สีกิริยา ป้อมปราการราชสีห์ ท่ามกลางป่าลึกในศรีลังกา - National Geographic Thailand

สีกิริยา ป้อมปราการราชสีห์ ท่ามกลางป่าลึกในศรีลังกา

ป่าดงดิบโอบล้อมด้านล่างภูเขาหินแห่ง สีกิริยา ด้านบนคือป้อมปราการที่สร้างขึ้นโดยพระเจ้ากาชัยภะที่ 1 ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 บริเวณตอนกลางของศรีลังกา ภาพถ่ายโดย PHILIPPE MICHEL/AGE FOTOSTOCK


ป้อมปราการ สีกิริยา ที่สร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 ได้ดึงดูดนักโบราณคดีอังกฤษช่วงทศวรรษที่ 1800 ซึ่งทำให้พวกเขาตกตะลึงไปกับงานแกะสลักหินรูปเหมือนสิงโตและจิตรกรรมบนภูเขาหินที่สวยงาม

ป้อมปราการสีกิริยา (Sigiriya) ตั้งอยู่บนภูเขาหินสูงชันซึ่งโผล่ขึ้นมาท่ามกลางป่าดงดิบที่อยู่ล้อมรอบในศรีลังกา ที่แห่งนี้เป็นที่ดึงดูดสายตาอย่างที่เคยเป็นมานับตั้งแต่การสร้างครั้งแรกโดยกษัตริย์ผู้ดุร้ายในช่วงศตวรรษที่ 5 สีกิริยาอันมีความหมายว่า หินของราชสีห์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโกในปี 1982 สถานที่แห่งนี้เข้าถึงได้ผ่านทางเดินเท้าที่ตัดไปยังอนุสาวรีย์รูปอุ้งเท้าคู่ของสิงโต

หลังจากการสร้าง ป้อมปราการแห่งนี้ได้ถูกป่าโดยรอบกลืนกินและเป็นที่คุ้นเคยของชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบเท่านั้น บุคคลภายนอกต้องใช้ข้อมูลที่บันทึกอยู่ในจารึกของพุทธศาสนาเพื่อค้นหาสถานที่แห่งนี้ ในที่สุด นักประวัติศาสตร์อังกฤษได้ค้นพบอาคารและจิตรกรรมบนภูเขาหินอันน่าตื่นตะลึงในช่วงศตวรรษที่ 19

สีกิริยา
ที่ตั้งของสีกิริยาบนเกาะศรีลังกา

จากราชอาณาจักรสู่อาณานิคม

สีกิริยาสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ห้าโดยพระเจ้ากาชัยภะที่ 1 (Kashyapa I) แห่งราชวงศ์โมริยะ ซึ่งเป็นชาวสิงหล เขากำหนดให้ป้อมปราการแห่งนี้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรชาวสิงหลจนกระทั่งบัลลังก์ของพระเจ้ากาชัยภะถูกโค่นล้มไปเมื่อ ค.ศ. 495

หลังยุคพระเจ้ากาชัยภะ ราชวงศ์ก็มีทั้งยุครุ่งเรืองและล่มสลาย โชคชะตาของราชวงศ์เป็นไปตามการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจกันเองในราชวงศ์ และความขัดแย้งระหว่างชาวสิงหลพื้นเมืองกับผู้รุกรานภายนอกจากอินเดีย

สีกิริยา

พงศาวดาร มหาวงศ์ แห่งศรีลังกาที่แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 5 กล่าวถึงเจ้าชายอินเดียนามวิชญา (Prince Vijaya) ผู้เป็นหลานชายของสิงโต เขาเดินทางไปที่เกาะศรีลังกาและแต่งงานกับเจ้าหญิงคูเวนี (Princess Kuveni) อันเป็นจุดเริ่มต้นของคนเชื้อชาติสิงหลในศรีลังกา (สิงหลมีความหมายว่า สิงโต) ในวัฒนธรรมชาวสิงหล สิงโตเป็นบรรพบุรุษของกษัตริย์ในเทพนิยายและเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจกษัตริย์ ภาพถ่ายนี้คือซากที่เหลือของอนุสาวรีย์ประตูอุ้งเท้าสิงโตแห่งสีกิริยา ภาพถ่ายโดย SUPERSTOCK/AGE FOTOSTOCK

มีหลายเมืองในยุคหลังที่ได้สิทธิครอบครองสีกิริยา เช่น เมืองโปลอนนารุวา (Polonnaruwa) อย่างไรก็ตาม ในช่วงศตวรรษที่สิบสอง การปกครองโดยรวมของศรีลังกาได้อ่อนแอไปทีละน้อย อำนาจของผู้ปกครองชาวสิงหลเริ่มถอยร่นออกจากพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะศรีลังกา มีการละทิ้งภูมิภาค Rajarata และศูนย์กลางการปกครองต่างๆ รวมไปถึงเมืองสีกิริยา ซึ่งในเวลานั้นก็เริ่มที่จะล่มสลาย

ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของศรีลังกาในมหาสมุทรอินเดีย ทำให้ชาวยุโรปพิจารณาเรื่องการแผ่ขยายอำนาจมายังที่นี่ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1500 เป็นต้นมา เริ่มจากโปรตุเกส ต่อมาคือดัตช์ และอังกฤษในช่วงปลายทศวรรษที่ 1700 โดยในปี 1815 ราชอาณาจักรแคนดี พื้นที่เกาะอันเป็นราชอาณาจักรเอกราชแห่งสุดท้ายได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษในท้ายที่สุด

สีกิริยา
การออกแบบของสวนในลานกว้างด้านตะวันตกของสีกิริยาตัดกับเส้นตรงด้านในที่ถูกล้อมรอบด้วยบรรยากาศพฤษชาติโดยรอบ ภาพถ่ายโดย ROBERT HARDING/AGE FOTOSTOCK

ความรู้คืออำนาจ

อังกฤษได้ส่ง จอร์จ ทูรนูร์ (George Turnour) ข้าราชการของจักรวรรดิมายังศรีลังกา โดยทูร์นูร์ผู้เป็นทั้งขุนนาง นักปราชญ์ และนักประวัติศาสตร์ผู้กระตือรือร้น ได้ทำงานร่วมกับพระสงฆ์เพื่อแปลพงศาวดารที่ชื่อว่า มหาวงศ์ (Mahavamsa) ซึ่งมีการแต่งขึ้นในศตวรรษที่ห้าจากภาษาบาลีมาเป็นภาษาอังกฤษ ตามพงศาวดารนี้ จอร์จพบชื่ออาณาจักรโบราณสองแห่ง คือ อนุราธปุระ (Anuradhapura) และ โปลอนนารุวา

ในเวลาต่อมา ทูร์นูร์ได้ศึกษาคัมภีร์จุลวงศ์ (Culavamsa) ที่กล่าวถึงเรื่องราวของพระเจ้ากาชัยภะว่า ในช่วงปลายศตวรรษที่ห้า เจ้าชายชาวสิงหลผู้นี้ได้สังหารพระเจ้าดาธุเสนะผู้เป็นบิดาเพื่อครองบัลลังก์ ช่วงชิงอำนาจจากพี่ชายซึ่งต้องหลบหนีไปที่อินเดีย และด้วยเกรงว่าจะถูกแก้แค้น พระเจ้ากาชัยภะ ได้ตัดสินใจสร้างป้อมปราการสีกิริยาแห่งนี้ แต่ก็ไร้ผล พี่ชายของเขากลับมาและโค่นล้มพระเจ้ากาชัยภะ สีกิริยาจึงสูญเสียสถานะความเป็นเมืองหลวงไปนับตั้งแต่นั้น

ในปี 1827 เจ้าหน้าที่ชาวสกอตแลนด์ โจนาธาน ฟอร์บส์ (Jonathan Forbes) ได้กลายมาเป็นเพื่อนกับทูร์นูร์ และได้ยินเรื่องราวของพระเจ้ากาชัยภะและวังของเขา จึงตัดสินใจที่จะออกตามหา ในปี 1831 เขาเริ่มออกเดินทางไปยังสถานที่ที่ชาวบ้านบอกว่าจะพบเจอซากของเมืองโบราณนี้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่แน่ใจว่าเขาจะได้พบเมืองโบราณที่กล่าวไว้ในคัมภีร์หรือไม่ เขาจึงละทิ้งการเดินทางในครั้งนั้นและมาเยือนที่แห่งนี้อีกครั้งใน 2-3 ปีต่อมา เขาแกะรอยคูเมืองที่ล้อมรอบสวนที่ด้านล่างหินผาแต่ไม่ได้ปืนขึ้นไป เขาสงสัยว่าชื่อ สีกิริยา ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสิงโต เนื่องจากเขาไม่ได้เห็นสิ่งใดที่ยืนยันที่มาในเชิงนิรุกติศาสตร์ (etymology) ของคำนั้นได้เลย

สีกิริยา
สีกิริยาเป็นสถานที่ที่รวมการออกแบบและการใช้งานเข้าด้วยกัน ความต้องการทั้งน้ำสะอาดและการออกแบบที่สวยงามได้รวมกันเป็นสวนหลวงพระเจ้ากาชัยภะที่มีการออกแบบสมมาตรอันละเอียดลออ บ่อน้ำที่ใหญ่ที่สุดวางตัวอยู่ที่ลานกว้างด้านตะวันตก บันไดที่ลาดเอียงนี้มีบรรดาสวนเล็กๆ ตรงด้านล่างของภูเขาหิน ภาพถ่ายโดย DEA/AGE FOTOSTOCK

จิตรกรรมผนังถ้ำอันเลิศเลอ

ในปี 1851 นักไต่เขาชาวอังกฤษได้ปืนขึ้นไปถึงยอดได้ในที่สุด แต่งานสำรวจที่แห่งนี้เป็นหน้าที่ของ แฮร์รี ซี.พี. เบลล์ (Harry C.P. Bell) กรรมาธิการด้านโบราณคดีแห่งซีลอน การสำรวจของเขาในช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้าได้เป็นรากฐานของการศึกษาที่แห่งนี้ในเวลาต่อมา

เบลล์ได้สืบหาแผนผังของเมืองอัศจรรย์ของพระกาชัยภะแห่งนี้อย่างอุตสาหะ พร้อมกับการลงรายละเอียดของงานแกะสลักอุ้งเท้าสิงโตอันงดงามที่อยู่บริเวณทางเข้า ซึ่งฟอร์บส์ไม่มีโอกาสได้เห็น

สีกิริยา
ภาพวาดบนผนังภูเขาหินที่สีกิริยาเป็นรูปหญิงงามที่กำลังเต้นรำและถวายเครื่องสักการะ ซึ่งเชื่อว่าเป็นนางอัปสร นักนาฏศิลป์บนสรวงวรรค์ตามตำนานเทพนิยายแห่งอินเดีย ภาพถ่ายโดย JOSÉ RAGA/AGE FOTOSTOCK (บน) และ PHILIPPE MICHEL/AGE FOTOSTOCK (ล่าง)

นอกเหนือไปจากสวนน้ำที่ตกแต่งอย่างวิจิตรที่ด้านล่างของภูเขา การสำรวจของเบลล์ได้พบกับภาพวาดโบราณบนหน้าภูเขาหินแห่งนี้ ที่สีกิริยามีการตกแต่งด้วยจิตรกรรมที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งมรดกทางศิลปะที่มีคุณค่าของศรีลังกา มีภาพจิตรกรรม 21 ภาพที่แสดงถึงเรื่องนางอัปสร คือนางฟ้าที่เป็นนางรำบนสวรรค์

