เครือข่ายเขตรักษาพันธุ์สัตว์กำลังช่วยให้ ปลา หลายชนิดในแม่น้ำโขงฟื้นตัวจากภัยคุกคาม

เขตรักษาพันธุ์ปลาในแม่น้ำช่วยฟื้นฟูปลาขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ชาวประมงจำนวนมากพึ่งพาปลาจำนวนมหาศาลในระบบลำน้ำโขงมายาวนาน รวมทั้งชาวบ้านจากหมู่บ้าน Chnok Tru บนทะเลสาบโตนเลสาบ และในปัจจุบัน มีความพยายามหลายประการเพื่ออนุรักษ์สัตว์น้ำไว้สำหรับอนาคต ภาพถ่ายโดย DAVID GUTTENFELDER, AP/NAT GEO IMAGE COLLECTION


เครือข่ายเขตอนุรักษ์กำลังช่วยให้ปลาบึกและ ปลา ชนิดอื่นๆ ในแม่น้ำโขงรอดจากการทำประมงเข้มข้น และภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ

แม้แม่น้ำเงาอยู่ใกล้กับชายแดนพม่า ซึ่งเป็นบริเวณที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง มันกลับเป็นสถานที่หลบภัยอันสงบสุขสำหรับ ปลา กว่า 50 สายพันธุ์ โดยในปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้มีแหล่งสงวนพันธุ์ปลาของเอกชนกว่า 52 แห่ง

เมื่อ 5 ปีก่อน อารอน โคนิง (Aaron Koning) นักนิเวศวิทยาทางน้ำจากศูนย์แอตคินสันเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนแห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University’s Atkinson Center for a Sustainable Future) ได้เริ่มวิจัยว่าเขตรักษาพันธุ์ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เพียงส่วนน้อยของแม่น้ำเหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อปลา เขาค้นพบว่า ที่จริงแล้ว ปลาทุกชนิดรู้เป็นอย่างดีว่าจะพึ่งพาเขตอนุรักษ์เหล่านี้ได้อย่างไร ซึ่งอาจทำให้พวกมันเพิ่มจำนวนขึ้นมาก จากผลการสำรวจเขตอนุรักษ์ราว 24 แห่งในแม่น้ำเงาระบุว่า ความหนาแน่นโดยเฉลี่ยของประชากรปลาภายในเขตอนุรักษ์เหล่านี้สูงกว่านอกเขตหลายเท่าตัว โดยเฉพาะสำหรับปลาขนาดใหญ่เช่นปลาอีกง (Long-Whiskered Catfish)

“ดูเหมือนว่าปลาเหล่านี้รู้ได้ว่าพวกมันจะถูกจับได้ในบริเวณใด” โคนิงกล่าว “หากคุณยืนอยู่ใกล้ๆ กับแนวแบ่งเขตของแหล่งอนุรักษ์ และมีปลาเห็นเงาของคุณ ปลาเหล่านั้นจะว่ายกลับเข้าไปในพื้นที่อนุรักษ์เอง”

โคนิงยังค้นพบอีกด้วยว่า หากประชากรปลาภายในเขตรักษาพันธุ์เริ่มหนาแน่นขึ้น ปลาขนาดเล็กจะเริ่มออกจากพื้นที่เหล่านั้นเพื่อไม่ให้ปลาขนาดใหญ่กว่ากินพวกมัน “โดยรวมแล้ว มีความเป็นไปได้ว่าปลาในแม่น้ำแห่งนี้อาจมีจำนวนมากกว่าเมื่อ 15 ปีก่อน” เขากล่าว

นักวิทยาศาสตร์พยายามเรียนรู้เกี่ยวกับปลาพลวงฟ้า (Blue Mahseer) ซึ่งเป็นสปีชียส์สำคัญในภูมิภาคมากขึ้น ภาพถ่ายโดย JOEL SARTORE, NATIONAL GEOGRAPHIC PHOTO ARK

แม้จะมีการศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ที่เขตคุ้มครองทางทะเลมีต่อการอนุรักษ์ปลามาอย่างยาวนาน กลับไม่มีการศึกษาถึงนี้ในพื้นที่น้ำจืดมากนัก แต่ในปัจจุบัน เหล่านักวิจัยค้นพบว่าปลาน้ำจืดอาจได้ประโยชน์จากพื้นที่คุ้มครองเหล่านี้ เช่นเดียวกับที่เหล่าสัตว์ทะเลได้จากพื้นที่คุ้มครอง และยังช่วยส่งเสริมการประมงน้ำจืดได้เพราะมีปลามากขึ้น เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งต้องพึ่งพาการประมงเพื่อความมั่นคงทางอาหาร แต่กลับมีจำนวนประชากรปลาที่ลดลงอย่างหนักเนื่องจากภัยคุกคามหลายรูปแบบ เช่นการประมงเกินขีดจำกัด (Overfishing)

