เหตุใดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อสุขภาพของมนุษย์

เหตุใดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อสุขภาพของมนุษย์

อากาศที่ปนเปื้อนมลพิษและอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งมีทั้งการเพิ่มขึ้นของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด รวมไปถึงการแพร่กระจายของโรคระบาดต่างๆ และบาดแผลทางจิตใจ

ผู้คนรอบโลกกำลังเป็นพยานว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้โลกประสบกับหายนะอย่างไร ดังจะเห็นได้จากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจนทำให้เหตุการณ์ไฟป่า พายุเฮอร์ริเคน และภัยพิบัติธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งมีความรุนแรงมากขึ้นจนเราไม่อาจละเลยเรื่องนี้ได้อีกต่อไป

เมื่อวันที่ 5 กันยายน มีวารสารวิชาการกว่า 200 ฉบับตัดสินใจออกบทบรรณาธิการร่วมกันเพื่อกระตุ้นให้บรรดาผู้นำโลกลงมือแก้ปัญหาในเรื่องนี้ “ความจริงทางวิทยาศาสตร์นั้นชัดแจ้ง” พวกเขาเขียนและเสริมว่า “อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นเฉลี่ย 1.5 องศาเซลเซียสนับจากยุคก่อนอุตสาหกรรมและความเสี่ยงที่จะเกิดหายนะจากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่องมีผลร้ายต่อสุขภาพในแบบที่ไม่อาจหวนคืน”

แม้จะอยู่ในช่วงของการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ผู้เขียนบทบรรณาธิการร่วมนี้เขียนว่า บรรดารัฐบาล “ไม่อาจรอให้โรคระบาดหายไปก่อนที่เริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” และพวกเขากระตุ้นให้ทุกคนแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วนเช่นเดียวกับการแก้ปัญหาโควิด-19

เหล่านี้คือข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพของเรา ผลกระทบบางอย่างเห็นได้อย่างชัดเจน แต่บางอย่างยังคงส่งผลแฝงเงียบๆ ในร่างกายของเรา รวมไปถึงเหตุผลว่าทำไมนักวิทยาศาสตร์จึงให้ความเห็นว่ายังไม่สายเกินไปที่โลกจะหลีกเลี่ยงผลกระทบจากเรื่องนี้

คนงานกำลังพ่นยากำจัดยุงในตามถนนในเมืองนิวเดลี ประเทศอินเดีย เพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากยุงเป็นพาหะ เช่นไข้เลือดออก มาลาเรีย และชิคุนกุนยา โรคเหล่านี้แพร่กระจายได้มากขึ้นเรื่องการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ภาพถ่ายโดย RAJ K RAJ, HINDUSTAN TIMES VIA GETTY IMAGES

มลพิษทางอากาศ

การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งส่วนมากมาจากการปล่อยก๊าซจากเชื้อเพลิงฟอสซิล การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีผลโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์ มลพิษทางอากาศนั้นประกอบไปด้วยอนุภาคเล็กๆ ที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจโดยการที่อนุภาคเหล่านั้นซึมผ่านเข้าไปในปอดและหัวใจ หรือแม้กระทั่งไหลเวียนไปกับกระแสเลือด

อนุภาคเหล่านี้อาจส่งผลร้ายต่ออวัยวะภายในโดยตรงหรือก่อให้เกิดภาวะอักเสบเนื่องจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันพยายามทำงานเพื่อต่อต้านอนุภาคเหล่านี้ มีการคาดการณ์ว่ามลพิษทางอากาศทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรตั้งแต่ 3.6-9 ล้านรายต่อปี

ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปมีความเปราะบางต่อผลกระทบที่เกิดจากมลพิษทางอากาศมากที่สุด แต่คนอื่นๆ ก็อยู่ในภาวะเสี่ยงเช่นกัน Kari Nadeau ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคภูมิแพ้และหอบหืด Sean N. Parker แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าว โดยผู้ที่สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับเด็กที่มีอาการหอบหืด

ครอบครัวหนึ่งกำลังรับประทานมื้อเย็นในบ้านที่ถูกน้ำท่วมในจังหวัดชวากลาง ประเทศอินโดนีเซีย เป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่พวกเขาต้องเฝ้ามองพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ทางการเกษตรค่อยๆ จมหายไปใต้ทะเล ภาพถ่ายโดย AJI STYAWAN, NATIONAL GEOGRAPHIC