ไม่ไกลจากภาพวาดโบราณ จะมีภาพวาดบนผนังโดยพระและผู้แสวงบุญที่มาเยือนในช่วงศตวรรษที่แปดถึงสิบสาม และมีข้อความจากอดีตที่อาจทำให้ผู้มาเยือนในยุคสมัยนี้ต้องตื่นตะลึงว่า “สีกิริยา สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยความวิเศษ ตั้งอยู่บนเกาะ [แห่งศรีลังกา] เราเห็นอารมณ์แห่งความรื่นรมย์ และภูเขาหินที่ตรึงใจของผู้คนที่ได้มาเยือน”

เรื่อง VERÓNICA WALKER 


อ่านเพิ่มเติม ค้นพบอุโมงค์แห่งใหม่ใต้พีระมิดโบราณ 

เรื่องแนะนำ

รวมสุดยอดสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งเมียนมา

สถูปสีทอง วัดขั้นบันได และอารามสถานที่สุกสว่างไปด้วยแสงไฟได้แต่งแต้มทิวทัศน์ของ เมียนมา ให้สวยงาม ประเทศที่ปกคลุมไปด้วยความลึกลับอย่างเมียนมาเพิ่งออกจากทศวรรษแห่งความโดดเดี่ยวภายใต้การปกครองของกองทัพ และเริ่มเปิดพรหมแดนเพื่อการท่องเที่ยวอีกครั้ง (ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความโดดเดี่ยวอีกครั้งจากการยึดอำนาจของทหารในขณะนี้) สถูปสีทอง วัดขั้นบันได และอารามสถานสุกสว่างไปด้วยแสงไฟได้แต่งแต้มทิวทัศน์ให้สวยงาม และเผยให้เห็นถึงวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นคริสต์ศักราช แม้ว่าเมียนมาจะไม่ได้กำหนดศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ แต่ร้อยละ 90 ของประชากรทั้งประเทศนั้นนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งอยู่ร่วมกว่ากลุ่มชาติกว่า 100 กลุ่มที่นับถือศาสนาอื่นๆ เช่นคริสต์ศานาหรืออิสลาม นี่คือเรื่องราวของสถานที่ศักดิ์ในหลายภูมิภาคของเมียนมา ที่จะเผยให้เห็นถึงความอลังการและศรัทธาในศาสนาของพวกเขา เรื่อง GULNAZ KHAN เจดีย์วัดอองสัจจะ (AUNG SAKKYA PAGODA) โดดเด่นเป็นสง่าบนท้องฟ้าเมืองโมนยวา เจดีย์ที่มีความสูงกว่า 122 เมตรถูกล้อมรอบด้วยเจดีย์ที่เล็กกว่าซึ่งมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายใน ภาพถ่ายโดย LEMAIRE STEPHANE/HEMIS.FR, GETTY IMAGES พระธาตุอินทร์แขวน (Kyaikhtiyo Pagoda) ตั้งอยู่อย่างโอนเอนอยู่ริมหน้าผา พระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งรู้จักอีกชื่อหนึ่งว่าศิลาทองคำ ถือเป็นพื้นที่แสวงบุญสำคัญในรัฐมอญ ตามตำนานกล่าวว่านี่เป็นเจดีย์ที่บรรจุพระเกศา (ผม) ของพระพุทธเจ้า ภาพถ่ายโดย FEBRUARY, GETTY IMAGES ประเพณีแห่พระบัวเข็มแห่ผ่องดออู ที่อินเล (Phaung […]

