Bee Home โปรเจ็กต์สร้างบ้านผึ้งของ IKEA ที่ชวนทุกคนแก้ปัญหาวิกฤตผึ้งใกล้สูญพันธุ์

Bee Home โปรเจ็กต์สร้างบ้านผึ้งของ IKEA ที่ชวนทุกคนแก้ปัญหาวิกฤตผึ้งใกล้สูญพันธุ์

Bee Home โปรเจ็กต์สร้างบ้านผึ้งแบบ Open Source เปิดโอกาสให้เราเลือกออกแบบบ้านผึ้งในราคาที่จับต้องได้ เข้าถึงทุกคนและเป็นมิตรต่อเหล่าผึ้ง

ในบรรดาพืช 100 ชนิดที่เป็นอาหารเลี้ยงประชากรโลก มี 70 ชนิด ที่ต้องการผึ้งเป็นตัวผสมเกสร เพื่อให้เจริญงอกงามเป็นพืชผลสำหรับเก็บเกี่ยว หากปราศจากผึ้ง การผสมเกสรจะไม่เกิด เท่ากับหายนะของพืชพันธุ์ และหายนะของมนุษยชาติ ผึ้งคือสิ่งมีชีวิตที่สำคัญที่สุดของโลก แต่ปัจจุบันพวกมันกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก ถึงขั้นอาจสูญพันธุ์

SPACE10 กลุ่มนักทดลองออกแบบของบริษัทเฟอร์นิเจอร์ IKEA จึงสร้างโปรเจกต์ออกแบบที่ร่วมมือกับสตูดิโอออกแบบด้านเทคโนโลยี แบคเคน เบ็ค (Bakken & Bæck) และนักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชาวเยอรมัน ทานิตา ไคลน์ (Tanita Klein) โดยใช้ชื่อโปรเจกต์ว่า “Bee Home” ออกมา

ทานิตา กล่าวว่า เธอออกแบบ Bee Home จากแนวคิดที่อยากให้มนุษย์ออกแบบบ้านในฝันให้กับเหล่าผึ้ง เป็นสถานที่ที่สร้างสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบเหมาะสำหรับการเลี้ยงดูผึ้งรุ่นลูกหลาน ในขณะเดียวกันก็สร้างให้ Bee Home ง่ายต่อการออกแบบ ง่ายในการประกอบชิ้นส่วน และนำไปจัดวางได้ง่าย สิ่งสำคัญคือเธอตั้งใจให้การออกแบบบ้านสำหรับผึ้งนี้สร้างความพึงพอใจด้านสุนทรียภาพ ให้ความรู้สึกเหมือนใส่ประติมากรรมชิ้นหนึ่งเข้าไปในสวนหรือระเบียงบ้านของเราเอง นอกจากนี้การออกแบบบ้านผึ้งยังเป็นมิตรต่อผึ้ง สิ่งแวดล้อม และมนุษย์

ภาพถ่ายจาก SPACE10 โดย Irina Boersma

ด้วยแนวคิดที่ต้องการสร้างสถานที่ที่เปรียบเสมือน “บ้านของมนุษย์ในขนาดจิ๋ว” ให้กับเหล่าผึ้ง Bee Home ใช้การออกแบบ Open Source ที่ทุกคนในทุกพื้นที่ สามารถออกแบบบ้านหลังสวยให้แก่ผึ้งได้ โดยสามารถเลือกปรับแต่ง Bee Home ของเราเองได้ 3 อย่าง ได้แก่ เลือกความสูงของฐานรองบ้านตั้งแต่ 30-200 มิลลิเมตร เลือกจำนวนชั้นตั้งแต่ 2-9 ชั้น และเลือกลักษณะการติดตั้ง ซึ่งมีให้เลือกถึง 3 แบบ คือ แบบมีขาตั้ง แบบตอกเสาลงไปในดิน และแบบติดกำแพง ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่เราอยากนำ Bee Home ไปติดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นบนหลังคา บนระเบียง หรือในสวน ก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น

“Bee Home แก้ปัญหาวิกฤตโลกในแนวทางที่สนุกและเข้าถึงง่าย ผ่านแพลตฟอร์มดิจิตอลที่ทุกคนสามารถออกแบบ ดัดแปลง และดาวน์โหลด Bee Home ในแบบของคุณเอง พวกเราหวังว่าสิ่งนี้จะนำเสนอวิสัยทัศน์การออกแบบบนวิถีประชาธิปไตย (Democratic Design) ที่ช่วยฟื้นฟูสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และโลกได้”

