ธนาคารน้ำใต้ดิน – นวัตกรรมภูมิปัญญาที่เปลี่ยนน้ำหลากจากหน้าฝนสู่ความชุ่มชื้นในหน้าแล้ง

ธนาคารน้ำใต้ดิน – นวัตกรรมภูมิปัญญาที่เปลี่ยนน้ำหลากจากหน้าฝนสู่ความชุ่มชื้นในหน้าแล้ง

ธนาคารน้ำใต้ดิน นวัตกรรมการกักเก็บน้ำหลากในหน้าฝน สำรองไว้ใต้ดินให้กลายเป็นความชุ่มชื้นในหน้าแล้ง สร้างแหล่งน้ำอันอุดมสมบูรณ์ด้วยวิธีการง่าย ๆ ที่ชาวบ้านทั่วไปสามารถทำได้

ที่ชุมชนรอบเขายายดา จ. ระยอง ชาวบ้านโดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร น้ำจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านดำรงชีวิตและทำมาหากินได้อย่างปกติสุข แต่ถ้าหากย้อนเวลากลับไปเมื่อราว 15-20 ปีก่อน ชุมชนรอบเขายายดาประสบปัญหาในเรื่องน้ำในลักษณะของน้ำที่หลากท่วมในช่วงหน้าฝน และการขาดแคลนน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน

ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านรอบชุมชนเขายายดาจึงตัดสินใจที่จะเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาน้ำของพื้นที่ให้ดีขึ้น จนเกิดเป็นโครงการ “เก็บน้ำดี มีน้ำใช้ ด้วยโมเดล 2 สร้าง 2 เก็บ” ภายใต้การสนับสนุนและให้คำแนะนำของ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ เอสซีจีซี (SCGC) เพื่อการสร้างองค์ความรู้การจัดน้ำของชุมชนเขายายดา ซึ่งมีหลักการที่สำคัญคือ “เก็บน้ำหลากในหน้าฝนไว้ใช้ในหน้าแล้ง”

หนึ่งในนวัตกรรมที่ชุมชนในพื้นที่นำมาใช้เก็บน้ำสร้างความชุ่มชื้นคือ “ธนาคารน้ำใต้ดิน” ซึ่งเป็นวิธีการสร้างหลุมเพื่อกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาในระดับผิวดินช่วงฤดูฝนไว้ในใต้ดิน เป็นการเติมระบบน้ำใต้ผืนดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถก่อให้เกิดความชุ่มชื้นเพื่อหล่อเลี้ยงต้นไม้ในสวน หรือใช้ในชีวิตประจำวันได้ในหน้าแล้ง

ธนาคารน้ำใต้ดินสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ ระบบปิด คือการขุดหลุมเพื่อดึงน้ำฝนที่อยู่บนพื้นดินลงสู่ใต้ดินในระดับชั้นผิวดิน มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้ดินในพื้นที่โดยรอบ และ ระบบเปิด คือการขุดหลุมไปให้ถึงชั้นหินอุ้มน้ำ ซึ่งเป็นจุดที่เจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ เพื่อให้น้ำฝนเติมเข้าสู่ชั้นหินที่กักเก็บน้ำบาดาลได้โดยตรง เชื่อมต่อกับระบบน้ำใต้ดินเพื่อสามารถขุดมาเป็นน้ำบาดาลมาใช้ในหน้าแล้งได้

โดยประโยชน์ที่ได้รับจากธนาคารน้ำใต้ดินคือการก่อให้เกิดความชุ่มชื้นต่อหน้าดิน ประหยัดน้ำในการรดน้ำต้นไม้บริเวณใกล้เคียง ลดน้ำท่วมขังได้ในช่วงหน้าฝน สามารถกักน้ำส่วนเกินดังกล่าวให้มาเป็นความชุ่มชื้นในหน้าแล้ง และชุมชนยังสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่รอบ ๆ ผิวดินของธนาคารน้ำได้ปกติ โดยไม่จำต้องเสียพื้นที่เพื่อทำจุดกักเก็บแหล่งน้ำเพียงอย่างเดียว

วิธีการสร้างธนาคารน้ำใต้ดินอย่างง่ายๆ

สำหรับชุมชนบ้านมาบจันทร์ ตำบลแกลง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนที่อยู่โดยรอบเขายายดา มีวิธีการสร้างธนาคารน้ำใต้ดินอย่างง่ายๆ โดยเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น ดังต่อไปนี้

  1. สำรวจพื้นที่เพื่อหาจุดทำธนาคารน้ำใต้ดิน โดยพิจารณาจากจุดที่มีการรวมน้ำ หรือจุดที่พบน้ำท่วมขังหน้าผิวดินเป็นหลัก