แล ทะเลน้อย แลชีวิต แลความงดงาม

แล ทะเลน้อย แลชีวิต แลความงดงาม ในอ้อมกอดแห่งทะเลสาบสงขลา -1- ….เวลาเช้ากำลังพองาม … แสงแดด กำลังกำดัด-ไม่ร้อนแรงเกินไป ปุยเมฆขาว เป็นฝอย ลอยล่องฟ่องฟูอยู่คู่กับฟ้าคราม งามตามความเหมาะสม เสมือนโทรมาสั่งล่วงหน้าไว้ได้ เมื่อเราเดินทางมาถึง “เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ทะเลน้อย” เรื่อง เจนจบ ยิ่งสุมล ภาพถ่าย อิสรชน พงไพร เบื้องหน้า ดอกบัวแดงนับหมื่นนับแสนดอก ชูช่อดารดาษ ราวกับจะอวดศักดาให้ก้องไกร ว่าที่นี่คือสัญลักษณ์สำคัญที่สวยที่สุดของทะเลน้อย และแน่นอน ย่อมไม่มีบึงบัวที่ไหน ในโลกนี้ อลังการด้วยความงาม เทียบเท่าที่นี่ได้อีกแล้ว คนที่เพิ่งมีโอกาสมาเห็นทะเลน้อยเป็นครั้งแรก แน่นอนต้องตะลึงตามติดมาด้วยอาการตื่นตาตื่นใจแทบทุกคน ทะเลสาบสงขลา ที่กว้างใหญ่ หลายสิบล้านไร่นั้น หากเปรียบไปให้เห็นภาพ ทะเลสาบทั้งหมดทั้งมวล หากเป็นคล้ายดั่งกระเพาะอาหารในตัวตนของคนเรา ทะเลน้อย ในความรู้สึกของผมก็คือ”ไส้ติ่ง” นั่นเองเพราะทะเลน้อยมีพื้นที่ 17,500 ไร่ ซุกซ่อนตัวเองอย่างเจียมเนื้อเจียมตน เป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบสงขลา  ที่มีพื้นที่ถึง 5.31 ล้านไร่ ส่วนของทะเลสาบสงขลาส่วนนี้ นอกจากจะเป็นส่วนที่เล็กที่สุดแล้ว ผมว่าเธอยังงามงดที่สุด […]

การเรืองแสงทางชีวภาพ : ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าทึ่ง

หากพูดถึงในเรื่องของเวทมนตร์แล้ว คงไม่มีเหตุการณ์ไหนใกล้เคียงกับคำว่าเวทมนตร์ไปกว่า การเรืองแสงทางชีวภาพ อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสหิ่งห้อยตัวเป็นๆ หรือการเดินเล่นริมชายหาดในตอนกลางคืนพร้อมกับเห็นรอยเท้าของตัวเองที่เรืองแสงท่ามกลางหาดทรายเป็นจำนวนล้านๆ เม็ด การเรืองแสงทางชีวภาพ เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สวยงาม อีกทั้งยังทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกดั่งตนเองได้สัมผัสอยู่ในโลกของเทพนิยาย ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายออกมาได้เป็นคำพูดง่ายๆ คือสิ่งมีชีวิตหรือพืชนั้นสามารถสร้างแสงขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง โดยปัจจุบัน การศึกษาเกี่ยวกับโมเลกุลของการเรืองแสงทางชีวภาพนั้นมีบทบาทกับการศึกษาวิจัยโรคร้ายในมนุษย์ อย่างโรคมะเร็ง โรคไวรัสภูมิคุ้มกันเสื่อมในคน ตลอดจนไข้มาลาเรีย และถึงแม้ว่าทุกวันนี้ เราอาจจะหาคำตอบได้แล้วว่าสาเหตุของ การเรืองแสงทางชีวภาพ นั้นเกิดขึ้นจากสารลูซิเฟอร์ริน (Luciferin) ไปรวมกับออกซิเจนในอากาศ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงต้องหาศึกษากันต่อไปถึงเหตุผลของการเกิดปรากฏการณ์เรืองแสงนี้ ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราอาจจะยังหาคำตอบให้กับปรากฏการณ์ชวนเหลือเชื่อนั้นไม่ได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปรากฏการณ์การเรืองแสงทางชีวภาพนั้นเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่อยู่ใน baskets list ของใครหลายๆ คน ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างให้ความสนใจกับปรากฏการณ์นี้มากขึ้น วันนี้ทางเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จะพาไปทำความรู้จักกับ 8 สถานที่ที่จะทำให้ผู้อ่านเพลิดเพลินไปกับการจ้องมองการเรืองแสงของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นจากพืชหรือจากสัตว์ จนแทบจะลืมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรศัพท์มือถือ หรือว่าคอมพิวเตอร์กันไปเลย หิ่งห้อยและการเดินทอดน่องเหนือยอดไม้, แอฟริกาใต้ ทุกๆ ฤดูร้อน บรรดาเหล่าหิ่งห้อยเป็นจะบินมาจับคู่ผสมพันธ์ส่องแสงเป็นประกายแวววาวในสวน Kirstenbosch National Botanical Garden ที่มีพื้นที่กว้างขวาง 5 ตารางกิโลเมตร การไปเที่ยวชมแสงระยิบระยับของหิ่งห้อยครั้งนี้เปรียบเสมือนกับการเดินทางไปดูแสงเหนือที่ประเทศไอซ์แลนด์กันเลยทีเดียว สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการไปชมการเรืองแสงชีวภาพครั้งนี้ คือภายในเดือนตุลาคม นอกจากนี้แล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถรับชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้ที่ […]