ภาพถ่ายจาก SPACE10 โดย Niklas Adrian Vindelev

เหล่าผึ้งผู้ขับเคลื่อนทุกชีวิตบนโลก

ผึ้งเป็นสิ่งมีชีวิตที่สำคัญและจำเป็นต่อชีวิตบนโลก องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organisation of the United Nations – FAO) กล่าวว่า เกือบ 90% ของสายพันธุ์ไม้ดอกล้วนอาศัยเหล่าแมลงสายพันธุ์ที่ช่วยผสมเกสรดอกไม้ ซึ่งไม้ดอกเหล่านี้คิดเป็นปริมาณ 1 ใน 3 ของอาหารบนโลก แมลงที่ช่วยผสมเกสรดอกไม้เหล่านี้จึงถือเป็นผู้สร้างความหลากหลายทางระบบนิเวศ

นั่นหมายความว่าสัตว์เหล่านี้มีส่วนช่วยทำให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติดำเนินไปอย่างเป็นปกติมาเป็นเวลานานหลายล้านปีแล้ว และหากปราศจากเหล่าผึ้งที่ช่วยผสมเกสร ชีวิตของมนุษย์และโลกก็คงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

แต่ในปัจจุบัน ผึ้งตกอยู่ในภาวะวิกฤตใกล้สูญพันธุ์ เนื่องมาจากฝีมือมนุษย์ที่เข้าไปทำลายบ้านและแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพวกมันโดยไม่ได้ตั้งใจ ด้วยการสร้างบ้านของเราเอง สร้างเมือง รวมถึงการปรับแต่งสวน วงจรการใช้ยาฆ่าแมลง สารเคมี และการเข้ามาของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ยังส่งผลให้ทุ่งดอกไม้ป่ามีจำนวนลดน้อยลงและเกิดการสูญหายพื้นที่ที่เรียกว่า “บ้าน” ของผึ้งท้องถิ่น

เพื่อที่จะสร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์และโลกขึ้นมาใหม่ เราจึงจำเป็นต้องเริ่มจากการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราก่อน ด้วยการเริ่มจากการสร้างสถานที่ที่เรียกว่า “บ้าน” ให้กับผึ้ง

บ้านสำหรับผึ้งที่อยู่อย่างสันโดษ

Bee Home ออกแบบมาเพื่อรองรับผึ้งที่อยู่อย่างสันโดษ (Solitary Bees) ผึ้งสายพันธุ์นี้ถือเป็นผึ้งที่ถ่ายละอองเรณูได้มากที่สุด พวกมันถ่ายละอองเรณูได้มหาศาลจนเราอาจนึกไม่ถึง

โลกของเรามีผึ้งประมาณ 20,000 – 30,000 สายพันธุ์ สายพันธุ์ผึ้งน้ำหวานตะวันตกเป็นสายพันธุ์ที่เป็นที่จดจำและถูกพูดถึงมากที่สุด ประชากรส่วนใหญ่ของผึ้งสายพันธุ์นี้คือเหล่าผึ้งที่อยู่อย่างสันโดษ ผึ้งชนิดนี้ไม่เหมือนกับผึ้งน้ำหวาน พวกมันไม่ได้อาศัยอยู่ในรังหรือทำหน้าที่ผลิตน้ำหวาน แต่พวกมันมักจะแยกไปอาศัยอยู่เพียงลำพัง และใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการเก็บละอองเรณูและหาอาหารให้กับผึ้งรุ่นลูกรุ่นถัดไป

ผึ้งที่อยู่อย่างสันโดษ ถือเป็นผู้ถ่ายละอองเรณูชั้นยอด ผึ้งสันโดษเพียง 1 ตัว สามารถถ่ายละอองเรณูได้มากเทียบเท่ากับผึ้งน้ำหวาน 120 ตัว ผึ้งชนิดนี้หากเป็นตัวเมียจะเป็นผึ้งราชินีทุกตัว และผึ้งราชินีสามารถแพร่พันธุ์ลูกหลานผึ้งออกมาได้ถึง 20-30 ตัว

Bee Home จึงตอบโจทย์ผึ้งที่อยู่อย่างสันโดษเหล่านี้ Bee Home เพียง 1 หลัง สามารถต่อชีวิตของผึ้งสันโดษได้หลายร้อยตัว การคงอยู่กับผึ้งชนิดนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงการอยู่รอดของดอกไม้ ต้นไม้ สัตว์ และระบบนิเวศของมนุษย์ทั้งหมด