“ในพื้นที่เสี่ยงอย่างลุ่มน้ำโขง แผนการอนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพยังมีไม่มากพอ ทั้งที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการเพิ่มจำนวนปลาที่สำคัญทางเศรษฐกิจและใกล้สูญพันธุ์” เซบ โฮแกน (Zeb Hogan) นักสำรวจของ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก พิธีกรรายการโทรทัศน์ และนักชีววิทยาด้านปลาแห่งมหาวิทยาลัยเนวาดา รีโน (University of Nevada, Reno) ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย Wonders of Mekong ของ USAID กล่าว

โฮแกนเพิ่งเดินทางผ่านภูมิภาคแห่งนี้เพื่อศึกษาเขตอนุรักษ์ในระบบน้ำจืด “สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ แม้ไม่มีการวิจัยถึงพวกมันมากนัก แต่แหล่งอนุรักษ์ปลาน้ำจืดหลากหลายรูปแบบกำลังเป็นที่แพร่หลาย และอาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือการทำประมงในระยะยาวพร้อมกับคงความหลากหลายทางชีวภาพทางน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ” เขากล่าว

ปัจจัยของประสิทธิผล

เรามีพื้นที่คุ้มครองทางทะเลมากกว่าพื้นที่คุ้มครองในน้ำจืด และมีการใส่ใจพื้นที่ทางคุ้มครองทะเลเหล่านั้นเยอะกว่ามาก ทั้งที่บริเวณน้ำจืดมีสัตว์มีกระดูกสันหลังต่อหน่วยพื้นที่มากกว่า และมีสภาพย่ำแย่กว่าทะเล ในหลายพื้นที่ แม่น้ำเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเขตอุทยานแห่งชาติ และไม่ได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ นอกจากนี้ เขตรักษาพันธุ์ปลาน้ำจืดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักมีการบริหารอย่างไม่เป็นทางการ และมีขนาดเล็กกว่าเขตลักษณะเดียวกันในทะเลมาก เนื่องจากการประมงในภูมิภาคดังกล่าวมักเป็นการค้าขายระดับครัวเรือนซึ่งมีการจับปลาหลากหลายชนิด

กระนั้น “พื้นฐานด้านกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับเขตรักษาพันธุ์ปลาเหล่านี้” อีริน ลูรี่ (Erin Loury) ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกลุ่มอนุรักษ์สัตว์ Fishbio และนักชีววิทยาด้านการประมง กล่าว ตัวอย่างเช่นการแก้กฎหมายการประมงของลาวเมื่อทศวรรษที่ 1990 ซึ่งทำให้เกิดการก่อตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์จำนวนมากในประเทศซึ่งไม่มีทางออกทะเลแต่เต็มไปด้วยแม่น้ำแห่งนี้ การสำรวจขององค์กรดังกล่าวระบุว่าประเทศนี้มีเขตอนุรักษ์สัตว์ในระดับชุมชนที่รัฐบาลรับรองกว่า 1,300 แห่ง

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์ในลาวมีประสิทธิภาพมากเพียงใด เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง “เราคิดว่าข้อบังคับมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ แต่แน่นอนว่ายังมีช่องว่างให้เราศึกษาว่าเหตุใดเขตคุ้มครองเหล่านี้จึงได้ผล” ลูรี่กล่าว

สำหรับแม่น้ำเงา โคนิงพบว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการอนุรักษ์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ และขนาดของพื้นที่อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด “เราเห็นได้ว่ายิ่งเขตรักษาพันธุ์มีขนาดใหญ่เท่าใด เขตเหล่านั้นก็มีประโยชน์ต่อปลามากเท่านั้น” เขากล่าว ทั้งนี้ เขตรักษาพันธุ์ที่ตั้งอยู่ใกล้กันมีผลดีกว่าเขตที่อยู่ห่างกัน และยิ่งเขตอนุรักษ์อยู่ใกล้กับศูนย์กลางของหมู่บ้านเท่าไหร่ ชาวบ้านก็ยิ่งดูแลเขตเหล่านั้นได้ใกล้ชิดมากขึ้น และดีต่อปลาขนาดใหญ่ที่มีราคาสูงมากขึ้นเท่านั้น

อายุของเขตรักษาพันธุ์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในแบบที่อาจไม่มีใครคาดคิด “เขตอนุรักษ์ที่เก่าแก่จะมีประชากรปลาภายในเขตและภายนอกเขตแทบไม่ต่างกัน” โคนิงกล่าว “นั่นคือเมื่อประชากรปลาในเขตอนุรักษ์หนาแน่นขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ปลาบางส่วนจะจะว่ายออกจากบริเวณนั้น” สิ่งดังกล่าวทำให้ชาวประมงได้รับประโยชน์เนื่องจากมันทำให้พวกเขามีปลานอกเขตอนุรักษ์ให้จับมากขึ้น

นอกจากนี้ ผลการวิจัยของโคนิงยังบอกเป็นนัยว่าเขตอนุรักษ์พันธุ์คุ้มครองปลาได้มากที่สุดในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเป็นช่วงที่ปลาเสี่ยงต่อการถูกจับมากที่สุด เนื่องจากระดับน้ำที่ลดลง ซึ่งสิ่งนี้พบเห็นได้ทั้งในแม่น้ำขนาดเล็กอย่างแม่น้ำเงาและทะเลสาบขนาดใหญ่อย่าง โตนเลสาบ (Tonle Sap) ในกัมพูชา

โตนเลสาบ

หลังฤดูมรสุมผ่านพ้นไป ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้จะหดตัวในฤดูแล้ง แต่แม้ว่าทะเลสาบแห่งนี้เป็นแหล่งอาหารของชาวกัมพูชานับล้าน การประมงกลับทำให้ประชากรของปลาขนาดกลางและใหญ่จำนวนมากต้องเกือบสูญพันธุ์ รวมถึงปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered) อย่างปลาบึก (Mekong Giant Catfish)

ในวันหนึ่งของเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูแล้งที่ระดับน้ำกำลังลดลง โฮแกนและเจ้าหน้าที่ประมงชาวกัมพูชาได้ตรวจเยี่ยมเขตรักษาพันธุ์ปลาซึ่งมีพื้นที่ราวร้อยละ 15 ของทะเลสาบแห่งนี้ ซึ่งมีการห้ามทำประมง ยกเว้นการจับปลาเพื่องานวิจัย

ในวันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ใช้แหสำหรับการทดลองในเขตรักษาพันธุ์แห่งหนึ่งเพื่อวัดความหนาแน่นของปลาในเขตรักษาพันธุ์ เมื่อดึงแหขึ้น เจ้าหน้าที่พบว่ามีปลาขนาดใหญ่หลายตัวติดขึ้นมาด้วย ทำให้โฮแกนกล่าวในภายหลังว่าความหนาแน่นของปลา “ ทำให้ผมตกตะลึงอย่างมาก” และการพบปลาขนาดใหญ่เป็นจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า “พื้นที่รักษาพันธุ์เหล่านี้มีศักยภาพสำหรับการปกป้องปลาเหล่านี้ ซึ่งหลายชนิดได้หายไปจากบริเวณอื่นๆ แล้ว”

นอกจากการอนุรักษ์ปลา เขตรักษาพันธุ์เหล่านี้ยังช่วยส่งเสริมการประมง ซึ่งเป็นอาชีพสำหรับผู้คนกว่า 1.2 ล้านคนในบริเวณทะเลสาบนี้ งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Ecological Modelling ระบุว่าการอนุรักษ์พื้นที่ร้อยละ 50 ในโตนเลสาบช่วยสร้างประโยชน์อย่างมากต่อการประมงด้วยปรากฏการณ์ “บลูฮาโล” (Blue Halo Effect) ที่มวลชีวภาพซึ่งอยู่ในเขตคุ้มครองกระจายตัวออกไปยังพื้นที่ประมงซึ่งอยู่ติดกัน

“มันอาจดูขัดกับสามัญสำนึกที่ว่า หากจะเพิ่มปลาที่จับได้ ก็ต้องจำกัดการจับปลา แต่ในกรณีที่มีการทำประมงอย่างเข้มข้นขึ้น การลดการจับปลาลงหรือลดพื้นที่จับปลา จะช่วยเพิ่มทั้งปลาที่จับได้และกำไรมากขึ้น” ลี ฮันนาห์ (Lee Hannah) หัวหน้าทีมวิจัยและนักวิทยาศาสตร์อาวุโสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจาก Conservation International กล่าว