เส้นทางกองทัพบนหลังม้าแห่ง ไซบีเรีย

เส้นทางกองทัพบนหลังม้าแห่ง ไซบีเรีย: ไบคาล (Baikal) เกินจุดเยือกแข็ง หนังสือเล่มหนึ่งชื่อเรื่องสะดุดตา ชื่อว่า “The Blue Wolf” a novel of the life of Chinggis Khan.” ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดยใช้ชื่อว่า “ตำนานจอมทัพมองโกล” เนื้อหาบอกเล่าประวัติศาสตร์เส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ของเตมูจิน หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อเจงกิสข่าน ผู้รวบรวมชนเผ่าเร่ร่อนของทุ่งหญ้าแห่ง ไซบีเรีย (Siberia) ให้เป็นหนึ่ง และแม่ทัพที่สามารถรวบรวมอาณานิคมกว้างใหญ่ที่สุดในช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ด หลายคนอาจไม่รู้จักเตมูจิน หรืออาจเคยฟังเรื่องเล่า หรือเคยอ่านประวัติเตมูจินแต่ลืมเลือนไปแล้ว ผู้เขียนก็เช่นกัน แต่กลับต้องแปลกใจเมื่อกำลังท่องเที่ยวอยู่ในแคว้นไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย หลายสถานที่ผู้นำเที่ยวท้องถิ่นพูดถึงชื่อเตมูจิน (Temujin) หลายครั้ง จนต้องกลับไปทบทวนเกี่ยวกับประวัติของเตมูจิน แม่ทัพใหญ่แห่งเผ่ามองโกเลีย ผู้กลายมาเป็นเจงกิสข่าน ว่ามีความสำคัญอย่างไรกับแคว้นไซบีเรีย ทั้งๆ ที่เตมูจินเป็นนักรบจากมองโกลและแน่นอนว่าหนึ่งในเส้นทางเดินทัพของเตมูจินคือเส้นทางสายดวงตาสีฟ้าแห่งไซบีเรีย (The blue eyes Siberia) นั่นคือทะเลสาบไบคาลที่กว้างใหญ่หลายร้อยกิโลเมตร กองทัพบนหลังม้าของเจงกิสข่านได้ชื่อว่าเป็นนักรบที่แข็งแกร่งและน่าหวาดกลัวในยุคที่มองโกลเลียล่าอาณานิคม สำหรับตัวผู้เขียนซึ่งเป็นชาวไทย นึกภาพไม่ออกเลยถึงความน่าเกรงขามของกองทัพมองโกลในยุคนั้น จนกระทั่ง เมื่อทะเลสาบไบคาล (Baikal) ในเมืองอีร์คุตสค์ (Irkutsk) […]