บริษัทไทยติดอันดับประเมินความยั่งยืนระดับสูงมากที่สุดในโลก - National Geographic Thailand

บริษัทไทยติดอันดับประเมินความยั่งยืนระดับสูงมากที่สุดในโลก

บริษัทไทยติดอันดับประเมินความยั่งยืนสูงสุดในโลก แสดงให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาความยั่งยืนของภาคธุรกิจไทยที่ประสบความสำเร็จ

ตามความเข้าใจของคนทั่วไป สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการทำธุรกิจคือผลประกอบการ ซึ่งเกิดจากการพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจ โดยใช้ปัจจัยและทรัพยากรต่างๆ ยิ่งเป็นบริษัทใหญ่ ยิ่งต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการดำเนินธุรกิจ

หากแต่ในโลกปัจจุบัน รวมไปถึงอนาคต การประสบความสำเร็จอาจไม่ได้หมายถึงผลกำไรเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมไปถึงธุรกิจนั้นสามารถให้สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์กับสังคมอย่างไร และสามารถส่งเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นทั้งภายในบริษัทและสังคมภายนอกอย่างไร จึงทำให้เกิดแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งกำลังเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก เนื่องจากแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนนี้จะเป็นตัวชี้วัดความมั่นใจให้กับนักลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มเติมให้กับทั้งตัวบริษัทและสิ่งแวดล้อมของโลก

S&P Global องค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเกี่ยวกับความยั่งยืน ซึ่งเป็นผู้จัดทำการประเมินความยั่งยืนดัชนี Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI อันเป็นดัชนีหลักทรัพย์ของบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ผ่านการประเมินความยั่งยืน ตามตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกให้การยอมรับและใช้เป็นข้อมูลในการลงทุน ได้เผยแพร่รายงานที่ชื่อว่า The Sustainability Yearbook 2021 ซึ่งเป็นการประกาศรายชื่อบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ โดยรายงานนี้ถือเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงด้านความยั่งยืนขององค์กรระดับโลกที่มีความน่าเชื่อถือสูง โดยปัจจัยการประเมินความยั่งยืนดังกล่าวได้แก่การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล

ในรายงานปี 2021 มี มีบริษัทเข้าร่วมการประเมินกว่า 7,000 แห่งทั่วโลก และมีเพียง 631 บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับในรายงานฉบับนี้ ผลการประเมินโดยหน่วยงานดังกล่าวมีการแบ่งระดับออกเป็น SAM gold class award คือบริษัทที่ได้คะแนนรวมตั้งแต่ 60 และอันดับสูงสุดร้อยละ 1 จากรายชื่อบริษัทที่เข้าร่วมประเมินทั้งหมด ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุด จากนั้นจะเป็นระดับ SAM silver class, SAM bronze class, และ Industry Mover ตามลำดับ

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ 17 ข้อ ที่มาภาพจาก https://thailand.opendevelopmentmekong.net/th/topics/sustainable-development-goals/

และนับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่มีบริษัทของประเทศไทยที่ติดอันดับ 1 ใน SAM gold class award อยู่ 11 บริษัท ซึ่งเป็นจำนวนมากที่กว่าประเทศอื่นในโลก รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา มี 9 บริษัท, ญี่ปุ่น 6 บริษัท และไต้หวัน 4 บริษัท ซึ่งการเป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาความยั่งยืนที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกของภาคธุรกิจไทย

โดย 11 บริษัทของไทยดังกล่าว ได้แก่

1. บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev) – ESG SCORE 92
2. บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น – ESG SCORE 91
3. บมจ. ปูนซีเมนต์ไทย – ESG SCORE 90
4. บมจ. ไออาร์พีซี – ESG SCORE 89
5. บมจ. ไทยออยล์ – ESG SCORE 89
6. บมจ. ปตท. – ESG SCORE 87
7. บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม – ESG SCORE 87
8. บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล – ESG SCORE 87
9. บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป – ESG SCORE 85
10. บมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ – ESG SCORE 85
11. บมจ. บ้านปู – ESG SCORE 75

ด้าน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ได้รับรางวัลความยั่งยืนสูงสุดในโลกระดับ Gold class ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน จากบริษัท S&P Global ใน The Sustainability Yearbook 2021 มองว่า นี่เป็นความสำเร็จที่สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินงานทางธุรกิจของไทยเบฟเพื่อบรรลุตามเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจรในภูมิภาคอาเซียนอย่างมั่นคงและยั่งยืน ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต

คุณโฆษิต สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญและใส่ใจในการดำเนินธุรกิจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม รวมถึงเศรษฐกิจ โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” พร้อมทั้งยึดถือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ มาปรับใช้เป็นแนวทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

โดยในการดำเนินธุรกิจ ไทยเบฟได้คำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำและชุมชน ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบในระยะยาวต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ไทยเบฟจึงปรับกลยุทธ์ในการจัดซื้อจัดหา และการขยายเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อสอดคล้องพฤติกรรมของผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น และยังคำนึงถึงบรรจุภัณฑ์ที่รักษาสิ่งแวดล้อม

โดยไทยเบฟได้จัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพและปลอดภัยใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต รวมถึงการบริหารบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการนำวัสดุหรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เช่น กล่องกระดาษ ขวดแก้ว ที่ยังใช้ประโยชน์ได้กลับมาใช้ในกระบวนการผลิตอีกครั้ง และพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุที่สามารถใช้ซ้ำหรือนำกลับมาใช้ใหม่ พร้อมกันนี้ยังร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้บริโภค เพื่อบริหารจัดการและสร้างคุณค่าให้กับบรรจุภัณฑ์หลังจากบริโภคผ่านระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน”

นอกจากนี้ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (The Dow Jones Sustainability Indices-DJSI) โดยจัดลำดับให้เป็นสมาชิกของ DJSI Emerging Markets Index กลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่เป็นปีที่ 5 และประเภทกลุ่มดัชนีโลก (World Index) เป็นปีที่ 4 โดยล่าสุดได้รับการจัดอันดับ 1 Industry Leader ในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

รางวัลนี้ถือเป็นการตอกย้ำความพร้อมถึงศักยภาพความเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจรในภูมิภาคอาเซียนอย่างมั่นคงและยั่งยืนที่มุ่งพัฒนาธุรกิจด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสิ่งที่ดีกว่าสำหรับผู้บริโภคควบคู่ไปกับการอนุรักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม สร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อมั่นว่า “การสร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต” จะนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างต่อเนื่อง

แหล่งข้อมูล
The Sustainability Yearbook 2021
Dow Jones Sustainability Indices
บีทีเอส กรุ๊ปฯ ได้รับการจัดอันดับความยั่งยืนในระดับ “SAM Gold Class” จาก S&P Global 
บจ.ไทยติดอันดับ The Sustainability Yearbook 2021 ระดับโกลด์คลาสมากสุดในโลก
S&P Global ประกาศ 11 บริษัทไทยติดอันดับ Gold class ด้านความยั่งยืนสูงสุดในโลก
11 บริษัทไทย “แข็งแกร่งระดับโลก” ติดอันดับความยั่งยืน Gold Class 2021

อ่านเพิ่มเติม ไทยเบฟครองอันดับ 1 ดัชนีความยั่งยืน DJSI นำความภาคภูมิใจของคนไทยไปสู่ระดับโลก

เรื่องแนะนำ

แนวทางการผลิตอาหารในแบบที่ไม่ทำลายโลก

เนื่องด้วยโลกจะมีประชากรถึงหนึ่งหมื่นล้านคนในปี 2050 จึงมีงานวิจัยชิ้นใหม่ที่เสนอแนวทางว่าเราจะมี การผลิตอาหาร เลี้ยงประชากรโลกให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างไร งานวิจัยใหม่เผยว่า ในปี 2050 มีการคาดการณ์ว่าโลกจะมีประชากรราวหนึ่งหมื่นล้านคน จึงต้องมีการรับประกันว่าโลกจะมีอาหารที่ทำให้สุขภาพดี ซึ่งจะทำให้ผู้คนอยู่อาศัยนั้นดีขึ้นตามไปด้วย เพื่อการนี้ โลกต้องมีการเปลี่ยนวิธีการทำฟาร์มและวิธี การผลิตอาหาร ครั้งใหญ่ “มีวิธีการที่เราจะบรรลุเป้าหมายนี้ แต่ความท้าทายนั้นใหญ่หลวงกว่าที่เราคิด” Richard Waite แห่งสถาบันทรัพยากรโลก (World Resource Institute – WRI) และผู้เขียนร่วมรายงานที่ชื่อว่า การสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของอาหาร (Creating A Sustainable Food Future: Final Report) การทำเกษตรกรรมใช้พื้นที่ที่สามารถเพาะปลูกได้ถึงครึ่งหนึ่งบนโลก และการเกษตรกรรมยังใช้น้ำมากถึงร้อยละ 90 จากจำนวนการบริโภคโดยมนุษย์ทั้งหมด นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนถึงหนึ่งในสี่อยู่ทุกปี อย่างไรก็ตาม ในจำนวนประชากรกว่าเจ็ดพันล้านคนที่อาศัยอยู่บนโลกขณะนี้ มีคนอยู่ราว 820 ล้านคนที่อยู่ในภาวะขาดสารอาหาร เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงหรือได้รับอาหารอย่างเพียงพอ “เราต้องผลิตอาหารเพิ่มให้ร้อยละ 30 ในพื้นที่เดียวกันนี้ หยุดการทำลายป่า และลดการปล่อยคาร์บอนที่มาจากการผลิตอาหารให้ได้สองในสาม” Waite กล่าว “เพื่อที่จะไม่ให้ที่ดินต้องเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่การเกษตรมากกว่านี้ ต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของการเลี้ยงสัตว์ และมีการจัดการทุ่งเลี้ยงสัตว์ที่ดีกว่านี้ […]

The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่สร้างเรือดักเก็บขยะโซลาร์เซลล์ในเจ้าพระยาและทั่วโลก

The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่ตั้งใจกวาดล้างขยะพลาสติกในมหาสมุทรทั่วโลก กับการเดินทางมาติดตั้งเรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันการเล็ดรอดของขยะลงสู่ท้องทะเล โบแยน สแลต (Boyan Slat) เพิ่งอายุ 18 ปี ตอนที่เขาเสนอแนวคิดกวาดล้างขยะพลาสติกในมหาสมุทร ที่งาน TEDx ประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี 2012 เขาเล่าถึง Great Pacific Garbage Patch แพขยะกลางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยพวกมันมีใหญ่กว่าขนาดของประเทศฝรั่งเศสถึง 3 เท่า และลอยอยู่ในน่านน้ำสากลห่างจากชายฝั่งที่ใกล้ที่สุด 1,000 ไมล์ ในท้องทะเลเวิ้งว้างที่ไม่มีประเทศใดเป็นเจ้าของ จากอิทธิพลของ Coriolis Force ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ส่งผลให้กระแสน้ำในมหาสมุทรหมุนวนรอบตัวเอง เกิดเป็นวงแหวนขนาดใหญ่ที่พัดขยะจำนวนมหาศาลมากองรวมกันเป็นแพขยะ เป็นเวลาหลายสิบปีนับจากการค้นพบ Great Pacific Garbage Patch พวกมันยังคงอยู่ที่เดิมและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มีการคาดการณ์ว่าแพขยะยักษ์ใหญ่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกนี้ ต้องใช้เวลาเกือบ 80,000 ปี ในการย่อยสลายกว่าท้องทะเลบริเวณนี้จะกลับมาสะอาดอีกครั้ง สิ่งที่โบแยนนำเสนอ คือแนวคิดทำความสะอาด Great Pacific Garbage Patch โดยอาศัยการพัดพาของกระแสน้ำนำขยะลอยเข้าสู่อุปกรณ์ดักจับขนาดใหญ่ […]

เครื่องดักจับคาร์บอน โดยเยาวชนไทย เสนอต่ออีลอน มัสก์

อีลอน มัสก์ พร้อมจ่ายเงิน 100 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นรางวัลสำหรับเทคโนโลยี เครื่องดักจับคาร์บอน ที่ดีที่สุด ซึ่งเขาเผยแพร่ข้อความนี้ผ่านบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัว จากจุดนี้ ถึงจะเป็นมหาเศรษฐีของโลกก็ยังให้ความสนใจในเทคโนโลยี เครื่องดักจับคาร์บอน ซึ่งเป็นที่คิดค้นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 แต่ยังเป็นเรื่องความสนใจเฉพาะกลุ่มผู้ที่สนใจงานด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การดักจับคาร์บอน การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน หรือ Carbon capture, utilisation and storage (CCUS) เป็นกระบวนการดักจับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งต่างๆ อย่างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ หรือเก็บกักไว้เพื่อไม่ให้เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ตามหลักการ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกเก็บไว้ที่ชั้นธรณี ประกอบด้วย แหล่งกักเก็บน้ำมัน ชั้นถ่านหินที่ไม่สามารถทำเหมืองถ่านหินได้ และชั้นน้ำเค็มที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นโครงสร้างทางธรณีที่เป็นแหล่งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ น้ำเกลือ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในช่วงหลายล้านปี หลังจากเรื่องราวการมอบเงินรางวัลของมัสก์แพร่กระจายไปในสังคมออนไลน์ ได้สร้างความตื่นตัวและความสนใจไปยังผู้คนทั่วโลกจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ แอนโทนี-ปิยชนม์ ภุมวิภาชน์ อายุ 15 ปี นักเรียนเกรด 9 ที่โรงเรียนนานาชาติเกนส์วิลล์ เชียงราย แอนโทนีและครอบครัวได้ตัดต่อคลิปวิดีโอเผยแพร่ลงบนยูทูบ เพื่อเป้าหมายคือ หากอีลอน […]

ขาลงของน้ำมัน ขาขึ้นของ พลังงานหมุนเวียน : COVID-19 กับผลต่อการใช้พลังงานโลก

พลังงานหมุนเวียน จะเป็นพลังงานที่ยืนหยัดท่ามกลางภาวะช็อกของพลังงานโลกในรอบ 70 ปีที่เกิดขึ้นเนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนา ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency : IEA) กล่าวว่าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 อาจเป็นสิ่งที่กำจัดความต้องการพลังงานฟอสซิลของโลก เนื่องจากมันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความต้องการพลังงานลดลงถึง 7 เท่า เมื่อเทียบกับตอนวิกฤติการเงินระดับโลก โดยการเพิ่มขึ้นของ พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการลดลงของความต้องการพลังงานฟอสซิล หมายความว่าพลังงานไฟฟ้าสะอาดจะมีบทบาทมากที่สุดในระบบพลังงานโลกของปีนี้ และจะช่วยลดการเพิ่มขึ้นของการปล่อนคาร์บอนในระดับโลกในรอบทศวรรษ Fatih Birol ผู้อำนวยการบริหารของ IEA กล่าวว่า การลดลงของความต้องการในพลังงานหลัก (major fuels) นั้นน่าประหลาดใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ โดยมีแต่พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่การใช้ไฟฟ้าลดลงอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน มีการคาดการณ์ว่าพลังงานหมุนเวียนจะเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ในปีนี้ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 30 ของความต้องการพลังงานไฟฟ้าของโลกที่ลดลง โดยการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนท่ามกลางวิกฤตนี้อาจทำให้บริษัทพลังงานฟอสซิลเปลี่ยนเป้าหมายไปยังพลังงานสะอาดมากขึ้น Birol กล่าว แต่บรรดารัฐบาลต้องรวมเอานโยบายพลังงานสะอาดเป็นหัวใจหลักในแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อการฟื้นฟูที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย “มันยังเร็วไปที่จะตัดสินถึงผลกระทบในระยะยาว” Birol กล่าวและเสริมว่า “แต่อุตสาหกรรมพลังงานที่อยู่มาได้ในวิกฤตนี้จะเปลี่ยนแปลงจากที่เคยเป็นอย่างยิ่ง” ความสำเร็จของพลังงานหมุนเวียนท่ามกลางความต้องการพลังงานที่ลดลงเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ซึ่งรวมไปถึงต้นทุนการจัดการที่ต่ำ […]