ความร้อนสุดขั้ว

งานศึกษาหนึ่งที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Climate Change เมื่อต้นปีที่ผ่านมาระบุว่า หนึ่งในสามของการเสียชีวิตจากความร้อนมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และตามรายงานของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ระบุว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากสาเหตุดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้นในบางประเทศที่มีการเข้าถึงเครื่องปรับอากาศในระดับต่ำ หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ผู้คนมีภาวะเปราะบางต่อความร้อนมากขึ้น

สาเหตุเกิดมาจากร่างกายของมนุษย์ไม่มีความสามารถในการปรับตัวในภาวะอุณหภูมิที่สูงกว่า 37 องศา Nadeau กล่าว เพราะความร้อนทำให้กล้ามเนื้อแตกสลาย แม้ร่างกายจะมีวิธีการในการรับมือกับความร้อนเช่นนั้น เช่นการขับเหงื่อ “แต่ถ้าหากด้านนอกนั้นร้อนตลอดเวลา ร่างกายของคุณรับมือไม่ได้หรอกค่ะ กล้ามเนื้อหัวใจและเซลล์ในร่างกายจะเริ่มตายและเสื่อมสลายไป” เธอกล่าว

หากคุณประสบกับความร้อนสุดขั้วเป็นเวลานานเกินไปและไม่สามารถระบายความร้อนนั้นได้มากพอ ความตึงเครียดของร่างกายจะก่อให้เกิดปัญหามากมายในร่างกายของคุณ หัวใจต้องทำงานหนักเพื่อสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และเหงื่อที่ขับออกมาจะปล่อยแม้กระทั่งแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเช่นโซเดียมและโพแทสเซียม ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคหัวใจวายฉับพลันและโรคหลอดเลือดได้

คนงานกำลังเก็บมะเขือเทศในแปลงที่เมือง Los Baños รัฐแคลิฟอร์เนีย ภายใต้แสงแดดร้อนระอุ อุณหภูมิที่สูงขึ้นนอกจากส่งผลต่อความสามารถในการทำงานและสุขภาพของผู้คน ยังทำให้การเกษตรในแคลิฟอร์เนียเสี่ยงต่อภัยแล้งอีกด้วย ภาพถ่ายโดย KARLA GACHET, NATIONAL GEOGRAPHIC

ความไม่มั่นคงทางอาหาร

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลทั้งการลดจำนวนของอาหารที่มีอยู่และทำให้อาหารเหล่านั้นมีสารอาหารที่น้อยลง ตามรายงานพิเศษของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ผลผลิตทางการเกษตรเริ่มลดลงเนื่องจากผลของอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น

หนึ่งในผลร้ายที่ไม่ส่งผลต่อเราโดยตรง แต่ร้ายแรงไม่แพ้กัน ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและส่งผลต่อร่างกายของเรา คือการหยุดชะงักของระบบการผลิตอาหารของโลกอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเกิดฝนหรือความชุ่มชื้น และเหตุการณ์ลมฟ้าอากาศสุดขั้ว ในขณะเดียวกัน งานศึกษาแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศทำให้พืชปล่อยธาตุสังกะสี เหล็ก และโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของมนุษย์ออกมา

ภาวะทุพโภชนาการเป็นสาเหตุของอาการป่วยหลายโรค รวมไปถึงโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน รวมไปถึงการเพิ่มขึ้นของภาวะการเจริญเติบโตบกพร่อง ซึ่งส่งผลร้ายต่อความสามารถทางสติปัญญาในเด็ก

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อส่งที่เรารับประทานจากทะเลเช่นเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรทำให้สัตว์น้ำหลายชนิดต้องอพยพผ่านเส้นทางสู่ขั้วโลกเพื่อค้นหาพื้นที่ที่น้ำทะเลเย็นกว่า ซึ่งส่งผลต่อปริมาณปลาในภูมิภาคกึ่งเขตร้อนซึ่งสัตว์น้ำถือเป็นแหล่งอาหารหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนริมฝั่งทะเลที่ต้องพึ่งพาโปรตีนจากแหล่งอาหารเหล่านี้

