ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ กับเชื้อไวรัสโคโรนา นักวิทยาศาสตร์เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้

สิ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่าง ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ กับ เชื้อโควิด-19

ตลอดหนึ่งปีที่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ความรู้ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับการตอบสนองของ ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ต่อไวรัสโคโรนาก็พุ่งสูงขึ้น แต่คำถามเพิ่มเติมคือภูมิคุ้มกันจะอยู่ได้นานเพียงใด

โลกในปี 2020

มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 80 ล้านคนและเสียชีวิตไปแล้วกว่า 1.7 ล้านคน แม้จะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่นักวิทยาศาสตร์ก็มีความก้าวหน้าอย่างมากเกี่ยวกับการทำความเข้าใจกับความลับอย่างหนึ่งของการแพร่ระบาด คือ ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ เหตุใดบางคนจึงฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในขณะที่คนอื่น ๆ มีอาการรุนแรงของไวรัสโคโรนา

การศึกษาในปี 2020 แสดงให้เห็นว่าในหลาย ๆ กรณีร่างกายของเราตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและต่อเชื้อซาร์ส-โควี-2 แต่สำหรับบางคนที่มีอาการรุนแรงอาจทำให้ร่างกายทรุดลงมากกว่าที่จะช่วยเหลือได้

ความเข้าใจพื้นฐานของเราเกี่ยวกับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อไวรัสโคโรนาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติมว่า ภูมิคุ้มกันในร่างกายอยู่ในนานเพียงใด โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความกังวลว่า การกลายพันธุ์ของซาร์ส-โควี-2 อาจพัฒนาความแข็งแรงจนต้านทานภูมิคุ้มกันของเราได้ นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนให้กับบุคคลที่มีความเสี่ยงจำนวนมาก ยังเป็นเรื่องความซับซ้อนของการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันมนุษย์ ซึ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นที่ต้องทำความเข้าใจ

โควิด-19, วัคซีน, ภูมิคุ้มกัน, ระบบภูมิคุ้มกัน, ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์
แพทย์เก็บตัวอย่างจากเด็กชายคนหนึ่งเพื่อทำการทดสอบเชื้อโควิด-19 นอกคลินิกอัจวา ในเมืองชาห์อาลัม ประเทศมาเลเซีย เมื่อ 10 ธันวาคม 2020
ภาพถ่าย : ลิม ฮุย เต็ง, สำนักข่าวรอยเตอร์ส

เรื่องดี

ร่างกายของเราพัฒนาภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตลอดชีวิต เช่น ไวรัสตับอักเสบเอ หรือโรคหัด ในขณะที่เชื้อเอชไอวีสามารถต้านทานภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่

โชคดีที่ซาร์ส-โควี-2 มีลักษณะใกล้เคียงกับไวรัสตับอักเสบเอ แอนเดรีย ค็อกซ์ นักภูมิคุ้มกันไวรัสวิทยา จากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ กล่าวและเสริมว่า “แม้ไม่ใช่ไวรัสที่รักษาง่ายที่สุด แต่อย่างน้อยมันไม่ได้ใกล้เคียงกับเอชไอวี

ทีเซลล์, ระบบภูมิคุ้มกัน, โควิ-19
ลักษณะของที-เซลล์ในร่างกายมนุษย์

ในเดือนมิถุนายน นักวิจัยแสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่า ผู้ป่วยที่ฟื้นตัวแล้วไม่เพียงแต่สร้างแอนติบอดีที่จำเพาะต่อโคโรนาไวรัสเท่านั้น แต่ยังสร้างโปรตีนจำเพาะที่มีความสามารถเข้าทำลายเชื้อรุกรานได้ และยังกระตุ้นให้เกิดคิลเลอร์ ที-เซลล์ และเฮลเปอร์ ที-เซลล์ ในระดับที่แข็งแกร่งขึ้น

คิลเลอร์ ที-เซลล์ จดจำและทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อ ซึ่งเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยเจตนาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส ในขณะเดียวกันเฮลเปอร์ ที-เซลล์ จะช่วยในส่วนของการเจริญเติบโตของแอนติบอดี

