Copenhagen เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากโรงเผาขยะที่สะอาดและสนุกที่สุดในโลก

Copenhagen เมืองที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากโรงเผาขยะที่สะอาดและสนุกที่สุดในโลก

โคเปนเฮเกน เส้นทางสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ ภายในปี 2025 ด้วยการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว และ CopenHill โรงงานผลิตพลังงานจากขยะที่ปลอดมลพิษที่สุดในโลก

ทุกวันนี้ เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ประชากรโลกจำนวนมากกว่าครึ่งอาศัยอยู่ในเขตเมือง ภายใน ค.ศ. 2050 การอพยพย้ายถิ่นฐานจากชนบท จะทำให้ตัวเลขประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง เพิ่มขึ้นเป็น 70 เปอร์เซ็นต์

โจทย์ท้าทายที่สุดที่มนุษย์กำลังเผชิญคือ เราจะสร้างเมืองที่รองรับคนจำนวนมหาศาล ไปพร้อมกับการเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

ภายใต้วิกฤติโลกร้อน ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เมืองต้องสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาและส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติไปยังลูกหลานในอนาคต

โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก คือหนึ่งในเมืองที่วางแผนรับมือเรื่องความยั่งยืนได้ล้ำหน้าที่สุดในโลก

เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจนโยบายและการสร้างเมืองที่เป็นมิตรกับผู้คนและโลก ทั้งความตั้งใจจะเป็นเมืองที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ ภายใน ค.ศ. 2025 จนถึงการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว และล่าสุด CopenHill โรงงานผลิตพลังงานจากขยะที่ใหญ่ที่สุดและสะอาดที่สุดที่มนุษย์เคยสร้าง

ภาพโดย Laurian-Ghinitoiu, Rasmus-Hjortshoj, Aldo-Amoretti, SLA, Soren-Aagaard

01 ขับเคลื่อนเมืองด้วยศูนย์คาร์บอน

2 ใน 3 ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ หนึ่งในก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของภาวะโลกร้อนมาจากกิจกรรมในเมือง ตัวเลขชี้วัดปริมาณนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเมื่อคนย้ายเข้ามาอาศัยในเมืองมากขึ้น กิจกรรมต่าง ๆ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรที่จะมาหล่อเลี้ยงเมือง ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“เราจะเป็นเมืองที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ ภายในปี 2025”

Frank Jansen อดีตนายกเทศมนตรีกรุงโคเปนเฮเกนที่ดำรงตำแหน่งมากว่า 10 และเพิ่งสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งไปเมื่อปลายปีที่แล้วกล่าว ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน แฟรงค์สร้างแรงกระตุ้นเรื่องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และพยายามสร้างนโยบายเพื่อเมืองเมืองยั่งยืนมาโดยตลอด

ภาพโดย Nick Karvounis

นโยบายการพัฒนาเมืองของโคเปนเฮเกน มุ่งเน้นไปที่ การสัญจรที่ยั่งยืน (Mobility) การยุติการปล่อยมลพิษ (Pollution) และการใช้พลังงานหมุนเวียน (Energy) แฟรงค์เชื่อว่าการสร้างเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสีเขียว

การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ หรือ Carbon Neutrality คืออะไร

ในแง่การขับเคลื่อนเมือง หมายถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว และการใช้พลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานลม แสงอาทิตย์ ความร้อนใต้พิภพ น้ำและชีวมวล ในสัดส่วนที่มากกว่าพลังงานจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาตหรือน้ำมันปิโตรเลียมที่ใช้แล้วหมดไป ทั้งยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ จนถึงจุดที่ทั้งเมืองขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน

02 การลงทุนสีเขียว

ในแง่โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว โคเปนเฮเกนมีโครงข่ายจักรยานที่มีคุณภาพระดับต้น ๆ ของโลก ชาวโคเปนเฮเกนทุกคนปั่นจักรยาน มากกว่า 62 เปอร์เซ็นต์ของพวกเขาใช้จักรยานเป็นพาหนะหลักในชีวิตประจำวัน หน่วยงานภาครัฐเรียนรู้เรื่องนี้และไม่นิ่งเฉย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พวกเขาลงทุนกว่า 300 ล้านเหรียญดอลลาร์ในการสร้างระบบสาธารณูปโภคเพื่อจักรยานอย่างมีคุณภาพ

เงินลงทุนนั้นคุ้มค่า เพราะทุกวันนี้ ปริมาณจักรยานในเมืองโคเปนเฮเกน มีมากกว่ารถยนต์ถึง 5 เท่า นอกจากนี้ เมืองยังลงทุนกับระบบขนส่งมวลชน รถประจำทางทั้งหมดเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงดีเซลไปเป็นรถพลังงานไฟฟ้าหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจักรยานและรถพลังงานไฟฟ้าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่เล็กมาก เมื่อเทียบกับเป้าหมายในการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ แต่ความพยายามของพวกเขาไม่ได้หยุดแค่นั้น

80 เปอร์เซ็นต์ของแผนลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ คือการใช้พลังงานหมุนเวียน โคเปนเฮเกนประสบความสำเร็จในการสร้างระบบนำพลังงานที่เหลือจากการผลิตกระแสไฟฟ้า มาสร้างความร้อน (District Heating System) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยโครงข่ายท่อขนาดใหญ่ที่ดักจับความร้อนเศษเกิน จากระบบผลิตกระแสไฟฟ้า จะส่งความร้อนเหล่านั้นไปยังบ้านเรือนในเมืองโดยตรง

อาคารบ้านเรือน รวมถึงตึกสูง 99 เปอร์เซ็นต์ในโคเปนเฮเกน เชื่อมต่อกันทั้งหมดด้วย District Heating System ที่มีประสิทธิภาพ

ภาพโดย Aurora Ferreira

นอกจากระบบความร้อน วิศวกรของโคเปนเฮเกนยังสร้างระบบทำความเย็นจากอุณหภูมิของน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพื่อแจกจ่ายความเย็นไปตามระบบท่อเช่นกัน

ทำให้ในเมืองแห่งนี้ ผู้คนสามารถเพิ่มและลดอุณหภูมิภายในบ้าน สำนักงานไปจนถึงโรงงานได้ ด้วยระบบทำความร้อนและความเย็นที่ไม่ต้องใช้พลังงานในการผลิตเพิ่มเลย เทียบกับเมืองใหญ่อื่น ๆ โคเปนเฮเกนลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในส่วนนี้ไปได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของทั้งเมือง

03 เปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากร

อีกหนึ่งนวัตกรรมสู่ความยั่งยืนที่เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโลกของโคเปนเฮเกนคือ CopenHill หรือ Amager Bakke โรงเผาขยะ ที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดในการเปลี่ยนขยะปีละ 485,000 ตันเป็นพลังงาน (Waste to Energy Power Plant)

นอกจากจะผลิตพลังงานไฟฟ้าป้อน 30,000 ครัวเรือน และผลิตความร้อนแก่ 72,000 ครัวเรือน โรงเผาขยะแห่งนี้ยังเป็นศูนย์การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และสถานที่ท่องเที่ยว ที่มีเนินสกีเทียมเปิดตลอดทั้งปี รวมถึงเส้นทางวิ่ง รวมทั้งผนังปีนผา 100 เมตรที่สูงที่สุดในโลก

ภาพโดย Laurian-Ghinitoiu, Rasmus-Hjortshoj, Aldo-Amoretti, SLA, Soren-Aagaard

“โคเปนฮิลล์ คือโรงงานผลิตพลังงานจากขยะที่ปลอดมลพิษที่สุดในโลก ไม่มีสารพิษเล็ดรอดออกมาจากส่วนใดของโรงงาน มีเพียงไอน้ำเท่านั้นที่ระบายออกมาจากปล่องระบายขนาดใหญ่ เรามีลิฟต์ที่พาคุณพุ่งขึ้นจากชั้นพื้นดินสู่ชั้นบนสุด ระหว่างทางขึ้น เมื่อมองออกไป คุณมองเห็นทิวทัศน์สุดลูกหูลูกตาของเมือง มองกลับเข้ามา คุณจะเห็นอุปกรณ์อันซับซ้อนของหอคอยที่เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน”

