ชายผู้ตามหาละอองดาวบนโลก - National Geographic Thailand

ชายผู้ตามหาละอองดาวบนโลก

ชายผู้ตามหาละอองดาวบนโลก

จอน ลาร์เซน นักดนตรีแจ๊สและนักวิทยาศาสตร์กำลังทำสิ่งที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ นั่นคือการตามหาฝุ่นผงจากจักรวาล หรือที่เรียกกันว่า อุกกาบาตขนาดไมโคร (Micrometeorites) ท่ามกลางเศษซากที่บ่งบอกถึงการอาศัยอยู่ของมนุษย์มาอย่างยาวนาน ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์เองเคยพยายามมองหาอนุภาคดังกล่าวที่อาจจะตกลงมายังโลก ในแอนตาร์กติกา หรือสถานที่เก่าแก่อื่นๆ ซึ่งลาร์เซนเองพยายามมองหาวิธีการที่จะรวบรวมอนุภาคจากจักรวาลเหล่านี้

อุกกาบาตขนาดไมโครบางอนุภาคมาจากละอองดาวจริง โดยเกิดจากการระเบิดของดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์น้อยที่ชนกันหรือการที่น้ำแข็งดาวหางระเหยกลายเป็นไอ ลาร์เซนเรียนรู้ที่จะมองหาคุณสมบัติเฉพาะของละอองดาว เช่นรูปร่างของพวกมันเมื่อตกผ่านชั้นบรรยากาศลงมาสู่โลก อนุภาคเหล่านั้นจะละลายและแข็งตัว ซึ่งคุณผู้อ่านสามารถชมภาพตัวอย่างได้จากหนังสือเล่มใหม่ของเขา “Search of Stardust” ในจำนวนนี้มีอนุภาคสีทองของเหล็ก นิกเกิลและซัลไฟต์ รวมถึงผลึกพีรามิดของแร่ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง

ละอองดาว
เล็กแค่ไหน? อนุภาคแต่ละอนุภาคมีขนาดราว 300 ไมครอน หรือเทียบเท่ากับเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผม การถ่ายภาพวัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆ นี้ ลาร์เซนและ แจน ไคห์เล ถ่ายภาพด้วยความยาวโฟกัสที่แตกต่างกัน หนึ่งภาพต่อหนึ่งไมครอน จากนั้นรวมทั้งหมดเป็นภาพด้วยซอฟต์แวร์

ลาร์เซนค้นหาอนุภาคขนาดเล็กของอุกกาบาตเหล่านี้จากการล้างเอาตะกอนน้ำจากหลังคา จากนั้นเขาใช้แม่เหล็กแยกเอาอนุภาคพิเศษนี้ออกมาจากก้อนกรวด หลังผ่านการพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก ในที่สุดเขาก็พบกับแมทธิว เกนเกอร์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาเกี่ยวกับดวงดาวจากสถาบัน Imperial ในลอนดอน หลังตรวจสอบวัตถุตัวอย่างจำนวน 48 ชิ้นที่ลาร์เซนสะสม เกนเกอร์วิเคราะห์องค์ประกอบและสรุปผลว่า ลาร์เซนได้ค้นพบอนุภาคของดวงดาวจริง “จอนตั้งใจมองกล้องจุลทรรศน์” เกนเกอร์กล่าว “เขามองผ่านอนุภาคนับพัน เพื่อมองหาอนุภาคจากอวกาศเพียงอนุภาคเดียว”

โดย เอ.อาร์.วิลเลียม

ละอองดาว
เล็กแค่ไหน? อนุภาคแต่ละอนุภาคมีขนาดราว 300 ไมครอน หรือเทียบเท่ากับเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผม การถ่ายภาพวัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆ นี้ ลาร์เซนและ แจน ไคห์เล ถ่ายภาพด้วยความยาวโฟกัสที่แตกต่างกัน หนึ่งภาพต่อหนึ่งไมครอน จากนั้นรวมทั้งหมดเป็นภาพด้วยซอฟต์แวร์

 

อ่านเพิ่มเติม

เพชรจากอวกาศ ก่อตัวบนดาวเคราะห์แรกเริ่ม

เรื่องแนะนำ

สสาร และการเปลี่ยนแปลงสถานะ (States of Matter)

สสาร (Matter) หมายถึง สิ่งที่มีมวล (Mass) และปริมาตร (Volume) ดำรงอยู่ในพื้นที่ว่าง (Space) โดยที่เราสามารถรับรู้ไสสารได้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ดังนั้น สสาร คือทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราดื่ม บ้านพักที่เราอยู่อาศัย รวมถึงไปต้นไม้และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมไปถึงร่างกายของเราเอง โดยสสารที่ได้รับการศึกษาหรือค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ จนทราบถึงคุณสมบัติและองค์ประกอบที่แน่ชัดแล้วจะถูกเรียกว่า “สาร” (Substance) สถานะทั้ง 4 ของสสารในธรรมชาติ 1. ของแข็ง (solid) : สถานะของสสารที่มีรูปร่างและมีปริมาตรที่แน่นอน จากการจัดเรียงของอนุภาคองค์ประกอบภายในอย่างเป็นระเบียบและแนบชิดติดกัน มีความหนาแน่นและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคสูง ถึงแม้จะมีช่องว่างขนาดเล็กระหว่างอนุภาคของสสารในสถานะของแข็ง ส่งผลให้อนุภาคสั่นไปมาได้เล็กน้อย แต่อนุภาคไม่สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้เช่นเดียวกับสสารในสถานะอื่นๆ ดังนั้น สสารในสถานะของแข็งจึงสามารถทนทานต่อการสูญเสียรูปทรงและการเปลี่ยนแปลงในปริมาตรได้มาก เช่น เหล็ก อะลูมิเนียมและทองแดง เป็นต้น 2. ของเหลว Liquid : สถานะของสสารที่มีปริมาตรคงที่ แต่สามารถเปลี่ยนรูปร่างตามภาชนะที่ใช้บรรจุ จากการมีอนุภาคองค์ประกอบเรียงตัวอยู่ห่างจากกันเล็กน้อย ส่งผลให้แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคไม่สูงเท่าสสารในสถานะของแข็ง อนุภาคของของเหลวจึงสามารถเคลื่อนที่ไปมาได้ในระยะใกล้ เช่น น้ำ แอลกอฮอล์และน้ำมัน เป็นต้น […]

วาฬเพชฌฆาตปะทะวาฬสีน้ำเงิน

ฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันโจมตีสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันคงไม่ได้กำลังล่าเหยื่อ เรื่อง ซาราห์ กิบเบ็นส์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่เมืองมอนเตเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (drone) บันทึกภาพฝูงวาฬออร์การ่วมมือกันเข้าโจมตีวาฬสีน้ำเงิน วาฬออร์กาเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งคือ วาฬเพชฌฆาต อาหารของพวกมันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล เช่น โลมา และแมวน้ำ แต่ในกรณีนี้ ผู้ล่าที่น่าเกรงขามคงไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อกรกับวาฬสีน้ำเงินตัวเต็มวัย ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลก จากข้อมูลที่เคยบันทึกไว้ วาฬสีน้ำเงินมีความยาวลำตัวได้ถึงหนึ่งร้อยฟุต และหนักกว่า 200 ตัน จากภาพที่บันทึกได้ วาฬสีน้ำเงินสบัดตัวไปทางด้านข้างอย่างแรง คล้ายกับเป็นการสร้างกำแพงน้ำ และว่ายออกไปอย่างรวดเร็วให้พ้นวิถีของวาฬออร์กา แนนซี แบล็ก นักชีววิทยาทางทะเล กล่าว เธอบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ได้จากดาดฟ้าเรือชมวาฬ เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการโจมตี “พวกมันอาจจะกำลังหยอกเล่นเฉยๆ ค่ะ” แบล็กกล่าว “วาฬออร์กาแหย่วาฬสีน้ำเงิน เหมือนอย่างที่แมวเล่นกับเหยื่อของมัน วาฬชนิดนี้มีนิสัยขี้เล่นและชอบเข้าสังคม” แบล็กดำเนินธุรกิจนำชมวาฬในชื่อ Monterey Bay Whale Watch ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เธอเฝ้าสังเกตวาฬออร์กาและสัตว์ชนิดอื่นๆ ในกลุ่มคีตาเชียน (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในทะเล) แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าวาฬออร์กา […]