อเลสซานโดร เซ็ตเต นักภูมิคุ้มกันวิทยา จากสถาบันภูมิคุ้มกันวิทยาลาจอลลา ซึ่งเป็นผู้เขียนร่วมในการศึกษา กล่าวว่า “ในช่วงแรก เรามีความวิตกกังวลว่า ไวรัสจะกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ดีได้จริงหรือไม่

ด้วยความร่วมมือกับนักภูมิคุ้มกันวิทยาอีกท่าน เชน ครอตตี โครงการนี้ได้ออกแบบส่วนผสมที่สำคัญของสารเคมีในห้องปฏิบัติการ ที่สามารถตรวจจับการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในตัวอย่างทางชีววิทยาที่เก็บรวบรวมจากผู้ป่วยโควิด-19 ที่ฟื้นตัวแล้ว

สิ่งเหล่านี้เป็นผลลัพธ์ที่น่ายินดี แม้ว่าการรายงานพบผู้ป่วยที่ฟื้นฟูตัวได้พัฒนาแอนติบอดี แต่ยังไม่มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า หากร่างกายของเรามีโปรตีนเหล่านี้จะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ จนกระทั่ง อเล็กซ์ เกรนนิงเกอร์ นักไวรัสวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน และเพื่อนร่วมงานได้คิดค้นการทดลองอย่างหนึ่ง ซึ่งการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ร่างกายที่มีแอนติบอดีสามารถป้องกันการติดเชื้อได้

เรื่องร้าย

ไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการของโรคโควิด-19 มีการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเห็นได้จากตัวเลขที่น่ากลัวของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตทั่วโลก ในกรณีที่รุนแรง ระบบภูมิคุ้มกันอาจจะทำงานได้ไม่ดีและอาจก่อให้เกิดปัญหามากขึ้นกว่าเดิม

ไวรัสใด ๆ ที่สามารถทำให้เกิดโรคในคนได้จะต้องมีกลไกการหลบหลีกภูมิคุ้มกันที่ดีอย่างน้อยหนึ่งกลไก” ครอตตีกล่าว ซึ่งเขาคิดว่า กลยุทธ์ที่สำคัญของไวรัสซาร์ส-โควี-2 คือการหลีกเลี่ยงการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นแนวป้องกันแรก ก่อนที่ร่างกายจะพัฒนาภูมิคุ้มกันที่เฉพาะเจาะจงจากแอนติบอดีและที-เซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโคโรนาไวรัสมีความสามารถในการหลบเลี่ยงอินเตอร์เฟอรอนประเภทที่ 1 ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้โปรตีนที่ส่งเสริมการทำงานของไวรัสในเซลล์ใกล้เคียงและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด กระบวนการนี้มักเกี่ยวข้องกับกรณีที่มีอาการรุนแรง

แต่นักวิทยาศาสตร์ยังเห็นความแปรปรวนในการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันในกลุ่มประชากร ดังนั้นพวกเขาจึงเสนอแบบจำลองที่แตกต่างกันสำหรับกรณีที่ยากต่อการอธิบายของโควิด-19 ที่รุนแรง

 “ไวรัสสามารถหลบหลีกการตรวจจับของระบบอินเตอร์เฟอรอนประเภทที่ 1”

ซิฟ พิลไล  คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ไม่ว่าโคโรนาไวรัสจะใช้วิธีใดหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด แต่หากระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้นจากการรุกรานของไวรัส ท้ายที่สุดระบบภูมิคุ้มกันอาจตอบสนองมากเกินไปและสร้างความเสียหายต่อร่างกายเสียเอง เช่น การเกิดพายุไซโตไคน์ (สภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดพลาด) ค็อกซ์เปรียบเทียบกับการเรียกรถดับเพลิงหนึ่งพันคันมาที่บ้านของคุณ

ปัญหาคือแม้เปลวไฟจะมอดลง แต่ความเสียหายยังคงอยู่” ค็อกซ์กล่าวและเสริมว่า “ซึ่งความเสียหายเกิดจาก คุณมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงนับพันคนเหยียบหญ้าในสนามหน้าบ้านของคุณ