Bjake Ingels ผู้ก่อตั้ง BIG บริษัทสถาปนิกสัญชาติเดนมาร์กที่มีชื่อเสียงระดับโลกซึ่งรับหน้าที่ออกแบบโคเปนฮิลล์กล่าว

บียาเค่อธิบายว่า บนภูเขาที่มนุษย์สร้างนี้มีต้นไม้ถูกปลูกไว้หลายร้อยต้น แต่ละต้นถูกเลือกสปีชีส์มาเพื่อให้พวกมันเติบโตที่ความสูงถึง 100 เมตรบนอากาศได้ มีกิจกรรมให้ทำมากมายเหมือนอยู่ในสวนสาธารณะดี ๆ แห่งหนึ่ง เพราะเขาต้องการเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนที่มีต่อการจัดการความยั่งยืน

ภาพโดย LUCA LOCATELLI

Hedonistic Sustainability คือคอนเซปต์ออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อความยั่งยืนของบียาเค่ ที่เน้นการมีส่วนร่วมของผู้คนให้มาเล่นสนุกหรือใช้ชีวิตใกล้ ๆ ระบบจัดการขยะ หรือระบบสร้างพลังงานทดแทน เพราะเขาเชื่อว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องเสียสละความสะดวกบายหรือความสนุกสนานอะไรในชีวิต เพื่อสร้างสิ่งที่ดีให้กับโลก ด้วยเทคโนโลยี มันสามารถอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้

“โรงงานผลิตพลังงานจากขยะ ไม่จำเป็นต้องดูสกปรก ใหญ่โตน่าเกลียด และตอนนี้สวนสาธารณะที่น่าตื่นเต้นที่สุดของเมืองก็อยู่ที่นี่แล้ว”

04 เทคโนโลยีที่ยั่งยืน

โคเปนฮิลล์ใช้เงินลงทุนกว่า 611 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดย Amager Ressourcecenter (ARC) บริษัทจัดการขยะในโคเปนเฮเกนที่เทศบาลเมือง 5 แห่งเป็นเจ้าของร่วมกัน คือ Dragør, Frederiksberg, Hvidovre, Copenhagen และ Tårnby

Jacob Simonson CEO ของ ARC อธิบายว่า ที่นี่มีการผลิตพลังงานเยอะมาก จนสามารถทำให้น้ำในสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐานโอลิมปิก มากกว่า 19 สระ เดือดจาก 0 เป็น 200 องศาได้ในแต่ละวัน

“เรานำขยะมาจากกรุงโคเปนเฮเกนและพื้นที่โดยรอบ ครอบคลุมการบริการประชากร 680,000 คนต่อวัน และบริษัทกว่า 46,000 แห่ง ด้วยรถขนขยะ 250-350 คัน”

ภาพโดย Laurian-Ghinitoiu, Rasmus-Hjortshoj, Aldo-Amoretti, SLA, Soren-Aagaard

ค.ศ. 2017 และ 2018 ปริมาณขยะและชีวมวลทั้งที่เผาไหม้ที่โคเปนฮิลล์ คือ 357,000 ตันและ 443,000 ตัน และการผลิตพลังงานรวมอยู่ที่ 900,000 MWh และ 1,259,000MWh ตามลำดับ ภายในโคเปนฮิลล์ประกอบไปด้วยเตาเผา 2 เตาที่เชื่อมต่อกับหม้อไอน้ำและกังหันสร้างกระแสไฟฟ้า โดยแต่ละเตาสามารถเผาขยะได้ 35 ตันต่อชั่วโมง

เริ่มแรก ขยะจะถูกยกผ่านเครน ป้อนเข้าสู่เตาเผาไหม้ขั้นสูงที่เรียกว่า DynaGrate ซึ่งมีลักษณะเป็นตะแกรงระบายความร้อนด้วยน้ำคล้ายบันได แท่งตะแกรงถูกจัดเรียงสลับกันและติดตั้งบนเพลาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้

DynaGrate เผาไหม้ขยะด้วยความร้อนที่เหมาะสม ทำให้สามารถการเก็บวัสดุอย่างโลหะและอีกหลายประเภทไปรีไซเคิลต่อได้ นอกจากนี้ชิ้นส่วนแท่งตะแกรงที่จัดเรียงสลับกันนี้ ทำให้พวกมันไม่สัมผัสกัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการบำรุงรักษาลงไปได้มหาศาล

ภาพโดย LUCA LOCATELLI

โรงงานใช้เทคโนโลยีการควบแน่นของก๊าซไอเสีย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตความร้อน นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งเทคโนโลยีการทำความสะอาดก๊าซไอเสีย ที่ลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์

โคเปนฮิลล์ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 100,000 ตันต่อปี และช่วยให้ให้โคเปนเฮเกนสามารถนำขยะโลหะกลับมาใช้ใหม่ได้ 90 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้การกลั่นตัวเป็นหยดน้ำของก๊าซไอเสีย ทำให้โรงงานสามารถกู้น้ำได้ 100 ล้านลิตรและนำขี้เถ้าด้านล่างจากการเผา 100,000 ตันมาใช้เป็นวัสดุทำถนนได้อีก

05 พลังของผู้คน

โคเปนเฮเกนฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะอย่างจริงจัง ไม่กี่สิบปีก่อน หากล่องไปตามลำคลองของเมืองแห่งนี้ จะพบว่าน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะแทบจะทั้งหมด มีการปนเปื้อนอย่างรุนแรงจากระบบอุตสาหกรรม การรั่วไหลของน้ำมันหรือแม้แต่ขยะมูลฝอย

“ครั้งแรกที่ผมย้ายมาอยู่ที่โคเปนเฮเกน เมื่อ ค.ศ. 1987 ท่าเรือบริเวณนี้เต็มไปด้วยมลพิษ คุณไม่มีทางนึกภาพการลงไปว่ายน้ำในอ่าวนี้ได้เลย แต่ทุกวันนี้คุณสามารถกระโดดลงไปเล่นน้ำได้อย่างไม่ต้องกังวลเลย เรามี Harbor Bath และพื้นที่สาธารณะอีกหลายที่เด็ก ๆ และผู้คนสามารถพักผ่อน หรือจะมาว่ายน้ำก็ได้”

ภาพโดย FEDERICO COVRE

แฟรงค์อธิบายว่าโคเปนเฮเกนใช้เวลาหลายสิบปี ด้วยความเข้มงวดและความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการนำนวัตกรรมบำบัดน้ำมาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง ทำให้ผลลัพธ์เป็นอย่างที่เห็นทุกวันนี้

ไม่ต้องแปลกใจที่นักออกแบบและนักสร้างสรรค์ที่มีชื่อเสียงมากมาย เติบโตมาจากโคเปนเฮแกน เพราะคนที่นี่เชื่อเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วม และภาครัฐก็พร้อมจะทำงานร่วมกับภาคเอกชนและประชาชนอย่างแข็งขัน

“ชาวโคเปนเฮเกนต่างกระตือรือร้นที่จะแสดงความคิดเห็น และสร้างเมืองที่ดีกว่า พวกเขาต้องการเมืองที่มีคุณภาพสูงสำหรับการใช้ชีวิต ดังนั้นพวกเขาจึงยินดีเริ่มต้นด้วยตัวเองเช่นกัน ทุกคนยินดีที่จะคัดแยกขยะอย่างถูกต้องเพื่อให้เทศบาลสามารถจัดการขยะต่อได้ง่าย รวมถึงยินดีขี่จักรยานหรือใช้ระบบขนส่งมวลชนไปทำงาน”

ภาพโดย FEDERICO COVRE

แฟรงค์บอกต่อว่า แรงผลักดันสูงสุดที่จะทำให้เป้าหมาย ในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ภายใน ค.ศ. 2025 เป็นจริงได้คือพลังของประชาชนทุกคน

10 ปีในการดำรงตำแหน่งของแฟรงค์ โคเปนเฮเกนมีประชากรมากขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ในขณะเดียวกันด้วยโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวต่าง ๆ เมืองกลับลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไปได้กว่า 42 เปอร์เซ็นต์

ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ ว่าโคเปนเฮเกนจะประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์หรือไม่ ในอีก 4 ปีข้างหน้า แต่สิ่งที่ชัดเจนคือเมืองแห่งนี้คือตัวอย่างของการสร้างเมืองแห่งอนาคต ที่รองรับผู้อยู่อาศัยจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปพร้อม ๆ กับการเติบโตอย่างยั่งยืน

สืบค้นและเรียบเรียง มิ่งขวัญ รัตนคช


ข้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : Blue Lagoon โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพที่สร้างเงินมหาศาลให้การท่องเที่ยวไอซ์แลนด์

เรื่องแนะนำ

6 วิธีเก็บน้ำหน้าฝนเพื่อใช้ในหน้าแล้ง ของชุมชนรอบเขายายดา จ. ระยอง

จากความต้องการแก้ไขปัญหาน้ำป่าไหลหลากในช่วงฤดูฝน และน้ำขาดแคลนในฤดูแล้ง ในวันนี้ ชุมชนรอบเขายายดา จ. ระยอง สามารถสร้างขั้นตอนการบริหารจัดน้ำด้วย 6 วิธี ซึ่งเกิดจากการศึกษาร่วมกันกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC จนพลิกสถานะสู่ชุมชนที่มีน้ำใช้ได้อย่างเพียงพอในตลอดทั้งปี เมื่อราว 20 ปีก่อน ณ บริเวณชุมชนรอบเขายายดา ที่กินพื้นที่ในบริเวณอำเภอเมืองและอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นพื้นที่ตั้งของหมู่บ้าน ราว 10 หมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านประกอบอาชีพทำสวนผลไม้และยางพารา ต้องประสบปัญหาเรื่องน้ำที่รุมเร้าและยืดเยื้อ จากปัญหาพื้นที่ป่าที่เริ่มเสื่อมโทรมจากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว ดินในพื้นที่ไร้ซึ่งความสามารถในการดูดซับน้ำ ประกอบกับเขายายดายังเป็นพื้นที่ที่ติดกับทะเล ด้วยลักษณะธรณีวิทยาที่มีลักษณะเป็นดินทรายซึ่งมีคุณสมบัติการกักเก็บน้ำที่ต่ำ ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากในช่วงหน้าฝน แปลงสภาพกลายเป็นน้ำผิวดินไหลลงสู่ลำธารและไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงหน้าแล้งจึงไม่มีน้ำในดินหล่อเลี้ยงลำธารของพื้นที่ ก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำใช้ เกษตรกรโดยรอบจึงได้รับความเดือดร้อนจากการที่ไม่มีน้ำรดพืชผลการผลิตอย่างต่อเนื่อง พื้นดินที่ถูกแปลงสภาพจากป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์กลายเป็นพื้นที่เปิดโล่งเกือบหมด แรงตกกระทบของเม็ดฝนจากฝนในหน้าฝนทำให้ผิวดินถูกอัดแน่น และความสามารถในการดูดซับน้ำฝนของดินลดลง ดังนั้นฝนที่ตกลงมาส่วนใหญ่จึงแปลง ไปเป็นน้ำผิวดินและไหลลงสู่ลำธารอย่างรวดเร็วตามลักษณะของพื้นที่ที่มีความลาดชัน ก่อให้เกิดเป็นน้ำไหลบ่าในขณะที่ฝนตก และเมื่อไม่มีน้ำฝนซึมลงไปในดิน ก็จะไม่มีน้ำในดินเอื้ออำนวยให้กับลำธารช่วยกักเก็บน้ำในพื้นที่หลังจากฝนหยุดตก หรือในช่วงฤดูแล้ง ยิ่งไปกว่านั้น ผิวดินที่ถูกกัดเซาะและพัดพาไปโดยน้ำผิวดิน จะทำให้ชั้นดินบางลงและเก็บกักน้ำฝนสะสมได้น้อยลง  จึงทำให้น้ำฝนสะสมในชั้นดินที่ควรจะเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับลำธารหลังจากฝนหยุดตกในช่วงฤดูแล้งลดน้อยลงตามไปด้วย  ปัญหาการขาดแคลนน้ำใช้ของเขายายดาก็ยิ่งรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านรอบชุมชนเขายายดาจึงตัดสินใจที่จะเรียนรู้และสร้างระบบการจัดการน้ำขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาน้ำของพื้นนี้ให้ดีขึ้น ด้วยการสร้างโครงการ “เก็บน้ำดี มีน้ำใช้ ด้วยโมเดล […]

World Update: วิจัยแนะโลกลด กินเนื้อ 75% แก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ

งานวิจัยแนะควรลดการ กินเนื้อ ลง 75% เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยบอนน์ ประเทศเยอรมนี ได้สำรวจการบริโภคเนื้อทั่วโลกในแง่มุมต่างๆ ซึ่งมีผลกระทบทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ นอกจากนี้ยังมีผลด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ นักวิจัยได้ข้อสรุปว่าเพื่อบรรลุเป้าหมายในการแก้ปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศ บรรดาประเทศที่ร่ำรวยต้องลดการ กินเนื้อ อย่างน้อยร้อยละ 75 และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคเนื้อจะช่วยเพิ่มความยั่งยืนให้กับโลกของเราได้  จากสถิติประชากรยุโรปแต่ละคนบริโภคเนื้อปีละ 80 กิโลกรัม ราคาของเนื้อไม่ได้วัดจากมูลค่าราคาของเนื้อเท่านั้น แต่การฟาร์มปศุสัตว์ยังมีราคาที่ต้องจ่ายจากการสร้างความเสียหายต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยผลผลิตจากกระบวนการเหล่านี้ผลิตก๊าซมีเทนซึ่งเร่งภาวะโลกร้อน สัตว์แปลงแคลอรี่จำนวนหนึ่งที่ได้รับเป็นเนื้อ แต่การผลิตอาหารป้อนคนในจำนวนที่เท่ากันกับสัตว์เหล่านี้ต้องใช้พื้นที่มากกว่าซึ่งเป็นผลเสียต่อระบบนิเวศ เนื่องจากมีพื้นที่สำหรับชนิดพันธุ์ธรรมชาติลดลง ดังนั้นการลดปริมาณเนื้อที่บริโภคโดยเฉลี่ย 20 กิโลกรัมต่อปี จะช่วยชะลอปัญหาในแง่ต่างๆ  นอกจากนี้ ปัจจัยที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบัน อย่างเช่น สงครามในยูเครนและการขาดแคลนธัญพืชในตลาดสากลยังส่งผลต่อความปลอดภัยด้านอาหาร เนื่องจากธัญพืชประมาณครึ่งหนึ่งที่ผลิตขึ้นทั่วโลกถูกใช้เป็นอาหารสัตว์ แนวทางการแก้ไขปัญหานี้อย่างหนึ่งคือการปรับภาษีเนื้อซึ่งสอดคล้องกับราคาทางสิ่งแวดล้อมที่สูงกว่าราคาปัจจุบันและสร้างแนวโน้มให้ผู้บริโภคตระหนักถึงปัญหามากขึ้น อีกหนึ่งวิธีคือการให้ความรู้เรื่องการบริโภคอย่างยั่งยืนตั้งแต่ระดับการศึกษาในโรงเรียน  ทั้งนี้พฤติกรรมบริโภคเนื้อสัตว์ควรเน้นไปที่ประเทศร่ำรวยที่สามารถเข้าถึงแหล่งอาหารทดแทนและปรับการกินอย่างยั่งยืนได้โดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เนื้อสัตว์จากพืชและโปรตีนทดแทนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมได้ดี สืบค้นและเรียบเรียง กานต์ ศุภนภาโสตถิ์ Photograph by José Ignacio Pompé via unsplash ข้อมูลอ้างอิง https://www.sciencedaily.com/releases/2022/04/220425135937.htm https://european-biotechnology.com/up-to-date/latest-news/news/meat-consumption-must-fall-by-at-least-75-percent.html https://vegnews.com/2022/4/meat-consumption-must-drop-for-planet https://kesq.com/news/2022/04/26/cut-meat-consumption-by-75-per-cent-globally-to-tackle-climate-change-study/ ภาพถ่ายจาก – […]