2. ขุดบ่อให้ทะลุชั้นหน้าดิน โดยขนาดและความลึกของบ่อขึ้นอยู่กับสภาพและชั้นดินของแต่ละพื้นที่ (ในกรณีศึกษาครั้งนี้ขุดที่ความลึกประมาณ 2 เมตร ความกว้างปากบ่อ ประมาณ 1 เมตร) และใช้วงบ่อซีเมนต์เพื่อป้องกันดินทลาย ในกรณีขุดเจาะในช่วงหน้าฝน

3. สร้างชั้นแรกของธนาคารน้ำใต้ดิน นำเศษวัสดุขนาดใหญ่ที่มีช่องว่างให้น้ำสามารถไหลผ่านได้ โดยเน้นการใช้วัสดุจากธรรชาติ เพื่อป้องกันสารเคมีปนเปื้อน เช่น ก้อนหิน เศษปูน หรือเศษวัสดุที่ไม่ย่อยสลายใส่ลงไปในช่องว่างด้านในบ่อให้เต็ม ความสูงประมาณ 20 เซนติเมตร

4. วางท่อพีวีซีตั้งตรงจุดศูนย์กลางบ่อ ทำมุม 90 องศา เพื่อเป็นช่องระบายอากาศ และเป็นตัวช่วยสังเกตการซึมและดูปริมาณน้ำที่มีอยู่ภายในบ่อ

5. สร้างชั้นที่สองของธนาคารน้ำใต้ดินโดยการเติมหินขนาดเล็กลงไปรอบ ๆ ท่อพีวีซีให้เต็ม โดยให้เหลือพื้นที่ขอบปากท่อไว้ประมาณ 20 เซนติเมตร

6. คลุมพื้นที่ปากบ่อด้วยผ้าไนลอน หรือผ้าสแตน (ตาข่ายมุ้งเขียว)

7. ปูทับด้วยวัสดุหยาบหรือก้อนหิน และตามด้วยหินขนาดเบอร์ 1 หนา 10-20 เซนติเมตร จนเสมอปากท่อ เพื่อเป็นตัวกรองไม่ให้เศษดินหรือขยะเข้าไปอุดตัน ทำให้น้ำจากผิวดินไหลลงไปเติมสู่ใต้ดินได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ธนาคารน้ำใต้ดิน, เขายายดา, บ้านมาบจันทร์

ด้วยวิธีการสร้างธนาคารน้ำใต้ดินที่ชุมชนในพื้นที่เขายายดาสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ส่งผลให้พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำส่วนเกินในหน้าฝนเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้ดินได้ตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นวิธีการที่เริ่มการหาวิธีการเปลี่ยนปัญหาจากน้ำ จนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในวิธีการจัดการน้ำของชุมชนได้อย่างยั่งยืน

เรื่องแนะนำ

ผลกระทบของโควิด-19 ต่อสิ่งแวดล้อม

ผลกระทบของโควิด-19 ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงมากมายในระดับโลก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง วิถีชีวิต และโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ทั่วโลกต่างได้รับ ผลกระทบของโควิด-19 ซึ่งบางส่วนเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากการจำกัดการเดินทาง และการชะลอตัวของระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้คุณภาพอากาศ และคุณภาพน้ำ ในหลายประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ในทางกลับกัน การเพิ่มขึ้นของขยะพลาสติก โดยเฉพาะพลาสติกประเภท PPE (เช่น หน้ากากอนามัย และถุงมือยาง) ขยะติดเชื้อ และขยะอื่นๆ จากโรงพยาบาล กลับเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม 1. มลพิษทางอากาศและการปล่อยแก๊สเรือนกระจกลดลง ในขณะที่อุตสาหกรรม การขนส่ง และบริษัทต่างๆ หยุดทำการเนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศ ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHGs) ลดลงอย่างกะทันหัน สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า ในปี 2020 มลพิษทางอากาศในกรุงนิวยอร์กลดลงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า อันเป็นผลจากการจำกัดการเดินทางของประชากร นอกจากนี้ยังพบว่าประเทศจีนอัตราการปล่อยแก๊สไนตรัสออกไซด์และคาร์บอนมอนอกไซด์ลดลงร้อยละ 50 เนื่องจากคำสั่งระงับกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมหนัก ตามรายงานของวารสาร Science & Nature ในขณะเดียวกัน นิตยสาร Forbes รายงานว่า […]