ยุคสมัยใหม่ของการออกแบบที่เป็นมิตรและยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม

Bee Home ออกแบบให้มีลักษณะเป็นสถานที่ที่ตรงตามสิ่งที่ผึ้งต้องการ ผึ้งที่อยู่อย่างสันโดษอาศัยอยู่ในโพรงตามต้นไม้หรือโพรงตามพื้นดิน Bee Home จึงออกแบบให้มีโพรงให้ผึ้งไว้ใช้สำหรับเก็บสะสมอาหารและเป็นที่หลบภัยให้ผึ้งมาวางไข่

โครงสร้างภายใน Bee Home ทุกอย่างปราศจากการใช้กาวและสารให้ความเหนียวที่เป็นอันตราย วัสดุของ Bee Home ทำมาจากไม้เนื้อแข็งในท้องถิ่นที่มีความยั่งยืน อย่างไม้โอ๊ค ไม้ลาร์ช ไม้ซีดาร์ หรือไม้มะฮอกกานี ทุกชิ้นส่วนของบ้านที่ประกอบรวมกันปราศจากการใช้ตะปูหรือวัสดุอื่นเพิ่มเติม จึงง่ายต่อการนำกลับมาใช้ใหม่ และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อแนวคิดการออกแบบหมุนเวียน (Circular Design)

Bee Home ใช้เทคนิคการเข้าไม้แบบญี่ปุ่นมาประกอบบ้านผึ้งเข้าด้วยกัน โดยใช้หลัก “The Spine Moment” ที่สร้างให้มีเสาหลักเป็นแกนกลางต้นหนึ่งและจัดวางให้เสาทะลุผ่านทุกชั้นของบ้าน มีลิ่มที่เชื่อมอย่างแน่นหนาเข้ากับเสาต้นนั้นอีกที ทำให้ง่ายต่อการประกอบรวมและแยกชิ้นส่วนโดยใช้แค่เพียงการตอกค้อนลงไป

ภาพถ่ายจาก SPACE10 โดย Niklas Adrian Vindelev
ภาพถ่ายจาก SPACE10 โดย Irina Boersma

สุดท้าย เมื่อเราพอใจกับการออกแบบ Bee Home ในแบบของตัวเองแล้ว เราสามารถดาวน์โหลดไฟล์การออกแบบนี้ได้ในทันทีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แล้วนำแบบแปลนนี้ไปที่ “Makerplace” สถานที่ที่ติดตั้งอุปกรณ์ในการสร้างที่อยู่ใกล้บ้านของเราเพื่อทำการสร้าง Bee Home ออกมา

เมื่อประกอบ Bee Home ของเราเสร็จเรียบร้อย ให้นำบ้านผึ้งไปติดตั้งในที่ที่แสงแดดยามเช้าส่องถึง ปลูกพืชในบริเวณใกล้เคียงเพื่อล่อผึ้งที่อยู่อย่างสันโดษมา ซึ่งพวกมันสามารถอยู่ร่วมกับเด็กและสัตว์เลี้ยงได้อย่างง่ายดาย ส่วนบ้านผึ้งก็ไม่จำเป็นต้องบำรุงรักษาอะไรมากแค่เพียงทำความสะอาดทุก ๆ 3 ปี เพียงแค่นี้ผึ้งก็จะมีพื้นที่ที่พวกมันต้องการ และจะกลายเป็น “บ้าน” ที่สมบูรณ์แบบของพวกมันต่อไปในอนาคต

สืบค้นและเรียบเรียง : ภัทราพร ชัยบุตร

(โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย)


ข้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : จะเป็นอย่างไร ถ้าผึ้งน้ำหวานหายไปหมด?

