เหตุใดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อสุขภาพของมนุษย์

เหตุใดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อสุขภาพของมนุษย์

อากาศที่ปนเปื้อนมลพิษและอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งมีทั้งการเพิ่มขึ้นของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด รวมไปถึงการแพร่กระจายของโรคระบาดต่างๆ และบาดแผลทางจิตใจ

ผู้คนรอบโลกกำลังเป็นพยานว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้โลกประสบกับหายนะอย่างไร ดังจะเห็นได้จากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจนทำให้เหตุการณ์ไฟป่า พายุเฮอร์ริเคน และภัยพิบัติธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งมีความรุนแรงมากขึ้นจนเราไม่อาจละเลยเรื่องนี้ได้อีกต่อไป

เมื่อวันที่ 5 กันยายน มีวารสารวิชาการกว่า 200 ฉบับตัดสินใจออกบทบรรณาธิการร่วมกันเพื่อกระตุ้นให้บรรดาผู้นำโลกลงมือแก้ปัญหาในเรื่องนี้ “ความจริงทางวิทยาศาสตร์นั้นชัดแจ้ง” พวกเขาเขียนและเสริมว่า “อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นเฉลี่ย 1.5 องศาเซลเซียสนับจากยุคก่อนอุตสาหกรรมและความเสี่ยงที่จะเกิดหายนะจากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่องมีผลร้ายต่อสุขภาพในแบบที่ไม่อาจหวนคืน”

แม้จะอยู่ในช่วงของการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ผู้เขียนบทบรรณาธิการร่วมนี้เขียนว่า บรรดารัฐบาล “ไม่อาจรอให้โรคระบาดหายไปก่อนที่เริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” และพวกเขากระตุ้นให้ทุกคนแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วนเช่นเดียวกับการแก้ปัญหาโควิด-19

เหล่านี้คือข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพของเรา ผลกระทบบางอย่างเห็นได้อย่างชัดเจน แต่บางอย่างยังคงส่งผลแฝงเงียบๆ ในร่างกายของเรา รวมไปถึงเหตุผลว่าทำไมนักวิทยาศาสตร์จึงให้ความเห็นว่ายังไม่สายเกินไปที่โลกจะหลีกเลี่ยงผลกระทบจากเรื่องนี้

คนงานกำลังพ่นยากำจัดยุงในตามถนนในเมืองนิวเดลี ประเทศอินเดีย เพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากยุงเป็นพาหะ เช่นไข้เลือดออก มาลาเรีย และชิคุนกุนยา โรคเหล่านี้แพร่กระจายได้มากขึ้นเรื่องการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ภาพถ่ายโดย RAJ K RAJ, HINDUSTAN TIMES VIA GETTY IMAGES

มลพิษทางอากาศ

การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งส่วนมากมาจากการปล่อยก๊าซจากเชื้อเพลิงฟอสซิล การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีผลโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์ มลพิษทางอากาศนั้นประกอบไปด้วยอนุภาคเล็กๆ ที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจโดยการที่อนุภาคเหล่านั้นซึมผ่านเข้าไปในปอดและหัวใจ หรือแม้กระทั่งไหลเวียนไปกับกระแสเลือด

อนุภาคเหล่านี้อาจส่งผลร้ายต่ออวัยวะภายในโดยตรงหรือก่อให้เกิดภาวะอักเสบเนื่องจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันพยายามทำงานเพื่อต่อต้านอนุภาคเหล่านี้ มีการคาดการณ์ว่ามลพิษทางอากาศทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรตั้งแต่ 3.6-9 ล้านรายต่อปี

ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปมีความเปราะบางต่อผลกระทบที่เกิดจากมลพิษทางอากาศมากที่สุด แต่คนอื่นๆ ก็อยู่ในภาวะเสี่ยงเช่นกัน Kari Nadeau ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคภูมิแพ้และหอบหืด Sean N. Parker แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าว โดยผู้ที่สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับเด็กที่มีอาการหอบหืด

