บริษัทไทยติดอันดับประเมินความยั่งยืนระดับสูงมากที่สุดในโลก - National Geographic Thailand

บริษัทไทยติดอันดับประเมินความยั่งยืนระดับสูงมากที่สุดในโลก

บริษัทไทยติดอันดับประเมินความยั่งยืนสูงสุดในโลก แสดงให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาความยั่งยืนของภาคธุรกิจไทยที่ประสบความสำเร็จ

ตามความเข้าใจของคนทั่วไป สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการทำธุรกิจคือผลประกอบการ ซึ่งเกิดจากการพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจ โดยใช้ปัจจัยและทรัพยากรต่างๆ ยิ่งเป็นบริษัทใหญ่ ยิ่งต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการดำเนินธุรกิจ

หากแต่ในโลกปัจจุบัน รวมไปถึงอนาคต การประสบความสำเร็จอาจไม่ได้หมายถึงผลกำไรเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมไปถึงธุรกิจนั้นสามารถให้สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์กับสังคมอย่างไร และสามารถส่งเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นทั้งภายในบริษัทและสังคมภายนอกอย่างไร จึงทำให้เกิดแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งกำลังเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก เนื่องจากแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนนี้จะเป็นตัวชี้วัดความมั่นใจให้กับนักลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มเติมให้กับทั้งตัวบริษัทและสิ่งแวดล้อมของโลก

S&P Global องค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเกี่ยวกับความยั่งยืน ซึ่งเป็นผู้จัดทำการประเมินความยั่งยืนดัชนี Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI อันเป็นดัชนีหลักทรัพย์ของบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ผ่านการประเมินความยั่งยืน ตามตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกให้การยอมรับและใช้เป็นข้อมูลในการลงทุน ได้เผยแพร่รายงานที่ชื่อว่า The Sustainability Yearbook 2021 ซึ่งเป็นการประกาศรายชื่อบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ โดยรายงานนี้ถือเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงด้านความยั่งยืนขององค์กรระดับโลกที่มีความน่าเชื่อถือสูง โดยปัจจัยการประเมินความยั่งยืนดังกล่าวได้แก่การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล

ในรายงานปี 2021 มี มีบริษัทเข้าร่วมการประเมินกว่า 7,000 แห่งทั่วโลก และมีเพียง 631 บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับในรายงานฉบับนี้ ผลการประเมินโดยหน่วยงานดังกล่าวมีการแบ่งระดับออกเป็น SAM gold class award คือบริษัทที่ได้คะแนนรวมตั้งแต่ 60 และอันดับสูงสุดร้อยละ 1 จากรายชื่อบริษัทที่เข้าร่วมประเมินทั้งหมด ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุด จากนั้นจะเป็นระดับ SAM silver class, SAM bronze class, และ Industry Mover ตามลำดับ

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ 17 ข้อ ที่มาภาพจาก https://thailand.opendevelopmentmekong.net/th/topics/sustainable-development-goals/

และนับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่มีบริษัทของประเทศไทยที่ติดอันดับ 1 ใน SAM gold class award อยู่ 11 บริษัท ซึ่งเป็นจำนวนมากที่กว่าประเทศอื่นในโลก รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา มี 9 บริษัท, ญี่ปุ่น 6 บริษัท และไต้หวัน 4 บริษัท ซึ่งการเป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาความยั่งยืนที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกของภาคธุรกิจไทย

โดย 11 บริษัทของไทยดังกล่าว ได้แก่

1. บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev) – ESG SCORE 92
2. บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น – ESG SCORE 91
3. บมจ. ปูนซีเมนต์ไทย – ESG SCORE 90
4. บมจ. ไออาร์พีซี – ESG SCORE 89
5. บมจ. ไทยออยล์ – ESG SCORE 89
6. บมจ. ปตท. – ESG SCORE 87
7. บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม – ESG SCORE 87
8. บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล – ESG SCORE 87
9. บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป – ESG SCORE 85
10. บมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ – ESG SCORE 85
11. บมจ. บ้านปู – ESG SCORE 75

ด้าน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ได้รับรางวัลความยั่งยืนสูงสุดในโลกระดับ Gold class ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน จากบริษัท S&P Global ใน The Sustainability Yearbook 2021 มองว่า นี่เป็นความสำเร็จที่สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินงานทางธุรกิจของไทยเบฟเพื่อบรรลุตามเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจรในภูมิภาคอาเซียนอย่างมั่นคงและยั่งยืน ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต

คุณโฆษิต สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญและใส่ใจในการดำเนินธุรกิจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม รวมถึงเศรษฐกิจ โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” พร้อมทั้งยึดถือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ มาปรับใช้เป็นแนวทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

โดยในการดำเนินธุรกิจ ไทยเบฟได้คำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำและชุมชน ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบในระยะยาวต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ไทยเบฟจึงปรับกลยุทธ์ในการจัดซื้อจัดหา และการขยายเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อสอดคล้องพฤติกรรมของผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น และยังคำนึงถึงบรรจุภัณฑ์ที่รักษาสิ่งแวดล้อม

โดยไทยเบฟได้จัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพและปลอดภัยใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต รวมถึงการบริหารบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการนำวัสดุหรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เช่น กล่องกระดาษ ขวดแก้ว ที่ยังใช้ประโยชน์ได้กลับมาใช้ในกระบวนการผลิตอีกครั้ง และพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุที่สามารถใช้ซ้ำหรือนำกลับมาใช้ใหม่ พร้อมกันนี้ยังร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้บริโภค เพื่อบริหารจัดการและสร้างคุณค่าให้กับบรรจุภัณฑ์หลังจากบริโภคผ่านระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน”

นอกจากนี้ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (The Dow Jones Sustainability Indices-DJSI) โดยจัดลำดับให้เป็นสมาชิกของ DJSI Emerging Markets Index กลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่เป็นปีที่ 5 และประเภทกลุ่มดัชนีโลก (World Index) เป็นปีที่ 4 โดยล่าสุดได้รับการจัดอันดับ 1 Industry Leader ในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

รางวัลนี้ถือเป็นการตอกย้ำความพร้อมถึงศักยภาพความเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจรในภูมิภาคอาเซียนอย่างมั่นคงและยั่งยืนที่มุ่งพัฒนาธุรกิจด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสิ่งที่ดีกว่าสำหรับผู้บริโภคควบคู่ไปกับการอนุรักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม สร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อมั่นว่า “การสร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต” จะนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างต่อเนื่อง

แหล่งข้อมูล
The Sustainability Yearbook 2021
Dow Jones Sustainability Indices
บีทีเอส กรุ๊ปฯ ได้รับการจัดอันดับความยั่งยืนในระดับ “SAM Gold Class” จาก S&P Global 
บจ.ไทยติดอันดับ The Sustainability Yearbook 2021 ระดับโกลด์คลาสมากสุดในโลก
S&P Global ประกาศ 11 บริษัทไทยติดอันดับ Gold class ด้านความยั่งยืนสูงสุดในโลก
11 บริษัทไทย “แข็งแกร่งระดับโลก” ติดอันดับความยั่งยืน Gold Class 2021

อ่านเพิ่มเติม ไทยเบฟครองอันดับ 1 ดัชนีความยั่งยืน DJSI นำความภาคภูมิใจของคนไทยไปสู่ระดับโลก

เรื่องแนะนำ

ฟาร์มปลาในร่มสูงแปดชั้นของสิงคโปร์

ฟาร์มปลา ในอาคารสูง 8 ชั้นในสิงคโปร์ จะกลายเป็นแหล่งผลิตอาหารทะเลเพื่อคนท้องถิ่น ฟาร์มปลา หรือระบบเลี้ยงปลาในอาคารเป็นความพยายามที่จะเพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นเกาะเล็กๆ ในเร็วๆ นี้ ที่ประเทศสิงคโปร์ บริษัทอะพอลโลอะควาคัลเจอร์กรุ๊ป กำลังจะเปิดดำเนินการฟาร์มปลาแนวตั้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ฟาร์มแห่งนี้จะมีความสูงแปดชั้น ตัวแทนของบรษัทกล่าวว่า ความแตกต่างไม่ใช่แค่การก่อสร้างฟาร์มในแนวตั้งเท่านั้น ฟาร์มของพวกเขายังแตกต่างจากคู่แข่งในด้านของเทคโนโลยีอีกด้วย เทคโนโลยีขั้นสูงของฟาร์มแนวตั้งแห่งนี้สามารถเพาะเลี้ยงและสร้างผลผลิตได้ทั้งปลาเก๋าพันธุ์ผสม ปลาเทราต์ และกุ้ง ได้ถึง 3,000 ตันต่อปี เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงของปลาหนึ่งตัวกับปริมาณน้ำที่ใช้เพาะเลี้ยง ที่นี่มีประสิทธิภาพสูงกว่าฟาร์มสัตว์น้ำอื่นๆ ในประเทศอาเซียนถึง 6 เท่า โครโน ลี สื่อสารองค์กรของบริษัทอะพอลโลฯ กล่าว ในการดำเนินการดังกล่าว บริษัทหวังที่จะเป็นผู้สนับสนุนหลักในแผนการความพยายามเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของประเทศเกาะเล็ก ๆ ซึ่งปัจจุบันนำเข้าอาหารจากต่างประเทศมากถึงร้อยละ 90 ตามที่ Ethan Chong Yih Tng วิศวกรของสถาบันเทคโนโลยีแห่งสิงคโปร์ ผู้ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท กว่าว่า การทำฟาร์มเลี้ยงปลาแบบแนวตั้งนี้เป็นหนึ่งในโครงการริเริ่มสำคัญที่สิงคโปร์กำลังมองหา เพื่อบรรลุนโยบาย “30 คูณ 30” ที่พยายามตั้งเป้าหมายเพื่อความมั่นคงทางอาหาร โดยผลิตอาหารในประเทศให้ได้ร้อยละ 30 ของความต้องการโภชนาการของประชากรภายในปี 2030 […]

นักวิทยาศาสตร์พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ภายใน 60 วัน

บรรจุภัณฑ์เหล่านี้ผลิตมาจากไม้ไผ่และ ชานอ้อย ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ด้วยการฝังกลบ และไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ออกแบบบรรจุภัณฑ์อาหาร ภายใต้แนวคิด “Green” ซึ่งผลิตมาจาก ชานอ้อย และไม้ไผ่ โดยลดการออกแบบเรื่องความสะดวกสบายของการใช้งาน หวังให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางเลือกแทนพลาสติก และบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งรูปแบบต่างๆ ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้แตกต่างจากพลาสติกแบบดั้งเดิมหรือโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 450 ปีหรือต้องใช้อุณหภูมิสูง วัสดุที่ไม่เป็นพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนี้ ใช้เวลาเพียง 60 วันสำหรับการย่อยสลาย นอกจากนี้ยังสะอาดเพียงพอที่คุณจะนำไปใส่กาแฟร้อนแล้วหยิบออกจากบ้านก่อนไปทำงาน ผลงานการวิจัยฉบับนี้พิมพ์ลงในวารสาร Matter เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา “บอกตามตรงว่า ครั้งแรกที่ฉันมาสหรัฐอเมริกาในปี 2550 ฉันรู้สึกตกใจกับภาชนะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวที่มีอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต” Hongli (Julie) Zhu หนึ่งในทีมวิจัยจากจากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น กล่าวและเสริมว่า “มันทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายในสิ่งแวดล้อมได้” ต่อมาเธอเห็นชามจานและช้อนส้อมพลาสติกจำนวนมากถูกโยนลงถังขยะในงานสัมมนาและงานปาร์ตี้และคิดว่า “เราจะใช้วัสดุที่ยั่งยืนกว่านี้ได้ไหม” เพื่อหาทางเลือกอื่นสำหรับภาชนะบรรจุอาหารที่ทำจากพลาสติก Zhu และคณะวิจัยของเธอ หันมาใช้ไม้ไผ่ และหนึ่งในผลิตภัณฑ์เหลือใช้จากอุตสาหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ ชานอ้อย หรือที่เรียกว่า เยื่ออ้อย ด้วยคุณสมบัติของเส้นใยไม้ไผ่ที่ยาวและบาง เกี่ยวพันเข้ากับใยชานอ้อยที่สั้นและหนา จึงได้เนื้อวัสดุแน่นหนาจนสามารถนำมาขึ้นรูปเพื่อสร้างภาชนะจากวัสดุทั้งสองที่มีความเสถียรและย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารภายใต้แนวคิด “Green” […]

ดุสิตธานี เรื่องเล่าจากจานข้าวออร์แกนิกถึงก้าวใหม่สู่ความยั่งยืน

ดุสิตธานี – ในยุคที่เราอยู่ร่วมกับโรคโควิด-19 นี้ คงจะไม่มีใครเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลง รับมือ และปรับตัวได้เท่ากับธุรกิจโรงแรมอีกแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลากกระเป๋าเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสนามบินขนาดใหญ่เพื่อมาท่องเที่ยวไทยในปี 2562 มีมากถึง 40 ล้านคน สร้างรายได้อย่างงดงามให้กับเศรษฐกิจของประเทศ เหล่านี้ตามมาด้วยคำถามเรื่องการรักษาสมดุลระหว่างการทำธุรกิจและการรักษาสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว จนเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในต้นปี 2563 ทุกเที่ยวบินถูกยกเลิก ประชาคมโลกต้องกักตัวเองอยู่ในบ้านอย่างหวาดหวั่น ไม่มีการท่องเที่ยว ไม่มีการชอปปิ้ง ไม่มีกระทั่งการใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติเหมือนที่เคยทำมา ธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุด ต้องปลดพนักงาน ลดขนาดกิจการ บ้างก็ต้องขายธุรกิจที่ตัวเองสร้างกับมือทิ้งเพื่อใช้หนี้และหนีตาย แม้เครือโรงแรมขนาดใหญ่จะมีกำไรสะสมและทุนที่แข็งแรงพอที่จะฝ่าความท้าทายนี้ไปได้ แต่ก็ถือว่าเจ็บตัวอยู่ไม่น้อยกับเรื่องนี้ เวลาผ่านมาถึงปี 2565 สถานการณ์ต่างๆ ดูดีขึ้นอย่างชัดเจน เที่ยวบินทั้งในและระหว่างประเทศเริ่มกลับมาคึกคักสอดรับกับมาตรการของภาครัฐที่ค่อยๆ ผ่อนคลายลงเรื่อยๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดชาวต่างชาติให้มาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง เป็นเวลาครึ่งศตวรรษแล้วที่ชื่อของ ‘โรงแรมดุสิตธานี’ เป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ในฐานะโรงแรมหรูมาตรฐานสากล กับงานออกแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ เจ้าของตำแหน่งอาคารสูงที่สุดในประเทศไทยเป็นเจ้าแรก แม้โรงแรมจะปิดตัวลงช่วงปลายปี 2561 แต่เครือดุสิตธานียังคงรักษาตำนานของ ‘สวรรค์ชั้นดุสิต’ ที่หัวถนนสีลมแห่งนี้เอาไว้ พร้อมกับเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่กับโครงการ Dusit Central Park ที่ร่วมพัฒนากับกลุ่มเซ็นทรัล ทีมงาน NatGeo Thai ไปนั่งจิบกาแฟที่บ้านดุสิตธานี […]

ม้งไซเบอร์: แพลตฟอร์มพัฒนาเยาวชนชาวเขา

ม้งไซเบอร์ ธุรกิจเพื่อสังคม ที่พัฒนาเยาวชน ส่งเสริม คุณภาพชีวิต และสร้างผู้นำชุมชน ปัญหาที่เกิดกับการศึกษาในประเทศไทยมาอย่างยาวนานคือ สถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานมีปัญหาด้านคุณภาพการศึกษาที่แตกต่างกันสูงมากระหว่างโรงเรียนมีชื่อเสียงในเมืองราวสี่ร้อยแห่ง และโรงเรียนทั่วประเทศอีกสามหมื่นกว่าแห่ง ม้งไซเบอร์ บุตรหลานของคนรายได้ต่ำที่ได้รับการศึกษาในโรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำกว่า และมีปัญหาสภาพแวดล้อมทางสังคมอื่น ๆ เป็นปัจจัยร่วม ส่งผลให้เด็กเหล่านั้นต้องออกจากการระบบการศึกษากลางคัน คือเรียนไม่จบมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นสัดส่วนสูง รศ.วิทยากร เชียงกูล อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวในการสัมภาษณ์ของกรุงเทพธุรกิจ จากปัญหาดังกล่าว ครูปาร์ค – บุตรพจน์ พลพิพัฒนาพงศ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท ม้งไซเบอร์ โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ จำกัด ได้พบเจอปัญหาด้านการศึกษาไทยจากประสบการณ์ตรง ที่ได้ไปเยี่ยมเยือนหมู่บ้านม้งพร้อมกับคุณพ่อและคุณแม่ ที่หมู่บ้านน้ำจวง ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เขาเล่าว่า “ในหมู่บ้านมีแต่ผู้สูงอายุและเด็ก วัยทำงานต่างจำเป็นต้องละถิ่นเพื่อไปหารายได้ในเมือง” และเสริมว่า “ปัญหาของเด็กนักเรียนในหมู่บ้านน้ำจวงคือไม่มีความรู้ที่มีศักยภาพเพียงพอ ที่จะสร้างรายได้จากทรัพยากรในพื้นที่ได้ พอถึงวัยทำงานก็ต้องเข้าไปทำงานในเมือง” ซึ่งเป็นเหตุสืบเนื่องมาจากปัญหาการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคุณภาพการศึกษาของพื้นที่ห่างไกล ที่แตกต่างกับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในเมืองอย่างลิบลับ จึงเป็นจุดเริ่มที่ครูปาร์ครู้สึกว่า ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เยาวชนในหมู่บ้าน เข้าถึงทักษะอาชีพที่พวกเขาต้องการเรียนรู้จริงๆ และสามารถนำไปสร้างอาชีพให้กับตัวเองได้ จัดการเรียนรู้ตามความต้องการของผู้เรียนจริงๆ ครูปาร์คเริ่มต้นจากการเป็นครูอาสาในบ้านน้ำจวง โดยสอบถามความต้องการของเด็กๆ ว่า […]