ไทยเบฟครองอันดับ 1 ดัชนีความยั่งยืน DJSI นำความภาคภูมิใจของคนไทยไปสู่ระดับโลก

ไทยเบฟ ครองอันดับ 1 DJSI อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม 3 ปีซ้อน ยกระดับความยั่งยืน นำความภาคภูมิใจของคนไทยไปสู่ระดับโลก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (The Dow Jones Sustainability Indices -DJSI) ประเภทกลุ่มดัชนีโลก (World Index) และประเภทดัชนีตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Index) ประจำปี 2563 และได้รับการจัดอันดับ 1 ในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ทำให้ปีนี้ไทยเบฟ ได้รับการคัดเลือกและจัดลำดับให้เป็นสมาชิกของ DJSI World Index เป็นปีที่ 4 และ DJSI Emerging Market Index เป็นปีที่ 5 ไทยเบฟ มุ่งดำเนินธุรกิจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy – SEP) […]

Notpla สตาร์ตอัปที่สร้างบรรจุภัณฑ์กินได้ เพื่อโลกใหม่แห่งเดลิเวอรี่ไร้ขยะพลาสติก

Notpla สตาร์ตอัปจากลอนดอนกับการสร้างบรรจุภัณฑ์จากสาหร่ายทะเล ที่มนุษย์กินได้ ย่อยสลายได้เองโดยธรรมชาติ และแก้ปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์พลาสติก รู้ไหม มากกว่าครึ่งของบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมดบนโลก ถูกใช้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น ก่อนจะถูกโยนทิ้งกลายเป็นขยะ Notpla คือสตาร์ตอัปจากลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่คินค้นและพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากวัตถุดิบอย่างสาหร่ายและพืช ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติภายใน 4-6 สัปดาห์ ไม่สร้างขยะอายุหลายร้อยปีอย่างบรรจุภัณฑ์พลาสติก ย้อนกลับไปในปี 2014 Notpla เริ่มต้นขึ้นด้วยโปรดักต์ชิ้นแรกของพวกเขา “Ooho” ซึ่งเป็นหยดน้ำที่สามารถกินได้ ในตอนนั้นการผลิตของ Ooho ถูกทำขึ้นด้วยมือ ในช่วงระหว่าง 6 ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้สร้างเทคโนโลยีเพื่อผลิตหยดน้ำเหล่านี้ ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ได้คิดค้นสารเคลือบและฟิล์มที่ย่อยสลายได้ที่บ้าน สิ่งที่สตาร์ทอัป Notpla ทำอยู่คือคำตอบให้กับยุคโควิด-19 ที่การสั่งอาหารแบบ Take-Away และบรรจุภัณฑ์พลาสติกกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนส่วนใหญ่ในโลกไปแล้ว Ooho หยดน้ำกินได้ ผลงานชิ้นแรกของ Notpla Ooho เป็นโปรดักต์ชิ้นแรกของ Notpla มันคือบรรจุภัณฑ์สำหรับน้ำดื่มที่ยืดหยุ่นได้ Ooho สามารถผลิตได้หลายขนาดตั้งแต่ 10 มล. – 100 มล. มันถูกสร้างจากสารสกัดของสาหร่ายทะเลและพืชซึ่งทั้งหมดสามารถกินได้ […]

กบหม้อต้ม เสื้อหนาวที่ไม่ได้ใส่ และเป้าหมายความยั่งยืน ของ ‘รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส’ เบอร์ 1 SCG

การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน และความหมายของการดำรงอยู่ในโลกธุรกิจของ SCG คืออะไร? เข้าใจเรื่องนี้ไปด้วยกันจากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้ ไม่มีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรธุรกิจ SCG หรือ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมไทยมากว่าศตวรรษ ด้วยขนาดสินทรัพย์ที่มีกว่า 8.6 แสนล้านบาท สร้างรายได้สูงถึง 5.4 แสนล้านบาท (ข้อมูล ณ ปี 2564) องค์กรที่เราเรียกกันติดว่า ‘ปูนใหญ่’ นี้ เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศก้าวไปข้างหน้าสอดคล้องไปกับมิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เรานั่งคุยกับ ‘รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ SCG ในมุมสบายๆ ใต้ร่มไม้ใหญ่ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องหมุดหมายสำคัญในปี 2573 ที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง ไปพร้อมกับความต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20% จากปัจจุบัน สู่ปลายทางที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทายมากโดยเฉพาะกับองค์กรด้านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยอมรับว่า SCG เองถือเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญที่เป็นต้นตอของก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของไทยก็เหมือน ‘กบไร้เดียงสาในหม้อต้มน้ำที่ใกล้แตะจุดเดือด’ มากขึ้นทุกทีแล้ว อากาศทุกวันนี้กับอากาศตอนที่คุณรุ่งโรจน์เรียนจบมาใหม่ๆ ต่างกันเยอะหรือไม่? ต่างกันเยอะนะ สมัยยังเด็ก พอช่วงวันลอยกระทงประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน จะรู้สึกเย็น เริ่มได้ลมหนาว […]