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าการห้ามทำประมงในบางพื้นที่อาจหมายถึงการจับปลาได้น้อยลงในช่วงแรก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับชาวบ้านที่จับปลาเพื่อยังชีพ “ครอบครัวและชุมชนที่ยากจนซึ่งต้องพึ่งพาการประมงเพื่อเลี้ยงชีพนั้นไม่สามารถลดการจับปลาในปัจจุบันเพื่อให้ปลาเพิ่มขึ้นในอนาคตได้” ฮันนาห์กล่าว พร้อมเสริมว่ารัฐบาล องค์การพัฒนาเอกชน และผู้บริจาคต้องช่วยให้ครอบครัวที่ยากจนผ่านช่วงอันยากลำบากเช่นนี้ไปได้”

ผู้พิทักษ์สัตว์ในชุมชน

ปัญหาอีกประการของการอนุรักษ์คือการบังคับใช้กฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่กล่าวว่าการป้องกันการลักลอบล่าสัตว์ในทะเลสาบขนาดใหญ่เช่นโตนเลสาบนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ โดย Hok Men An ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยรักษากฎหมายในพื้นที่ กล่าวว่าผู้ลักลอบจับปลามักแอบบุกรุกทะเลสาบในเวลากลางคืน และคาดว่าเจ้าหน้าที่ระงับเหตุดังกล่าวได้เพียงร้อยละ 70 เท่านั้น

ในแม่น้ำเงาในไทย ชาวบ้านมักเป็นฝ่ายดูแลเขตอนุรักษ์เหล่านั้น ซึ่งโคนิงกล่าวว่ามันทำให้งานอนุรักษ์ทำใด้ง่ายขึ้น “แทนที่จะมีผู้พิทักษ์ 5 คนลาดตระเวณแม่น้ำยาว 64 กิโลเมตร คุณจะมีชาวบ้าน 2,000 คนที่อยู่ในบริเวณตลอดเวลา” เขากล่าว “ชาวบ้านรู้สึกว่าแม่น้ำบางส่วนเป็นของเขา และเขาภาคภูมิใจสำหรับการช่วยดูแลปลาในบริเวณเหล่านั้น”

สำหรับพรรณี เพิ่มฉัตรชัย หนึ่งในชาวบ้านของบ้านแม่หลุย กล่าวว่าการจัดการเขตรักษาพันธุ์เป็นความรับผิดชอบอันศักดิ์สิทธิ์ “พระเจ้าสร้างปลาและบอกให้มนุษย์ดูแลพวกมัน” และเสริมว่าเมื่อเธอรู้สึกไม่สบายใจ เธอสามารถไปนั่งดูปลาที่สวยงามในแม่น้ำได้เสมอ “มันทำให้ฉันรู้สึกสงบ” เธอกล่าว

เรื่อง STEFAN LOVGREN


อ่านเพิ่มเติม ปลาพลวง ถั่วฝักยาว หรือ เสือโคร่งแห่งสายน้ำ 

 

เรื่องแนะนำ

ขนำน้อยหอยใหญ่ กินหอย นอนขนำ

ขนำน้อยหอยใหญ่ : เราอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่ได้ ที่เกริ่นว่า ขนำน้อยหอยใหญ่ เพราะผมมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนแหล่งเลี้ยงหอยนางรมที่ดีที่สุดในประเทศไทย ที่ตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี “ขนำ” ในภาษาปักษ์ใต้ เป็นคำที่ชาวบ้านใช้เรียกกระท่อมชั่วคราว คือกระท่อมเฝ้าหอยนางรมที่อยู่กลางทะเล เหมือนกระท่อมปลายนาที่คนภาคกลางหรือภาคอื่นๆ คุ้นเคยกันนี่ล่ะครับ แต่ยกมาไว้กลางทะเล นอกจากนี้ ผมยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนเลี้ยงหอยนางรมบริเวณปากอ่าวคลองกระแดะแจะ ที่ตำบลท่าทองใหม่ แห่งนี้ด้วย เล่ามาถึงตรงนี้ ผมขอนำทุกท่านไปพูดคุยกับเจ้าของขนำ ที่ดัดแปลงและต่อเติมขนำเฝ้าหอยนางรมของตัวเอง ให้เป็นร้านอาหาร เสิร์ฟหอยนางรมที่เลี้ยงเองแบบไม่อั้น คุณสิริพล ใจงาม หรือพี่เชน เล่าให้ผมฟังว่า “เขาทำธุรกิจเลี้ยงหอยนางรมเข้าสู่ปีที่ 10 แล้ว” พี่เชนเป็นคนสุราษฎร์ธานีโดยกำเนิด แต่ก่อนจะมาประกอบอาชีพเลี้ยงหอยนางรม พี่เชนเคยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างมาก่อน ร้านขนำน้อยหอยใหญ่เกิดจากการชวนเพื่อนฝูงมาพักผ่อนสังสรรค์และตกปลากัน จนกลายเป็นที่กล่าวขานกันในกลุ่มเพื่อน และมีคนแสดงเจตจำนงค์มาเยี่ยมพี่เชนมากขึ้น จึงทำให้เกิดแนวคิดนำไปสู่การต่อยอดทางธุรกิจ จากเดิมที่เลี้ยงหอยนางรม พี่เชนจึงขยายกิจการมาเปิดร้านอาหารด้วย “พื้นที่ทำฟาร์มหอยนางรม กลายมาเป็นจุดเด่นในเรื่องวัตถุดิบ เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งชุมชนดั้งเดิมที่ประกอบอาชีพเป็นชาวประมงพื้นบ้าน” เพราะวัตถุดิบทั้งหมดที่นำเสนอในร้านล้วนเป็นผลิตผลจากการประมงพื้นบ้านทั้งสิ้น เช่น ปลาที่ชาวบ้านจับมาได้จากธรรมชาติ พี่เชนมักไปจับจองและรับซื้อเอาไว้ ก่อนที่ชาวบ้านนำไปขายต่อกับพ่อค้าคนกลาง รวมถึงปูและหอยก็รับซื้อจากชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง นอกจากที่ชาวบ้านมีรายได้แล้ว ทางร้านยังสามารถรับรองเรื่องความสดของอาหารได้ด้วย ส่วนเรื่องของการปรุงอาหารเพื่อให้ได้รสมือของคนพื้นถิ่นอย่างแท้จริง […]

พิธีเปิดงาน Thailand Sustainability Expo 2020 (TSX2020)

เมื่อ 4 องค์กรต้นแบบด้านความยั่งยืนของประเทศไทย นำโดย ไทยเบฟ, ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป, พีทีที โกลบอล เคมิคอล และ เครือข่าย TSCN รวมพลังขับเคลื่อนโลกให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) นับเป็นปรากฏการณ์ความร่วมมือครั้งสำคัญ และยิ่งใหญ่ขององค์กรต้นแบบด้านความยั่งยืนของประเทศไทยที่จะมาร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในงาน Thailand Sustainability Expo 2020 (TSX) ภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) โดยการนำของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (มหาชน) (TU), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) รวมถึงเครือข่าย TSCN […]

