กระเบนราหู รวมตัวกันช่วงเวลากระแสน้ำเปลี่ยนในบริเวณอ่าวเล็กจ้อยของมัลดีฟส์เพราะอะไร

กระเบนราหู รวมตัวกันในงานเลี้ยงโกลาหล

การสะพรั่งของแพลงก์ตอนและคริลล์ เป็นเหมือนบัตรเชิญของเหล่า กระเบนราหู

เมื่อกระแสน้ำขึ้นลงเปลี่ยนอ่าวเล็กจ้อยให้กลายเป็นอ่างแพลงก์ตอน กระเบนราหู ในหมู่เกาะมัลดีฟส์จึงยกโขยงมาร่วมงานปาร์ตี้กลางวังวน

เรื่อง บรูซ บาร์คอตต์

ภาพ โทมัส พี. เพสแชก

จากชายฝั่งทางใต้ของอินเดียออกไป 708 กิโลเมตร ณ ชาติที่เป็นกลุ่มเกาะนาม “มัลดีฟส์” มีเกาะร้างผู้คนอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่า ฮานีฟารู หากมองจากเบื้องบน เกาะแห่งนี้คงไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจมากนัก นอกจากหย่อมไม้พุ่มเขตร้อนบนผืนทรายปริมาตรพอๆ กับหนึ่งคันรถบรรทุก

เกาะฮานีฟารูมีขนาดกะทัดรัดจนเด็กตัวเล็กๆ สามารถเดินรอบแนวชายฝั่งโค้งเว้าของเกาะจนทั่วในเวลาเพียง 10 นาที ขนาดของเกาะแห่งนี้ไม่ใช่สิ่งผิดปกติสำหรับหมู่เกาะมัลดีฟส์ที่ประกอบไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อย 1,192 เกาะ รวมตัวกันเป็นเกาะปะการังวงแหวน 26 เกาะที่โอบล้อมด้วยมหาสมุทรอินเดียอันกว้างใหญ่ แต่มีหลายครั้งต่อปี เมื่อฤดูกาลและกระแสน้ำขึ้นน้ำลงประจวบเหมาะกัน กระเบนราหูจากทั่วทั้งหมู่เกาะมัลดีฟส์จะมารวมตัวกันที่นี่เพื่อหาอาหาร จนดูราวกับงานเริงระบำกลางดงปะการัง

แมนตาเรย์, กระเบนราหู, มัลดีฟส์
กระเบนราหูอ้าปากกว้าง เพื่อกรองกินแพลงก์ตอนราวกับเครื่องดูดฝุ่นแห่งท้องทะเล

ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน เมื่อน้ำขึ้นลงตามดวงจันทร์ (lunar tide) ผลักดันกระแสน้ำมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (southwestern monsoon current) ในมหาสมุทรอินเดีย แรงดึงดูดของกระแสน้ำทั้งสองทำให้คริลล์เขตร้อนและแพลงก์ตอนอื่นๆ จากน้ำลึกลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ กระแสน้ำจะกวาดต้อนคริลล์เข้าไปยังก้นอ่าวฮานีฟารู หากคริลล์ยังอ้อยอิ่งอยู่บนผิวน้ำ กระแสน้ำจะพัดพาพวกมันขึ้นไปเหนือแนวปะการังของอ่าวและออกไปสู่ทะเลเปิดอย่างปลอดภัย แต่สัญชาตญาณบอกให้พวกมันดำน้ำหนีแสงอาทิตย์ และเมื่อทำเช่นนั้น พวกมันก็จะเข้าไปติดกับในอ่างธรรมชาติ ภายในเวลาเพียงสองสามชั่วโมง กลุ่มก้อนแพลงก์ตอนขนาดยักษ์จะก่อตัวขึ้น ซึ่งหนาแน่นจนทำให้น้ำในบริเวณนั้นขุ่นมัว และแล้วก็ถึงคิวปรากฏตัวของกระเบนราหู (Manta birostris)

กระเบนราหู, ฉลามวาฬ, พฤติกรรมการหาอาหาร, ทะเลมัลดีฟส์, มัลดีฟส์
กระเบนราหูและฉลามวาฬมักออกหาอาหารร่วมกัน

กาย สตีเวนส์ นักชีววิทยาทางทะเลชาวอังกฤษ ผู้ศึกษาวิจัยกระเบนในหมู่เกาะมัลดีฟส์มาเป็นเวลาสามปีแล้ว กล่าวว่า ”พอน้ำขึ้นเท่านั้นแหละครับ คุณจะเห็นเจ้ากระเบนราหูสองสามตัวโผล่ออกมาเลยครับ จากนั้นจะยกโขยงกันมาเป็นฝูง เผลอๆ คุณจะได้เห็นพวกมันถึง 200 ตัว มะรุมมะตุ้มหาอาหารในอ่าวที่มีขนาดไล่เลี่ยกับสนามฟุตบอลอยู่นานสองถึงสี่ชั่วโมงทีเดียวครับ”

กระเบนยักษ์ใหญ่เหล่านี้ (ความกว้างจากครีบทั้งสองของกระเบนราหูมัลดีฟส์อาจยาวถึง 3.5 เมตร) จัดเป็นสัตว์กรองกิน (filter feeder) โดยพวกมันจะใช้ปากที่มีขนาดเท่ากล่องรองเท้ากวาดต้อนฝูงคริลล์ลงท้องราวกับเครื่องดูดฝุ่นและล่าเหยื่อตามกันเป็นทอดๆ เรียงต่อกันเป็นทิวแถว

อ่านเพิ่มเติม: ปลากระเบนในทุกวันนี้ยังอยู่ดีหรือไม่

ในอ่าวฮานีฟารูอันคับแคบ กระเบนราหูต้องอาศัยความชำนาญและความคิดสร้างสรรค์ในการหาอาหารมากขึ้น และสตีเวนส์ก็ได้พบเห็นและระบุวิธีการหาอาหารของพวกมัน ซึ่งเหล่านักวิทยาศาสตร์แทบไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น เมื่อมีห่วงโซ่กระเบน 50 ตัวหรือมากกว่าหาอาหารอยู่ในอ่าว ปรากฏการณ์น่าทึ่งจะเกิดขึ้น กล่าวคือ กระเบนตัวที่อยู่หัวแถวจะว่ายเข้าหาหางแถว จากนั้นห่วงโซ่กระเบนจะค่อยๆ กลายร่างเป็นวังน้ำวน ”เราเรียกวิธีนี้ว่าการหาอาหารแบบไซโคลนครับ” สตีเวนส์บอก ”ถ้ามีกระเบนราหูมากกว่าร้อยตัวทำอย่างนั้น วงของพวกมันจะผายออกอย่างรวดเร็วจนห่วงโซ่ขาดจากกันจากนั้นคุณจะได้เห็นการกินอาหารที่สุดแสนอลหม่าน”

การเริงระบำอันสง่างามในสายน้ำอันขุ่นมัวกลายเป็นการหาอาหารแบบตัวใครตัวมัน เมื่อกระเบนหลายร้อยตัวว่ายชนกันสะเปะสะปะ สถานการณ์ดูจะยิ่งสับสนขึ้นไปอีก เมื่อฉลามวาฬ ยักษ์ใหญ่งุ่มง่ามที่กินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร ซึ่งแต่ละตัวมีขนาดเท่าตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 12 เมตร ปรากฏตัวขึ้นเพื่อร่วมวงกินโต๊ะ หลายชั่วโมงผ่านไป แพลงก์ตอนค่อยๆ หมดลง งานเลี้ยงใกล้เลิกราแล้ว ฝูงกระเบนจึงเคลื่อนตัวไปตามก้นอ่าวที่เป็นทรายโดยใช้ครีบหู (cephalic fin) หรือ ”ปีก” กระพือไล่เหยื่อที่ซ่อนตัวอยู่ให้ลอยขึ้นสู่ท้องน้ำ

กระเบนราหู, แพลงก์ตอน, ใต้ท้องทะเล, หมู่เกาะมัลดีฟส์
เมื่อแพลงก์ตอนในท้องน้ำเริ่มร่อยหรอ กระเบนราหูจะว่ายลงมายังผืนทรายก้นทะเล

หลายชั่วอายุก่อน ครีบหูส่วนหน้าที่มีหน้าตาคล้ายเขาสัตว์ทำให้พวกมันได้ชื่อว่าปลาปีศาจ ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่โตและรูปร่างที่เหมือนค้างคาว ทำให้กระเบนราหูดูลึกลับและน่ากลัว อีกทั้งมันยังถูกกล่าวหาว่าเป็นนักล่าที่

ดุร้าย แต่แล้วความคิดเหล่านี้ก็เปลี่ยนไปในทศวรรษ 1970 เมื่อนักประดาน้ำพบว่ากระเบนราหูเป็นสัตว์ที่อ่อนโยน บางครั้งพวกมันยังยอมให้เราขึ้นไปขี่หลังได้ด้วยซ้ำ