หญิงคนหนึ่งปะทะกับลมแรงระหว่างพายุทรายประจำฤดูกาลในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ากระบวนการกลายเป็นทะเลทราย (desertification) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความสำคัญเนื่องมันเกิดบ่อยและรุนแรงมากขึ้น และมลพิษทางอากาศส่งผลร้ายต่อสุขภาพของมนุษย์ ภาพถ่ายโดย KEVIN FRAYER, GETTY IMAGES

โรคติดต่อ

เนื่องจากโรคที่ร้อนขึ้น พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เห็บและยุงสามารถอาศัยได้ก็มีมากขึ้น สัตว์เหล่านี้เป็นที่รับรู้ว่าเป็นพาหะของโรคเช่นไวรัสซิกา ไข้เลือดออก และมาลาเรีย โรคที่ร้อนขึ้นทำให้พวกมันสามารถข้ามเส้นภูมิศาสตร์ทรอปิกออฟแคนเซอร์และทรอปิกออฟแคปริคอร์นได้ Nadeau กล่าว ยุงและเห็บเหล่านี้อาจทำให้โรคติดต่อดังกล่าวแพร่กระจายไปในวงกว้างของโลก

นอกจากนี้ยังมีหลายวิธีที่การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคที่สามารถติดต่อผ่านแหล่งน้ำ เช่นอหิวาตกโรค ไข้ไทฟอยด์ และเชื้อปรสิตต่างๆ ซึ่งมีทั้งกรณีที่สัมผัสเชื้อโดยตรงจากน้ำท่วมที่ปนเปื้อนเชื้อโรค รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดภัยแล้งจนบังคับให้ผู้คนต้องไปดื่มในแหล่งน้ำสกปรกที่ปนเปื้อนเชื้อโรค

สุขภาพจิต

ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นปกติซึ่งมีความเชื่อมโยงกับหายนะทางสภาพภูมิอากาศคือสุขภาพจิต ความเครียดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศนั้นมีความสำคัญจนมีการตั้งชื่อเฉพาะว่า Solastalgia

Nadeau กล่าวว่าผลกระทบที่เกิดจากสุขภาพจิตมีความชัดเจน เห็นได้จากการศึกษาของเธอในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเนื่องจากเหตุการณ์ไฟป่าในฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาที่ทำให้ผู้คนต้องสูญเสียบ้าน อาชีพ หรือบางครั้งคือคนที่รัก ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน นอกจากนี้ ภาวะลมฟ้าอากาศสุดขั้วเช่นไฟป่าหรือเฮอร์ริเคยก่อให้เกิดความเครียดและความกังวลซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหรืออาการผิดปกติทางจิตใจหลังจากประสบสถานการณ์รุนแรง (post-traumatic stress disorder) ซึ่งอาจก่อให้เกิดการฆ่าตัวตายในระยะยาว

ฟาร์มพลังงานลมและแสงอาทิตย์ในรัฐแคลิฟอร์เนียกำลังกลายเป็นความหวังแห่งอนาคต ภาพถ่ายโดย DAVID GUTTENFELDER, NATIONAL GEOGRAPHIC

แล้วทำไมเราถึงยังคงมีความหวัง

ในช่วงปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์และนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มผลิตงานวิจัยที่มุ่งศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศมากขึ้น “แต่หนึ่งในปัญหาที่โดดเด่นอย่างหนึ่งคือการขาดแคลนกองทุนที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ” แอนดี เฮนส์ ศาสตราจารย์ด้านการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยสุขภาวะและการแพทย์เขตร้อนแห่งลอนดอนกล่าวและเสริมว่า “เนื่องจากสาเหตุนั้น หลักฐานที่เรามีอยู่ในตอนนี้ยังคงไม่สมบูรณ์มากนัก”

แต่ความหวังก็ยังไม่หมดไป เพราะยังมีข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ทุกประเทศทั่วโลกได้ให้คำมั่นว่าจะลดอุณหภูมิของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส ให้ไปอยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก “เมื่อคุณลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ ก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพและโลกของเรา” เฮนส์ กล่าว