ครอบครัวหนึ่งกำลังรับประทานมื้อเย็นในบ้านที่ถูกน้ำท่วมในจังหวัดชวากลาง ประเทศอินโดนีเซีย เป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่พวกเขาต้องเฝ้ามองพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ทางการเกษตรค่อยๆ จมหายไปใต้ทะเล ภาพถ่ายโดย AJI STYAWAN, NATIONAL GEOGRAPHIC

ความร้อนสุดขั้ว

งานศึกษาหนึ่งที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Climate Change เมื่อต้นปีที่ผ่านมาระบุว่า หนึ่งในสามของการเสียชีวิตจากความร้อนมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และตามรายงานของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ระบุว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากสาเหตุดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้นในบางประเทศที่มีการเข้าถึงเครื่องปรับอากาศในระดับต่ำ หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ผู้คนมีภาวะเปราะบางต่อความร้อนมากขึ้น

สาเหตุเกิดมาจากร่างกายของมนุษย์ไม่มีความสามารถในการปรับตัวในภาวะอุณหภูมิที่สูงกว่า 37 องศา Nadeau กล่าว เพราะความร้อนทำให้กล้ามเนื้อแตกสลาย แม้ร่างกายจะมีวิธีการในการรับมือกับความร้อนเช่นนั้น เช่นการขับเหงื่อ “แต่ถ้าหากด้านนอกนั้นร้อนตลอดเวลา ร่างกายของคุณรับมือไม่ได้หรอกค่ะ กล้ามเนื้อหัวใจและเซลล์ในร่างกายจะเริ่มตายและเสื่อมสลายไป” เธอกล่าว

หากคุณประสบกับความร้อนสุดขั้วเป็นเวลานานเกินไปและไม่สามารถระบายความร้อนนั้นได้มากพอ ความตึงเครียดของร่างกายจะก่อให้เกิดปัญหามากมายในร่างกายของคุณ หัวใจต้องทำงานหนักเพื่อสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และเหงื่อที่ขับออกมาจะปล่อยแม้กระทั่งแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเช่นโซเดียมและโพแทสเซียม ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคหัวใจวายฉับพลันและโรคหลอดเลือดได้

คนงานกำลังเก็บมะเขือเทศในแปลงที่เมือง Los Baños รัฐแคลิฟอร์เนีย ภายใต้แสงแดดร้อนระอุ อุณหภูมิที่สูงขึ้นนอกจากส่งผลต่อความสามารถในการทำงานและสุขภาพของผู้คน ยังทำให้การเกษตรในแคลิฟอร์เนียเสี่ยงต่อภัยแล้งอีกด้วย ภาพถ่ายโดย KARLA GACHET, NATIONAL GEOGRAPHIC

ความไม่มั่นคงทางอาหาร

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลทั้งการลดจำนวนของอาหารที่มีอยู่และทำให้อาหารเหล่านั้นมีสารอาหารที่น้อยลง ตามรายงานพิเศษของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ผลผลิตทางการเกษตรเริ่มลดลงเนื่องจากผลของอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น

หนึ่งในผลร้ายที่ไม่ส่งผลต่อเราโดยตรง แต่ร้ายแรงไม่แพ้กัน ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและส่งผลต่อร่างกายของเรา คือการหยุดชะงักของระบบการผลิตอาหารของโลกอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเกิดฝนหรือความชุ่มชื้น และเหตุการณ์ลมฟ้าอากาศสุดขั้ว ในขณะเดียวกัน งานศึกษาแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศทำให้พืชปล่อยธาตุสังกะสี เหล็ก และโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของมนุษย์ออกมา

ภาวะทุพโภชนาการเป็นสาเหตุของอาการป่วยหลายโรค รวมไปถึงโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน รวมไปถึงการเพิ่มขึ้นของภาวะการเจริญเติบโตบกพร่อง ซึ่งส่งผลร้ายต่อความสามารถทางสติปัญญาในเด็ก