ด้วยอุปนิสัยตามธรรมชาติที่ดูเป็นมิตร ทำให้กระเบนราหูกลายเป็นไฮไลต์ดึงดูดนักดำน้ำมือสมัครเล่น ผู้อยากสัมผัสประสบการณ์ใกล้ชิดสัตว์ทะเลหน้าตาประหลาด โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า อาจเป็นการรบกวนหรือรุกล้ำวิถีชีวิตตามธรรมชาติของสัตว์ป่า แต่สำหรับสัตว์ที่อยู่ในภาวะถูกคุกคามเช่นนี้ มนตร์เสน่ห์ดึงดูดใหม่อาจช่วยกอบกู้เผ่าพันธุ์ของพวกมันเอาไว้ได้

อย่างไรก็ตาม กระเบนราหูซึ่งมีอัตราการสืบพันธุ์ช้ายังคงเสี่ยงต่อภัยคุกคามจากการทำประมงเกินขนาด ดังนั้นการที่นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาจึงอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนท้องถิ่น จนชาวบ้านหันมาอนุรักษ์แทนที่จะไล่ล่าพวกมัน ทว่าสมดุลในเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากเกินไปอาจผลักไสกระเบนราหูออกจากแหล่งอาหารอย่างอ่าวฮานีฟารูก็เป็นได้

ฝูงปลากระเบน, กระเบนราหู, กระเบน, หมู่เกาะมัลดีฟส์
นักวิจัยประเมินว่า ประชากรปลากระเบนราหูในหมู่เกาะมัลดีฟส์มีอยู่ราว 10,000 ตัว

ในหมู่เกาะมัลดีฟส์ สตีเวนส์ยังคงบันทึกทะเบียนประวัติสัตว์เจ้าถิ่นชนิดนี้ต่อไป (ที่ผ่านมาเขาระบุเอกลักษณ์กระเบนได้มากกว่า 1,500 ตัวตามลวดลายจุดแต้มบนตัวที่แตกต่างกัน) นอกจากนี้ เขายังได้บันทึกช่วงเวลาในการหาอาหารที่แน่ชัด ซึ่งเป็นข้อมูลที่อาจมีค่ามากสำหรับอุตสาหกรรมนำเที่ยวในท้องถิ่น สตีเวนส์ตระหนักดีว่าเวลาไม่เคยคอยท่า เขาต้องเร่งมือจัดทำระบบตรวจสอบที่เอื้อให้บรรดารีสอร์ตและมัคคุเทศก์ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องกระเบนราหู ก่อนที่นักท่องเที่ยวและนักดำน้ำสมัครเล่นจะหลั่งไหลเข้ามายังฮานีฟารูจนรับมือไม่ไหว

สตีเวนส์ยอมรับว่า ”เราไม่อยากทำลายสิ่งที่เรามีอยู่ที่นี่ครับ” หากโครงการของเขาดำเนินไปด้วยดี อ่าวฮานีฟารูจะยังคงเป็นแหล่งพักพิงของเหล่ากระเบนราหูและมหกรรมการกินอาหารราวพายุบุแคมของพวกมัน อีกทั้งยังมีที่ว่างพอสำหรับฉลามวาฬ รวมถึงมนุษย์อย่างเราด้วย

จากนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ฉบับที่ 96 เดือนกรกฎาคม 2552


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : วิกฤติพลาสติกล้นโลก

พลาสติกล้นโลก
ม้าน้ำเคลื่อนตัวไปตามกระแสน้ำโดยเกาะหญ้าทะเลที่ลอยน้ำหรือเศษขยะธรรมชาติอื่นๆ ในน่านน้ำปนเปื้อนมลพิษ นอกชายฝั่งเกาะซุมบาวาของอินโดนีเซีย ม้าน้ำตัวนี้เกาะก้านสำลีพลาสติก “นี่เป็นภาพถ่ายที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นจริงครับ” ช่างภาพ จัสติน ฮอฟแมน บอก

เรื่องแนะนำ

ไอซ์แลนด์ ดินแดนแห่งภูเขาไฟและน้ำแข็ง

บางทีการมีเพื่อนดีก็ถือเป็นโชคอันประเสริฐเหมือนกันนะคะ ลูกหมีเองมีกลุ่มเพื่อนที่เที่ยวมาด้วยกันนาน 7-8 ปีแล้ว หากเราว่างกันเมื่อไรก็มักชวนกันไปเปิดหูเปิดตาท่องโลกกว้าง อย่างทริปล่าสุดช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เราวางแผนไปเที่ยว ไอซ์แลนด์ กันค่ะ ประเทศนี้ถือเป็นดินแดนที่มีการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาและมีภูเขาไฟมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งยังเป็นสถานที่ที่ถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ได้สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งด้วย ลูกหมีจึงต้องพาตัวเองมาไกลถึงที่นี่เพื่อดูให้เห็นกับตาว่าดีงามสมคำเล่าลือหรือไม่ ทริปนี้เรามีเวลาวางแผนการเดินทางค่อนข้างกระชั้นชิด ลูกหมีกังวลเรื่องเสื้อผ้ามากที่สุด เพราะอากาศที่ไอซ์แลนด์หนาวมากถึงขั้นติดลบ ไม่รู้ที่เราเตรียมไปจะเอาอยู่หรือเปล่า แต่นั่นละ เสน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินทางคือการมีเรื่องราวให้ชีวิตได้ลุ้นบ้างก็น่าสนุกไปอีกแบบนะคะ ในส่วนของการเดินทางนั้นเรียกว่านั่งเครื่องบินกันมาราธอนเลยทีเดียว คือลูกหมีนั่งเครื่องบินจากสุวรรณภูมิไปลงฟินแลนด์ใช้เวลา 11 ชั่วโมง 15 นาที แล้วต่อจากฟินแลนด์ไปลงไอซ์แลนด์อีกเกือบ 4 ชั่วโมง เรามาพักที่กรุงเรคยาวิก (Reykjavik) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของไอซ์แลนด์ และได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่ตั้งอยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือมากที่สุดด้วย เราเที่ยวกันตั้งแต่วันแรกที่มาถึง กระเป๋ายังอยู่บนรถ ยังไม่ได้เช็กอินที่โรงแรม ชุดก็ยังไม่พร้อม เลยจะดูตลกหน่อยกับการมาเที่ยวในสถานที่ที่มีอุณหภูมิติดลบแบบนี้ ยังดีที่บนรถมีรองเท้าสำหรับเดินบนหิมะให้ใส่เพื่อกันการลื่นไถล เรานั่งรถบัสจากสนามบินไปยังภูเขา Kirkjufell ซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Church Mountain หรือภูเขาโบสถ์ อาจเป็นเพราะมีรูปทรงคล้ายโบสถ์ แต่ลูกหมีมองว่าเหมือนหมวกแม่มดมากกว่า ที่นี่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของไอซ์แลนด์ ใกล้ๆกับภูเขา Kirkjufell มีน้ำตก Kirkjufellsfoss ซึ่งตอนนี้เส้นสายของน้ำตกได้กลายเป็นน้ำแข็งไปเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นจุดถ่ายรูปสำคัญจุดหนึ่งของการเดินทางมาเยือนไอซ์แลนด์ วันที่ลูกหมีไปถึงเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน เป็นภาพที่สวยงามมากจริงๆ ค่ะ […]

วิธีที่ เบธ ร็อดเดน นักไต่เขาชั้นยอดสามารถท้าทายจุดสูงสุดใหม่ๆ ได้เสมอ

หลังจากพิชิตเส้นทางใหม่หลายครั้ง การถูกลักพาตัวในคีร์กีซสถาน และการเขียนบล็อกชีวิตแม่ยอดนิยม เบธ ร็อดเดน (Beth Rodden) ยังคงสร้างมาตรฐานใหม่ๆ ในการไต่เขาต่อไป

หากคุณกลัวงู ห้ามดูคลิปนี้

ทุกๆ ปี งูจำนวนหลายพันตัวจะเดินทางมายัง Narcisse Snake Dens ในรัฐแมนิโทบา ของแคนาดา สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ชุมนุมของงูหลากหลายสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันเนื่องมาจากภูมิประเทศและภูมิอากาศของรัฐแมนิโทบามีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับงูในการใช้ชีวิตและจับคู่ผสมพันธุ์ เมื่องูผสมพันธุ์ตัวผู้จำนวนมากจะรายล้อมไปที่ตัวเมีย บางครั้งพวกมันจะเลื้อยพันกันไปมาจนกลายเป็นลูกบอลขนาดใหญ่ นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมายังที่นี่เพื่อเยี่ยมชมและทำความเข้าใจเกี่ยวกับงูมากขึ้น เด็กๆ เองก็ชอบที่จะมาเล่นกับลูกงูที่ยังไม่อันตรายเหล่านี้ พวกเขาจะจับงูขึ้นมาไว้ในมือพลางหัวเราะคิกคัก ในขณะที่มันเลื้อยพันแขนของพวกเขา อย่างไรก็ตามสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะสำหรับใครก็ตามที่กลัวงูเป็นอันขาด เพราะจำนวนมหาศาลของงู ที่ราวกัยเส้นสปาเก็ตตี้เหล่านี้อาจทำให้หัวใจวายได้เลยทีเดียว   อ่านเพิ่มเติม :อะจึ๋ย! เต่าสองหัว มันจะรอดไหมนี่?, การอพยพขนาดใหญ่สุดของสัตว์เกิดขึ้นทุกวัน แค่เรามองไม่เห็น