อินากิ ซานซ์ นักภูมิคุ้มกันวิทยาจากมหาวิทยาลัยเอมโมรี ผู้ศึกษาโรคแพ้ภูมิตัวเอง ได้แสดงความเห็นว่า การศึกษากรณีที่รุนแรง บางรายมีการตอบสนองโดยเปลี่ยนระบบภูมิคุ้มกันให้ต่อต้านร่างกายของตัวเอง คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับโรคภูมิต้านตนเอง เช่น โรคลูปัส

มีรายงานว่า ผู้ป่วยที่รักษาตัวเป็นเวลานานแม้ว่าเชื้อโคโรนาไวรัสจะหายไปแล้วก็ตาม แต่อาจยังคงส่งผลเชื่อมโยงกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในผู้ใหญ่และเด็กได้บ้างเล็กน้อย

เราไม่รู้แน่ชัดว่าอะไรเป็นตัวผลักดัน แต่ลางสังหรณ์ของฉันคือ มีโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง หรือโรคอักเสบจากการอักเสบที่เกิดขึ้นหรืออาจมีการติดเชื้อในส่วนสำคัญของสมอง” อิวาซากิกล่าวและเสริมว่า ในกรณีของเด็กการอักเสบนี้เชื่อมโยงกับการติดเชื้อในลำไส้

การแก้ปัญหาที่ไม่รู้จัก

คำถามเกี่ยวกับความยาวนานของภูมิคุ้มกัน และความกังวลเกี่ยวกับจำนวนการติดเชื้อซ้ำที่มีรายงานเพิ่มขึ้น อาจยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความแปรปรวนในการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน แม้ว่าการศึกษาล่าสุดจากเซ็ตเตและครอตตี แสดงให้เห็นว่าประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยมีการตอบสนองหลายอย่างเกิดขึ้นหลังการติดเชื้อหกเดือน

อีกด้านหนึ่ง วัคซีนสร้างการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่แคบกว่าการติดเชื้อไวรัสโคโรนาตามธรรมชาติ ซึ่งก่อให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่หลากหลายมากขึ้น อิวาซากิกล่าว นั่นอาจจำกัดอัตราการติดเชื้อซ้ำเนื่องจากผู้คนจำนวนมากได้รับการฉีดวัคซีน

นักวิทยาศาสตร๋จะพัฒนาแอนติบอดีที่แข็งแกร่งมากและมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น” อิวาซากิกล่าว “นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันคิดว่าวัคซีนดีกว่าการติดเชื้อตามธรรมชาติ

วัคซีนให้การตอบสนองที่ดีกว่าเนื่องจากวัคซีนเน้นความสนใจไปยังร่างกายคุณ พิลไลกล่าวเสริม แทนที่จะกำหนดขอบเขตของเชื้อโควิด-19 และโปรตีน 26 ชนิดที่แยกจากกัน ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ที่ได้รับวัคซีนสามารถสร้างโปรตีนที่จำเพาะต่อเชื้อเพียงชนิดเดียว ซึ่งเป็นโปรตีนที่ขัดขวางการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาที่เข้ามาจับและเข้าสู่เซลล์

จำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนในขณะนี้มีจำนวนน้อย แต่จะเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับความต้องการคำตอบเกี่ยวกับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของพวกเขา หวังว่าการฉีดวัคซีนจะยับยั้งการแพร่เชื้อได้เร็วพอที่ไวรัสจะไม่มีโอกาสกลายพันธุ์ไปมากจนอาจส่งผลต่อการป้องกันในระยะยาว

นักวิทยาศาสตร์หวังว่า ทั้งสองสายพันธุ์ใหม่เพิ่งกลายพันธุ์ในสหราชอาณาจักร และแอฟริกาใต้จะไม่ดื้อต่อวัคซีน และเซ็ตเตกล่าวว่า ไม่น่าเป็นไปได้ที่การกลายพันธุ์จะสามารถขัดขวางการป้องกันภูมิคุ้มกันทั้งหมดที่นักวิจัยได้ตรวจพบก่อนหน้านี้

“เราไม่สามารถคาดการณ์วิวัฒนาการได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว” อเล็กซ์ เกรนนิงเกอร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน

เกรนนิงเกอร์ กล่าว “ เราไม่สามารถคาดการณ์การวิวัฒนาการของเชื้อไวรัสได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว เราเห็นการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้น และเราสามารถตรวจสอบการกลายพันธุ์นั้นได้”

ไม่ว่าจะเป็นคำถามเกี่ยวกับการกลายพันธุ์ การติดเชื้อซ้ำหรือความทนทานของภูมิคุ้มกันในระยะยาว คำตอบอาจแตกต่างกันไปสำหรับภูมิคุ้มกันที่ได้รับวัคซีนเมื่อเทียบกับการตอบสนองของร่างกายหลังการติดเชื้อตามธรรมชาติ

เซ็ตเตกล่าวว่า “เราเห็นการตอบสนองที่ดี และเราต้องรอหกถึงแปดเดือนเพื่อดูว่า ภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถทนทานต่อเชื้อได้หรือไม่ ตอนนี้เราเห็นผลลัพธ์ที่ดีสำหรับวัคซีน แต่จะให้ภูมิคุ้มกันที่ดีและยั่งยืนแก่ร่างกายมนุษย์หรือไม่

เพื่ออำนวยความสะดวกในการวิจัยเกี่ยวกับการตอบสนองภูมิคุ้มกันของไวรัสโคโรนา สถาบันมะเร็งแห่งชาติจึงเป็นผู้ริเริ่มโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกว่า 9 พันล้านบาท ซึ่งโครงการนี้มีชื่อว่า SeroNet รวมถึงเครือข่ายของศูนย์ความเป็นเลิศทางเซรุ่มวิทยาที่ได้รับทุนพิเศษ ซึ่งค็อกซ์และซานซ์กำลังเข้าร่วมอยู่

ค็อกซ์กล่าวว่า “โครงการ SeroNet นั่นจะทำให้เราได้เข้าใจอย่างแท้จริงว่า ภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษยชาติกำลังพัฒนาไปในทิศทางใด

เรื่อง : เฟดอร์ คอสซาคอฟสกี้

***แปลและเรียบเรียงโดย : พชร พงศ์ยี่ล่า

โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : วัคซีนโควิด-19 ความหวังและทางรอดของประชากรโลก

 

เรื่องแนะนำ

การเติบโตของ ประชากรมนุษย์

ประชากรมนุษย์ กำลังอยู่ในช่วงที่ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายอย่างในการดำรงเผ่าพันธุ์ ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด และภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ในการศึกษาเรื่องประชากรเป็นหนึ่งในศาสตร์ที่ช่วยให้เราสามารถเตรียมแผนรับมือกับสิ่งเหล่านั้นได้  ประชากรโลก (World Population) หมายถึง จำนวน ประชากรมนุษย์ ทั้งหมดที่ยังดำรงชีวิตอยู่บนโลก ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบัน ประชากรโลกมีจำนวนรวมกันทั้งหมดอยู่ที่ราว 7.8 พันล้านคน กระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ในการศึกษาประชากรหรือ “ประชากรศาสตร์” (Demography) รูปแบบการเติบโตของประชากรมนุษย์นั้นไม่แตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ในระบบนิเวศมากนัก ตามอัตราการเกิด-ตาย อัตราการอพยพเข้า-ออก รวมถึงปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด (Carrying Capacity) ทั้งปริมาณอาหาร พื้นที่อยู่อาศัย และข้อจำกัดทางสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ประชากรโลกในอดีต ในยุคสมัยที่มนุษย์ยังดำรงชีวิตอยู่ด้วยการกินพืชและล่าสัตว์เฉกเช่นสัตว์ผู้ล่าทั้งหลายในระบบนิเวศ เมื่อหลายหมื่นปีก่อน โลกมีจำนวนประชากรมนุษย์อยู่เพียง 5 ล้านคน ถึงแม้ในเวลาต่อมา มนุษย์จะหันมาริเริ่มทำการเพาะปลูก รู้จักเตรียมพื้นที่สำหรับการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ รวมถึงการประดิษฐ์เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์ครั้งใหญ่ ประชากรเกิดใหม่ยังนับว่ามีจำนวนไม่แตกต่างจากผู้เสียชีวิตมากนัก ทำให้หญิงสาวในยุคดังกล่าว ส่วนใหญ่อาจมีบุตรมากถึง 6 หรือ 7 […]

ความงามอันพรั่นพรึงเมื่อสายฟ้าฟาด

พายุเหล่านี้มีพลังทำลายล้างอันรุนแรง ทว่าก็งดงามจับใจในเวลาเดียวกัน ต้องขอบคุณช่างภาพเหล่านี้ที่ยอมเสี่ยงชีวิตบันทึกความงามของพวกมันมาให้เราได้ชมกัน

ซิฟิลิส: กามโรคที่ไม่เคยห่างหายไปจากมนุษย์

ภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนของเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ทรีโพนีมา แพลลิดัม (Treponema pallidum) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ซิฟิลิส ขอบคุณภาพจาก Centers for Disease Control and Prevention, USA หลังจากโรค ซิฟิลิส ได้ห่างหายจากสังคมไทยไปพักใหญ่ ก็กลับมาระบาดอีกครั้ง โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น เนื่องจากความเข้าใจผิด และความหย่อนยานในการป้องกันตัวเองจากโรคติดต่อนี้ หลังจากที่ซิฟิลิสโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ครั้งหนึ่งเคยแพร่ระบาดในสังคมไทย ได้ทำให้เกิดการตื่นตัวเรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จนสามารถควบคุมได้แล้ว กระแสความกลัวซิฟิลิสก็เริ่มจางหายไปในสังคม ผู้คนเริ่มสนใจกับโรคติดต่อประเภทเดียวกันที่ร้ายแรงกว่าอย่างเช่นโรคเอดส์แทน ซึ่งก็มีสัญญาณที่ดีในการควบคุมการแพร่ระบาดด้วยเช่นกัน แต่ในวันนี้ซิฟิลิสกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง แบบที่ไม่มีใครคาดคิด โดยข้อมูลการแพร่ระบาดเมื่อเร็วๆ นี้ อาจจะทำให้ผู้คนต่างงงงวยและไม่ทันตั้งตัว ว่าโรคระบาดที่ครั้งหนึ่งเชื่อกันว่าสามารถควบคุมได้แล้วกลับมาได้อย่างไร กามโรคจากแดนไกล ต้นกำเนิดของโรคซิฟิลิสนั้นไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด แต่มีทฤษฎีอยู่ 2 ทฤษฎีที่กล่าวถึงต้นกำเนิดของโรคนี้ โดยทฤษฎีแรกเชื่อว่าเป็นโรคในเขตร้อนที่มาจากการค้าทาสจากแอฟริกาไปยังยุโรปและทวีปอเมริกา อีกทฤษฎีหนึ่งคือ โรคนี้นำมาจากทวีปอเมริกาโดยลูกเรือของโคลัมบัส นักสำรวจทางทะเลชื่อดังผู้ค้นพบทวีปอเมริกา แล้วนำมาระบาดในยุโรป ซึ่งในสมัยนั้นเรียกกันว่า หัดอินเดียน อย่างไรก็ตาม การระบาดของโรคซิฟิลิสที่หนักจนนักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้อยู่ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่สิบห้า ในแถบทวีปยุโรป ซึ่งเป็นโรคที่เกิดกับบรรดานักเดินทาง โสเภณี ทหาร โดยเวลานั้น ทุกประเทศในยุโรปต่างมีผู้ป่วยติดเชื้อซิฟิลิสอยู่ทุกประเทศ และโรคดังกล่าวก็ได้มาถึงประเทศไทย (สยาม) […]

เจน กูดดอลล์ กับภารกิจส่งต่อความหวังสู่คนรุ่นใหม่

ในโลกที่รุมเร้าไปด้วยปัญหา เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ผู้สร้างแรงบันดาลใจ ค้นพบความหวังในคนรุ่นใหม่ สมองอันปราดเปรื่องของมนุษย์ ความสามารถในการฟื้นตัวของธรรมชาติ โชเชียลมีเดีย และจิตวิญญาณที่ไม่เคยยอมแพ้ของเรา