ธนาคารปู กับความยั่งยืนทางอาหาร

เธอก่อตั้ง ธนาคารปู ขึ้นมา เพราะเธอเห็นว่าทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกำลังเสื่อมโทรม เสียงเรือดังอื้ออึงไปทั่วลำคลองส่งคลื่นน้ำกระทบฝั่งดังโครมครามมาจากใต้ถุนบ้าน บ้านเรือนแต่ละหลังสร้างขึ้นมาง่ายๆ บ้างจากไม้ บ้างจากปูนรูปทรงทันสมัย ฉันอยู่ที่บ้านหัวถนน ตำบลท่ายาง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ที่นี่ ชาวประมงรวมตัวกันตั้ง ธนาคารปู หรือชมรมอนุรักษ์พันธุ์ปูปากน้ำชุมพร เพื่อรักษาและอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอันมีค่าของพวกเขาให้มีความยั่งยืน ถังพลาสติกตั้งเรียงรายอยู่บนนชานไม้ นับได้เกือบห้าสิบใบ แต่ละใบมีแม่ปูที่กำลังรอวางไข่ และบางถังก็เป็นกลุ่มพวงไข่หมึกที่รอฟักเป็นตัว สมาชิกในบ้านต้อนรับเราและเชิญให้เราไปนั่งบริเวณริมน้ำ น้องอุ้ม แกนนำชมรมอนุรักษ์พันธุ์ปู ปากน้ำชุมพร และสมาชิกในบ้าน ใช้พื้นที่บ้านของตัวเองในการเป็นแหล่งอนุบาลปูไข่ที่ติดมากับลอบวางปูของชาวประมง “เมื่อก่อนเราไม่เคยทำแบบนี้หรอกค่ะ เราทั้งจับกิน และเอาไปขายทั้งหมด ทั้งปูไข่ ปูเล็ก เราจับหมด” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงทองแดงอย่างน่ารัก “จนมาถึงช่วงสองปีก่อน เราจับปูไม่ได้เลย หรือได้น้อยมาก” น้องอุ้มเล่าถึงสถานการณ์ที่เธอและชาวประมงในละแวกนี้พบเจอ ครอบครัวของเธอและชาวบ้านตระหนักดีว่า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันเป็นปากท้องของพวกเขากำลังเสื่อมโทรม เธอจึงเสนอเรื่องนี้กับที่บ้านว่าต้องการทำธนาคารปู เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลปูไข่และปูขนาดเล็ก ก่อนจะนำแม่ปูและไข่ปูกลับไปปล่อยคืนสู่ทะเล พ่อของเธอถามความสมัครใจของเพื่อร่วมอาชีพในละแวกนั้น หลายคนเห็นพ้องต้องกันว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ก่อนจะไม่มีอาหารเหลือให้เรามีกิน “ทางครอบครัวเราเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการดูแลปูทั้งหมด” เธอเล่าและเสริมว่า “สมาชิกในชมรมให้แม่ปูที่มาฝากเราไว้เป็นค่าตอบแทน” ฉันเห็นกระบวนการใส่ใจของเธอในการเรียนรู้ ดูแล และจัดการกับปูเหล่านี้ ฉันรู้สึกประหลาดใจในเยาวชนหญิงผู้ไม่ได้ศึกษามาทางวิทยาศาสตร์ และอายุเพียงยี่สิบต้นๆ […]

เราจะหยุดยั้งคลื่นขยะได้อย่างไร

พลาสติกชีวภาพ คือพลาสติกที่สามารถผลิตให้ย่อยสลายทางชีวภาพได้ แต่ยังไม่ใช่ทางออก คำตอบคือเรายังคงต้องรีไซเคิลให้มากขึ้นและลดการใช้พลาสติกลงให้มากต่างหาก เรียบเรียงจากข้อเขียนของ ลอรา ปาร์กเกอร์   เป็นเรื่องน่ายินดีหลังจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของประเทศไทยได้ออกมาเปิดเผยว่า การใช้พลาสติกของคนไทยลดลงไปมากในรอบ 8 เดือนที่ผ่านมา (ณ เดือนเมษายน 2019) ซึ่งอยู่ที่จำนวนราว 1,300-1,500 ล้านใบ  ซึ่งเป็นผลมาจากการรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จ โดยการ “ลดการใช้” และ “นำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle)” คือทางออกที่ดีที่สุด ดีมากกว่าเทคโนโลยีใดๆ ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ พลาสติกชีวภาพ คืออีกหนึ่งทางออกหรือไม่?  ในโลกซึ่งอาจดูเหมือนท่วมท้นไปด้วยขยะพลาสติกที่ราวกับอยู่ไปชั่วนิรันดร์ พลาสติกที่ย่อยสลายทางชีวภาพได้คือทางออกใช่หรือไม่ อาจจะไม่ใช่ แม้แต่อุตสาหกรรมพลาสติกเองยังถกเถียงกันว่าคำว่า “เสื่อมทางชีวภาพ” (biodegradable)  หรือย่อยสลายทางชีวภาพ แปลว่าอะไรกันแน่ และพลาสติกบางชนิดที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสามารถย่อยสลายทางชีวภาพ  แต่พลาสติกที่ทำ จากพืช หรือ “พลาสติกชีวภาพ” (bioplastic) บางชนิดกลับไม่สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ พลาสติกย่อยสลายทางชีวภาพมีใช้มาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980  และมีการทำตลาดในช่วงแรกโดยบอกเป็นนัยว่า ขยะเหล่านี้จะหายไปได้เองเมื่อนำไปทิ้ง ไม่ต่างจากใบไม้บนพื้นป่าที่ถูกเห็ดราและจุลชีพในดินย่อยสลาย ทว่า ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น พลาสติกย่อยสลายทางชีวภาพไม่อาจทำ ได้ตามคำสัญญา เช่น ภายใต้สภาพแวดล้อมไร้ออกซิเจนและมืดมิดของบ่อขยะ หรือในน่านนํ้าเย็นเฉียบของมหาสมุทร […]