ด้าน Nadeau ให้ความเห็นว่าการระบาดของโรคติดเชื้อ โควิด-19 ได้ทำให้บรรดาผู้นำโลกมีโอกาสในการคิดใหญ่และคิดในเชิงกลยุทธ์ (เพื่อรับมือกับปัญหา) มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการเผยให้เห็นว่าแต่ละประเทศมีปัญหาที่เกี่ยวกับประสิทธิภาพและความเท่าเทียม ทำให้มีการวางโครงสร้างบริการใหม่เพื่อการสาธารณสุขที่ดีขึ้น ซึ่งในกระบวนการนี้ พวกเขาสามารถสร้างสรรค์วิธีการลดการผลิตขยะและปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น เช่นการทำให้หลายโรงพยาบาลหลายแห่งคิดถึงเรื่องการใช้พลังงานสะอาดหมุนเวียน

“นี่เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้” Nadeau กล่าวและเสริมว่า “หากเราไม่ทำอะไร ก็อาจจะเกิดหายนะครั้งใหญ่ได้ค่ะ”

เรื่อง AMY MCKEEVER


อ่านเพิ่มเติม Heidelberg ทำไมเมืองในเยอรมนีแห่งนี้ จึงไม่ต้อนรับรถยนต์อีกต่อไป

เรื่องแนะนำ

ธนาคารน้ำใต้ดิน – นวัตกรรมภูมิปัญญาที่เปลี่ยนน้ำหลากจากหน้าฝนสู่ความชุ่มชื้นในหน้าแล้ง

ธนาคารน้ำใต้ดิน นวัตกรรมการกักเก็บน้ำหลากในหน้าฝน สำรองไว้ใต้ดินให้กลายเป็นความชุ่มชื้นในหน้าแล้ง สร้างแหล่งน้ำอันอุดมสมบูรณ์ด้วยวิธีการง่าย ๆ ที่ชาวบ้านทั่วไปสามารถทำได้ ที่ชุมชนรอบเขายายดา จ. ระยอง ชาวบ้านโดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร น้ำจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านดำรงชีวิตและทำมาหากินได้อย่างปกติสุข แต่ถ้าหากย้อนเวลากลับไปเมื่อราว 15-20 ปีก่อน ชุมชนรอบเขายายดาประสบปัญหาในเรื่องน้ำในลักษณะของน้ำที่หลากท่วมในช่วงหน้าฝน และการขาดแคลนน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านรอบชุมชนเขายายดาจึงตัดสินใจที่จะเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาน้ำของพื้นที่ให้ดีขึ้น จนเกิดเป็นโครงการ “เก็บน้ำดี มีน้ำใช้ ด้วยโมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ” ภายใต้การสนับสนุนและให้คำแนะนำของ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ เอสซีจีซี (SCGC) เพื่อการสร้างองค์ความรู้การจัดน้ำของชุมชนเขายายดา ซึ่งมีหลักการที่สำคัญคือ “เก็บน้ำหลากในหน้าฝนไว้ใช้ในหน้าแล้ง” หนึ่งในนวัตกรรมที่ชุมชนในพื้นที่นำมาใช้เก็บน้ำสร้างความชุ่มชื้นคือ “ธนาคารน้ำใต้ดิน” ซึ่งเป็นวิธีการสร้างหลุมเพื่อกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาในระดับผิวดินช่วงฤดูฝนไว้ในใต้ดิน เป็นการเติมระบบน้ำใต้ผืนดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถก่อให้เกิดความชุ่มชื้นเพื่อหล่อเลี้ยงต้นไม้ในสวน หรือใช้ในชีวิตประจำวันได้ในหน้าแล้ง ธนาคารน้ำใต้ดินสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ ระบบปิด คือการขุดหลุมเพื่อดึงน้ำฝนที่อยู่บนพื้นดินลงสู่ใต้ดินในระดับชั้นผิวดิน มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้ดินในพื้นที่โดยรอบ และ ระบบเปิด คือการขุดหลุมไปให้ถึงชั้นหินอุ้มน้ำ ซึ่งเป็นจุดที่เจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ เพื่อให้น้ำฝนเติมเข้าสู่ชั้นหินที่กักเก็บน้ำบาดาลได้โดยตรง เชื่อมต่อกับระบบน้ำใต้ดินเพื่อสามารถขุดมาเป็นน้ำบาดาลมาใช้ในหน้าแล้งได้ โดยประโยชน์ที่ได้รับจากธนาคารน้ำใต้ดินคือการก่อให้เกิดความชุ่มชื้นต่อหน้าดิน ประหยัดน้ำในการรดน้ำต้นไม้บริเวณใกล้เคียง ลดน้ำท่วมขังได้ในช่วงหน้าฝน […]