ทำความรู้จักอาชีพด้านความยั่งยืนในต่างประเทศ นวัตกรผู้ขับเคลื่อนโลกให้ดียิ่งกว่าเดิม

ทำความรู้จักหลากหลายอาชีพสีเขียว (Green Jobs) ในต่างประเทศ ตั้งแต่นักวิจัยที่ได้ดำน้ำสำรวจท้องทะเล นักออกแบบและรีไซเคิล ไปจนถึงเชฟผู้ปรุงอาหารเพื่อความยั่งยืน เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า หากได้ทำงานที่รัก เราจะไม่รู้สึกเลยว่ากำลังทำงานอยู่ เพราะในทุกๆ วัน เราจะกระตือรือร้นที่จะตื่นขึ้นมาเพาะปลูก Passion ของตนเองให้เติบโต ถ้า Passion ของคุณคือการต่อสู้กับวิกฤตสิ่งแวดล้อม สร้างโลกที่ดีและยั่งยืนสู่อนาคต เราอยากชวนไปทำความรู้จักหลากหลายอาชีพสีเขียว (Green Jobs) เล่านี้ ที่สร้างประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ขอให้โยนความคิดเดิมๆ ว่างานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนนั่นน่าเบื่อทิ้งไปก่อน เพราะ 9 อาชีพต่อไปนี้ ทั้งเท่ สร้างสรรค์ และหลากหลาย มีตั้งแต่นักวิจัยที่ได้ดำน้ำสำรวจท้องทะเล นักออกแบบและรีไซเคิล ไปจนถึงเชฟผู้ปรุงอาหารเพื่อความยั่งยืน 01 Urban Growers เชฟชาวแคนาดากำลังเลือกผลผลิตจากแหล่งปลูกไม่ธรรมดา เพราะมันคือสวนแอปเปิ้ลบนดาดฟ้า ท่ามกลางตึกสูงโดยรอบในเมืองแวนคูเวอร์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ทุกวันนี้ ตึกระฟ้ามากมายในเมืองแวนคูเวอร์กลายเป็นเป็นแหล่งผลิตอาหาร สวนเกษตรกรรมบนดาดฟ้าสามารถส่งมอบพืชผลจากเมืองสู่คนในเมือง นอกจากสวนเหล่านี้จะช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม จากการลดใช้ยาฆ่าแมลงแล้ว ยังช่วยลดการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลอีกด้วย เนื่องจากมันถูกปลูก เติบโตและนำไปปรุงอาหารในพื้นที่เมือง ลดการขนส่งทางไกลจากต่างเมืองอย่างพืชผลเกษตรกรรมบางอย่าง สวนดาดฟ้ายังช่วยลดอุณหภูมิของอาคาร เป็นฉนวนป้องกันการสูญเสียพลังงาน ทั้งยังเป็นด่านรับน้ำฝนในช่วงฤดูพายุ ไปจนถึงเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่ช่วยฟอกอากาศให้พื้นที่รอบๆ […]

เมื่อคลื่นลมพัดพาขยะขึ้นฝั่ง ความร่วมมือจึงเกิดขึ้น

ชุมชนมดตะนอยเคยมีปัญหาเรื่องขยะ SCG จึงเข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ ทำหน้าที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงที่คอยแนะนำแนวทางการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน