไม่มีทวารหนัก ท่อทางเดินอาหารมีลักษณะปลายตันและมีการแตกแขนง เพื่อลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ขณะที่หนอนตัวแบนบางชนิด เช่น พยาธิตัวตืด ไม่มีกระทั่งช่องทางเดินอาหาร แต่อาศัยการแพร่ของสารอาหารเข้าสู่ร่างกายโดยตรง
    5. มีระบบระบบขับถ่ายที่ใช้เซลล์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า “เฟลมเซลล์” (Flame Cell) ซึ่งแทรกอยู่ทั่วทั้งลำตัว ทำหน้าที่ขนส่งของเสียออกจากร่างกาย โดยอาศัยแฟลกเจลลัม (Flagellum) บริเวณปลายของเซลล์ช่วยโบกสะบัดนำทางของเสียส่งต่อไปยังท่อด้านข้างลำตัว (Excretory Canal) ก่อนขับออกสู่ภายนอกร่างกาย
    6. มีการพัฒนาของระบบประสาท คือ มีการรวมกลุ่มของเซลล์ประสาทตรงส่วนหัว (Cerebral Ganglion) มีเส้นประสาทใหญ่ตามยาว (Longitudinal Nerve Cord) จำนวน 2 เส้นที่ทอดไปตามแนวลำตัว และเส้นประสาทตามขวาง (Transverse Nerve) ที่เชื่อมเส้นประสาทใหญ่ทั้ง 2 เข้าด้วยกัน นอกจากนี้ หนอนตัวแบนจะมีอวัยวะรับสัมผัสแบบเรียบง่าย อย่างเช่น การมี “จุดรับแสง” (Eye Spot) ซึ่งสามารถรับความรู้สึกเกี่ยวกับแสงสว่าง แต่ไม่สามารถรับภาพได้ เป็นต้น

มีรูปร่างมีสมมาตรแบบครึ่งซีกหรือสมมาตรแบบซ้ายขวา (Biradial Symmetry)  

มีร่างกายแบนทั้งทางด้านหลังและด้านท้อง (Dorsoventrally Flattened) : ไม่มีข้อปล้อง ยกเว้นหนอนตัวแบนบางชนิด เช่น พยาธิตัวตืดซึ่งมีข้อปล้องที่เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณผิวลำตัวเท่านั้น

มีเนื้อเยื่อครบทั้ง 3 ชั้น (Triploblastic) : 

  1. เนื้อเยื่อชั้นนอกหรือเอกโตเดิร์ม (Ectoderm) ทำหน้าที่เสมือนผิวหนังชั้นนอกของสัตว์
  2. เนื้อเยื่อชั้นกลางหรือมีโซเดิร์ม (Mesoderm) ซึ่งพัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อภายในของสัตว์
  3. เนื้อเยื่อชั้นในหรือเอนโดเดิร์ม (Endoderm) ซึ่งพัฒนาไปเป็นเซลล์เยื่อบุผิวทางเดินอาหาร

มีการสืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ : หนอนตัวแบนมี 2 เพศในตัวเดียว (Hermaphrodite) ส่งผลให้มีทั้งการปฏิสนธิภายในตัวเอง (Self-Fertilization) และปฏิสนธิแบบข้ามตัว (Cross Fertilization) ในการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ขณะที่การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศจะอาศัยการงอกใหม่ (Regeneration)

สัตว์ในไฟลัมแพลทีเฮลมินธิส สามารถแบ่งออกเป็น 4 หมวดชั้น (Class) คือ

  • เทอร์เบลลาเรีย (Turbellaria) เป็นกลุ่มหนอนตัวแบนที่ดำรงชีวิตได้ด้วยตัวเอง ซึ่งมีอยู่ราว 4,500 ชนิด อาศัยอยู่ทั้งบนดินที่มีสภาพชื้นแฉะและในแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำจืดหรือแหล่งน้ำเค็ม มีขนาดลำตัวตั้งแต่ 5 เซนติเมตรไปจนถึง 50 เซนติเมตร เช่น พลานาเรีย หนอนตัวแบนขนาดเล็กบางชนิดสามารถว่ายน้ำโดยใช้การโบกสะบัดของซีเลีย (Cilia) หรือแฟลกเจลลัม 

แพลทีเฮลมินธิส

แพลทีเฮลมินธิส, พลานาเรีย

  • โมโนกีเนีย (Monogenea) เป็นกลุ่มหนอนตัวแบนที่ดำรงชีวิตแบบปรสิต โดยอยู่ตามเหงือก ครีบ และผิวภายนอกของปลา โดยเฉพาะปลาน้ำจืด ซึ่งหนอนตัวแบนเหล่านี้ จะมีขอเกี่ยว (Hooks) หรือปุ่มดูด (Haptor) ที่ใช้สำหรับยึดเกาะโฮสต์ (Host) หรือผิวภายนอกของปลา ซึ่งตลอดชีวิตเพียงต้องการอาศัยโฮสต์เพียงประเภทเดียว
  • ทรีมาโตดา (Trematoda) เป็นกลุ่มหนอนตัวแบนที่ดำรงชีวิตเป็นปรสิตอยู่ภายในร่างกายของโฮสต์ ซึ่งมีอยู่ราว 11,000 ชนิด และตลอดช่วงชีวิตของกลุ่มหนอนตัวแบนประเภทนี้ ต้องการโฮสต์ถึง 2 ประเภท คือ อาศัยสัตว์มีกระดูกสันหลังเป็นโฮสต์ลำดับแรก (Primary Host) ในการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ และอาศัยสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเป็นโฮสต์ลำดับที่ 2 (Intermediate Host) เพื่อสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เช่น พยาธิใบไม้ (Flukes)

  • เซสโตดา (Cestoda) เป็นกลุ่มหนอนตัวแบนที่ดำรงชีวิตแบบปรสิตภายในร่างกายของสัตว์มีกระดูกสันหลัง แต่มีระยะตัวอ่อนอยู่ภายในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง มีอยู่ราว 3,400 ชนิด เช่น พยาธิตัวตืด (Tape Worm) ซึ่งบริเวณส่วนหัวจะมีปุ่มดูดและขอเกี่ยวที่เรียก “สโคเลกซ์” (Scolex) ใช้สำหรับยึดเกาะโฮสต์ ขณะที่ตามลำตัวจะแบ่งเป็นข้อปล้อง (Proglottid) ซึ่งบางชนิดอาจมีจำนวนปล้องนับพัน ทำให้ลำตัวของหนอนตัวแบนกลุ่มนี้อาจมีความยาวมากถึง 25 เมตร

 

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ

 


ข้อมูลอ้างอิง

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)https://www.scimath.org/lesson-biology/item/7035-animal-kingdom-invertebrate

โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ https://biology.mwit.ac.th/Resource/BiodiverPDF/8_diver_animalia2.pdf

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์http://zmku.sci.ku.ac.th/ZMKU%20image/lecture-Platyhelminthes.pdf

มหาวิทยาลัยบูรพา https://www.academia.edu/39513928/อาณาจักรสัตว_Kingdom_Animalia_


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : แมงกะพรุนและปะการัง

ไนดาเรีย, แมงกะพรุน, ไฮดรา, ปะการัง, ดอกไม้ทะเล

เรื่องแนะนำ

เซลล์สัตว์ และส่วนประกอบภายในเซลล์

เซลล์สัตว์ เป็นส่วนที่เล็กที่สุดของสัตว์ ซึ่งภายในเซลล์ประกอบด้วยออร์แกเนลล์ (organelles) ต่างๆ เซลล์ คือ หน่วยย่อยพื้นฐานที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต สำหรับใน เซลล์สัตว์ มีส่วนประกอบต่างๆ ดังนี้ เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell membrane) พบในเซลล์สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ยกเว้นไวรัส เยื่อหุ้มเซลล์ทำให้เซลล์คงรูปอยู่ได้ และเป็นเยื่อเลือกผ่าน คือ มีคุณสมบัติยอมให้สารบางชนิดผ่านเข้าออกเท่านั้น ควบคุมการเข้าออกของสารต่าง ๆ จากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่เซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ประกอบด้วย ฟอสโฟลิพิด (Phospholipid bilayer) โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และคอเลสเตอรอล นิวเคลียส (Nucleus) มีลักษณะค่อนข้างกลม อยู่บริเวณกลางเซลล์ ประกอบด้วยเยื่อหุ้มนิวเคลียส และนิวคลีโอพลาซึมซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ภายในเยื่อหุ้มนิวเคลียส นิวเคลียสทำหน้าที่ควบคุมการทำงานต่าง ๆ ภายในเซลล์ แบ่งเซลล์ และบรรจุสารพันธุกรรม DNA ไซโทพลาซึม (Cytoplasm) อยู่ระหว่างนิวเคลียสและเยื่อหุ้มเซลล์ ประกอบด้วยส่วนที่เป็นของเหลว เรียกว่าไซโทซอล (Cytosol) และส่วนที่เป็นของแข็ง เรียกว่า ออร์แกเนลล์ (Organelle) ร่างแหเอนโดพลาซึม […]

ชนิดพันธุ์ใหม่ ของโลก “ระย้าแก้วบาลา”

การศึกษาและสำรวจชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้ออกแบบการสำรวจไว้หลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นเรียกว่า “การศึกษาทบทวน” (Revision) ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบว่า สิ่งมีชีวิตที่เคยศึกษาและอธิบายลักษณะชนิดพันธุ์ไว้ก่อนหน้าคือ ชนิดพันธุ์ใหม่ ล่าสุด จิรัฐิ สัตถาพร นักศึกษาระดับปริญญาเอก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไศึกษาทบทวนพืชสกุลพนมสวรรค์ (Clerodendrum) เป็นกลุ่มพืชที่อยู่ในวงศ์กะเพรา (Lamiaceae) มีสมาชิกประมาณ 150 ชนิด กระจายพันธุ์ในทวีปแอฟริกา เอเชีย และออสเตรเลีย มีลักษณะโดยทั่วไปเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้น ใบออกเป็นคู่ตรงกันข้าม มีช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง (thyrse) แบบตั้งขึ้นหรือห้อยลง มีกลีบเลี้ยงเชื่อมเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ มีกลีบดอกสีขาว ชมพู เหลือง หรือแดง เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ มีเกสรเพศผู้มี 4 อัน เกสรเพศเมีย 1 อัน และมีผลแบบผลเดียวเมล็ดแข็ง (drupe) ชนิดพันธุ์ใหม่ ในประเทศไทย การศึกษาทางอนุกรมวิธาน (Taxonomy) ของพืชสกุลนี้ยังต้องศึกษาทบทวน เนื่องจากยังคงมีปัญหาเรื่องชื่อพ้อง […]

อาร์โทรโพดา (Arthropoda)

สัตว์ขาข้อ หรือ อาร์โทรโพดา จัดเป็นกลุ่มสัตว์ที่มีความหลากหลายทางชนิดพันธุ์มากที่สุดในโลก อาร์โทรโพดา (Arthropoda) คือหนึ่งในเก้าหมวด หรือไฟลัม (Phylum) ของอาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia) ในการจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตตามหลักอนุกรมวิธานวิทยา (Taxonomy) โดยสัตว์ในไฟลัมอาร์โทรโพดา คือกลุ่มของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrate) ที่ถูกเรียกรวมกันว่า สัตว์ขาข้อ (Arthropod) เช่น แมงดาทะเล แมงมุม เห็บ กุ้ง ปู กิ้งกือ ตะขาบ และแมลงต่าง ๆ ซึ่งไฟลัมอาร์โทรโพดายังเป็นกลุ่มของสัตว์ที่มีความหลากหลายทางชนิดพันธุ์สูงสุดในโลก จากความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกได้อย่างยอดเยี่ยม และในปัจจุบันมีการค้นพบสัตว์ขาข้อเหล่านี้มากกว่า 1.2 ล้านชนิด หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์ทั้งหมด คำว่า “อาร์โทร” (Arthron) แปลว่า “ข้อต่อ” และ “พอโดส” (Podos) แปลว่า “เท้า” ในภาษากรีก ลักษณะสำคัญของสัตว์ในไฟลัม อาร์โทรโพดา  มีรูปร่างสมมาตรแบบครึ่งซีกหรือสมมาตรแบบซ้ายขวา (Bilateral symmetry)   มีลำตัวเป็นข้อปล้อง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 […]

การค้นพบทางดาราศาสตร์: ดวงดาวบนฟ้ากำเนิดมาพร้อมกับกาแล็กซี

(ภาพปก) ภาพแสดงจากข้อมูลที่รวบรวมจากยานอวกาศไกอาแสดงให้เห็นการกระจายตัวของดวงดาว 150 ล้านดวงใน กาแล็กซี ทางช้างเผือก โดยดาวสีส้มและสีเหลืองแสดงถึงความหนาแน่นของดวงดาว ขณะนี้ ทีมนักดาราศาสตร์กำลังใช้ยานอวกาศไกอาเพื่อประมาณอายุที่ชัดเจนของดวงดาวบางส่วน และปักหมุดแหล่งที่อยู่ของดาวที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยรู้จัก ภาพถ่ายโดย ESA/GAIA/DPAC, A. KHALATYAN(AIP) & STARHORSE TEAM; GALAXY MAP: NASA/JPL-CALTECH/R. HURT (SSC/CALTECH)  พวกมันมีอายุพอๆ กับดาวที่เก่าที่สุดในจักรวาล – รายงานจากนักดาราศาสตร์ นักดาราศาสตร์ค้นพบว่า บางส่วนของดวงดาวที่ส่องประกายอยู่บนท้องฟ้าระยิบระยับในค่ำคืนนั้นเป็นวัตถุที่หลงเหลือจาก กาแล็กซี ทางช้างเผือกยุคเริ่มต้นที่เก่าแก่ที่สุด หลังจากที่ได้ก่อรูปร่างมาในช่วงเวลา 2-3 พันล้านปีของช่วงการระเบิดครั้งใหญ่ (บิ๊กแบง) โดยดวงดาวเหล่านี้ได้รวมตัวเป็นกลุ่มก้อน และในระหว่างช่วงเวลาที่ยาวนานนี้ พวกมันก็ได้เติบโตและขัดเกลาตัวเองมาเป็นกาแล็กซีทรงกังหัน อันเป็นพื้นที่ที่มนุษย์เราอาศัยอยู่ในทุกวันนี้ “ดวงดาวเหล่านี้มีอายุพอๆ กับดาวที่เก่าที่สุดในจักรวาล” Carme Gallart แห่งสถาบันฟิสิกส์ดาราศาสตร์แห่งเกาะคานารี กล่าว โดยรายงานของเขาได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Astronomy ซึ่งเผยว่าเป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์ได้ปักหมุดอายุของบรรดาดวงดาวโบราณซึ่งมีอายุราวหนึ่งหมื่นถึงหนึ่งหมื่นสามพันล้านปีแล้ว “การกำหนดประชากรของดาว (populations of stars) ที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งได้ก่อร่างของกาแล็กซีทางช้างเผือกนั้นค่อนข้างน่าสนใจ เพราะมันจะให้แนวทางเราไปสู่อดีตของกาแล็กซีของเรา” Chris Hayes […]