เบื้องหลังการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนความเป็นกลางทางคาร์บอนของ Huawei

เมื่อไล่เรียงดูดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศโลกปี พ.ศ. 2564 (Global Climate Risk Index 2021) จะเห็นได้ว่าประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับ 9 จาก 170 ประเทศทั่วโลก ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะภาคธุรกิจพลังงาน คมนาคมขนส่ง และกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งก่อให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นอันดับต้น ๆ ของไทย เพื่อให้สอดรับกับแผนแม่บทความเป็นกลางทางคาร์บอนแห่งชาติ ที่ประเทศไทยได้นำเสนอและตั้งเป้าลดคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ รวมถึงลดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ร้อยละ 6 ต่อปี โดยบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด หนึ่งในอุตสาหกรรมทางเทคโนโลยีมีเป้าหมายเช่นเดียวกัน หัวเว่ย คือผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และอุปกรณ์อัจฉริยะชั้นนำระดับโลกกว่า 170 ประเทศ ให้บริการผู้ใช้งานกว่า 3,000 ล้านคนทั่วโลก โดยมีพันธกิจในการสร้างการเชื่อมต่อและเข้าถึงแพลตฟอร์มด้านดิจิทัลได้อย่างทั่วถึง เพื่อช่วยให้ทุกอุตสาหกรรมและองค์กรเดินหน้าสู่โลกอัจฉริยะ ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน จึงนำไปสู่กลยุทธ์ทั้ง 4 ด้าน คือ ความเท่าเทียมทางด้านดิจิทัล ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศที่ดีต่อสุขภาพ ไปจนถึงการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในข้อกำหนด SDGs […]

กิจกรรมชดเชยคาร์บอน หนึ่งหนทางแก้วิกฤติโลกร้อน

ปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น นำมาซึ่งความร่วมมือของทั่วโลกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และใช้นวัตกรรมดูดกลับก๊าซเรือนกระจก และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียที่ต้องการให้เอสซีจีเปิดเผยและจัดการประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับการออกกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย และการแข่งขันในตลาดสินค้าคาร์บอนต่ำ เอสซีจีจึงตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามความตกลงปารีส ซึ่งมีเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 โดยกำกับดูแลและดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตามแนวทางสากลในทุกหน่วยธุรกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในด้านพลังงาน เอสซีจีมีแผนลดการใช้พลังงาานฟอสซิล ปรับมาใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียนและพลังงานทดแทน รวมไปถึงปรับแผนบริหารจัดการในกระบวนการผลิต ในปัจจุบัน เอสซีจีได้พัฒนานวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกับการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงผลิตสินค้าที่มีฉลาก SCG Green Choice เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่มีความใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ในด้านของการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เอสซีจีได้ใช้หลักการเศรษฐกิจหมนุนเวียนในหน่วยธุรกิจของเอสซีจี รวมไปถึงการบริหารจัดการของเสียจากการก่อสร้างอย่างเป็นระบบ การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศแบบธรรมชาติ พาเรากลับสู่ธรรมชาติ นอกจากแผนการปฏิบัติงานภายในองค์กรแล้ว องค์กรธุรกิจทั่วโลก รวมถึงเอสซีจี ต่างให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศแบบธรรมชาติ (Natural Climate Solutions: NCS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศที่ควบคุมกระบวนการทางธรรมชาติเพื่อลดหรือกำจัดก๊าซเรือนกระจก เพื่อกระตุ้นการนำ NCS ไปใช้ในวงกว้าง โดยแนวทางปฏิบัติ NCS ครอบคลุมตั้งแต่วิธีการปฏิบัติและนโยบายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงเพิ่มและรักษาพื้นที่กักเก็บคาร์บอน เช่น การเพิ่มและรักษาพื้นที่ป่าบนบกและชายฝั่งตามธรรมชาติ รวมไปถึงการบูรณาการแผนบริการจัดการพื้นที่ป่าที่เกี่ยวข้องกับชุมชน ในต่างประเทศ โครงการที่เกี่ยวกับ NCS ได้เกิดขึ้นในหลายระบบนิเวศทั่วโลก โดยจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟู […]

6 วิธีเก็บน้ำหน้าฝนเพื่อใช้ในหน้าแล้ง ของชุมชนรอบเขายายดา จ. ระยอง

จากความต้องการแก้ไขปัญหาน้ำป่าไหลหลากในช่วงฤดูฝน และน้ำขาดแคลนในฤดูแล้ง ในวันนี้ ชุมชนรอบเขายายดา จ. ระยอง สามารถสร้างขั้นตอนการบริหารจัดน้ำด้วย 6 วิธี ซึ่งเกิดจากการศึกษาร่วมกันกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC จนพลิกสถานะสู่ชุมชนที่มีน้ำใช้ได้อย่างเพียงพอในตลอดทั้งปี เมื่อราว 20 ปีก่อน ณ บริเวณชุมชนรอบเขายายดา ที่กินพื้นที่ในบริเวณอำเภอเมืองและอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เป็นพื้นที่ตั้งของหมู่บ้าน ราว 10 หมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านประกอบอาชีพทำสวนผลไม้และยางพารา ต้องประสบปัญหาเรื่องน้ำที่รุมเร้าและยืดเยื้อ จากปัญหาพื้นที่ป่าที่เริ่มเสื่อมโทรมจากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว ดินในพื้นที่ไร้ซึ่งความสามารถในการดูดซับน้ำ ประกอบกับเขายายดายังเป็นพื้นที่ที่ติดกับทะเล ด้วยลักษณะธรณีวิทยาที่มีลักษณะเป็นดินทรายซึ่งมีคุณสมบัติการกักเก็บน้ำที่ต่ำ ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากในช่วงหน้าฝน แปลงสภาพกลายเป็นน้ำผิวดินไหลลงสู่ลำธารและไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงหน้าแล้งจึงไม่มีน้ำในดินหล่อเลี้ยงลำธารของพื้นที่ ก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำใช้ เกษตรกรโดยรอบจึงได้รับความเดือดร้อนจากการที่ไม่มีน้ำรดพืชผลการผลิตอย่างต่อเนื่อง พื้นดินที่ถูกแปลงสภาพจากป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์กลายเป็นพื้นที่เปิดโล่งเกือบหมด แรงตกกระทบของเม็ดฝนจากฝนในหน้าฝนทำให้ผิวดินถูกอัดแน่น และความสามารถในการดูดซับน้ำฝนของดินลดลง ดังนั้นฝนที่ตกลงมาส่วนใหญ่จึงแปลง ไปเป็นน้ำผิวดินและไหลลงสู่ลำธารอย่างรวดเร็วตามลักษณะของพื้นที่ที่มีความลาดชัน ก่อให้เกิดเป็นน้ำไหลบ่าในขณะที่ฝนตก และเมื่อไม่มีน้ำฝนซึมลงไปในดิน ก็จะไม่มีน้ำในดินเอื้ออำนวยให้กับลำธารช่วยกักเก็บน้ำในพื้นที่หลังจากฝนหยุดตก หรือในช่วงฤดูแล้ง ยิ่งไปกว่านั้น ผิวดินที่ถูกกัดเซาะและพัดพาไปโดยน้ำผิวดิน จะทำให้ชั้นดินบางลงและเก็บกักน้ำฝนสะสมได้น้อยลง  จึงทำให้น้ำฝนสะสมในชั้นดินที่ควรจะเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับลำธารหลังจากฝนหยุดตกในช่วงฤดูแล้งลดน้อยลงตามไปด้วย  ปัญหาการขาดแคลนน้ำใช้ของเขายายดาก็ยิ่งรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านรอบชุมชนเขายายดาจึงตัดสินใจที่จะเรียนรู้และสร้างระบบการจัดการน้ำขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาน้ำของพื้นนี้ให้ดีขึ้น ด้วยการสร้างโครงการ “เก็บน้ำดี มีน้ำใช้ ด้วยโมเดล […]