พลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย แต่เป็นฮีโร่เพื่อช่วยคนและโลก - National Geographic Thailand

พลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย แต่เป็นฮีโร่เพื่อช่วยคนและโลก

ปัญหาเรื่องขยะพลาสติกเป็นที่กล่าวถึงในระดับโลกมาหลายปีติดต่อกัน โดยประชมคมโลกต่างหาวิธีการจัดการกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งการคิดค้นนวัตกรรมการผลิตที่ช่วยลดการใช้พลาสติก การใช้วัสดุทดแทน และการนำกลับมารีไซเคิล รวมไปถึงการนำไปเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนสภาพเพื่อเพิ่มมูลค่า

พลาสติกทั่วไปที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันถูกคิดค้นขึ้นในช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้ เพื่อการใช้งานในด้านต่าง ๆ เช่น บรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์ของใช้ และเครื่องมือต่างๆ ประวัติการสังเคราะห์พลาสติกชนิดแรกของโลกเริ่มต้นขึ้นในปี 1863 เมื่อช่างไม้ชาวอเมริกัน จอห์น เวสลีย์ ไฮแอตต์ พยายามค้นหาวัสดุผลิตลูกบิลเลียตที่สามารถนำมาใช้แทนงาช้าง

จอห์น เวสลีย์ ไฮแอตต์ ช่างไม้ชาวอเมริกัน ผู้ค้นพบนวัตกรรมการผลิตลูกบิลเลียโดยใช้เซลลูลอยด์แทนงาช้าง

คืนหนึ่ง เขาได้รับอุบัติเหตุจากของมีคมบาดมือขณะทำการผสมขี้เลื่อยกับกาว เขาจึงรักษาแผลด้วยคอลอเดียน (colodion) ซึ่งเป็นยาสมานแผล ผลิตจากไนโตรเซลลูโลสที่ละลายอยู่ในอีเธอร์และแอลกอฮอล์ และด้วยความบังเอิญเขาได้ทำยาหกลงบนพื้นโต๊ะ เมื่อกลับมาดูอีกครั้งพบว่า ยาแห้งเป็นแผ่นเหนียวๆ

ไฮแอตต์ทำการทดลองต่อจนพบว่า หากเติมการบูรลงไปในของผสมอีเทอร์จะได้วัสดุซึ่งต่อมาเรียกว่าเซลลูลอยด์ (celluloid) ซึ่งเป็นวัสดุที่มีสมบัติเหมาะสมในการนำมาทำเป็นลูกบิลเลียด และผลิตภัณฑ์ต่างๆ เนื่องจากทำให้มีสีสันสวยงามได้ง่าย และมีราคาถูก นอกจากนี้ยังนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ ปกเสื้อ กระดุม ของเล่นเด็ก และฟิล์มภาพยนตร์ และถ่ายภาพ จึงถือว่าเซลลูลอยด์เป็นพลาสติกกึ่งสังเคราะห์ชนิดแรกของโลก และนับเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมพลาสติก

ลูกบิตเลียตที่ใช้เป็นเกมกีฬาอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เคยผลิตมาจากงาช้าง จนทำให้ประชากรช้างป่าในแอฟริกาลดลงจำนวนมาก

เช่นเดียวกับกรณีถุงพลาสติก ที่เริ่มต้นจากความต้องการรักษาสิ่งแวดล้อม สเตียน กุสตาฟ ทูลิน วิศวกรชาวสวีเดน เป็นผู้คิดค้นถุงพลาสติกขึ้นเมื่อปี 1959 ด้วยความต้องการลดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อผลิตถุงกระดาษที่นิยมใช้กันในยุคสมัยนั้น จนต้องสูญเสียต้นไม้เป็นจำนวนมาก เขาจึงคิดค้นถุงพลาสติกขึ้นมา และหวังให้ผู้คนใช้งานถุงพลาสติกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเป็นวัสดุที่มีมีความแข็งแรง ทนทาน และน้ำหนักเบา สามารถใช้ซ้ำได้ เพื่อทดแทนถุงกระดาษ และลดการตัดต้นไม้ไปโดยปริยาย

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ถุงพลาสติกก็เป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้นตามที่เขาหวังไว้ จนสามารถลดการผลิตถุงกระดาษ และลดการตัดต้นไม้ได้จริง แต่กลับส่งผลเสียอย่างมหาศาล จนมีผลกระทบมาถึงปัจจุบัน เนื่องจากผู้คนไม่ได้ทำตามความต้องการของผู้คิดค้นที่ต้องการให้นำถุงพลาสติกไปใช้ซ้ำ ๆ ไม่สิ้นเปลือง แต่ผู้คนกลับนิยมนำถุงพลาสติกไปใช้แล้วทิ้งในคราวเดียว

ถุงพลาสติกเริ่มต้นมาจากแนวความคิดที่อยากทดแทนการใช้ถุงกระดาษ ซึ่งเป็นวัสดุที่ต้องเนื้อใช้ไม้จำนวนมาก จนส่งผลให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า

จากตัวช่วยกลายมาเป็นตัวปัญหา

จากพลาสติกในยุคแรกเริ่มจนมาถึงปัจจุบัน พลาสติกได้แพร่กระจายไปอยู่ในทุกวงการอาชีพ และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของประชากรโลก องค์การสหประชาชาติรายงานข้อมูลในปี 2018 พบว่า มีปริมาณขยะมูลฝอยทั่วโลกถึง 27 ล้านตัน และเป็นขยะพลาสติกถึง 2 ล้านตัน

ล่าสุดปีในปี 2020 ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงล็อกดาวน์จากการระบาดโรคโควิด-19 พบว่าเขตเมืองต่างๆ ทั้งกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ต่างมีปริมาณขยะรวมลดลง โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ลดลงจากปกติ 10,560 ตันต่อวัน เป็น 9,370 ตันต่อวัน (ลดลงร้อยละ 11)

กองขยะมูลฝอยถมเต็มพื้นที่ฝังกลบ เนื่องจากปริมาณขยะที่มีจำนวนมหาศาลต่อวัน

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า โดยรวมสัดส่วนขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นในเกือบทุกเมือง โดยเฉพาะจากการสั่งอาหารรูปแบบเดลิเวอรี (Food Delivery) ซึ่งมีบริการรูปแบบนี้หลายจังหวัดในประเทศไทย ทำให้ขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 60 ในเขตกรุงเทพมหานคร

หนึ่งในขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นจากมนุษย์มากที่สุดต่อวัน คือ ขวดพลาสติก จากรายงานของนิตยสาร Forbes ในปี 2017 พบว่า ประชากรโลกซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติก 1 ล้านขวดต่อนาที

ขวดพลาสติกเป็นหนึ่งในประเภทของขยะพลาสติกที่พบในสถานที่ธรรมชาติมากที่สุด

จากความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และกระแสแห่งความยั่งยืน ประชาคมทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่า ควรเริ่มกลับมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคตั้งแต่เริ่มต้นจนไปถึงการทิ้ง เพื่อให้ปริมาณของขยะพลาสติกลดลง และเป็นการลดการใช้พลังงานฟอสซิลในการผลิตพลาสติก ก่อนที่สิ่งแวดล้อมจะได้รับผลกระทบไปมากกว่านี้

ในระดับตัวบุคคล การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่ตัวเรา อาจไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ในระดับโลกได้ในพริบตา อย่างไรก็ตาม ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่เรามองเห็นคุณค่าของการใช้พลาสติกให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามเจตนารมณ์ของผู้คิดค้น โดยการปรับพฤติกรรมการใช้พลาสติกอย่างคุ้มค่า และนำกลับมาใช้ซ้ำให้มากที่สุดในชีวิตประจำวัน เพียงเท่านี้เราทุกคนก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกได้อย่างมหาศาล

เปลี่ยนและเพิ่มคุณค่า ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

องค์กรต่างๆ ทั่วโลก พยายามคิดค้นนวัตกรรมการเพิ่มมูลค่าขยะพลาสติกให้กลับมาเป็นของใช้ที่มีมูลค่าอีกครั้ง เช่น เสื้อผ้าจากขวดพลาสติก พรมจากขยะพลาสติกในทะเล รองเท้าคู่ใหม่จากรองเท้าแตะที่พบในทะเล และผ้าห่มจากขวดพลาสติก

ในประเทศไทยมีหลายองค์กรที่นำนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งมีกรณีศึกษาที่เห็นภาพได้อย่างชัดเจน คือกรณีผ้าห่มที่ผลิตมาจากขวดพลาสติกบรรจุเครื่องดื่ม ที่ทำจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิลหรือ Recycled PET (rPET) 100% เพื่อผลิตเป็น “ผ้าห่มรักษ์โลก” ของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หลายๆ คนคงคุ้นตากับผ้าห่มผืนเขียว ที่ทางบริษัทฯ แจกจ่ายไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัยหนาวในทุกปี และในปีนี้โครงการ “ไทยเบฟ… รวมใจต้านภัยหนาว” ปีที่ 21

เส้นใยจากขวดพลาสติกที่นำไปผลิตเป็นผ้าห่ม

ทางบริษัทฯ ให้ความสำคัญเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในเรื่องของการใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณค่าและประโยชน์สูงสุด จึงผลิต “ผ้าห่มรักษ์โลก” ที่ทอด้วยเส้นใยจากขวดพลาสติก ซึ่งส่งผลดีในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะ เรื่องลดพลังงานการผลิต เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เส้นใยจากพืช การผลิตเส้นใยจากขวด rPET ใช้พลังงานลดลงร้อยละ 60 และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก ได้ถึงร้อยละ 32 โดยในกระบวนการผลิตผ้าห่มหนึ่งผืน ต้องใช้ขวดพลาสติกประมาณ 38 ขวด นั่นเท่ากับว่า ในปีนี้ บริษัทฯ ผลิตผ้าห่มแจกจ่ายจำนวน 200,000 ผืน โดยใช้ขวดพลาสติกทั้งหมด 7,6000,000 ขวด ในการผลิตผ้าห่มผืนเขียวเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวม 15 จังหวัด 194 อำเภอ

คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มอบผ้าห่มให้กับประชาชน ในโครงการไทยเบฟ… รวมใจต้านภัยหนาว ปีที่ 21

ในมุมกลับกัน สำหรับมนุษย์ที่ใช้ชีวิตประจำวันปกติ การสร้างการเปลี่ยนแลงอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคได้ ตั้งแต่ต้นปี 2020 เป็นต้นมา ประเทศไทยเริ่มผลักดันนโยบายลด ลด เลิก ใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เช่น การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก และการใช้ซ้ำให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มอายุการใช้งานของบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหลาย

ตั้งแต่พลาสติกถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกของเรา พลาสติกมีบทบาทส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของมนุษย์มาโดยตลอด จนกระทั่งการบริโภคที่มากขึ้นและค่านิยมของมนุษย์ที่เปลี่ยนไป ทำให้พลาสติกถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายในฐานะผู้ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเราเลือกที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และตระหนักถึงความคุ้มค่าของการบริโภคพลาสติก พลาสติกจะมีประโยชน์ในการทำให้ชีวิตสะดวกสบาย และเกื้อหนุนให้มนุษยชาติได้สร้างสรรค์และดูแลโลกให้คงอยู่ต่อไปและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Mango COVID – คอลเล็กชันงานศิลปะที่เกิดจากวิกฤติ

เรื่องแนะนำ

Go Electric และ Go Green กลยุทธ์ความยั่งยืนของ ปตท. ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของไทย

ปตท. กำหนดแผนกลยุทธ์ Go Electric และ Go Green วางทิศทางธุรกิจรองรับการผลิตพลังงานสะอาดและเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตสำหรับประเทศไทย การตื่นตัวเรื่องมลพิษและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ทำให้ความต้องการยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) ในตลาดโลกเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับการขยับตัวของรัฐบาลทั่วโลก ในการออกนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้าคือยานยนต์แห่งอนาคต และขณะนี้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด ในขณะเดียวกัน ‘ธุรกิจพลังงาน’ ก็เป็นอีกปัจจัยหลักที่จะส่งเสริมให้การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างแข็งแรง ดังนั้นนอกจากอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยที่ต้องปรับตัวแล้ว ‘ธุรกิจพลังงาน’ ในไทยก็ต้องปรับเปลี่ยน เพื่อเติบโตไปพร้อมความเปลี่ยนแปลงของโลกเช่นกัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์กรที่มีส่วนร่วมในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย  จึงมีการกำหนดแผนกลยุทธ์ชัดเจนเพื่อวางทิศทางธุรกิจ รองรับการผลิตพลังงานสะอาดและเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต “เทรนด์พลังงานในอนาคต จะมุ่งไป 2 เรื่อง คือ Go Electric และ Go Green” อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าว ดังนั้นในอนาคต นอกจาก ปตท. จะต่อยอดการเติบโตในธุรกิจหลักอย่างปิโตรเคมีแล้ว […]

ชิ้นส่วนแห่งความแตกต่าง: กระบวนการฟื้นชีวิตเศษผ้าสู่สินค้าหรูในจีน

Wei Daxun นักแสดงและนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และ Hannah Reyes Morales ช่างภาพ อยู่ที่เมืองกานโจว ประเทศจีน เพื่อดูว่ามีการนำ เศษผ้า ที่เหลือทิ้งจากการผลิตมาใช้และเปลี่ยนเป็นสินค้าใหม่อีกครั้งได้อย่างไร ความยั่งยืนคือประเด็นที่โลกแฟชั่นจำเป็นต้องเดินตาม และแบรนด์หรูอย่างปราดา (Prada) ก็ให้ความสนใจในเรื่องนี้ผ่านโครงการ “ใช้ไนลอนอีกครั้ง” (Re-Nylon Project) ที่ปราดาร่วมมือกับโครงการอัพไซเคิล (Upcycle – การเปลี่ยนวัสดุที่ไม่ใช้แล้วให้มีคุณภาพดีกว่าเดิม) ทั่วโลก เพื่อเปลี่ยน เศษผ้า เหลือทิ้งจากกระบวนการผลิต ตั้งแต่พรมเก่าไปจนถึงแหตกปลา ให้เป็นสินค้าใหม่อีกครั้ง ประเทศจีนเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้ามากถึง 1 ใน 3 จากจำนวนราวแสนล้านชิ้นที่ผลิตขึ้นมาบนโลกทุกปี พาราวิน (Parawin) ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงงานที่ผลิตเสื้อผ้าเหล่านั้น ตั้งอยู่ชานเมืองกานโจว มณฑลเจียงซี ทางตอนใต้ของประเทศจีน ดูเผินๆ โรงงานนี้เหมือนโรงงานผลิตเสื้อผ้าแห่งอื่นๆของประเทศจีน แต่ความจริงแล้ว โรงงานแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการต้นแบบที่จะทำให้สินค้าแฟชั่นมีความยั่งยืนมากขึ้น แม้กานโจวจะไม่ใช่หนึ่งในเมืองใหญ่ของจีน ด้วยจำนวนประชากรเพียง 1.2 ล้านคน แต่เมืองก็เต็มไปด้วยตึกระฟ้ากระจายเป็นหย่อมๆ เครนก่อสร้างแขวนอยู่ตามตึกที่กำลังก่อสร้างมากมาย เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของเมืองซึ่งเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 12.5 ต่อปี […]

Barefoot College โรงเรียนทางเลือกในอินเดียที่ขับเคลื่อนชุมชนและสร้างคนด้วย ‘ความรู้’

Barefoot College วิทยาลัยทางเลือกในรัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย ที่สร้างขึ้นเพื่อคนจน เพื่อให้ชาวบ้านนำทักษะยกระดับคุณภาพชีวิต โดยปราศจากการแบ่งแยกทางด้านชนชั้นวรรณะและฐานะ บังเกอร์ รอย (Bunker Roy) ก่อตั้งวิทยาลัยเท้าเปล่า (Barefoot College) ขึ้นในปี 1972 เพื่อสอนคนชนบทให้มีทักษะที่สามารถนำไปเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ในหมู่บ้านของพวกเขา โดยเชื่อว่า แม้จะเป็นคนจนที่ไม่ได้รับการศึกษา อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่พวกเขามีสิทธิ์ที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อนำไปพัฒนาชีวิตและทักษะของพวกเขาเอง ที่วิทยาลัยเท้าเปล่าแห่งนี้ให้คุณค่ากับคนและงานทุกงานเท่ากัน ครูมีสถานะเทียบเท่ากับนักเรียน คนที่ไม่รู้หนังสือก็มีสถานะเท่ากับคนที่รู้หนังสือ และแม้วิทยาลัยเท้าเปล่าจะไม่มีการให้ใบปริญญาหรือประกาศนียบัตรใด ๆ แต่ความรู้และทักษะเชิงปฏิบัติที่ได้รับการฝึกอบรมจากที่นี่นั้นมีค่ามากกว่าใบกระดาษเหล่านั้นมาก วิทยาลัยเท้าเปล่า ยังรับแนวคิดแบบคานธีมาปรับใช้ หัวใจของความเชื่อแบบคานธีเชื่อว่าความรู้ ทักษะและสติปัญญาเป็นสิ่งที่สามารถพบได้ในชุมชน เราควรนำทักษะและความรู้เหล่านั้นมาเรียนรู้พัฒนา ก่อนที่จะไปเรียนรู้ทักษะจากข้างนอก ด้านวิทยาลัยเท้าเปล่าเองก็นำแนวคิดนี้มาใช้ โดยนำความรู้และทักษะแบบดั้งเดิมของคนในชนบทมาใช้ในการสร้างบ้านเรือนเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่คนไร้บ้าน ใช้สร้างแหล่งกักเก็บน้ำฝนในโรงเรียนชนบทและชุมชนที่ขาดแคลนน้ำสะอาดในการอุปโภคบริโภค และยังใช้กิจกรรมการชักหุ่นกระบอกมาสอดแทรกเนื้อหาด้านเศรษฐกิจเชิงสังคมเข้าไปด้วย เป้าหมายของ รอย จึงเป็นการสร้างวิทยาลัยที่ราคาถูก กระจายความเจริญจากเมืองใหญ่ และขับเคลื่อนชุมชน โดยยึดหลักนำ “ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในหมู่บ้าน” มาสร้างความเจริญในชนบท   “วิทยาลัยเท้าเปล่า” ที่ไม่ได้สอนเพียง “ความรู้ในห้องเรียนแบบเปล่า ๆ” วิทยาลัยเท้าเปล่าตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 8 เอเคอร์ โดยใช้พลังงานจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด มีการเปิดคอร์สอบรมโซลาร์เซลล์มาตั้งแต่ปี […]

การเมืองเรื่องน้ำ: ปัญหาการจัดการน้ำในเมืองไทย

ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมมานานหลายทศวรรษ แผนการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ผุดขึ้นดูเหมือนไม่ช่วยแก้ไขให้เป็นอย่างเป็นรูปธรรม เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น