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อส่งที่เรารับประทานจากทะเลเช่นเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรทำให้สัตว์น้ำหลายชนิดต้องอพยพผ่านเส้นทางสู่ขั้วโลกเพื่อค้นหาพื้นที่ที่น้ำทะเลเย็นกว่า ซึ่งส่งผลต่อปริมาณปลาในภูมิภาคกึ่งเขตร้อนซึ่งสัตว์น้ำถือเป็นแหล่งอาหารหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนริมฝั่งทะเลที่ต้องพึ่งพาโปรตีนจากแหล่งอาหารเหล่านี้

หญิงคนหนึ่งปะทะกับลมแรงระหว่างพายุทรายประจำฤดูกาลในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ากระบวนการกลายเป็นทะเลทราย (desertification) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความสำคัญเนื่องมันเกิดบ่อยและรุนแรงมากขึ้น และมลพิษทางอากาศส่งผลร้ายต่อสุขภาพของมนุษย์ ภาพถ่ายโดย KEVIN FRAYER, GETTY IMAGES

โรคติดต่อ

เนื่องจากโรคที่ร้อนขึ้น พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เห็บและยุงสามารถอาศัยได้ก็มีมากขึ้น สัตว์เหล่านี้เป็นที่รับรู้ว่าเป็นพาหะของโรคเช่นไวรัสซิกา ไข้เลือดออก และมาลาเรีย โรคที่ร้อนขึ้นทำให้พวกมันสามารถข้ามเส้นภูมิศาสตร์ทรอปิกออฟแคนเซอร์และทรอปิกออฟแคปริคอร์นได้ Nadeau กล่าว ยุงและเห็บเหล่านี้อาจทำให้โรคติดต่อดังกล่าวแพร่กระจายไปในวงกว้างของโลก

นอกจากนี้ยังมีหลายวิธีที่การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคที่สามารถติดต่อผ่านแหล่งน้ำ เช่นอหิวาตกโรค ไข้ไทฟอยด์ และเชื้อปรสิตต่างๆ ซึ่งมีทั้งกรณีที่สัมผัสเชื้อโดยตรงจากน้ำท่วมที่ปนเปื้อนเชื้อโรค รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดภัยแล้งจนบังคับให้ผู้คนต้องไปดื่มในแหล่งน้ำสกปรกที่ปนเปื้อนเชื้อโรค

สุขภาพจิต

ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นปกติซึ่งมีความเชื่อมโยงกับหายนะทางสภาพภูมิอากาศคือสุขภาพจิต ความเครียดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศนั้นมีความสำคัญจนมีการตั้งชื่อเฉพาะว่า Solastalgia

Nadeau กล่าวว่าผลกระทบที่เกิดจากสุขภาพจิตมีความชัดเจน เห็นได้จากการศึกษาของเธอในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเนื่องจากเหตุการณ์ไฟป่าในฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาที่ทำให้ผู้คนต้องสูญเสียบ้าน อาชีพ หรือบางครั้งคือคนที่รัก ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน นอกจากนี้ ภาวะลมฟ้าอากาศสุดขั้วเช่นไฟป่าหรือเฮอร์ริเคยก่อให้เกิดความเครียดและความกังวลซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหรืออาการผิดปกติทางจิตใจหลังจากประสบสถานการณ์รุนแรง (post-traumatic stress disorder) ซึ่งอาจก่อให้เกิดการฆ่าตัวตายในระยะยาว

ฟาร์มพลังงานลมและแสงอาทิตย์ในรัฐแคลิฟอร์เนียกำลังกลายเป็นความหวังแห่งอนาคต ภาพถ่ายโดย DAVID GUTTENFELDER, NATIONAL GEOGRAPHIC

แล้วทำไมเราถึงยังคงมีความหวัง

ในช่วงปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์และนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มผลิตงานวิจัยที่มุ่งศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศมากขึ้น “แต่หนึ่งในปัญหาที่โดดเด่นอย่างหนึ่งคือการขาดแคลนกองทุนที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ” แอนดี เฮนส์ ศาสตราจารย์ด้านการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยสุขภาวะและการแพทย์เขตร้อนแห่งลอนดอนกล่าวและเสริมว่า “เนื่องจากสาเหตุนั้น หลักฐานที่เรามีอยู่ในตอนนี้ยังคงไม่สมบูรณ์มากนัก”

แต่ความหวังก็ยังไม่หมดไป เพราะยังมีข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ทุกประเทศทั่วโลกได้ให้คำมั่นว่าจะลดอุณหภูมิของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส ให้ไปอยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก “เมื่อคุณลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ ก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพและโลกของเรา” เฮนส์ กล่าว

ด้าน Nadeau ให้ความเห็นว่าการระบาดของโรคติดเชื้อ โควิด-19 ได้ทำให้บรรดาผู้นำโลกมีโอกาสในการคิดใหญ่และคิดในเชิงกลยุทธ์ (เพื่อรับมือกับปัญหา) มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการเผยให้เห็นว่าแต่ละประเทศมีปัญหาที่เกี่ยวกับประสิทธิภาพและความเท่าเทียม ทำให้มีการวางโครงสร้างบริการใหม่เพื่อการสาธารณสุขที่ดีขึ้น ซึ่งในกระบวนการนี้ พวกเขาสามารถสร้างสรรค์วิธีการลดการผลิตขยะและปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น เช่นการทำให้หลายโรงพยาบาลหลายแห่งคิดถึงเรื่องการใช้พลังงานสะอาดหมุนเวียน

“นี่เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้” Nadeau กล่าวและเสริมว่า “หากเราไม่ทำอะไร ก็อาจจะเกิดหายนะครั้งใหญ่ได้ค่ะ”

เรื่อง AMY MCKEEVER


อ่านเพิ่มเติม Heidelberg ทำไมเมืองในเยอรมนีแห่งนี้ จึงไม่ต้อนรับรถยนต์อีกต่อไป

เรื่องแนะนำ

เบื้องหลังการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนความเป็นกลางทางคาร์บอนของ Huawei

เมื่อไล่เรียงดูดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศโลกปี พ.ศ. 2564 (Global Climate Risk Index 2021) จะเห็นได้ว่าประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับ 9 จาก 170 ประเทศทั่วโลก ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะภาคธุรกิจพลังงาน คมนาคมขนส่ง และกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งก่อให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นอันดับต้น ๆ ของไทย เพื่อให้สอดรับกับแผนแม่บทความเป็นกลางทางคาร์บอนแห่งชาติ ที่ประเทศไทยได้นำเสนอและตั้งเป้าลดคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ รวมถึงลดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ร้อยละ 6 ต่อปี โดยบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด หนึ่งในอุตสาหกรรมทางเทคโนโลยีมีเป้าหมายเช่นเดียวกัน หัวเว่ย คือผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และอุปกรณ์อัจฉริยะชั้นนำระดับโลกกว่า 170 ประเทศ ให้บริการผู้ใช้งานกว่า 3,000 ล้านคนทั่วโลก โดยมีพันธกิจในการสร้างการเชื่อมต่อและเข้าถึงแพลตฟอร์มด้านดิจิทัลได้อย่างทั่วถึง เพื่อช่วยให้ทุกอุตสาหกรรมและองค์กรเดินหน้าสู่โลกอัจฉริยะ ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน จึงนำไปสู่กลยุทธ์ทั้ง 4 ด้าน คือ ความเท่าเทียมทางด้านดิจิทัล ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศที่ดีต่อสุขภาพ ไปจนถึงการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในข้อกำหนด SDGs […]

การเมืองเรื่องน้ำ: ปัญหาการจัดการน้ำในเมืองไทย

ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมมานานหลายทศวรรษ แผนการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ผุดขึ้นดูเหมือนไม่ช่วยแก้ไขให้เป็นอย่างเป็นรูปธรรม เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