ผึ้งน้ำหวาน
ผึ้งน้ำหวาน หรือฮันนี่บีมีถิ่นกำเนิดในยุโรป

เรื่องแนะนำ

6 วิธีเก็บน้ำหน้าฝนเพื่อใช้ในหน้าแล้ง ของชุมชนรอบเขายายดา จ. ระยอง

จากความต้องการแก้ไขปัญหาน้ำป่าไหลหลากในช่วงฤดูฝน และน้ำขาดแคลนในฤดูแล้ง ในวันนี้ ชุมชนรอบเขายายดา จ. ระยอง สามารถสร้างขั้นตอนการบริหารจัดน้ำด้วย 6 วิธี ซึ่งเกิดจากการศึกษาร่วมกันกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC จนพลิกสถานะสู่ชุมชนที่มีน้ำใช้ได้อย่างเพียงพอในตลอดทั้งปี เมื่อราว 20 ปีก่อน ณ บริเวณชุมชนรอบเขายายดา ที่กินพื้นที่ในบริเวณอำเภอเมืองและอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นพื้นที่ตั้งของหมู่บ้าน ราว 10 หมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านประกอบอาชีพทำสวนผลไม้และยางพารา ต้องประสบปัญหาเรื่องน้ำที่รุมเร้าและยืดเยื้อ จากปัญหาพื้นที่ป่าที่เริ่มเสื่อมโทรมจากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว ดินในพื้นที่ไร้ซึ่งความสามารถในการดูดซับน้ำ ประกอบกับเขายายดายังเป็นพื้นที่ที่ติดกับทะเล ด้วยลักษณะธรณีวิทยาที่มีลักษณะเป็นดินทรายซึ่งมีคุณสมบัติการกักเก็บน้ำที่ต่ำ ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากในช่วงหน้าฝน แปลงสภาพกลายเป็นน้ำผิวดินไหลลงสู่ลำธารและไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงหน้าแล้งจึงไม่มีน้ำในดินหล่อเลี้ยงลำธารของพื้นที่ ก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำใช้ เกษตรกรโดยรอบจึงได้รับความเดือดร้อนจากการที่ไม่มีน้ำรดพืชผลการผลิตอย่างต่อเนื่อง พื้นดินที่ถูกแปลงสภาพจากป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์กลายเป็นพื้นที่เปิดโล่งเกือบหมด แรงตกกระทบของเม็ดฝนจากฝนในหน้าฝนทำให้ผิวดินถูกอัดแน่น และความสามารถในการดูดซับน้ำฝนของดินลดลง ดังนั้นฝนที่ตกลงมาส่วนใหญ่จึงแปลง ไปเป็นน้ำผิวดินและไหลลงสู่ลำธารอย่างรวดเร็วตามลักษณะของพื้นที่ที่มีความลาดชัน ก่อให้เกิดเป็นน้ำไหลบ่าในขณะที่ฝนตก และเมื่อไม่มีน้ำฝนซึมลงไปในดิน ก็จะไม่มีน้ำในดินเอื้ออำนวยให้กับลำธารช่วยกักเก็บน้ำในพื้นที่หลังจากฝนหยุดตก หรือในช่วงฤดูแล้ง ยิ่งไปกว่านั้น ผิวดินที่ถูกกัดเซาะและพัดพาไปโดยน้ำผิวดิน จะทำให้ชั้นดินบางลงและเก็บกักน้ำฝนสะสมได้น้อยลง  จึงทำให้น้ำฝนสะสมในชั้นดินที่ควรจะเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับลำธารหลังจากฝนหยุดตกในช่วงฤดูแล้งลดน้อยลงตามไปด้วย  ปัญหาการขาดแคลนน้ำใช้ของเขายายดาก็ยิ่งรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านรอบชุมชนเขายายดาจึงตัดสินใจที่จะเรียนรู้และสร้างระบบการจัดการน้ำขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาน้ำของพื้นนี้ให้ดีขึ้น ด้วยการสร้างโครงการ “เก็บน้ำดี มีน้ำใช้ ด้วยโมเดล […]

ลดพลาสติกแบบเอเดรียน เกรเนียร์ ที่คุณเองก็ทำได้

นอกเหนือจากบทบาทในฐานะนักแสดงแล้ว เกรเนียร์ยังรณรงค์ให้ผู้คนเลิกใช้พลาสติกประเภทครั้งเดียวทิ้งอย่างจริงจัง มาลองพุดคุยกับนักแสดงหนุ่มผู้รักสิ่งแวดล้อมกัน ว่าทำไมพลาสติกจึงเป็นประเด็นสำคัญนัก

ปักหมุดเพื่อไปต่อ ล้อหมุนสู่ความยั่งยืนที่จับต้องได้ของ Grab ประเทศไทย

“แกร็บทำเรื่องความยั่งยืนด้วยหรือ ?” เมื่อบริการจัดส่งต้องใช้พลังงานและพลาสติกมากมาย แกร็บจัดการเรื่องนี้อย่างไร? นี่คือคำถามแรกที่ผู้เขียนสงสัยเมื่อติดต่อกับทีมงานของแกร็บ ประเทศไทย เนื่องจากเป็นธุรกิจแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง ซึ่งใช้ทรัพยากรด้านพลังงานสูง รวมทั้งบริการจัดส่งอาหารที่ขยายตัวแบบก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วจะปรับรูปแบบการทำธุรกิจสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร? คำตอบอาจเริ่มต้นจากการเปิดใจรับฟังและเปิดกว้างสำหรับข้อมูลใหม่ๆ ทศวรรษแรกของแกร็บผ่านไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับการก้าวขึ้นมาเป็นแพลตฟอร์มทรงพลังในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันแกร็บดำเนินธุรกิจในสิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปฟินส์ ไทย และเวียดนาม โดยมีศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีที่สำคัญในจีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย และโรมาเนีย จากบริการด้านการขนส่ง ต่อยอดไปถึงบริการจัดส่งสินค้า อาหาร และผู้ช่วยอเนกประสงค์ มาวันนี้แกร็บก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการทางการเงินด้วย นับว่าเดินมาไกลกว่าจุดเริ่มต้นที่เรารู้จักพอสมควร วรฉัตร ลักขณาโรจน์ กรรมการบริหาร แกร็บ ประเทศไทย เล่าเส้นทางของการทำธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและมีธรรมภิบาลที่ดี (ESG) ให้เราฟังอย่างละเอียด ทั้งหลักยึดสำคัญที่ทุกประเทศที่แกร็บประกอบกิจการต้องปฏิบัติตาม รวมถึงโครงการต้นแบบที่โดดเด่นจากประเทศไทยที่ช่วยสร้างหมุดหมายใหม่ๆและทำให้การทำธุรกิจดูจะสนุกมากขึ้น เรียนรู้เรื่องของร้านข้าว คาร์บอนจากท่อไอเสีย และชีวิตที่ขึ้นของไรเดอร์ได้จากบทสัมภาษณ์นี้ ESG ในมุมของแกร็บเป็นอย่างไรและเริ่มต้นจากจุดไหน? ผมว่าคนยังสับสนระหว่างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) กับการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาล (ESG) นะ  บ้านเรามีบริษัทขนาดใหญ่เยอะ มีกำไรมากๆ แล้วเอาเงินไปบริจาคในโครงการอะไรสักอย่าง […]

บริษัทไทยติดอันดับประเมินความยั่งยืนระดับสูงมากที่สุดในโลก

บริษัทไทยติดอันดับประเมินความยั่งยืนสูงสุดในโลก แสดงให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาความยั่งยืนของภาคธุรกิจไทยที่ประสบความสำเร็จ ตามความเข้าใจของคนทั่วไป สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการทำธุรกิจคือผลประกอบการ ซึ่งเกิดจากการพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจ โดยใช้ปัจจัยและทรัพยากรต่างๆ ยิ่งเป็นบริษัทใหญ่ ยิ่งต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการดำเนินธุรกิจ หากแต่ในโลกปัจจุบัน รวมไปถึงอนาคต การประสบความสำเร็จอาจไม่ได้หมายถึงผลกำไรเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมไปถึงธุรกิจนั้นสามารถให้สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์กับสังคมอย่างไร และสามารถส่งเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นทั้งภายในบริษัทและสังคมภายนอกอย่างไร จึงทำให้เกิดแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งกำลังเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก เนื่องจากแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนนี้จะเป็นตัวชี้วัดความมั่นใจให้กับนักลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มเติมให้กับทั้งตัวบริษัทและสิ่งแวดล้อมของโลก S&P Global องค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเกี่ยวกับความยั่งยืน ซึ่งเป็นผู้จัดทำการประเมินความยั่งยืนดัชนี Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI อันเป็นดัชนีหลักทรัพย์ของบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ผ่านการประเมินความยั่งยืน ตามตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกให้การยอมรับและใช้เป็นข้อมูลในการลงทุน ได้เผยแพร่รายงานที่ชื่อว่า The Sustainability Yearbook 2021 ซึ่งเป็นการประกาศรายชื่อบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ โดยรายงานนี้ถือเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงด้านความยั่งยืนขององค์กรระดับโลกที่มีความน่าเชื่อถือสูง โดยปัจจัยการประเมินความยั่งยืนดังกล่าวได้แก่การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ในรายงานปี 2021 มี มีบริษัทเข้าร่วมการประเมินกว่า 7,000 แห่งทั่วโลก และมีเพียง 631 บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับในรายงานฉบับนี้ ผลการประเมินโดยหน่วยงานดังกล่าวมีการแบ่งระดับออกเป็น SAM gold class […]