โลกอนาคต : หรือนี่คือโฉมหน้าของเมืองในอีกร้อยปีข้างหน้า

จินตนาการภาพของเมืองในอีกร้อยปีข้างหน้า การออกแบบจะเป็นอย่างไรเมื่อโจทย์ใหญ่คือการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

ฟ้าผ่าเกิดจากอะไร เหตุใดนภาจึงกัมปนาท

หลายครั้งที่ได้ยินคำถาม ฟ้าผ่าเกิดจากอะไร เสียงเปรี้ยงปร้างดังสนั่น มีคำอธิบายอย่างไร “ ฟ้าผ่าเกิดจากอะไร ครับ ” หลานชายวัยกำลังหัดเจรจาของฉันไถ่ถามขึ้นมาระหว่างคืนฝนพรำและแสงแปลบปลาบวิ่งพล่านไปทั่วฟ้า ฉันนึกหาคำอธิบายอย่างง่ายที่สุดเพื่อให้เหมาะสมกับวัยของผู้ฟัง แต่ก็เป็นเรื่องยากเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า (Thunder) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่ของประจุอิเล็กตรอนภายในก้อนเมฆ หรือระหว่างก้อนเมฆกับก้อนเมฆ หรือเกิดขึ้นระหว่างก้อนเมฆกับพื้นดิน การเคลื่อนที่ขึ้นลงของกระแสอากาศ (updraft/downdraft) ภายในเมฆคิวมูโลนิมบัส ทำให้เกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าในแต่ละบริเวณของก้อนเมฆและพื้นดินด้านล่าง เมื่อความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างตำแหน่งทั้งสองที่มีค่าระดับหนึ่ง จะก่อให้เกิดสนามไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยมีประจุบวกอยู่ทางด้านบนของก้อนเมฆ ประจุลบอยู่ทางตอนล่างของก้อนเมฆ พื้นดินบางแห่งมีประจุบวก พื้นดินบางแห่งมีประจุลบ ซึ่งจะเหนี่ยวนำให้เกิดการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ทำความรู้จักกับ “เมฆ” แต่ละประเภท การเกิดประจุไฟฟ้าในอากาศ เมื่อท้องฟ้าเต็มไปด้วยก้อนเมฆอันเกิดจากการควบแน่นของละอองน้ำในอากาศ และกระแสลมพัดให้เคลื่อนที่ไปบนท้องฟ้า โมเลกุลน้ำและโมเลกุลอากาศเกิดการเสียดสีกันขณะที่เมฆเคลื่อนตัวไปในอากาศ จึงเกิดประจุไฟฟ้าขึ้นในก้อนเมฆและทวีปริมาณมากขึ้น จนกระทั่งเกิดความต่างศักย์ระหว่างก้อนเมฆ ทำให้เกิดการถ่ายเทประจุระหว่างหรือภายในก้อนเมฆ หรือระหว่างก้อนเมฆและพื้นดิน หลักการเกิดฟ้าแลบ ฟ้าผ่า และฟ้าร้อง อธิบายได้ดังนี้ เมื่อประจุลบบริเวณฐานเมฆถูกเหนี่ยวนำเข้าหาประจุบวกที่อยู่ด้านบนของก้อนเมฆ ทำให้เกิดแสงสว่างในก้อนเมฆ หรือประจุไฟฟ้าลบบริเวณฐานเมฆก้อนหนึ่งถูกเหนี่ยวนำไปหาประจุบวกในเมฆอีกก้อนหนึ่ง จะมองเห็นสายฟ้าวิ่งข้ามระหว่างก้อนเมฆเรียกว่า “ฟ้าแลบ” เมื่อประจุลบบริเวณฐานเมฆถูกเหนี่ยวนำเข้าหาประจุบวกที่อยู่บนพื้นดิน ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าจากก้อนเมฆพุ่งลงสู่พื้นดินเรียกว่า “ฟ้าผ่า” ในทางกลับกัน ประจุลบที่อยู่บนพื้นดินถูกเหนี่ยวนำเข้าหาประจุบวกในก้อนเมฆ มองเห็นเป็นฟ้าแลบจากพื้นดินขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อเกิดฟ้าแลบหรือฟ้าผ่า […]