คนในเมืองสามารถช่วยลดโลกร้อนได้ – แค่ซื้อของให้น้อยลง

(ภาพปก) นักปั่นจักรยานเหล่ากำลังปั่นจักรยานผ่าน แบตเตอรรี พาร์ค (Battery Park) ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ภาพถ่ายโดย SERGI REBOREDO, REDUX สิ่งที่เราซื้อ รับประทาน และใช้งาน ล้วนมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสภาพอากาศ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะบริโภคสิ่งต่างๆ ให้น้อยลง มีรายงานการศึกษาล่าสุดระบุว่า บรรดาเมืองใหญ่ มีบทบาทสำคัญระดับโลกในเรื่องของการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และสามารถมีบทบาทสำคัญในการช่วยประชากรในเมืองลดการบริโภคและการใช้สิ่งของให้น้อยลงได้ เมืองที่มีแนวคิดพัฒนาต่างหาวิธีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ในเมือง แต่วิธีการเหล่านั้นอาจเป็นการประเมินปัญหาที่ผิด เช่น นโยบายการเก็บค่าปล่อยคาร์บอนกับการใช้รถหรือโรงงานที่มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกินมาตรฐาน เป็นต้น ทั้งที่ความจริงแล้ว สิ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ มักมาจากสิ่งที่ชาวเมืองส่วนใหญ่รับประทาน ใช้งาน หรือซื้อมาจากแหล่งผลิตที่ไกลจากเมืองออกไป นับตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่นๆ เพื่อให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นไปในทางที่ถูกต้อง บรรดาเมืองทั้งหลายควรพุ่งเป้าหมายไปที่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ร้อยละ 50 ภายใน 11 ปีข้างหน้า และร้อยละ 80 ในปี 2050 ซึ่งบรรดานักวิจัยต่างพบว่า จำนวนการปล่อยก๊าซส่วนใหญ่นั้นมาจากการบริโภคสินค้า อาหาร และพลังงานที่ผลิตจากนอกเมือง และสิ่งที่เมืองควรทำอย่างมากที่สุดคือ หาวิธีการช่วยประชากรในเมืองลดการบริโภคสินค้าเหล่านี้ มูลค่าที่แท้จริงจากการบริโภค ในทุกวันนี้ ประชากรโลกกว่าร้อยละ […]

พัทน์ ภัทรนุธาพร เด็กไทยใน MIT Media Lab ศูนย์วิจัยนวัตกรรมเพื่อโลกอนาคต

MIT Media Lab คือห้องปฏิบัติการวิจัยของ Massachusetts Institute of Technology (MIT) ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่พัฒนาเทคโนโลยีปฏิวัติวงการมาแล้วมากมาย MIT Media Lab เกิดขึ้นในยุคที่โลกกำลังจะก้าวสู่ดิจิทัล ในช่วงปี 1985 จากความคิดริเริ่มของ Prof. Nicholas Negroponte หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ซึ่งตั้งคำถามว่า ถ้าเราจะสร้างเทคโนโลยีสักอย่างที่เปลี่ยนโลก เราควรจะสร้างเทคโนโลยีอะไร และเค้าค้นพบว่าเราควรจะสร้างเทคโนโลยีหรือกระบวนการที่นำไปสู่การสร้างเทคโนโลยีที่มากขึ้น หรือการสร้างเทคโนโลยีที่สามารถทำให้คนสร้างเทคโนโลยีได้ไปอีกขั้นหนึ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ นี่จึงเป็นจุดกำเนิดของ MIT Media Lab สถาบันที่สร้างนวัตกรรมเเห่งอนาคต คำว่ามีเดีย (Media) ในที่นี้ไม่ใช่โทรทัศน์ วิทยุ หรือ สื่อโซเชียลมีเดียใด แต่คือตัวกลางที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าหากัน MIT Media Lab คือห้องปฏิบัติการที่รวมคนจากหลากหลายสาขาวิชา หลากหลายมิติ มาอยู่ด้วยกัน เพื่อที่พัฒนาสิ่งที่ยิ่งใหญ่และไกลกว่าการพัฒนาในแต่ละสาขาวิชา มันจะมีความต่อต้านการเรียนรู้แยกกันในแต่ละสาขาวิชาในรูปแบบเดิม ๆ หรือที่เรียกว่า Anti-Disciplinary แต่ในขณะเดียวกันมันจะมีการบูรณาการเข้าหากันจากหลาย ๆ ศาสตร์ เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ […]